บทที่ 7 เตรียมทะยานขึ้นฟ้า

    อำเภอเพ่ยเสี้ยนตั้งอยู่ตรงกลางของที่ราบเจียงไหว (เจียงไหวเป็นชื่อรวมของแม่น้ำฉางเจียง (แยงซีเกียง) กับแม่น้ำไหวสุ่ย ที่ราบเจียงไหวหมายถึงดินแดนในมณฑลเจียงซูกับอานฮุยในปัจจุบัน) ขึ้นตรงกับเขตปกครองซื่อสุ่ย มีแม่น้ำซื่อสุ่ยซึ่งเป็นสายน้ำแยกจากแม่น้ำไหวสุ่ยไหลผ่าน อยู่ติดกับทะเลสาบซีหยางหู ได้ชื่อว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของเจียงไหว มีการคมนาคมสะดวกทั้งทางบกและทางน้ำ ดังนั้นเป็นที่ชุมนุมของผู้คนอันหลากหลาย นอกจากนั้นค่ายพรรคสำนักต่างๆ เล็กเห็นความสำคัญของอำเภอเพ่ยเสี้ยน พากันตั้งสำนักใหญ่ในที่นี้

    สำนักใหญ่ของสำนักหงส์ดำตั้งอยู่ในบ้านเรือนของคหบดีใหญ่นอกประตูเมืองตะวันตกของอำเภอเพ่ยเสี้ยน เนื่องจากเจ้าของบ้านมีความสัมพันธ์กับฝานไคว่ จึงยกให้เป็นที่ตั้งสำนักหงส์ดำ

    เพื่อปกปิดร่อยรอย ฝานไคว่รอถึงหลังยามสามค่อยนำจี้คงโส่วกับหานซิ่นกลับสำนักใหญ่ เพิ่งนั่งเรียบร้อย ปรากฏบ่าวชราผู้หนึ่งรุดมากระซิบที่ข้างหูฝานไคว่หลายคำ ฝานไคว่ผงกศีรษะรับ ผุดลุกขึ้นกล่าวว่า “จี้เส้า ท่านหาน เรายังมีเรื่องรอกระทำ พวกท่านพักผ่อนก่อน พรุ่งนี้พวกเราค่อยสนทนา”

    จากนั้นสั่งบ่าวชรานามฝานเหยิน นำพวกมันไปพักผ่อนที่ตึกเล็กๆ เขตตึกหลัง

    ฝานเหยินปรนนิบัติทั้งสองล้างหน้าล้างตา ทั้งยกน้ำชามา แล้วค่อยปิดประตูตึกล่าถอยออกไป จี้คงโส่วกับหานซิ่นแม้หลบหนีเป็นเวลาหลายวัน ร่างกายเกิดความเหนื่อยล้า แต่หวนนึกถึงตนเองกลับความเหนื่อยล้า แต่หวนนึกถึงตนเองกลับคบหาเป็นสหายกับเจ้าสำนักหงส์ดำที่นับถือเลื่อมใสมานาน สร้างความลิงโลดยินดีจนนอนไม่หลับ

    หานซิ่นกล่าวจนน้ำลายกระเซ็นซ่านว่า “จี้เส้า (คนหนุ่มแซ่จี้) พวกเราถือว่าพนันชนะ แทงตาเดียวออกแต้มสูงสุด”

    จี้คงโส่วขมวดคิ้วกล่าวว่า “รบกวนท่านอย่าได้ส่งเสียงดังไป หูของข้าพเจ้ายังไม่หนวก” หยุดเล็กน้อยจึงกล่าวอีกว่า “พวกเราแม้โชคดี ได้รับควมชื่นชมจากพี่ใหญ่ฝาน แต่พวกเราเพิ่งแรกเข้าสู่ยุทธจักร หลังจากนี้ได้แต่พึ่งพาตัวเองเดินต่อไปทีละก้าว”

    หานซิ่นใช้สองมือหนุนศีรษะต่างหมอน กล่าวว่า “แต่ข้าพเจ้าเห็นว่าขอเพียงพวกเราเรียนรู้ไม้ตายมีดบินของพี่ใหญ่ฝาน จะมีชื่อลือเลื่อง เมื่อถึงเวลานั้นเราหานซิ่นค่อยกลับเมืองไหวอิน ผู้คนจะเรียกขานเป็นจอมยุทธ์หานซิ่น”

    จี้คงโส่วกล่าวว่า “หากคิดหวังเช่นนั้น ท่านคงต้องรออกีสิบปี”

    หานซิ่นไม่เห็นด้วย กล่าวว่า “พี่ใหญ่ฝานบอกว่าภายในร่างพวกเราเพาะพลังลมปราณเหนือกว่าพื้นฐานกำลังภายในของพี่ใหญ่ฝาน วันใดที่พวกเราเรียนรู้ไม้ตายมีดบิน ความฝันของพวกเราจะกลายเป็นจริง”

    จี้คงโส่วยอมรับว่าหานซิ่นกล่าวมีเหตุผล แต่หวนนึกถึงตนเองมีความสำเร็จถึงขั้นนี้ ล้วนเป็นเทพลักขโมยกับเซียนหยวนจื่อใช้ชีวิตเข้าแลกมา อดสะท้อนใจมิได้

    ความคิดไม่ทันสิ้นสุด หานซิ่นพลันร้องโอยออกมา สร้างความแตกตื่นแก่จี้คงโส่วจนถามโพล่งว่า “เรื่องอันใด?”

    หานซิ่นยกมือเคาะศีรษะตัวเอง กล่าวว่า “พวกเราลืมถามเรื่องอาการบาดเจ็บของหลิวปัง ออกจะเสียมารยาทไปแล้ว”

    จี้คงโส่วค่อยฉุกคิดว่า ระหว่างที่สนทนาที่เชิงสะพานเชือก เพียงเอ่ยถึงเรื่องของเต่าเหล็กดำ จากนั้นฝานไคว่รับปากถ่ายทอดไม้ตายมีดบินให้ แต่ลืมถามถึงอาการบาดเจ็บของหลิวปัง ซึ่งความจริงหากมิใช่พวกมันช่วยเหลือหลิวปัง ฝานไคว่ไหนเลยลดตัวลงคบหากับพวกมัน?

    จี้คงโส่วกล่าวว่า “ตอนนั้นพวกเราอยู่ในยามตื่นเต้นลิงโลด กลับลืมสอบถาม แต่หลิวปังแม้รับบาดเจ็บสาหัส หลังจากผ่านการพักรักษาตัว สมควรทุเลาหายดี ไม่เช่นนั้นพี่ใหญ่ฝานคงไม่สงบเยือกเย็นถึงเพียงนั้น”

    หานซิ่นเห็นพ้องด้วย

 

    หลิวปังเพียงเป็นถิงจ่างในเขตอำเภอเพ่ยเสี้ยน แต่เป็นสหายที่ฝานไคว่ให้การยกย่อง พอฟังว่าหลิวปังเรียกหา ฝานไคว่จึงขอตัวจากจี้คงโส่วและหานซิ่น รีบรุดมายังตึกตระกูลหลิวซึ่งอยู่ใกล้เคียง

    ฝานไคว่เข้าพบหลิวปังที่ห้องลับ เห็นหลิวปังยังหน้าขาวซีดแฝงความอิดโรยอยู่หลายส่วน ทักทายว่า “ท่านกลับมาแล้ว?”

    ฝานไคว่แม้คบหาหลิวปังเป็นสหาย แต่ยึดถือหลิวปังเป็นผู้นำ ยามนั้นกล่าวอย่างนอบน้อมอยู่หลายส่วนว่า “ถูกแล้ว เราไม่เพียงฆ่าม่อกัน ยังชักนำสหายมาสองคน”

    หลิวปังทวนคำว่า “ท่านฆ่าม่อกันแล้ว?”

    ฝานไคว่บอกเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นออกไป หลิวปังพอฟังจบต้องเลิกคิ้วกล่าวว่า “เช่นนี้เป็นว่า เต่าเหล็กดำที่ร่ำลือในยุทธจักรมานานปี กลับถูกอันธพาลน้อยสองคนนั้นทำลายไป”

    น้ำเสียงแฝงความเสียดายอยู่บ้าง ทั้งยังเรียกหาจี้คงโส่วกับหานซิ่นซึ่งเป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตเป็น “อันธพาลน้อย”

    ฝานไคว่กล่าวอย่างลิงโลดว่า “ที่น่าประหลาดคือ เต่าเหล็กดำแม้ถูกทำลาย แต่จี้คงโส่วกับหานซิ่นล้วนมีกำลังภายในเพิ่มพูน ด้วยส่วนสัดปฏิภาณของพวกมัน หากทำการส่งเสริม จะเป็นผู้ช่วยอันเข้มแข็งของพวกเรา”

    น้ำเสียงมันแสดงความชื่นชมต่อชายหนุ่มทั้งสองจากใจจริง หลิวปังจึงกล่าว “อย่างนั้นท่านอบรมสั่งสอนพวกมันเถอะ รอให้เรามีร่างกายแข็งแรงกว่านี้ ค่อยไปเยี่ยมพวกมัน พร้อมทั้งขอบคุณที่ช่วยชีวิตเรา”

    เอ่ยถึงตอนนี้หยุดเล็กน้อย ฝานไคว่ทราบว่าอีกฝ่ายตระเตรียมสนทนาถึงหัวข้อสำคัญ จึงยื่นหน้าเข้าไป

    หลิวปังขมวดคิ้วกล่าวว่า “ตอนนี้กำหนดนัดประชุมของเจ็ดพรรคเจียงไหวใกล้เข้ามาทุกขณะ สถานการณ์ในอำเภอเพ่ยเสี้ยนก็เพิ่มความเขม็งตึงเครียด ก่อนหน้านี้เจียงเทียนซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคเฉาปางหายสาบสูญ เกิดข่าวลือต่างๆ นานา ครั้งนี้เจ้าสำนักพุ่มบุปผาม่อกันตกตาย จางฉงยิ่งระแวงสงสัยว่าเป็นการลงมือของพวกเรา ไม่แน่ว่าจะชิงจู่โจมเพื่อความอยู่รอดปลอดภัยของตัวเอง”

    ที่แท้หลิวปังคิดอ่านวางแผน เตรียมกระทำการใหญ่ ขั้นแรกคิดรวมเจ็ดพรรคเจียงไหวก่อตั้งเป็นสหพันธ์ ดังนั้นให้ความสำคัญต่อการประชุมของเจ็ดพรรคเจียงไหว

    ฝานไคว่เป็นคนใกล้ชิดของหลิวปัง ย่อมล่วงรู้แผนการใหญ่นี้ จึงกล่าว “ผู้ที่คัดค้านการรวมเจ็ดพรรคเป็นสหพันธ์ มีแต่พรรคเฉาปาง สำนักพุ่มบุปผากับร้านรวงเสื้อเขียว ตอนนี้สองในสามถูกกำจัด คงเหลือแต่จางฉงแห่งร้านรวงเสื้อเขียว อาศัยสำนักหงส์ดำเราสามารถทำลายล้างร้านรวงเสื้อเขียวให้พินาศย่อยยับ”

    หลิวปังกลับสั่นศีรษะกล่าวว่า “หากมีแต่จางฉง เราเชื่อว่าท่านมีความสามารถโค่นมัน แต่ปัญหาอยู่ที่เบื้องหลังของจางฉงยังมีมู่หยงเซียน คนผู้นี้คิดยืมมือจางฉงควบคุมเจ็ดพรรคเจียงไหวให้อยู่ใต้อำนาจ”

    ฝานไคว่ใจเขม็งตึงเครียด กล่าวว่า “มู่หยงเซียนคิดทำอะไร?”

    หลิวปังกล่าวเสียงหนักๆ ว่า “มันไม่คิดทำอะไร กลับเป็นเถ้าแก่ใหญ่ของมัน ซึ่งคือมหาเสนาบดีราชวงศ์ฉินจ้าวเกา ต้องการเพาะสร้างขุมกำลังในยุทธจักร ทั้งนี้เพราะมู่หยงเซียนมิเพียงเป็นจวินลิ่ง (ผู้ควบคุมดูแล) เขตปกครองซื่อสุ่ย ยังเป็นหนึ่งในยอดฝีมือสังกัดยู่ซื่อเก๋อ (ทำเนียบทางโลก)”

    ฝานไคว่กล่าวถามว่า “ฟังจากปากคำของท่านคล้ายกับมู่หยงเซียนมาถึงอำเภอเพ่ยเสี้ยนแล้ว”

    หลิวปังกล่าวว่า “มู่หยงเซียนเพียงจัดส่งมือดีของทำเนียบทางโลกหลายคนล่วงหน้ามายังอำเภอเพ่ยเสี้ยน โดยปลอมเป็นพ่อค้าแพรพรรณติดต่อกับจางฉง หารือแผนจัดการกับพวกเรา ตอนนี้คงมาถึงท่าเรือซื่อสุ่ยแล้ว”

    ฝานไคว่กล่าวอย่างลังเลว่า “เจตนาของท่านคือ...”

    หลิวปังกล่าวช้าๆ ว่า “เราไม่คิดแหวกหญ้าให้งูตื่น แต่ก็ไม่ต้องการให้พวกมันกำเริบเสิบสานในอำเภอเพ่ยเสี้ยน ดังนั้นต้องการให้ท่านไปจับตาดูพวกมัน หากจางฉงขึ้นเรือ ท่านต้องแอบฟังแผนการของพวกมัน เพื่อที่พวกเราจะได้วางแผนรับมือ”

    

    นอกหน้าต่างเป็นม่านวิกาลเข้มข้น จี้คงโส่วขณะจะขึ้นเตียงไปพักผ่อน พลันใจสั่นสะท้าน รู้สึกมีพลังกดดันที่ไร้สภาพขุมหนึ่งกระทบถึงประสาทความรู้สึกของมัน

    มันกวาดตาผ่านหน้าต่างห้อง จ้องจับบนกำแพงตึกที่อยู่ห่างไปหลายวา หวนนึกถึงนี่เป็นที่ตั้งสำนักหงส์ดำ วางกำลังรักษาการณ์อย่างเข้มงวด ยังมีผู้ใดกล้าบุกรุกเข้ามาก่อเรื่องราว?

    จี้คงโส่วยิ้มเล็กน้อย เห็นว่าตนเองมีประสาทอ่อนไหวเกินไป กลายเป็นความรู้สึกหลอน ขณะจะพลิกตัวกลับพลันเห็นบนกำแพงตึกเพิ่มเงาร่างสายหนึ่ง

    เงาร่างนั้นปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน ตลอดทั้งร่างสวมชุดสีดำกลืนกับความมืด ศีรษะสวมถุงคลุมหน้าสีดำ เพียงเผยเห็นดวงตาทั้งคู่ หากมิใช่ประกายตาทอแสงแวววาว บวกกับจี้คงโส่วมีสายตาคมกล้ากว่าเดิมหลายเท่า เกรงว่าไม่อาจพบเห็น

    จี้คงโส่วรู้สึกว่าเงาร่างของคนผู้นี้คุ้นเคยอยู่บ้าง แต่ยามนั้นไม่มีเวลาขบคิดมากความ พุ่งตัวทะลวงหน้าต่างห้องออกไป

    ท่าร่างมันปราดเปรียวดุจแมวป่า ยามทิ้งตัวลงไร้สุ้มเสียง ระดับความเร็วของท่าร่าง แม้แต่มันเองยังบังเกิดความตื่นเต้นตระหนก

    ที่สร้างความตื่นตระหนกแก่มันยิ่งกว่าคือ มันพอพุ่งออกจากห้อง เงาร่างนั้นพลันสาบสูญไป คล้ายกับเป็นวิญญาณภูตพรายตนหนึ่ง

    ‘คนผู้นี้เป็นใคร? ดูจากฝีมือของมัน แสดงว่าเหนือกว่าผู้นำของเจ็ดพรรคเจียงไหวอีก แต่ว่ามันกลับระมัดระวังตัว ปกปิดโฉมหน้าไว้ หรือว่าเป็นคนที่พี่ใหญ่ฝานรู้จัก แต่คิดร้ายต่อพี่ใหญ่ฝาน?’

    จี้คงโส่วใช้ความคิดอย่างรวดเร็ว นึกถึงตอนนี้รู้สึกใจกลางฝ่ามือมีเหงื่อเย็นเยียบไหลซึมออกมา รูขุมขนขยายตัว คล้ายรู้สึกถึงรังสีการฆ่าฟันขุมหนึ่งคุกคามใส่ตัวเอง

    ดีที่ตอนนี้มันพิงต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง เพียงสำรวมความเคลื่อนไหวทางซ้ายขวาหน้า ก็จะรักษาความปลอดภัยของตนเองได้

    ทันใดนั้น มันพบว่าบนยอดไม้อันแน่นหนาบังเกิดความผิดปรกติประการหนึ่ง มันไม่รีรอลังเล ชิงเคลื่อนกายไปเจ็ดเชียะ

    เสียงติงดังขึ้นที่ด้านหลัง จี้คงโส่วจำแนกออกว่าเป็นเสียงคมกระบี่สะกิดใส่แผ่นศิลาบนลานตึกคราหนึ่ง

    โดยกระชั้นชิดติดกัน กระแสอากาศในบริเวณพลันเกิดความปั่นป่วน จี้คงโส่วอยู่ห่างไปเจ็ดเชียะ ยังพบว่าตนเองถูกเงากระบี่ของฝ่ายตรงข้ามครอบคลุมใส่

    ยามคับขันเป็นตาย จี้คงโส่วพลันกระตุ้นพลังซ่อนเร้นภายในขึ้น ใช้ท่าเท้าว่างเปล่าเคลื่อนย้ายเปลี่ยนตำแหน่งอย่างรวดเร็ว

    มันไม่ได้เหลียวหน้ามอง แต่เห็นเงาดำที่ทอทาบบนพื้นเคลื่อนไหววูบหนึ่ง จากนั้นปรากฏพลังกระบี่อันแกร่งกร้าวสายหนึ่งจู่โจมเข้าใส่ มาตรว่ากั้นด้วยเสื้อผ้าชั้นหนึ่ง ยังรู้สึกว่าแผ่นหลังปวดแปลบถูกคมมีดกรีดใส่

    จี้คงโส่วไม่อาจระงับอารมณ์ความรู้สึกได้ ส่งเสียงตวาดก้อง หมุนตัวกลับไป

    แต่พริบตาที่เหลียวหน้าไป พลังกระบี่ความกดดัน กระแสอากาศที่ปั่นป่วน ซึ่งเพียงพอกับการทำร้ายผู้คนถึงแก่ชีวิตพลันสาบสูญไปจนไร้ร่องรอย หากมิใช่จี้คงโส่วเห็นฉากสุดท้ายที่เงาร่างนั้นเร้นหายกับความมืด ยังเข้าใจว่าตนเองนอนละเมอไป

    “จี้เส้า ท่านไม่เป็นไรกระมัง?”

    หานซิ่นลืมตางัวเงียโถมออกจากห้องมา แสดงว่ามันถูกเสียงร้องของจี้คงโส่วปลุกตื่นขึ้นมา

    ดวงตาจี้คงโส่วทอแววแตกตื่นพรั่นพรึงวูบหนึ่ง กล่าวว่า “มีคนคิดฆ่าข้าพเจ้า”

    หานซิ่นร้องคำ “ว่ากระไร?” จี้คงโส่วชี้มือไปยังแผ่นศิลาใต้ต้นไม้ที่ผู้คลุมหน้านั้นใช้กระบี่สะกิดใส่ กล่าวว่า “ท่านดู”

    หานซิ่นเพ่งตามอง เห็นบลนแผ่นศิลาทิ้งรอยกระบี่จางๆ สายหนึ่ง รอยกระบี่ขยายวงกว้าง บังเกิดเป็นรอยแตกสิบกว่าสาย

    หานซิ่นประสานมือกล่าวว่า “ยินดีด้วย คนผู้นี้มีฝีมือร้ายกาจถึงเพียงนี้ ท่านกลับรักษาชีวิตรอดจากคมกระบี่มัน นับเป็นเรื่องน่ายินดีน่าอวยพร”

    มันคล้ายกล่าวหยอกล้อเล่น กลับกระตุ้นให้จี้คงโส่วฉุกใจได้คิด กล่าวอย่างหวาดหวั่นไม่คลายว่า “นี่นับว่าน่าประหลาดอยู่บ้าง มาตรว่าท่าเท้าว่างเปล่าของข้าพเจ้ามีความสำเร็จอยู่หลายส่วน แต่คล้ายยังไม่อาจรอดพ้นจากประกายกระบี่ดุจสายฟ้าของคนผู้นั้น หรือว่ามันยั้งกระบี่ไว้ไมตรี?”

    แต่ว่ามันคลุกคลีอยู่ในตลาดร้านถิ่นตั้งแต่เล็ก ทราบว่าในโลกไม่มีเรื่องสะดวกดายปานนี้ คนผู้นี้คงต้องมีจุดมุ่งหมายใด หรือว่ามาเพราะเต่าเหล็กดำ?

    หากแม้นเป็นเช่นนั้น ในสำนักหงส์ดำมีแต่ฝานไคว่ที่ทราบเรื่องของเต่าเหล็กดำ

    จากนั้นจี้คงโส่วหักล้างความคิดเช่นนี้ ทั้งนี้เพราะรูปลักษณะของฝานไคว่แตกต่างกับผู้คลุมหน้าโดยสิ้นเชิง

    ยังมีตอนนี้ฝานไคว่หาได้อยู่ในสำนักหงส์ดำไม่

 

    ฝานไคว่ไม่ได้อยู่ในสำนักหงส์ดำจริง

    ตอนนี้มันอยู่ที่ท่าเรือซื่อสุ่ย นอกอำเภอเพ่ยเสี้ยนไปทางทิศตะวันออกสิบลี้ โดยซ่อนตัวอยู่ในเรือประมง จับตาดูเรือสินค้าเลิศหรูที่ห่างไปสิบกว่าวาลำหนึ่ง

    ฝานไคว่รอคอยหนึ่งคืนกับหนึ่งวัน ยังไม่เห็นมีสิ่งผิดปรกติใด มันก็ไม่ร้อนใจ จวบกระทั่งฟ้าใกล้มืดค่ำ บริวารผู้หนึ่ค่อยรีบรุดมา รายงานว่า “บนเรือมีคนผู้หนึ่งลงมาติดต่อกับเหลาสุราละแวกใกล้เคียง สั่งสุราอาหารโต๊ะหนึ่งให้ยามไต้เข้าไฟส่งขึ้นเรือไป”

    ฝานไคว่ผลัดเปลี่ยนเป็นสวมชุดกันน้ำรับรูป รอจนท้องฟ้ามืดค่ำก็ทิ้งตัวลงน้ำ ดำไปยังเรือสินค้าลำนั้น

    บนเรือสินค้าจัดผู้คนอยู่บนดาดฟ้า รักษาการณ์อย่างแข็งขัน ฝานไคว่คิดลอบขึ้นเรือไปโดยไม่ถูกพบเห็น เกรงว่าไม่ง่ายนัก

    แต่ฝานไคว่เกร็งกำลังใส่ฝ่ามือ ตระเตรียมปีนป่ายขึ้นไป ทั้งนี้เพราะมันทราบว่าเมื่อเจ้าของร้านรวงเสื้อเขียวจางฉงขึ้นเรือ ต้องดึงดูดความสนใจของผู้คนบนเรือ ตอนนั้นจะเป็นโอกาสของมัน

    จริงดังคาดหมาย เมื่อจางฉงขึ้นเรือ ลงสู่ห้องท้องเรือ ฝานไคว่ก็ปีนป่ายขึ้นหลังคาห้องท้องเรือ กลั้นลมหายใจซ่อนตัวไว้ มองผ่านรอยร่องสายหนึ่งลงไป

    เห็นบนโต๊ะสี่เหลี่ยมมีผู้คนนั่งอยู่มุมละคน นอกจากจางฉงแล้วเป็นคนแปลกหน้าอีกสามคน แต่ละคนมีสีหน้าหยิ่งยโส เป็นลักษณะของขุนนางวางก้ามเขื่องโข ไม่ต้องถามก็ทราบว่าเป็นคนของทำเนียบทางโลก

    ทำเนียบทางโลกจัดอยู่หนึ่งในห้าตระกูลทรงอิทธิพล นับตั้งแต่มหาเสนาบดีจ้าวเการวบอำนาจในราชวงศ์ฉินไว้ในมือ ทำเนียบทางโลกก็มีอิทธิพลเหนือสี่ตระกูลที่หลงเหลือ คนของทำเนียบทางโลกส่วนใหญ่รับราชการเป็นขุนนาง ย่อมติดกลิ่นอายของขุนนาง คนทั้งสามนี้แม้อยู่ในสังกัดมู่หยงเชียน แท้ที่จริงเป็นจ้าวเกาส่งมาช่วยเหลือมู่หยงเชียน มีฝีมือสูงเยี่ยมยิ่ง

    หนึ่งในสามยอดฝีมือเป็นชายชราผู้หนึ่งกล่าวขึ้นก่อนว่า “ครั้งนี้มู่หยงจวินลิ่ง (ผู้ควบคุมดูแลแซ่มู่หยง) ส่งพวกเราทั้งสามมา เพื่อรักษาสถานการณ์ล่าสุดของอำเภอเพ่ยเสี้ยน จางเหลาปั่น (เถ้าแก่แซ่จาง) มีหูตาอยู่ในอำเภอเพ่ยเสี้ยนมากหลาย สมควรให้ความกระจ่างได้กระมัง?”

    จางฉงทราบว่าชายชราผู้นี้นามฟางรุ่ย จึงกล่าว “แม่ทัพฟางมาได้เวลาพอดี ระหว่างนี้หลิวปังไม่ได้เผยโฉม แต่ลอ่บเคลื่อนไหวในทางลับ ลงมือต่อพวกเราด้วยอำมหิต ก่อนอื่นจางปางจู่ (หัวหน้าพรรคแซ่จาง) แห่งพรรคเฉาปางหายสาบสูญ วันนี้เรายังทราบข่าวการตายของม่อไผ่จู่ (เจ้าสำนักแซ่ม่อ) แห่งสำนักพุ่มบุปผา คาดว่าเป้าหมายต่อไปของพวกมันคงเป็นเราแล้ว”

    ฟางรุ่ยหน้าแปรเปลี่ยนไป กล่าวว่า “พวกมันเมื่อลงมือ พวกเราก็ไม่อาจงอมือรอความตาย ตอนนี้จางเหล่าปั่นมีความคิดอ่านใด?”

    ดวงตาจางฉงทอประกายอำมหิตวูบหนึ่ง กล่าวว่า “ย่อมต้องชิงลงมือก่อนเข้มแข็งกว่า”

    ฟางรุ่ยและพวกรู้สึกว่าอากาศในห้องท้องเรืออึดอัดขัดข้อง บังเกิดความเย็นจับใจ ค่อยทราบว่าจางฉงเป็นชนชั้นยอดฝีมือผู้หนึ่ง ฟางรุ่ยจึงกล่าว “จางเหลาปั่นต้องการให้ฟันหัวงูก่อน?”

    คนทั้งสี่หารือเป็นเวลาสองชั่วยาม ฟางรุ่ยกับพวกค่อยติดตามจางฉงขึ้นจากเรือ

    ฝานไคว่แหงนมองท้องฟ้า เห็นเป็นเวลาใกล้ยามสาม ขณะจะจากไป มิคาดเพิ่งหันกายกลับ พลันพบว่าที่เบื้องหน้าเพิ่มเงาร่างอันลี้ลับดุจภูตพรายสายหนึ่ง

    ฝานไคว่ยามตื่นตระหนกเพ่งตามอง เห็นบนหลังคาห้องท้องเรือยืนไว้ด้วยหญิงงามนางหนึ่ง

    หญิงงามนางนี้ปล่อยตัวปล่อยใจ ตลอดทั้งร่างเพียงคลุมแพรเบาบางชั้นหนึ่ง ภายในปราศจากอาภรณ์ปกปิดกายอื่นอีก เผยเห็นอกอูมตูมตั้งราวกับหญิงสาวบริสุทธิ์ ปลายถันแดงระเรื่อดั่งแต้มชาด มาตรว่าม่านวิกาลเลือนราง ยังไม่อาจปกปิดผิวพรรณที่ขาวผ่อง ชุดแพรบางโชยพัดพลิ้ว อวดเรือนร่างที่อวบอัดสมบูรณ์

    ที่สร้างความตื่นเต้นสงสัยแก่ฝานไคว่คือ เมื่อมันกวาดตาผ่านหน้าหญิงงามนางนี้ กลับไม่เห็นรอยยิ้มยั่วยวนเช่นหญิงงามเมืองทั่วไป หากแต่เป็นลักษณะราศีอันสูงสง่า ในมือยังถือพัดหยกโบกเบาๆ ส่งกลิ่นหอมกำซาบซ่าน บันดาลให้ผู้คนเกิดความรู้สึกที่ประทับใจยากลืมเลือน

    ‘นางเป็นใคร? ไฉนปรากฏกายบนหลังคาห้องท้องเรือ?’

    ฝานไคว่ใช้ความคิดใคร่ครวญ จางนั้นพบว่าฝ่ายตรงข้ามแม้ยืนตามสบาย แท้ที่จริงปิดสกัดตำแหน่งมุมที่ตนเองจะเปิดฉากจู่โจมเอาไว้ ต้องสูดลมหายใจเข้าไปคำหนึ่ง

    หญิงงามนั้นเพ่งตาจ้องจับบนใบหน้าฝานไคว่ตลอดเวลา จากสีหน้าของฝานไคว่ คล้ายสังเกตอันใดออก จึงเม้มปากหัวร่อกล่าวว่า “แขกผู้มีเกียรติเมื่อมาเยือน ไยไม่เข้าห้องท้องเรือไปสนทนา?”

    ฝานไคว่กล่าวถามว่า “หรือว่าฮูหยิน (คำยกย่องสตรีมีสามี) เป็นเจ้าของเรือสินค้าลำนี้?” มันคิดไม่ถึงว่าบนเรือลำนี้ นอกจากฟางรุ่ยและพวกทั้งสามแล้ว ยังซุกซ่อนยอดฝีมือเช่นนี้ จึงออกปากถามไถ่

    หญิงงามนั้นไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ เพียงกล่าวว่า “ถึงแม้ท่านเป็นอาคันตุกะไม่รับเชิญ แต่นัดพบมิสู้พบโดยบังเอิญ ยากนักที่เราจะได้พบกับลูกผู้ชายเช่นท่านไ ยไม่ร่วมดื่มด่ำราตรีฟฆหรรษ์ด้วยกัน?”

    ฝานไคว่ยิ้มอย่างมีลับลมคมใน กล่าวว่า “ฟังดูเป็นข้อเสนอที่ไม่เลว สตรีที่ทรงเสน่ห์เช่นท่านก็เป็นสิ่งที่พบได้หวังไม่ได้”

    หญิงงามนั้นชม้ายชายตายั่วยวน กล่าวว่า “เช่นนี้เป็นว่าท่านเห็นด้วยแล้ว?” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมา นางเชื่อว่าในโลกไม่มีบุรุษใดปฏิเสธเรือนร่างที่งามเย้ายวนของนางได้

    ฝานไคว่สืบเท้าออกไป กล่าวว่  “นี่ไม่เป็นที่เคลือบแคลงสงสัย เพียงแต่เราท่านเมื่อชอบพอกัน ไยต้องเลือกสถานที่? พานเปิดอกให้แก่กันหาความสุขสักครั้ง มิใช่เบิกบานใจยิ่งหรอกหรือ?”

    หญิงงามนั้นหัวร่อคิกคัก กล่าวว่า “ใช้แผ่นฟ้าต่างผ้าห่ม ใช้หลังคาห้องท้องเรือต่างเตียง กลับเป็นเรื่องราวอันสุนทรีย์ประการหนึ่ง ยังมิรีบเข้ามาอีก?”

หนังสือแนะนำ

Special Deal