บทที่ 6 ลงสู่วารีเป็นมังกร (หน้า 2)

    ในที่สุดคนที่ใต้สะพานเคลื่อนไหวแล้ว

    “ม่อกัน”

    จี้คงโส่วกับหานซิ่นพากันร้องอุทานออกมา

    ภายใต้ท่าจู่โจมปานอสนีบาตฟาดทำลายของเจ้าสำนักพุ่มบุปผาม่อกัน จี้คงโส่วไม่กล้ารีรอลังเลแม้แต่น้อย ร้องคำ “รีบหลบ” พลางผลักไสหานซิ่นโดยแรง ทั้งสองพากันพุ่งตัวไปสองฟากข้างราวมุสิก

    หอกยาวที่แฝงพลังแกร่งกร้าวสุดเปรียบปานพุ่งจู่โจมใส่หินใหญ่หนักนับพันชั่งที่ข้างหัวสะพานจนหินใหญ่ปริแตกแยกออก ก่อเกิดเป็นผงศิลาคละคลุ้ง ปกคลุมพื้นที่ว่างบริเวณหัวสะพาน

    เจ้าสำนักพุ่มบุปผาคิดไม่ถึงว่าภายใต้ท่าจู่โจมเช่นนี้ จี้คงโส่วยังเอาตัวรอดได้ มันแม้ได้รับรายงานว่าจี้คงโส่วผ่านด่านของจูจื่อเอินกับหลี่จวิน แต่ยังไม่เชื่อว่าอันธพาลน้อยทั้งสองคนนี้จะมีความสามารถเพียงไหน

    แต่ยามนี้มันเปลี่ยนมุมมองของตัวเอง แม้ว่าจี้คงโส่วหลบหลีกท่าจู่โจมของมันอย่าวทุลักทุเลอยู่บ้าง แต่ด้วยสายตาของมัน ดูออกว่าจี้คงโส่วมีพลังลมปราณติดตัว

    ชั่วระยะเวลาไม่กี่วัน อันธพาลน้อยคนหนึ่งกลายเป็นยอดฝีมือที่มีพลังลมปราณกล้าแข็ง ออกจะเหลือเชื่อไปแล้ว นี่มีความเป็นไปได้เพียงหนึ่งเดียว นั่นคือเต่าเหล็กดำ

    เจ้าสำนักพุ่มบุปผาพอได้คิด ในใจทั้งแตกตื่นทั้งยินดี ไม่ว่าอย่างไรมันไม่ยอมเลิกล้มความคิดช่วงชิงเต่าเหล็กดำ

    มันทราบข่าวจากเงาปีศาจ ซึ่งเป็นศิษย์น้องคนเล็ก จึงส่งศิษย์น้องคนรองไปสมทบกับเงาปีศาจเพื่อซุ่มจู่โจมเทพลักขโมยติงเหิง แต่คิดไม่ถึงผลสุดท้ายกลับตกตายตามกัน ยิ่งเพิ่มพูนความตั้งใจคิดครอบครองเต่าเหล็กดำให้จงได้

    จี้คงโส่วดูจากท่วงท่าของเจ้าสำนักพุ่มบุปผา ทราบว่าฝ่ายตรงข้ามหมายมั่นครอบครอง จึงรับดาบยาวจากมือหานซ่าน ดาบเล่มนี้เป็นหานซิ่นหยิบฉวยจากร้านอาวุธของเซียนหยวนจื่อ และพกติดตัวตลอดเวลา

    เจ้าสำนักพุ่มบุปผากลับกล่าวว่า “เราเสาะหาเจ้าตลอดเวลา เพื่อคิดตกลงแลกเปลี่ยนกับเจ้า เจ้าไยต้องหลบลี้หนีหน้า?”

    จี้คงโส่วสูดลมหายใจคำหนึ่ง กล่าวว่า “ข้าพเจ้าคิดเชื่อท่าน แต่ความรู้สึกที่ดลใจบอกต่อข้าพเจ้าว่าทุกคำพูดของท่านไม่ได้กล่าวจากใจจริง

    เจ้าสำนักพุ่มบุปผากล่าวว่า “สำนักพุ่มบุปผาเราจัดอยู่ในเจ็ดพรรคเจียงไหว เราม่อกันเป็นเจ้าสำนักหนึ่ง เมื่อลั่นปากต้องปฏิบัติตาม ขอเพียงเจ้าส่งมอบสิ่งของนั้นออกมา เราจะให้เจ้าเสพสุขวาสนาไปชั่วชีวิต”

    จี้คงโส่วปฏิเสธว่า “ไม่” กล่าวย้ำว่ “เซียนหยวนจื่อพอเสียชีวิต ระหว่างพวกเราไม่มีการตกลงแลกเปลี่ยนใด มีแต่ความแค้นที่ไม่ยอมอยู่ร่วมฟ้าเดียวกัน”

    เจ้าสำนักพุ่มบุปผาจับจ้องมองจี้คงโส่วอย่างลึกซึ้ง พลันยิ้มออกมา ชี้มือไปยังสะพานเชือกกล่าวว่า “เจ้าทราบหรือไม่ว่าสะพานนี้มีชื่อว่าอะไร?”

    จี้คงโส่วคิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะถามคำถามนี้ ต้องงงงันวูบ จึงกล่าว “ไม่ทราบได้”

    ดวงตาเจ้าสำนักพุ่มบุปผมทอประกายเย็นเยียบวูบหนึ่ง กล่าวว่า “ก่อนหน้านี้เราก็ไม่ทราบ แต่เจ้าเมื่องมงายไม่รู้สำนึก หลังจากนี้ผู้อื่นจะเรียกมันว่าสะพานไน่เหอ” (ชื่อสะพานตั้งอยู่ในมณฑลชานตุง มีความเชื่อว่าวิญญาณผู้ตายหากคิดขึ้นสวรรค์ต้องผ่านสะพานไน่เหอ แต่ไม่อาจข้ามได้ จึงต้องประกอบพิธีกงเต็ก ให้หลวงจีนชักนำข้ามสะพานไป)

    คำพูดนี้กระตุ้นความทระนงถือดีของจี้คงโส่วขึ้น กล่าวว่า “ใช่แล้ว อาจเป็นท่าน หรืออาจเป็นข้าพเจ้า วันนี้ต้องมีคนผู้หนึ่งลงนรกไป”

    เจ้าสำนักพุ่มบุปผาหัวร่อฮาฮากล่าวว่า “ไม่มีอาจจะ วันนี้ผู้ที่ลงนรกมีแต่เจ้า เราตกลงใจปลิดชีวิตเจ้าในสามกระบวนท่า”

    จี้คงโส่วหามีโทสะไม่ กลับเยือกเย็นกว่าเดิม กุมกระชับด้ามดาบ แยกเท้าออกเล็กน้อย กล่าวว่า “ลงมือเถอะ”

    เจ้าสำนักพุ่มบุปผายื่นหอกออก หอกยาวหนึ่งวาสองเชียะตีจากเหล็กดำชั้นดี พอยื่นคมหอกออกก็ผนึกเป็นรังสีการฆ่าฟันขุมหนึ่ง

    หนังตาของจี้คงโส่วเต้นกระตุก ค้นพบร่องรอยของหอกนี้ พลันบังเกิดอารมณ์สนุก สะบัดดาบยาวเก่อเกิดเป็นรังสีการฆ่าฟันเข้าปะทะกับคมหอก

    กระบวนท่านี้บัญญัติคิดค้นขึ้นเอง เปลี่ยนแปลงคุณลักษณะของดาบ เป็นความเกรี้ยวกราดของหอกยาว

    เจ้าสำนักพุ่มบุปผาหัวร่อออกมา ดูออกว่าจี้คงโส่วลอกเลียนท่าลงมือของมัน รู้สึกขบขันยิ่ง

    แต่หลังจากหัวร่อ สีหน้ามันปรากฏแววตื่นเต้นสงสัยขึ้นแทนที่ พบว่าจี้คงโส่วแม้ลอกเลียนกระบวนท่าของมัน แต่ไม่จำกัดอยู่ในรูปแบบ กลับเกิดกระบวนการเปลี่ยนแปลง แสดงออกถึงแก่นแท้ของกระบวนท่าหอก

    ซึ่งก็หมายความว่า กระบวนท่าดาบของจี้คงโส่วคล้ายกระบวนท่าหอก แต่ด้านการรุกรับได้หลุดพ้นจากกรอบที่ตายตัว มุ่งสู่ผลที่แท้จริงกว่าเดิม

    การใช้กระบวนท่าศัตรูทำลายกระบวนท่าศัตรู มีส่วนคล้ายกับการยืมหอกสนองคืนผู้ใช้

    นี่ความจริงเป็นเรื่องที่ได้แต่นึกฝัน ยากจะนำไปสู่การปฏิบัติ ทั้งนี้เพราะด้วยระดับความเร็วและพลังของเจ้าสำนักพุ่มบุปผา ต้องไม่ปล่อยให้คู่ต่อสู้มีเวลาขบคิดใคร่ครวญ แต่สำหรับกับจี้คงโส่ว หลังจากได้รับการถ่ายทอดพลังพิสดาร ส่วนตัวของจี้คงโส่วก็รุดหน้าอย่างก้าวกระโดด ในระยะเวลาอันสั้น ประสาทสัมผัสทุกส่วนได้รับการปรับเปลี่ยนแก้ไข สามารถเห็นซึ้งถึงเรื่องราวที่ผู้อื่นไม่อาจสังเกตเห็นได้

    ดังนั้นเมื่อเจ้าสำนักพุ่มบุปผาใช้ท่าจู่โจมถึงกลางคัน จี้คงโส่วก็ล่วงรู้รายละเอียดทุกขั้นตอนของหอกยาว ใช้ดาบด้วยกระบวนท่วงท่าเดียวกัน

    รอจนเจ้าสำนักพุ่มบุปผารู้สึกตัว พลังดาบก็คุกคามเสียดผิวกาย ใบหน้าปวดแปลบราวถูกเข็มทิ่มแทง ดาบที่จี้คงโส่วฟาดฟันออก คล้ายแม่เบี้ยของอสรพิษ ฉกทำลายความเชื่อมั่นต้องลงมือประสบผลของมันไป

    เจ้าสำนักพุ่มบุปผายามตื่นตระหนกได้แต่ล่าถอย ทั้งนี้เพราะมันดูออกว่าดาบนี้แฝงพลังกราดเกรี้ยว หากตนเองปะทะแตกหัก ไม่แน่ว่าจะช่วงชิงเป็นฝ่ายมีเปรียบ

    ที่น่าประหลาดคือ จี้คงโส่วก็เลือกวิธีล่าถอย เป็นกระบวนท่าร่างเดียวกับเจ้าสำนักพุ่มบุปผา ดูไปคล้ายศิษย์พี่ศิษย์น้องซักซ้อมกระบวนท่ากันก็มิปาน

    หานซิ่นชมดูจนหัวร่อออกมา จิตใจที่ตึงเครียดค่อยผ่อนคลาย แต่เจ้าสำนักพุ่มบุปผาไม่ได้หัวร่อ และหัวร่อไม่ออก มันถอยกายไปสามก้าวพลันหงายหน้าไปด้านหลัง ควงหอกเลียดศีรษะใบหน้าเป็นวง จากนั้นแทงปราดใส่คอหอยจี้คงโส่ว

    นี่จึงเป็นท่าสังหารที่แท้จริง พร้อมกับสภาวะหอกที่แผ่พุ่งออก พลังอันรุนแรงคล้ายสายน้ำทลายทำนบขุมหนึ่งก็ทะลักทลายออกไป

    จี้คงโส่วบังเกิดความเย็นเยียบจับใจ ต้องหลับตาพริ้มลง

    มันรู้สึกถึงพลังหมุนวนของคมหอก กอปรเป็นแรงกดดันที่น่าตระหนก ถึงกับสูดได้กลิ่นอายของความตาย...

    ในยามคับขันจวนเจียน พลันได้ยินเสียงหวืด วัตถุสิ่งหนึ่งบินคว้างเข้ามา ปะทะกับคมหอกของเจ้าสำนักพุ่มบุปผา

    พลังทั้งสองขุมพอปะทะ บังเกิดเป็นเสียงระเบิดหนักๆ เจ้าสำนักพุ่มบุปผารู้สึกข้อแขนชาวูบ หอกยาวแทบหลุดจากมือ

    มันยามตื่นตระหนก รีบสลับเท้าถอยปราด พอเพ่งตามองค่อยพบว่าวัตถุที่ต้านปะทะกับท่าหอกของมัน กลับเป็นชามสุราดินเผาใบหนึ่ง

    ชามสุราแตกละเอียด ร่วงพรูทั่วพื้นดิน คล้ายกับบรรลุภารกิจครั้งสุดท้ายของมัน

    สายตาทุกคู่จ้องจับไปยังทิศทางที่ชามสุราซัดพุ่มา เห็นสุดปลายของสะพานเชือกที่ใต้ต้นไม้โบราณต้นหนึ่งมีคนผู้หนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่ ศีรษะสวมหมวกเล้ยไม้ไผ่ มือหนึ่งความจริงถือชามสุรา ยามนี้ยังรักษาท่วงท่าถือชามสุราไว้ อีกมือหนึ่งถือเนื้อย่างชิ้นหนึ่ง

    เจ้าสำนักพุ่มบุปผาถอยปราดไปสามวา ดวงตาค่อยทอประกายเย็นเยียบ จับจ้องมองคนลึกลับนั้น กล่าวว่า “ท่านเป็นใคร? ไฉนยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของเราม่อกัน?”

    คนลึกลับนั้นคล้ายไม่ได้ยิน กัดกินเนื้อย่างลงไปค่อยปรบมือทั้งสอง ดันหมวกเล้ยเปิดเผยโฉมหน้าออกมา

    นี่เป็นใบหน้าของชายฉกรรจ์อายุสามสิบเศษผู้หนึ่ง สีหน้าเขียวเข้มราวหล่อหลอมจากเหล็ก ดวงตาทอประกายเจิดจ้า กอปรเป็นอานุภาพคุกคามคนชนิดหนึ่ง

    พริบตาที่มันเปิดเผยโฉมหน้าออกมา จี้คงโส่ว หานซิ่น รวมทั้งเจ้าสำนักพุ่มบุปผาต่างพากันอุทานดังอา คิดไม่ถึงว่าคนผู้นี้เป็นเจ้าสำนักหงส์ดำฝานไคว่

    ฝานไคว่ผุดลุกขึ้น กล่าวเสียงหนักๆ ว่า “ม่อกัน ท่านออกจะไม่รักษาหน้าเกินไปแล้ว สำหรับกับเด็กน้อยผู้หนึ่งกลับลงมือด้วยอำมหิตถึงเพียงนี้”

    เจ้าสำนักพุ่มบุปผาแค่นเสียงอย่างเย็นชา กล่าวว่า “ฝานเหมินจู่ (หัวหน้าสำนักแซ่ฝาน) คราก่อนพวกเราเจ็ดพรรคจับมือเป็นพันธมิตร มีข้อตกลงว่าจะรักษาสภาพน้ำคลองกับน้ำบ่อ ไม่ก้าวก่ายภารกิจภายในของกันและกัน ท่านทำเช่นนี้ออกจะเลยไปแล้ว”

    ที่มันกล่าวเป็นความสัตย์จริง ครั้งกระโน้นเจ็ดพรรคเจียงไหวจับมือเป็นพันธมิตร มีข้อตกลงเช่นนี้จริง ฝานไคว่เป็นเจ้าสำนักหงส์ดำ มีศักดิ์ฐานะเท่ากับเจ้าสำนักพุ่มบุปผา ฝานไคว่กลับสอดมือยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของมัน ย่อมสะกิดเพลิงโทสะของมันขึ้นมา

    ฝานไคว่กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เฉียบขาดว่า “ตอนนี้เป็นช่วงเวลาพิเศษ ย่อมมีข้อยกเว้น อีกไม่กี่วันจะถึงกำหนดนัดประชุมของพวกเราเจ็ดพรรค เราไม่อาจปล่อยให้ท่านทำลายผลประโยชน์ร่วมกันของพวกเราเจ็ดพรรค”

    เจ้าสำนักพุ่มบุปผากับฝานไคว่แม้ต่างเป็นผู้นำของเจ็ดพรรคเจียงไหว แต่ที่แล้วมาสำนักพุ่มบุปผาประกอบกิจการที่ไม่อาจพบพานคน มักถูกฝานไคว่เย้ยหยันดูแคลน แต่เจ้าสำนักพุ่มบุปผาจะอย่างไรเป็นเจ้าสำนักหนึ่ง ยังรักษาบุคลิกภาพผู้นำเอาไว้ กล่าวว่า “ความหมายจองท่านคือไม่ไว้วางใจเรา?”

    ฝานไคว่กล่าวย้ำทีละคำว่า “หากให้คนไม่ทราบนอกจากอย่าได้กระทำ ระห่างนี้ท่านกับจางเหลากระทำอันใด ในใจพวกท่านย่อมทราบกระจ่างแก่ใจ”

    เจ้าสำนักพุ่มบุปผาหน้าแปรเปลี่ยนไป กล่าวว่า “นี่เป็นกิจการภายในของสำนักเรา มิต้องให้ท่านชี้นิ้วบงการ” มันสูดลมหายใจคำหนึ่ง ทราบว่าฝานไคว่ยากตอแย  เพราะเพื่อครอบครองเต่าเหล็กดำ ต้องกล่าวเสียงอ่อนลงว่า “ท่านเชื่อก็ดี ไม่เชื่อก็ดี การมาของเราครั้งนี้ด้วยเรื่องส่วนตัว ท่านเชิญตามสะดวกเถอะ”

    ฝานไคว่ค่อยกวาดตามายังจี้คงโส่วกับหานซิ่น ผงกศีรษะเล็กน้อยเป็นเชิงทักทาย

    จี้คงโส่วกับหานซิ่นคิดไมถึ่ง่าจะพบพานฝานไคว่ในที่นี้ หลังความตื่นเต้นยินดี จิตใจที่เต้นระทึกค่อยสงบลง ทั้งนี้เพราะพวกมันบังเกิดความเชื่อมั่นต่อฝานไคว่ ขอเพียงฝานไคว่อยู่ด้วย พวกมันทั้งสองสมควรแคล้วคลาดปลอดภัย

    ฝานไคว่กลับสืบเท้ามายังโซ่เหล็กที่ใช้ยึดติดกับสะพานเชือก ปากกล่าวว่า “ที่ประจวบเหมาะคือนี่แม้เป็นเรื่องส่วนตัวของท่าน กลับเกี่ยวข้องกับสหายน้อยของเราสองคน เราไม่เกี่ยวข้องก็ทำไม่ได้”

    ยามนี้ไม้กระดานบนสะพานเชือกถูกทำลายไป คงเหลือแต่โซ่เหล็กขนาดเท่าแขนเด็กสี่ห้าเส้นทอดขวางอยู่กลางอากาศ ฝานไคว่กลับย่างเหยียบลงบนโซ่เหล็ก ราวเดินเหินบนที่ราบ ร่างไม่โยกคลอนแม้แต่น้อย

    เจ้าสำนักพุ่มบุปผาสั่นศีรษะกล่าวว่า “พวกมันเพียงเป็นอันธพาลน้อยในเมืองไหวอินสองคน ไหนเลยเป็นสหายของฝานเหมินจู่ได้”

    เอ่ยถึงตอนนี้ เห็นฝานไคว่เดินถึงกลางของสะพานเชือก มันพลันตวาดก้อง ขยับหอกยาวทิ่มสกัดใส่โซ่เหล็กที่ผูกยึดสะพานเชือกไว้

    จุดประสงค์ของมันชัดแจ้งยิ่ง มันคิดทำลายโซ่เหล็ก แม้ไม่ถึงกับทำร้ายฝานไคว่พลัดตกลงยังหุบเหวเบื้องล่าง ก็ไม่ปล่อยให้ฝานไคว่ข้ามสะพานมา

    เสียงตังพร้อมกับประกายไฟแลบกระจาย โซ่เหล็กถูกฟันขาดสะบั้น ร่วงลงยังเบื้องล่างดังกราวใหญ่ แต่ฝานไคว่ชิงกระโดดไปยังโซ่เหล็กอีกเส้นหนึ่ง หยิบยืมพลังดีดสะท้อนของโซ่เหล็กลอยตัวพุ่งโถมมายังฝั่งตรงข้าม

    มันยามลอยอยู่กลางอากาศก็ชักดาบออกถือมั่น ฟาดฟันดาบด้วยอานุภาพปานอสนีบาตฟาดฟ้า

    เจ้าสำนักพุ่มบุปผาบังเกิดความตื่นตระหนก ขยับหอกยาวแผ่พุ่งพลัง ครอบคลุมทั่วสี่ทิศแปดทาง ชิงสกัดกั้นฝ่ายตรงข้ามเอาไว้

    พลังทั้งสองขุมพอปะทะบังเกิดเป็นเสียงระเบิดหนักๆ ก่อเกิดเป็นพายุหมุนหอบหนึ่ง เจ้าสำนักพุ่มบุปผาส่ายร่างโงนเงน เห็นฝานไคว่หมุนคว้างกลางอากาศรอบหนึ่ง สุดท้ายทิ้งตัวลงบนหินใหญ่ที่ริมหน้าผา ด้านหลังเป็นหุบเหวร้อยวา

    “ท่านคิดร้ายหมายชีวิตเรา?”

    ฝานไคว่พอทิ้งตัวลงก็เค้นเสียงจากปากคำหนึ่ง ไม่ว่าผู้ใดล้วนฟังออกว่ามันบังเกิดความคิดฆ่าฟันขึ้น

    เจ้าสำนักพุ่มบุปผาลอบทำร้ายไม่สำเร็จพานฉีกหน้าแตกหัก ไม่เสแสร้งแกล้งมารยาอีกต่อไป สวนคำว่า “ท่านฝักใฝ่ต่อหลิวปัง เราคิดลงมือแต่แรก เพียงแต่ไม่สบโอกาส ไม่เช่นนั้นไหนเลยรอถึงวันนี้?”

    ฝานไคว่แทนที่จะมีโทสะกลับหัวร่อออกมา กล่าวว่า “ที่แท้เป็นเช่นนี้ ท่านนับว่ากล่าววาจาจากใจจริงแล้ว”

    เจ้าสำนักพุ่มบุปผากล่าวว่า “ซึ่งความจริงระหว่างพวกเราเปลือกนอกปรองดองแท้จริงแตกแยก ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่ยอมรับนับถือผู้ใด ยากนักที่มีโอกาสเช่นนี้ มิสู้สะสางกันแต่เนิ่นๆ”

    ฝานไคว่ปรบมือสนับสนุน จากนั้นหน้าเคร่งเครียดลง กล่าวว่า “อย่างนั้นถือหอกยาวของท่านให้มั่น เราจะรับทราบเพลงหอกสามภูตร้ายที่สร้างชื่อให้กับท่านดู”

    จี้คงโส่วรับฟังจนตากระจ่างวูบ จับตาดูการต่อสู้ชิงชัยของยอดฝีมือซึ่งกำลังจะปะทุขึ้น สำหรับกับมัน นี่เป็นโอกาสที่ยากพบพาน จะได้สัมผัสและรับรู้ด้วยตนเอง

    ฝานไคว่แยกเท้าทั้งสองออกเล็กน้อย ตลอดทั้งร่างคล้ายขุนเขาอันมั่นคง มือที่หยาบใหญ่รวบกำเข้าหากัน กระดูกข้อนิ้วบังเกิดเสียงราวกับคั่วเกาลัดดังขึ้น

    เจ้าสำนักพุ่มบุปผาตวาดก้อง ชิงจู่โจมลงมือ หอกยาวแตกปะทุเป็นพลังการฆ่าฟันอันเกรี้ยวกราด มันเห็นฝานไคว่ยืนอยู่ในตำแหน่งอันล่อแหลม ขอเพียงคุกคามฝานไคว่ล่าถอยไปหนึ่งก้าวก็จะพลัดตกลงยังหุบเหวร้อยวา

    ฝานไคว่ไม่เคลื่อนไหว เพียงสูดลมหายใจลึกๆ คำหนึ่ง พลังลมปราณทั่วร่างรวมที่จุดจุดหนึ่ง นั่นคือดาบยาวในมือ มันไม่ลงมือก็แล้วกันไป พอลงมือก็ต้องเข่นฆ่าให้สิ้นซาก ไม่เช่นนั้นหากปล่อยให้คนในสำนักพุ่มบุปผาล่วงรู้ ต้องเป็นเภทภัยไม่สิ้นสุด ถึงกับกระทบถึงการรวมตัวของเจ็ดพรรคเจียงไหว

    มันฟาดฟันดาบเป็นเส้นตรง ปราศจากแง่มุมอันยอกย้อน และปราศจากความพลิกแพลงเปลี่ยนแปลง เพียงใช้ออกด้วยวิธีอันรวบรัดจำกัด รุกคืบด้วยระดับความเร็วที่น่าตระหนก

    สภาวะดาบขณะจะถึงที่สุดยังไม่ถึงที่สุด พลันแตกระเบิดเป็นพลังอันหนักหน่วงดุดัน คล้ายทุ่มหินใหญ่ลงจากกลางอากาศใส่บึงน้ำที่สงบนิ่งก็มิปาน

    แว่วเสียงระเบิดหนักๆ เจ้าสำนักพถ่มบุปผากัดฟันต้านรับฝานไคว่สามดาบ คนก็ถูกคุกคามถอยห่างไปหนึ่งวา

    ซึ่งความจริงระหว่างผู้นำของเจ็ดพรรคเจียงไหว มีพลังฝีมือแตกต่างกันไม่มากนัก ไม่มีผู้ใดกล้าลั่นปากว่าต้องได้ชัย ฝานไคว่ที่พอประมือก็ช่วงชิงเป็นฝ่ายมีเปรียบ เพราะมันพกพาความเชื่อมั่นอย่างเปี่ยมล้น

    กระแสลมดาบก่อตัวอีกครา กรีดเป็นเส้นโค้งอันลี้ลับและสวยงาม ไล่กวดตามเจ้าสำนักพุ่มบุปผาไป

    เจ้าสำนักพุ่มบุปผาตวาดสำทับคำหนึ่ง ใช้คมหอกเข้าปะทะกับดาบ บังเกิดเป็นเสียงดังสะท้าน พลังลมม้วนทะลักปั่นป่วน โชยพัดเสื้อผ้าผมเผ้ารวมทั้งร่างของทั้งสองไปยังด้านหลัง

    ฝานไคว่พอล่าถอย สองเท้าก็เหยียบใส่อากาศธาตุ เห็นมันลอยตัวดุจเหยี่ยวกลางทะเลทราย ดาบคล้ายกรงเล็บอันแหลมคม ครอบคลุมลงหาเจ้าสำนักพุ่มบุปผา

    นี่คือความน่ากลัวของฝานไคว่ มันคล้ายมีขีดความสามารถรองรับสภาพแวดล้อมอันเลวร้ายเหนือกว่าผู้คนทั่วไป ดังนั้นรู้จักเกาะกุมโอกาสที่รวดเร็วและดีกว่าผู้อื่น ในสายตาของมัน โอกาสที่ดูไปมิใช่โอกาส ขอเพียงรู้จักเกาะกุมให้มั่น จะเป็นโอกาสอันประเสริฐ

    แต่ว่าพริบตาที่ร่างของฝานไคว่ลอยสูงถึงที่สุด พลันบังเกิดเสียงขยับเขวี้ยวติดต่อกันสี่ครั้งครา ลูกธนูสี่ดอกยิงฝ่าอากาศมาถึง ทำลายความได้เปรียบของฝานไคว่ไป

    ลูกธนูทั้งสี่ดอกนี้ยิงออกอย่างฉับพลัน มิหนำซ้ำเลือกช่วงเวลาเป็นมั่นเหมาะ แสดงว่าเป็นมือธนูที่ถนัดในการลอบทำร้าย

    จี้คงโส่วร้องอุทานว่า “ระวัง” แม้ทราบว่าไม่มีส่วนช่วยต่อเรื่องราว แต่ยังไม่อาจหักห้ามใจได้ หวนนึกถึงผู้เหี้ยมหาญเช่นฝานไคว่ ต้องจบชีวิตภายใต้ลูกธนูยิงทำร้าย ออกจะน่าคับแค้นใจไปแล้ว

    จี้คงโส่วสะบัดดาบออก จู่โจมใส่เจ้าสำนักพุ่มบุปผาซึ่งยืนหยัดมั่น ถึงแม้รู้ตัวว่านี่เป็นการต่อสู้ที่เสียเปรียบ แต่ว่ามันไม่คิดเอาชนะ เพียงคิดช่วงชิงเวลาให้กับฝานไคว่ มิให้ฝานไคว่ถูกกลุ้มรุมกระหนาบจากธนูลับและเจ้าสำนักพุ่มบุปผา

    ลูกธนูทั้งสี่ดอกมีเส้นทางที่แปลกพิเศษ สามดอกแรกเรียงรายเป็นรูปหนึ่งหน้าสองหลัง อีกดอกหนึ่งซ่อนอยู่ด้านหลัง ฝานไคว่ถือดาบยาวเล่มเดียว ยากที่จะปัดป่ายลูกธนูที่ยิงจากมุมที่แตกต่าง และช่วงเวลาที่ก่อน                                                                                                                                                                                                         

หลังทั้งสี่คอกได้ สร้างความยินดีแก่เจ้าสำนักพุ่มบุปผายิ่ง ทราบว่าหลี่จวินมาถึงแล้ว จึงร่ายรำหอกเข้าปะทะกับจี้คงโส่ว ทั้งยังแบ่งแยกสมาธิจับตาดูฝานไคว่ที่กลางอากาศ

    เห็นแน่ชัดว่าฝานไคว่ต้องถูกลูกธนูยิงสังหาร พลันรู้สึกละลานตาวูบ ลุกธนูทั้งสี่ดอกพลันหายวับกับตา

    ในความตื่นเต้นสงสัยของทุกผู้คน ได้ยินเสียงขยับเขวี้ยวดังอีกครา ลูกธนูสี่ดอกพุ่งย้อนออกจากแขนเสื้อฝานไคว่ แยกย้ายจู่โจมใส่ทิศทางที่แตกต่างสี่แห่ง

    เสียงแผดร้องหลายเสียงดังโดยพร้อมเพรียง เงาร่างหลายสายถลาออกจากเงามืด ล้มลงทอดร่างเป็นซากศพ เจ้าสำนักพุ่มบุปผาค่อยฉุกคิดว่าผิดท่า พุ่งตัวหลุดพ้นจากการพัวพันของจี้คงโส่ว

    ฝานไคว่กระโดดปราดไปเบื้องหน้า ปรากฏอาวุธสี่ห้าเล่มยื่นขวางหน้า จุดประสงค์เพื่อสกัดขัดขวางฝานไคว่

    ฝานไคว่ตวาดก้อง ดาบยาวกรีดเป็นประกายสีขาวสายหนึ่ง ฟาดฟันศัตรูล้มระเนระนาด ถูกดาบสังหารล้มตายลง

    พริบตานั้นฝานไคว่สะอึกถึงเบื้องหน้าหลี่จวิน ประกายดาบแลบแปลบ ศีรษะของหลี่จวินก็ถูกฟันหลุดจากบ่า

    เจ้าสำนักพุ่มบุปผาเห็นเช่นนั้น ทราบว่าสถานการณ์ยากกอบกู้ หนีเตลิดไปราวกับสุนัขจิ้งจอกที่รับบาดเจ็บตัวหนึ่ง

    จี้คงโส่วร้องโพล่งว่า “มัน...มันหนีไปแล้ว”

    ฝานไคว่แค่นหัวร่อกล่าวว่า “มันหนีไม่รอดหรอก” พลางตวัดมือวูบ มีดเล่มเล็กๆ อันคมกล้าเล่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในซอกนิ้วของมัน

    เสียงขวับเมื่อมีดบินซัดพุ่งออก ประกายสีขาววูบขึ้นแวบหนึ่ง ไม่มีผู้ใดเห็นเส้นทางของมันชัดตา สุดท้ายจมหายกับกลางหลังเจ้าสำนักพุ่มบุปผา

    ฝานไคว่เดินช้าๆ ไป ก้มเอวถอนมีดออก โลหิตก็ฉีดพุ่งจากร่างเจ้าสำนักพุ่มบุปผา เมื่อมันหันกายกลับ ซากศพของเจ้าสำนักพุ่มบุปผาค่อยร่วงลงสู่หุบเหวร้อยวา

หนังสือแนะนำ

Special Deal