บทที่ 7 เตรียมทะยานขึ้นฟ้า (หน้า 2)

    นางหุบพัดหยกลง ขยับตัวคราหนึ่ง ชุดแพรเบาบางที่สวมใส่ก็สั่นพลิ้วทั้งที่ปราศจากลมโชย ลื่นไหลลงจากเรือนร่างอันขาวผ่องของนาง

    พริบตาที่นางหุบพัดหยกของนาง ฝานไคว่พลันเคลื่อนไหวแล้ว

    แต่มันแทนที่จะโถมเข้าไปโอบกอดหญิงงาม กลับพุ่งถอยไปด้านหลังดุจลูกธนู จนพ้นจากหลังคาห้องท้องเรือ เห็นแน่ชัดว่าจะตกลงน้ำแล้ว

    หญิงงามนั้นแค่นเสียงอย่างเย็นชา คลี่พัดหยกออก กลับกลายเป็นใบมีดหนากว้าง กรีดฝ่าอากาศเข้าหา

    ก่อนที่ฝานไคว่จะกระโดดลงน้ำ ชิงสะบัดซัดมีดบินออก

    มีดบินคล้ายประกายสายฟ้า หญิงงามนั้นแม้ทระนงถือดี แต่ถูกมีดนี้สร้างความระย่นย่อ พุ่งเฉียงๆ ไปด้านหลัง โบกพัดหยกนางงามออก เสียงเช้งพร้อมกับประกายไฟแลบกระจาย นับว่าปัดป่ายมีดบินพ้นห่างไป แต่ฝานไคว่ก็จมหายาลงในน้ำจนไร้ร่องรอยแล้ว

    หญิงงามนั้นขุ่นข้องใจยิ่ง พึมพำว่า “กลับถูกท่านหนีรอดได้” นางมองดูพัดหยกในมือรำพึงอีกว่า “อำเภอเพ่ยเสี้ยนกลับมียอดฝีมือเช่นนี้...”

    

    “นางคือจางอิ๋ง”

    หลิวปังพอฟังฝานไคว่บอกเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนจบ จึงกล่าวช้าๆ ออกมา

    ฝานไคว่สะท้านขึ้นคราหนึ่ง กล่าวว่า “ท่านหมายถึงจางอิ๋ง ผู้เป็นกุนซือหญิงแห่งทำเนียบทางโลก?”

    หลิวปังกล่าวย้ำว่า “เป็นนาง เพราะมีแต่นางจึงร่านราคะปานนั้น และใช้เพลงพัดนางงามเช่นนั้น ท่านสามารถหนีรอดจากเงื้อมมมือจางอิ๋ง ต้องขอบคุณต่อความเชื่อมั่นในตัวเองของนาง”

    ฝานไคว่รับฟังไม่เข้าใจ ทวนคำ “ความเชื่อมั่นในตัวเอง?” หลิวปังยิ้มพลางกล่าวว่า “นางเข้าใจว่าตัวเองมีรูปโฉมความงามไร้ผู้ต่อต้าน ไม่ว่าบุรุษใดล้วนสยบต่อชายกระโปรงของนาง จึงเกิดความชะล่าใจปล่อยให้ท่านหนีรอดได้...ดีที่ท่านไม่ได้ร่วมหฤหรรษ์กับนาง ไม่เช่นนั้นต่อให้นางไม่ฆ่าท่าน จะทำให้นึกเสียใจภายหลัง”

    ฝานไคว่หัวร่อฮาฮากล่าวว่า “ตอนนี้เรานึกเสียใจอยู่หลายส่วน กลับพลาดโอกาสลิ้มลองรสชาติของหญิงงามยั่วเมืองเช่นนั้น ช่างน่าเสียดายจริงๆ”

    หลิวปังสั่นศีรษะกล่าวว่า “นางเป็นหญิงงามยั่วเมืองจริง แต่ว่ามีอายุไม่น้อยแล้ว หากเราคำนวณนับไม่ผิด ตอนนี้นางสมควรมีอายุเกินสี่สิบปี อยู่ในช่วงเวลาที่มีความต้องการทางเพศรุนแรง เอ่ยถึงความสามารถบนเตียง ท่านมิใช่คู่มือของนาง”

    ฝานไคว่งงงันวูบใหญ่ จึงกล่าว “เป็นไปไม่ได้ ผิวพรรณและรูปโฉมของนางนวลเนียนถึงเพียงนั้น อย่างมากเป็นหญิงสาวซึ่งเพิ่งสัมผัสกับเพศรสมา”

    หลิวปังอธิบายว่า “ตอนนี้จ้าวเกาเป็นชายชราอายุห้าสิบเศษ จางอิ๋งเป็นศิษย์น้องเพียงหนึ่งเดียวของมัน จากข้อนี้แสดงว่านางมีอายุไม่น้อย ยังมีในยุทธจักรร่ำลือถึงวิชาคงรูปโฉม ผิวพรรณของนางที่เต่งตึงปานนั้น อาจมีส่วนสืบเนื่องจากวิชารักษารูปโฉม แต่ว่าเหล่านี้ไม่สำคัญ ประการสำคัญคือแม้แต่บุคคลสำคัญของทำเนียบทางโลกเช่นจางอิ๋งยังมาถึงอำเภอเพ่ยเสี้ยน หรือว่าทำเนียบทางโลกล่วงรู้แผนการของพวกเราแล้ว?”

    ฝานไคว่ค่อยรู้สึกถึงความหนักหนาสาหัสของเรื่องราว ขบคิดชั่วขณะจึงกล่าว “อาจบางทีการมาของจางอิ๋งเพียงเป็นบังเอิญ ไม่เช่นนั้นนางคงไม่หลบหน้าจางฉงแล้ว”

    หลิวปังผุดลุกขึ้นมือไพล่หลัง เดินไปมาในห้องลับ คล้ายชั่งน้ำหนักถึงเรื่องราวบางประการ สุดท้ายหยุดเท้าลง กล่าวว่า “เพื่อความปลอดภัย พวกเราคงต้องเลื่อนแผนการออกไปสิบวัน จากนั้นดำเนินการตามแผนในวันประชุมเจ็ดพรรคเจียงไหว มีแต่ทำเช่นนี้ พวกมันค่อยตั้งตัวไม่ทัน”

    ฝานไคว่ยอมรับว่านี่เป็นวิธีที่จะดำเนินการอย่างได้ผล ขณะเดียวกันก็เพิ่มพูนอัตราส่วนของความสำเร็จ แต่ข้อเสียคือเปิดโอกาสให้จางฉงกับฟางรุ่ยมีเวลามาลอบสังหารหลิวปัง จึงบอกข้อกริ่งเกรงนี้ออกไป

    หลิวปังยิ้มออกมา กล่าวช้าๆ ว่า “ไม่ว่าคู่มือเป็นใคร หากต้องการชีวิตเราไม่ง่ายนัก ในทางกลับกัน เมื่อถึงวันลงมือ เรายังจะเสนอตัวไป ให้โอกาสแก่พวกมัน ดูว่าพวกมันมีความสามารถเพียงไหน”

    น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นตัวเอง ทั้งยังบังเกิดความคิดฆ่าฟันขึ้น

 

    ที่ลานตึกเล็กๆ ทางด้านหลังของสำนักหงส์ดำ จี้คงโส่วกับหานซิ่นยืนอยู่เบื้องหน้าฝานไคว่ จับจ้องมองมีดบินเจ็ดนิ้วในมือมัน รับฟังมันถ่ายทอดวิชามีดบินออกมา

    ฝานไคว่ระบายลมหายใจอย่างโล่งอก กล่าวว่า “สิบวันนี้เราอธิบายเคล็ดความสำคัญและรายละเอียดของการใช้มีดบินให้จนหมดสิ้น หวังว่าเกิดประโยชน์แก่พวกท่าน”

    ภายใต้การชี้แนะโดยไม่ปิดบังอำพรางของฝานไคว่ พลังฝีมือของจี้คงโส่วกับหานซิ่นล้วนรุดหน้าราวติดปีกบิน พอฟังจึงกล่าว “เช่นนี้เป็นว่าวันนี้เป็นวันที่พวกเราฝึกฝีมือจากอาจารย์สำเร็จแล้ว”

    ฝานไคว่โบกมือกล่าวว่า “เราไม่กล้ารับเป็นอาจารย์ หากเราดูไม่ผิด ความสำเร็จในวันหน้าของพวกท่านยังเหนือล้ำกว่าเรา เราสามารถเป็นสหายของพวกท่านก็พึงพอใจมากแล้ว”

    จี้คงโส่วกับหานซิ่นพากันยื่นมือออกไป กล่าวว่า “อย่างนั้นพวกรเตบมือสาบาน คบหาเป็นสหายกัน”

    ทั้งสามตบมือกันสามครั้งครา จากนั้นหัวร่อฮาฮาออกมา

    ฝานไคว่ล้วงมีดบินที่จัดสร้างอย่างประณีตจากอกเสื้อหกเล่ม แบ่งออกเป็นสองส่วน ยื่นส่งต่อจี้คงโส่วกับหานซิ่น กล่าวว่า “เราไม่มีของใดกำนัลให้ ขอมอบมีดบินหลายเล่มนี้แก่น้องทั้งสอง หวังให้พวกท่านมีส่วนช่วยพัฒนาให้ระบือไกล”

    จี้คงโส่วยื่นสองมือรับมีดบินมา ซุกเบไว้ในอกเสื้อ กล่าวอย่างสำรวมว่า “พี่ใหญ่ฝาน ท่านมีพระคุณต่อพวกเราดุจขุนเขา น้ำใจนี้เราจี้คงโส่วขอน้อมรับไว้แล้ว”

    ฝานไคว่กล่าวว่า “หากคิดเป็นสหายเรา ท่านต้องลบเลือนน้ำใจนี้ไป ไม่เช่นนั้นเราท่านไม่อาจคบหาเป็นสหายกัน”

    คนทั้งสามสบตายิ้มให้แก่กัน จากนั้นถกถึงเคล็ดวิชาฝีมือเพิ่มเติม พลันได้ยินที่ด้านหลังบังเกิดสุ้มเสียงหนึ่งดังว่า “เอินกง (ท่านผู้มีพระคุณ) ทั้งสองมาถึงอำเภอเพ่ยเสี้ยนหลายวัน วันนี้เราหลิวปังค่อยมาเยือน ที่เสียมารยาทไปโปรดให้อภัยด้วย”

    จี้คงโส่วกับหานซิ่นทั้งแตกตื่นทั้งยินดี พอเหลียวหน้าไป เห็นหลิวปังสวมชุดสีขาว สองมือไพล่หลัง เดินช้าๆ เข้ามา

    คราก่อนที่ริมชายหาด หลิวปังรับบาดเจ็บสาหัสมีสภาพทุลักทุเล จี้คงโส่วกับหานซิ่นมีความทรงจำต่ออีกฝ่ายเพียงผิวเผิน แต่ยามนี้เห็นอีกฝ่ายสูงส่งสง่า คึกคักแจ่มใส ใบหน้าคล้ายสลักเสลา สองคิ้วชี้เฉียงจรดจอน แฝงอำนาจบารมีชนิดหนึ่ง บันดาลให้ผู้พบเห็นบังเกิดความเคารพยำเกรง

    จี้คงโส่วรีบกล่าวว่า “พี่ใหญ่หลิว ท่านไม่เป็นไรแล้ว”

    พลางฉุดลางหานซิ่นคิดหมายคุกเข่าลง หลิวปังรีบประคองทั้งสองเอาไว้ กล่าวว่า “เราไม่อาจรับการคารวะ หากมิใช่คราก่อนพวกท่านยื่นมือช่วยด้วยคุณธรรม เกรงว่าเราเป็นผีน้ำไปตั้งแต่แรก ไหนเลยยืนสนทนากับพวกท่านในที่นี้อีก?”

    หานซิ่นหัวร่อฮิฮะกล่าวว่า “นี่ลำบากเพียงยกมือ เรื่องเล็กน้อยเพียงนี้ไยต้องเอ่ยถึง?”

    หลิวปังกล่าวอย่างจริงจังว่า “สำหรับพวกท่านอาจเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับกับเราเป็นเรื่องความเป็นความตาย เราไหนเลยเป็นคนลืมพระคุณได้?” จากนั้นกล่าวอย่างสนิทสนมว่า “เราได้ยินฝานไคว่บอกว่า พวกท่านเพียงเป็นสหาย ยังเรียนรู้ไม้ตายมีดบินของมัน แสดงว่าพวกท่านล้วนมีพรสวรรค์ควรแก่การส่งเสริม วันหน้าต้องมีชื่อเสียงเลื่องลือ”

    ฝานไคว่เห็นทั้งหมดสนทนาอย่างกลมกลียว จึงสั่งคนจัดเตรียมสุราอาหาร จากนั้นคนทั้งสี่นั่งดื่มกินกันที่สวนหลัง

    สุราผ่านไปสามรอบ หลิวปังยิ้มพลางกล่าวว่า “เราคิดรับทราบวิชามีดบินของพวกท่านเพื่อเพิ่มความครึกครื้นยามดื่มกิน ลองแสดงฝีมือออกมาเป็นอย่างไร?”

    มันที่ให้ความสนใจต่อวิชาฝีมือของจี้คงโส่วกับหานซิ่น เนื่องเพราะการประชุมเจ็ดพรรคเจียงไหวใกล้มาถึง คิดอาศัยคนแปลกหน้าเช่นจี้คงโส่วกับหานซิ่นทำงานสำคัญประการหนึ่ง

    ซึ่งความจริงจี้คงโส่วกับหานซิ่นเพิ่งร่ำเรียนไม้ตายมีดบิน ก็กระตือรือร้นใคร่ทดสอบดู พอฟังข้อเสนอของหลิวปังก็แย่งกันผุดลุกขึ้น

    หลิวปังยิ้มพลางยกชูถ้วยสุราขึ้น กล่าวว่า “พวกท่านไม่ต้องแย่งกัน ให้ลงมือโดยพร้อมเพรียง โดยถือถ้วยสุราใบนี้เป็นเป้าหมาย พริบตาที่เราซัดขว้างถ้วยสุราออกไป ผู้ใดซัดมีดบินถูก ผู้นั้นเป็นฝ่ายชนะ”

    จากนั้นบอกให้จี้คงโส่วกับหานซิ่นชักมีดบินออกถือมั่น ยืนอยู่ห่างไปสิบวา ค่อยมองดูสุราที่เหลือในถ้วย เกร็งกำลังดูดวูบ น้ำสุราก็ถูกดูดเข้าปากราวน้ำพุ

    ฝานไคว่ชมเชยว่า “ฝีมืออันยอดเยี่ยม”

    จี้คงโส่วกับหานซิ่นเพียงชมดู หาเอ่ยปากไม่ ทั้งสองมุ่งความสนใจมาที่ถ้วยสุราในมือหลิวปัง หลังจากผ่านการฝึกปรือสิบวันสิบคืน พวกมันต้องการทราบว่าไม้ตายมีดบินของตนเองบรรลุถึงระดับใด

    กาลเวลาคล้ายหยุดนิ่งไปชั่วขณะ เสียงซี่พลันดัง หลิวปังงอนิ้วดีดวูบ ถ้วยสุราค่อยหลุดจากมือ แฝงพลังหมุนวนขุมหนึ่งบินคว้างอยู่กลางอากาศ

    เส้นวงโคจรของถ้วยสุราไม่มีกำหนดกฎเกณฑ์และไม่มีลักษณะตายตัว แม้แต่ระดับความเร็วก็แบ่งเป็นช่วงๆ คล้ายภูตน้อยที่ไม่อาจไขว่คว้าจับต้องได้ตนหนึ่ง

    ขณะที่ถ้วยสุราลอยขึ้นไปถึงจุดสูงสุด เริ่มตกวูบลงมา จี้คงโส่วกับหานซิ่นพากันตวาดเบาๆ แยกย้ายกันซัดมีดบินออกดุจสายฟ้า

    หลิวปังตากระจ่างวูบหนึ่ง เนื่องเพราะมันดูออกว่า ไม่ว่าถ้วยสุราจะโคจรหมุนวนอย่างไร ยากรอดพ้นจากจุดแตกดับสลาย

    เสียงปงคราหนึ่ง ถ้วยสุราใบนั้นแตกระเบิดออก ขณะที่เศษเคลือบกระจัดกระจายร่วงพรูลง กลางอากาศยังเกิดประกายมีดแลบแปลบปลาบ จากนั้นสาบสูญจนไร้ร่องรอย

    มีดบินเจ็ดนิ้วกลับไปในมือจี้คงโส่วกับหานซิ่น ยกค้างเอาไว้ ราวกับภาพเหตุการณ์เมื่อครู่เพียงเป็นภาพลวงตาฉากหนึ่ง

    แต่หลิวปังกับานไคว่ล้วนเห็นชัดตาว่า จี้คงโส่วกับหานซิ่นแม้ซัดจู่โจมตามอารมณ์ แต่ผสานสอดคล้องอย่างแนบเนียน มีดบินทั้งสองเล่มแทบกระทบถูกถ้วยสุราพร้อมกัน

    ฝานไคว่ทั้งลิงโลดทั้งชื่นชม กล่าวว่า “พวกท่านลงมือเป็นครั้งแรกก็รู้ใจกันถึงเพียงนี้ แสดงว่าเป็นอัจฉริยะบุรุษในการฝึกวิชาบู๊จริงๆ”

    มันแม้เป็นผู้ถ่ายทอดวิชามีดบิน แต่นึกไม่ถึงว่าจี้คงโส่วกับหานซิ่นเพียงใช้เวลาสิบวัน ก็ก้าวข้ามขอบเขตจำกัดที่ตนเองยังไม่บรรลุถึงมาก่อน แทบถึงขั้นฟ้าเกิดจากครามแต่เหนือกว่าคราม (ข้อความในหนังสือซจินจื่อมีอยู่ว่า สีฟ้าเขียวกลั่นจากต้นคราม แต่สีสันแก่กว่าคราม ใช้อุปมาอุปไมยลูกศิษย์ที่มีความสำเร็จเหนืออาจารย์)

    จี้คงโส่วกล่าวถ่อมตนว่า “นี่ล้วนเป็นผลจากการอบรมสั่งสอนของพี่ใหญ่ฝาน หากปราศจากพี่ใหญ่ฝานชี้แนะ พวกเราไหนเลยเรียนรู้วิชามีดบินเช่นนี้ได้?”

    หลิวปังไม่กล่าวกระไร เดินช้าๆ กลับมาที่โต๊ะ ฝีมือการแสดงออกของจี้คงโส่วกับหานซิ่น สร้างความสะท้านสะเทือนทางจิตใจแก่หลิวปัง เนื่องเพราะมันทราบว่าก่อนหน้านี้ชายหนุ่มทั้งสองเพียงเป็นอันธพาลน้อยซึ่งไม่ทราบว่าพลังฝีมือเป็นอะไร    

    หลิวปังกวักมือเรียกหาทั้งหมดกลับเข้านั่งประจำโต๊ะ กวาดตาไปยังฝานไคว่แวบหนึ่ง ค่อยกล่าวด้วยสีหน้าที่ชื่นชมว่า “วันนี้ได้เห็นพวกท่านแสดงยอดวิชา แทบไม่เชื่อว่าพวกท่านใช้เวลาร่ำเรียนเพียงสิบวัน อย่าเพิ่งเอ่ยถึงการควบคุมใช้พลังเป็นมั่นเหมาะ ที่หายากยิ่งคือความรู้ใจกัน อันว่าสติปัญญาควรใช้ในกิจการใหญ่ อีกสามวันจะถึงกำหนดนัดประชุมของเจ็ดพรรคเจียงไหว เราคิดขอให้พวกท่านทำงานสำคัญประการหนึ่ง” พลางเพ่งตาจ้องจับบนใบหน้าชายหนุ่มทั้งสอง รอให้พวกมันเอ่ยปาก

    จี้คงโส่วกล่าวอย่างสำรวมว่า “พี่ใหญ่หลิววางใจ ขอเพียงเป็นเรื่องที่ท่านกับพี่ใหญ่ฝานสั่งมา พวกเราจะกระทำอย่างสุดความสามารถ”

    หลิวปังยิ้มด้วยความพึงพอใจ กล่าวว่า “เรื่องนี้บอกว่ายากไม่ยาก บอกว่าง่ายไม่ง่าย มิหนำซ้ำต้องให้พวกท่านกระทำ จึงจะสำเร็จลุล่วง นั่นคือลอบสังหารจางฉงแห่งร้านรวงเสื้อเขียว”

    จี้คงโส่วสะท้านขึ้นคราหนึ่ง ร้องโพล่งว่า “จางฉง? ร้านรวงเสื้อเขียว?”

    หลิวปังกล่าวอย่างแช่มช้าว่า “ใช่แล้ว หากต้องการให้การประชุมของเจ็ดพรรคเจียงไหวดำเนินไปโดยลุล่วง ต้องลอบสังหารจางฉง มีแต่ทำเช่นนี้ เราค่อยควบคุมสถานการณ์ทั้งหมดได้”

    จี้คงโส่วขมวดคิ้วกล่าวว่า “ด้วยขีดความสามารถของพวกเราในตอนนี้ คิดลอบสังหารให้สำเร็จคล้ายยากเย็นยิ่ง จะอย่างไรจางฉงเป็นหัวหน้าค่ายพรรคหนึ่ง หาใช่ชนชั้นธรรมดาไม่”

    หลิวปังกล่าวว่า “จางฉงเป็นคน คนย่อมมีจุดอ่อน ขอเพียงมุ่งเป้าไปที่จุดอ่อนของมัน จะมีโอกาสสัมฤทธิ์ผลถึงเจ็ดส่วน ยังมีด้วยฝีมือของพวกท่าน ขอเพียงเกิดความเชื่อมั่น ไม่แน่ว่าจะไม่ประสบผล”

    จี้คงโส่วกล่าวว่า “แต่ว่าพวกเราไม่เคยกระทำเรื่องเช่นนี้มาก่อน ย่อมตื่นเต้นตึงเครียด หากพลาดเรื่องสำคัญของพี่ใหญ่หลิว พวกเราคงไม่สบายใจ หากพวกท่านลงมือด้วยตัวเอง ไยมิใช่มีความมั่นใจมากกว่าพวกเรา?”

    หลิวปังสบตากับฝานไคว่แวบหนึ่ง จี้คงโส่วกล่าวเช่นนี้แสดงว่ามีความคิดอ่าน มองเห็นประเด็นของปัญหา หลิวปังจึงกล่าว “นี่เป็นสาเหตุที่เราต้องพึ่งพาพวกท่าน ทั่วทั้งอำเภอเพ่ยเสี้ย นอกจากเรากับน้องฝานแล้ว ไม่มีผู้ใดรู้ประวัติความเป็นมาของพวกท่าน ยิ่งไม่มีผู้ใดทราบว่าพวกท่านเป็นคนของเรา ดังนั้นการลอบสังหารจางฉง พวกท่านเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด เราเมื่อคิดรวมเจ็ดพรรคเป็นสหพันธ์ ระหว่างอยู่ในที่ประชุมไม่อาจลงมือ ไม่เช่นนั้นจะเป็นครหานินทา”

    จี้คงโส่วหวนนึกถึงพวกมันเมื่อตกล่งเข้าร่วมกับหลิวปัง ย่อมต้องทำตามคำสั่ง นี่จะอย่างไรเป็นครั้งแรกที่ทำงานให้กับหลิวปัง ย่อมต้องมีผลงานที่โดดเด่น เป็นการแผ้วทางให้กับตนเอง

    หลิวปังเห็นจี้คงโส่วเงียบงันไม่ตอบคำ ยังเข้าใจว่ามันบังเกิดจิตขลาดเขลา จึงกล่าว “พวกท่านไม่ต้องเป็นห่วง การลอบสังหารมีมากมายหลายวิธี ด้วยไหวพริบปฏิภาณของพวกท่าน เชื่อว่าไม่ถึงหนึ่งคืนก็เรียนรู้หลักการสำคัญได้”

    จี้คงโส่วกับหานซิ่นเพิ่งเรียนรู้ไม้ตายมีดบินจากฝานไคว่ เกิดความสนใจต่อวิชาการต่อสู้ พอฟังว่าหลิวปังจะถ่ายทอดวิชาลอบสังหารให้ ย่อมยินดียิ่ง

    ฝานไคว่ขอตัวออกไป ถึงแม้ว่ามันเป็นสหายที่ซื่อสัตย์ของหลิวปัง แต่ตามกฎของยุทธจักร ขณะที่ผู้อื่นถ่ายทอดวิชาให้ ไม่สะดวกกับการอยู่ด้วย

    หลิวปังเป็นคนเน้นประสิทธิผล เมื่อต้องการให้จี้คงโส่วกับหานซิ่นทำการลอบสังหาร ก็ถ่ายทอดเคล็ดวิชาให้ โดยเริ่มอารัมภบทว่า “ความจริงแล้วการลอบสังหารเป็นศาสตร์อันลึกล้ำ คิดเล่าเรียนกลวิธีและขั้นตอนการลงมือไม่ยากนัก แต่หากคิดเชื่อมโยงปรุโปร่ง ใช้ในภาคปฏิบัติจริงกลับไม่ง่ายดาย ดีที่พวกเราเพียงคิดลอบสังหารจางฉง มีเป้าหมายตายตัว ขอเพียงเตรียมตัวเตรียมใจ การลอบสังหารเช่นนี้จะกลายเป็นรวบรัดง่ายดาย”

    จี้คงโส่วกับหานซิ่นถามราวกับนัดแนะกันไว้ว่า “เพราะเหตุใด?”

    หลิวปังยิ้มเล็กน้อยกล่าวว่า “รวบรัดยิ่ง เมื่อมีเป้าหมาย พวกเราจะบรรลุถึงหลักรู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งมิเพลี่ยงพล้ำ ใช้เวลาอันสั้นค้นพบจุดอ่อนของศัตรู จากนั้นจู่โจมสังหารถึงแก่ชีวิต” พลางกวาดตาผ่านหน้าทั้งสอง จากแววตาของทั้งสอง พบเห็นความกระหายใคร่อยากรู้อย่างแรงกล้า จึงกล่าวสืบต่อ “โดยปรกติธรรมดา เป้าหมายพอตกอยู่ในอันตราย จะใช้วิชาฝีมือประจำตัวออกรับมือเหตุการณ์ตามสัญชาติญาณ ดังนั้นขอเพียงพวกเราฝีมือประจำตัวของเป้าหมาย ทำการฝึกซ้อมทบทวน จะค้นพบจุดอ่อนได้ไม่ยากนัก”

    หานซิ่นร้อนใจขึ้นมา กล่าวว่า “แต่ว่าพวกเราหาล่วงรู้ความตื้นลึกหนาบางของฝีมือจางฉงไม่”

    หลิวปังกล่าวอย่างเยือกเย็นว่า “เราทราบ จางฉงใช้กรรไกรไร้หัวเป็นอาวุธ ถือเป็นยอดศัสตราอันคมกล้า แต่พวกเราไม่ต้องสนใจ เนื่องเพราะพอถึงวันประชุม คนในเจ็ดพรรคไม่อาจพกพาอาวุธเข้าร่วม จางฉงก็ไม่มีข้อยกเว้น”

หนังสือแนะนำ

Special Deal