บทที่ 6 ลงสู่วารีเป็นมังกร

จี้คงโส่วกับหานซิ่นผลักเปิดหน้าต่างห้องท้องเรือโดยไร้เสียง ปีนขึ้นบนขอบหน้าต่าง ขณะจะกระโดดลงน้ำ พลันได้ยินเสียงกระดิ่งดังขึ้น ในยามวิกาลสุ้มเสียงระคายหูเป็นพิเศษ

    เสียงกระดิ่งพอดัง บนเรือบังเกิดเสียงร้องดังว่า “เด็กน้อยทั้งสองคิดหนี”

    จี้คงโส่วใจหายวูบ ในความมืดเห็นใต้เท้าโยงเส้นด้ายเล็กละเอียดเจ็ดแปดเส้นทอดถึงห้องท้องเรือหลังหนึ่ง เสียงกระดิ่งดังจากภายในห้องหลังนี้เอง

    จี้คงโส่วค่อยทราบว่าศัตรูวางมาตรการอยู่ก่อน ตนเองกลับชะล่าใจไป ยามนั้นไม่อาจชักช้า ชักชวนหานซิ่นกระโดดลงน้ำดังตูมใหญ่

    จี้คงโส่วสูดลมหายใจลึกๆ คำหนึ่ง จากนั้นดำดิ่งลงไป กลับดำน้ำลึกถึงเจ็ดแปดเชียะ หากเป็นยามปรกติ มันดำลึกถึงขั้นนี้มิเพียงอึดอัดแทบขาดใจตาย ทั้งไม่อาจทนทานรับแรงกดดันในน้ำ แต่ว่ายามนี้ยังมีความรู้สึกที่ดีเลิศดังเดิม

    มันเข้าใจว่าความเปลี่ยนแปลงนี้มาจากหินกลมก้อนนั้น พลันรู้สึกว่ารูปขุมขนทั่วร่างเปิดอ้าออก คล้ายรับรู้ถึงภัยอันตรายในน้ำชนิดหนึ่ง

    มันไม่ได้เหลียวหน้ามอง แต่รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าปรากฏศัตรูที่มีวิชาทางน้ำเป็นเลิศสองคนถือฉมวกแทงปลาและหนามแหวกน้ำ แยกย้ายเป็นหนึ่งซ้ายหนึ่งขวาโอบกระหนาบเข้ามา

    คราครั้งนี้สำนักพุ่มบุปผาหมายมั่นปฏิบัติการให้สำเร็จ กลับวางกำลังอยู่ในน้ำ ไม่ปล่อยให้จี้คงโส่วกับหานซิ่นมีโอกาสหลบหนีไปได้อีก

    จิตใจของจี้คงโส่วสงบนิ่ง ดำอยู่ในน้ำลึกไม่เคลื่อนไหว มันเชื่อว่าในน้ำลึกที่ดำมืดเช่นนี้ ศัตรูได้แต่อาศัยความเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำ คำนวณตำแหน่งของตนเอง ส่วนความได้เปรียบของตนเองคือ มองเห็นทุกความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามจากในน้ำ

    ศัตรูเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว เพียงขยับตัวเล็กน้อยก็รุกคืบหน้ามา จี้คงโส่วยิ่งเพิ่มคามระมัดระวัง รอคอยศัตรูใกล้เข้ามา

    สามวา สองวา หนึ่งวา...

    เมื่อศัตรูปรากฏขึ้นในน่านน้ำห่างจากมันไม่ถึงสามวา จี้คงโส่วพลันลงมือ

    มันใช้ออกด้วยกระบวนท่าในสามท่ามือพิสดาร นามหลอกซ้ายจู่โจมขวา ปรากฏพลังประหลาดขุมหนึ่งแผ่พุ่งออกจากใจกลางฝ่ามือ แฝงพลังดึงดูดอันกล้าแข็ง มุ่งใส่ข้อมือของศัตรูทางซ้าย

    มันลงมืออย่างรวดเร็ว ทั้งอาศัยทิศทางการไหลของน้ำ พัวพันข้อมือของศัตรูเอาไว้ ขณะเดียวกันร่างเคลื่อนขวางสามเชียะ ปล่อยให้ฉมวกแทงปลาของศัตรูเฉียดผ่านหัวไหล่ไป แทงใส่ศัตรูทางขวามือ

    ความเคลื่อนไหวเหล่านี้มิเพียงรวดเร็ว ทั้งยังแม่นยำ พาตัวเข้าเสี่ยงหวังพิชิตชัย ขอเพียงห่วงข้อใดเกิดความผิดพลาด อาจชักนำความตายมาสู่ผู้ปฏิบัติการ

    นี่เป็นสิ่งที่ไม่กล้าคาดคิดมาก่อน ถึงแม้ว่าจี้คงโส่วฝึกซ้อมสามท่ามือพิสดารจนช่ำชองชำนาญ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ใช้สู้ศัตรู กล่าวได้ว่ามันกระตุ้นพลังซ่อนเร้นภายในกายขึ้นจนอยู่เหนือเกณฑ์มาตรฐานทั่วไป

    ภายใต้การหยิบยืมพลังชักนำของจี้คงโส่ว หนามแหวกน้ำของศัตรูทางขวาปักใส่ทรวงอกของพวกเดียวกัน ขณะเดียวกันพวกพ้องของมันก็อาศัยความเปลี่ยนแปลงในกระแสน้ำรู้สึกถึงวิกฤตการณ์ ใช้วิธีเดียวกันปลิดชีวิตของมัน

    พวกมันลงมืออย่างดุดันและแม่นยำ แต่จวบจนตาย พวกมันยังนึกไม่ถึงว่าตัวเองกลับจบชีวิตใต้ฉมวกแทงปลาและหนามแหวกน้ำของพวกเดียวกัน

    ทุกประการนี้สืบเนื่องจากพวกมันไม่อาจเห็นความเคลื่อนไหวในน้ำ ยิ่งคาดคิดไม่ถึงว่าจี้คงโส่วจะใช้ท่าหลอกซ้ายจู่โจมขวา ให้พวกมันทั้งสองฆ่าฟันกันเอง

    ผลเช่นนี้สร้างความลิงโลดแก่จี้คงโส่ว พร้อมกันนั้นก็เพิ่มพูนความเชื่อมั่นแก่มัน นี่จะอย่างไรเป็นศึกแรกในชีวิต กลับทำศึกประสบชัย ให้ความรู้สึกที่พบกับความสำเร็จแก่มัน

    โลหิตไหลทะลักออกจากทรวงอกศัตรู จี้คงโส่วไม่อาจหักใจทนดู บิดเอวว่ายไปเบื้องหน้าหลายวา ค่อยโผล่ศีรษะขึ้นจากน้ำ

    ยามนั้นบนเรือจุดโคมไฟสว่างไสว แว่วเสียงคนดังอึกทึกวุ่นวาย จี้คงโส่วลอบหัวร่อ หานซิ่นไม่ได้เผชิญศัตรูในน้ำ ดังนั้นล่วงหน้าขึ้นฝั่งไปรอคอย

    ทั้งสองมุดออกจากพงหญ้า ลุยข้ามลำธารสายเล็กๆ ท้องฟ้าก็สว่างรำไร ยามเมื่อพวกมันเหยียบย่ำลงบนธารโขดหิน หัวตาจี้คงโส่วพลันเต้นกระตุก บังเกิดลางสังหรณ์ประการหนึ่ง ค้นพบประกายเย็นเยียบในดงไม้เบื้องหน้า

    ประกายเย็นเยียบสงบนิ่งในดงไม้ หากมิใช่ฟ้าสางรำไร เกดแสงสีอุทัย จี้คงโส่วไม่มีทางพบเห็นได้ ประจวบกับแสงสีอุทัยส่องต้องประกายเย็นเยียบจุดหนึ่ง บังเกิดเป็นแสงสะท้อนขึ้น

    จี้คงโส่วพลันหยุดร่างลง ผนึกพลังที่ใบหู ดวงตา จากอากาศที่ไหลเวียน คล้ายรู้สึกถึงรังสีการฆ่าฟันอันอ่อนจางขุมหนึ่ง ที่มาของรังสีการฆ่าฟันมาจากในดงไม้ คำนวณจากเสียงลมหายใจเข้าออก ฝ่ายตรงข้ามมีไม่ต่ำกว่าสามคน

    หานซิ่นก็หน้าแปรเปลี่ยนไป แสดงว่ารู้สึกถึงความผิดปรกติของบรรยากาศ กระซิบถามว่า “คนเหล่านี้มาเพราะพวกเราหรือ?”

    จี้คงโส่วตอบว่าไม่ทราบ มีความรู้สึกคล้ายตกอยู่ในร่างแหที่ศัตรูคลี่กางออก ไม่ว่าพวกมันหลบหนีอย่างไร ล้วนไม่อาจรอดพ้นจากขอบเขตของร่างแหปากนี้

    จริงดังคาดหมาย เห็นหลี่จวินแห่งสำนักพุ่มบุปผานำสมุนสี่ห้าคนเดินช้าๆ ออกจากดงไม้ แต่ตาทุกคู่จ้องจับบนใบหน้าจี้คงโส่วเขม็งนิ่ง

    ศัตรูสืบเท้าเข้ามาทุกขณะ แต่ว่าขยับเคลือนตัวออกห่างทีละน้อย กอปรเป็นรูปครึ่งวงโค้งเตรียมจู่โจม เมื่อเข้ามาในระยะห่างจากจี้คงโส่วกับหานซิ่นสามวา ค่อยชะงักเท้าลง

    หลี่จวินกุมกระชับหอกสั้นในมือ กล่าวว่า “จี้คงโส่ว เจ้ารามือรับการจับกุมเถอะ ภายใต้ร่างแหที่สำนักพุ่มบุปผาเราคลี่กางออก เจ้าคิดหนีนับว่าเป็นไปไม่ได้”

    จี้คงโส่วยิ้มเล็กน้อยกล่าวว่า “สัตว์ที่จนตรอกยังคิดสู้ อย่าว่าแต่คน หากท่านบีบคั้นบังคับ ข้าพเจ้าย่อมต้องสู้ตาย ไหนเลยปล่อยให้ท่านเชือดเฉือนตามอำเภอใจ?”

    หลี่จวินบันดาลโทสะ ตวาดว่า “อย่างนั้นอย่าได้โทษว่าคมหอกเราไร้นัยน์ตา”

    มันขยับหอกสั้น คมหอกก็แหวกจู่โจมออก

    จี้คงโส่วใจเต้นระทึกขึ้น รู้สึกถึงรังสีการฆ่าฟันที่เยียบเย็นกว่าหิมะบนคมหอก

    แต่ว่าพริบตาที่คมหอกของหลี่จวินกรีดผ่านบรรยากาศ จี้คงโส่วพลันพบว่าระดับความเร็วของหอกนี้ไม่ได้รวดเร็วดังที่ตนเองคาดคิดไว้ ขณะกรีดผ่านอากาศ มีริ้วรอยให้สืบสาวได้ ยามกะทันหันเข้าใจว่าเป็นความรู้สึกหลอนไป

    นี่เป็นไปได้อย่าไร?

    มันไม่ทราบ และไม่มีเวลาใคร่ครวญ พริบตาที่คมหอกโถมแทงมา มันก้าวเท้าด้วยท่าเท้าว่างเปล่า หอกสั้นของหลี่จวินจึงเฉียดผ่านข้างกายไป

    หลี่จวินอุทานดังเอ๊ะ คล้ายตื่นเต้นสงสัยที่หอกนี้กลับแทงใส่อากาศธาตุ แต่มันไม่เหลียวหน้ากลับ เพียงตวัดมืดกลับหลัง คมหอกลอดผ่านใต้ซอกแขน แทงใส่กลางหลังของจี้คงโส่ว

    ซึ่งความจริงจี้คงโส่วเองก็คิดไม่ถึงว่าพอก้าวเท้าออก กลับสลายท่าสังหารของหลี่จวินได้ หลังจากระงับสติลงก็คลายความหวาดหวั่นไปสามส่วน บังเกิดเป็นความเชื่อมั่นขึ้น

    จี้คงโส่วเข้าสู่ภาวะเตรียมพร้อมสู้ศึก ภายใต้พลังที่ถ่ายทอดมาจากภายนอก หูตาเพิ่มความปราดเปรียวหลายเท่า เมื่อหลี่จวินแทงหอกย้อนหลัง ก็คำนวณระดับความเร็วและตำแหน่งมุมของหอกสั้นได้

    จี้คงโส่วก้าวเท้าหลบหลีก หอกสั้นของหลี่จวินกลับทิ่มแทงพลาดผิดหลายครั้งครา ที่น่าประหลาดคือจี้คงโส่วมีโอกาสตีโต้ชัดๆ แต่ไม่ลงมือ สร้างความตื่นเต้นสงสัยแก่หลี่จวิน จนสลับเท้าถอยห่างไปเจ็ดก้าว

    ซึ่งความจริงนับตั้งแต่เจ้าสำนักพุ่มบุปผาม่อกันสั่งให้จับกุมจี้คงโส่ว หลี่จวินก็ทำการตรวจสอบประวัติคนทั้งสองโดยละเอียด ได้ข้อสรุปว่านี่เพียงเป็นอันธพาลน้อยสองคน ต่อให้ตะลุมบอนกับผู้คนที่ข้างถนนก็แพ้มากกว่าชนะ ดังนั้นมันเชื่อว่าเพียงใช้มือเพียวก็จัดการกับพวกมันได้

    แต่แล้วหลี่จวินค่อยพบว่าตัวเองคิดผิดแล้ว ในช่วงเวลานี้จี้คงโส่วคล้ายเปลี่ยนเป็นคนละคน มาตรว่าจี้คงโส่วมือเปล่า แต่ก็ทำให้มันไม่กล้าดูแคลนไป

    มันไม่กล้าลงมือโดยพลการ กล่าวว่า “เจ้าผู้นี้งำประกายมิดชิดนัก ด้วยฝีมือของเจ้าสมควรช่วงชิงพื้นที่หนึ่งในยุทธจักร ไยต้องพาตัวตกต่ำเกลือกกลิ้งอยู่ในตลาดร้านถิ่น?”

    จี้คงโส่วเติบโตขึ้นมาในตลาดร้านถิ่น มีความรู้สึกผูกพันเป็นพิเศษจึงกล่าว “หรือว่าเกลือกกลั้วในตลาดร้าถิ่นเป็นการพาตัวตกต่ำ? มังกรมีเส้นทางมังกร งูมีทางเดินของงู ต่อให้ชาวบ้านร้านถิ่นมีชีวิตอย่างยากไร้ พวกมันก็มีศิลปะฝีมือของตัวเองใช้หาเลี้ยงชีพ อย่างน้อยไม่ละอายต่อมโนธรรม ต่างกับผู้คนบางคนที่ฉกฉวยแย่งชิง ข่มเหงรังแกคน”

    หลี่จวินถูกว่ากล่าวจนหน้าแดงวูบ กล่าวว่า “นี่ความจริงเป็นสังคมที่เข้มแข็งคงอยู่อ่อนด้อยถูกคัดออก เราเมื่อเข้มแข็งกว่าเจ้า สมควรสูงส่งกว่าเจ้าขั้นหนึ่ง นี่เป็นเรื่องที่ไม่อาจเรียกร้องอุทธรณ์ได้”

    จี้คงโส่วยิ้มเย้ยหยันกล่าวว่า “อย่างนั้นท่านได้แต่อยู่รวมกับสัตว์ป่า ไม่ควรอยู่ในสังคมมนุษย์ นี่เป็นหลักการอยู่รอดของสัตว์ป่า มีแต่คนที่ไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกและมโนธรรม จึงกล่าววาจาอุบาทว์เช่นนี้”    

    หลี่จวินไม่อาจทนทานรับต่อรอยยิ้มเช่นนี้ พลันแค่นเสียงอย่างเย็นชา ประกายเย็นเยียบพวยพุ่ง คุมหอกสืบเท้าออกไปสามก้าว

    ทุกฝีเท้าของมันล้วนยาวหนึ่งเชียะเจ็ดนิ้ว ผู้ที่รู้จักคุ้นเคยมันทราบว่านี่เป็นท่าเริ่มต้นของท่าสามต้องฆ่า จี้คงโส่วไม่ล่วงรู้ที่มาของมัน รู้สึกทรวงอกอึดอัด พร้อมกับฝีเท้าของหลี่จวินปรากฏพลังกดันขุมหนึ่งกดคุกคามมา ถึงกับใจสั่นสะท้าน ทราบว่าหลี่จวินพอลงมือต้องทุ่มเทอย่างสุดกำลัง

    จี้คงโส่วยืนอยู่บนพื้นทราย ไม่ขยับเคลื่อนไหว หลังจากที่มันหลบรอดจากท่าหอกของหลี่จวินสองท่า ก็เพิ่มความเชื่อมั่นต่อท่าเท้าว่างเปล่า พร้อมกันนั้นพบว่าหลี่จวินเพิ่มความกริ่งเกรงอีกขั้นหนึ่ง มันความจริงเป็นคนเฉลียวฉลาด นึกออกว่าทุกประการสืบเนื่องจากหินประหลาดในอกเสื้อของตนเอง

    จี้คงโส่วยืนสงบแน่วนิ่ง สีหน้าไม่ตื่นเต้นตึงเครียดเช่นตอนแรก สองตาแผ่พุ่งประกายสองสาย คล้ายคมมีดกรีดฝ่าอากาศไปปะทะกับประกายตาของหลี่จวิน

    หลี่จวินหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย รู้สึกว่าประกายตาของจี้คงโส่วแฝงรังสีการฆ่าฟันขุมหนึ่ง จากประกายตาของฝ่ายตรงข้าม ดูออกว่าฝ่ายตรงข้ามมีกำลังภายในมิใช่ชั่ว เด็กหนุ่มอายุเยาว์เช่นนี้ไฉนมีพลังลมปราณถึงขั้นนี้?

    แต่ว่ามันยังไม่สูญเสียความคิดเอาชนะ พลันใช้หอกผสานกับท่าร่าง โถมแทงออกเป็นเส้นสายอันสวยงามสายหนึ่ง สะท้อนเห็นว่าคมหอกไร้ไมตรี

    จี้คงโส่วไม่เคลื่อนไหว กระทั่งดวงตายังไม่กะพริบ เพียงจับจ้องมองทุกสิ่งที่เบื้องหน้า สายตาของมันเยือกเย็นและคมกล้า คำนวณทิศทางและความเปลี่ยนแปลงของคมหอก ทั้งยังรู้สึกถึงรังสีการฆ่าฟันที่เย็นเยียบเสียดกระดูก

    หลี่จวินกลับลอบตื่นตระหนก มาตรว่ามันใช้ท่าหอกออก แต่ไม่มีความมั่นใจว่าควบคุมสถานการณ์ได้ ทั้งคำนวณความคิดอ่านของฝ่ายตรงข้ามไม่ออก

    มันได้แต่ร้องคำ “ฆ่า...” อาศัยสุ้มเสียงปลุกเร้าความคิดต่อสู้ เพื่อเพิ่มพูนความเชื่อมั่นของตนเอง

    คมหอกคุกคามมาปะทะหน้า ห่างจากใบหน้าจี้คงโส่วสามเชียะ หลี่จวินเห็นหัวคิ้วของจี้คงโส่วเต้นระริกเล็กน้อย แต่แล้วจี้คงโส่วพลันสาบสูญจากคลองจักษุ ดุจวิญญาณภูตพรายก็มิปาน

    หลี่จวินใจหายวาบ หมุนตัวไปทิ่มแทงหอกโดยไม่ลังเล

    มันแน่ใจว่าจี้คงโส่วอยู่ที่ด้านหลัง ดังนั้นมันรีบหมุนตัวไป กวาดหอกสั้นออก กรีดเป็นประกายเส้นสายครอบคลุมใส่จี้คงโส่วที่อยู่ห่างไปเจ็ดเชียะ

    ท่าหอกที่รวดเร็วนัก นี่แทบเป็นที่สุดของกระบวนท่าหลี่จวิน แต่ในสายตาจี้คงโส่ว ยังไม่ถือว่ารวดเร็ว อย่างน้อยยังเพียงพอให้มันเคลื่อนไหว

    ในที่สุดจี้คงโส่วลงมือแล้ว ใช้ออกด้วยท่าที่สองในสามท่ามือพิสดารนามเวิ้งว้างกลายเป็นจริง

    ความเคลื่อนไหวของมันรวบรัดยิ่ง เพียงฟันจากบนลงล่าง คล้ายผู้คนทั่วไปผ่าฟืน แต่หลี่จวินกลับรู้สึกว่ามีความกดดันดั่งผนึกกำแพงชั้นหนึ่งคุกคามมา

    มันรู้สึกถึงพลังกดดัน ขณะเดียวกันก็ดูออกว่าจี้คงโส่วมีช่องโหว่อย่างน้อยสามแห่ง แต่มันลงความเห็นว่าช่องว่างทั้งสามแห่งนี้เป็นหลุมพรางที่จี้คงโส่วขุดล่อไว้ ขอเพียงมันจู่โจมใส่ ต้องพลาดท่าหลงกล

    มันเชื่อมั่นต่อความนึกคิดของตัวเอง ได้แต่ละทิ้งการรุกเปลี่ยนเป็นตั้งรับ ขณะที่ถอยร่นชิงปิดเส้นทางที่ฝ่ายตรงข้ามอาจรุกจู่โจมมาหลายสาย

    แต่ว่ามันพอล่าถอย จี้คงโส่วก็หยุดร่างลง ถอยห่างไปหลายเชียะ

    หลี่จวินงงงันวูบ แทนที่จะโกรธเกรี้ยวกลับยิ้มออกมา ขยับข้อมือวูบ คมหอกสั่นสะท้านดังอึงอลสองครา

    นี่เป็นสัญญาณชนิดหนึ่ง

    จี้คงโส่วหน้าแปรเปลี่ยนไป เห็นในอากาศปรากฏประกายเย็นเยียบสี่จุด

    ประกายเย็นเยียบมาจากทิศทางที่แตกต่างสี่แห่ง เป็นลูกธนูสี่ดอกแหวกฝ่าอากาศมาถึง

    นี่เป็นแผนการสังหารที่วางไว้ หลี่จวินขยับหอกสั้น มิใช่เป็นความงดงามน่าดู หากแต่เป็นสัญญาณให้ลงมือ

    พริบตาที่ลูกธนูยิงจู่โจมออก หลี่จวินก็เคลื่อนไหว ขยับหอกสั้นอีกครั้งแทงใส่คอหอยจี้คงโส่ว

    นี่เป็นท่าวาดมังกรแต้มนัยน์ตา พอใช้ท่วงท่านี้ออก แผนสังหารค่อยสมบูรณ์พร้อมกว่าเดิม

    ไม่ว่ามองจากมุมใด จี้คงโส่วยากรอดพ้นจากชะตากรรม ตอนนี้หากมันเคลื่อนไหว ไม่ว่าฝ่าออกทางทิศใต้ ต้องเผชิญกับลูกธนูกล้าแข็ง หากเคลื่อนไหว ที่รอคอยมันเป็นคอมหอกที่จ่อคุกคามของหลี่จวิน

    จี้คงโส่วไม่เคลื่อนไหว แต่ดวงตาเป็นกระกาย ทั้งเจิดจ้าและแหลมคม ที่มันเห็นมิใช่วิกฤติ แต่เป็นโอกาสวูบหนึ่ง ขอเพียงฝ่ายตรงข้ามเห็นว่าตนเองตกอยู่ในห้วงคับขัน ด้านพลังสภาวะของพวกมันจะผ่อนคลาย นี่เป็นช่วงเวลาที่ตนเองกับหานซิ่นจะหลบหนี

    พริบตานั้นลูกธนูกับคมหอกคุกคามเข้ามาในรัศมีสามเชียะ สร้างความแตกตื่นแก่หานซิ่นจนร้องเตือนว่า “จี้เส้า ระวัง...”

    ขณะที่หลี่จวินเข้าใจว่าหอกนี้ต้องแทงทะลุคอหอยของศัตรู หอกของมันกลับแทงถูกความว่างเปล่า

    หลี่จวินยังคงคำนวณผิดแต้มหนึ่ง มันยึดถือจี้คงโส่วเป็นยอดฝีมือ เมื่อเป็นยอดฝีมือ สมควรมีบุคลิกของยอดฝีมือ ไม่คล้ายกับอันธพาลดื้อด้านที่สู้ไม่ได้ก็เกลือกตัวกลิ้งหลบหนี

    แต่จี้คงโส่วไม่เคยยึดถือตนเองเป็นยอดฝีมือ หากแต่เห็นว่าตัวเองคล้ายอันธพาลผู้หนึ่ง พริบตาที่คมหอกกระทบร่างก็ชิงล้มตัวลง เกลือกกลิ้งตามพื้นดิน พอดีหลบรอดจากหอกสั้นและลูกธนู

    หลี่จวินและเหล่าสมุนบริวารชมดูจนงงงันวูบ เห็นจี้คงโส่วพลิกตัวขึ้นมา ร้องชักชวนหานซิ่นโถมไปยังดงไม้

    รอจนหลี่จวินเรียกสติคืนมา จี้คงโส่วกับหานซิ่นก็พุ่งโถมไปสองวา ดังนั้นหลี่จวินร้องสั่งว่า “สกัดพวกมันไว้” พลางไล่กวดตามราวกับสุนัขป่ากลางทุ่งหญ้าตัวหนึ่ง

    จี้คงโส่วคำรามก้อง ตวัดมือซ้ายซัดดินทรายหอบหนึ่งม้วนใส่หลี่จวิน พร้อมกันนั้นยกมือขวาขึ้น ซัดขว้างวัตถุสิ่งหนึ่งออก

    หลี่จวินรู้สึกว่าสายตาถูกบดบังจึงชะลอฝีเท้าลง กลับได้ยินเสียงลมแหวกพุ่งมาปะทะหน้า ดังนั้นควงหอกสั้นปิดป้อง

    เสียงตังดังกังวาน หลี่จวินรู้สึกข้อแขนชาวูบ พอเพ่งตามอง ที่แท้วัตถุที่ซัดจู่โจมใส่มันเป็นหินไข่ห่านซึ่งจี้คงโส่วเก็บขึ้นจากพื้นห้อนหนึ่ง พอปะทะกับหอกเหล็ก ก็ถูกกระแทกแหลกละเอียดไป

    พริบตาที่เสียเวลา จี้คงโส่วกับหานซิ่นพุ่งล้ำหน้าไปอีกสองวา สร้างความโกรธแค้นแก่หลี่จวิน โบกมือนำสมุนบริวารไล่ตามติดไป

    ยามนี้ในใจมันมีความคิดเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือไม่อาจปล่อยให้เป็ดที่ต้มสุกบินหนีไป

    หนึ่งหลบหนีหนึ่งติดตาม โลดแล่นเป็นระยะทางหลายสิบลี้ จี้คงโส่วกับหานซิ่นพอหลบหนีออกจากดงไม้ ก็วิ่งเลียบเชิงเขาไปตลอดทาง ระยะห่างจากหลี่จวินยิ่งมายิ่งยืดยาวออกไป

    ทั้งสองรู้สึกมีลมหายใจยืดยาวคล้ายไม่สิ้นเปลืองเรี่ยวแรง ยิ่งวิ่งยิ่งรวดเร็ว พลังจากภายนอกขุนนั้นยิ่งคึกคักเข้มแข็ง ให้ความรู้สึกที่สมใจอย่างบอกไม่ถูก

    หลบหนีเป็นเวลาหนึ่งชั่วยาม พอเหลียวหน้ากลับไป ไม่เห็นหลี่จวินกับพวกแม้แต่เงา ทั้งสองค่อยชะลอฝีเท้าลง เดินไปยังสะพานเชือกที่ไหล่เขาสะพานหนึ่ง

    สะพานเชือกทอดข้ามขุนเขาสองลูก เบื้องล่างเป็นสายน้ำอันเชี่ยวกราก หลังจากข้ามสะพานนี้ เดินทางอีกห้าสิบลี้จะเข้าสู่เขตอำเภอเพ่ยเสี้ยน

    ยามนี้เป็นเวลาใกล้เที่ยง อาทิตย์ลอยสูงเด่น แต่ไม่อาจสาดลอดถึงกิ่งง่ามของต้นไม้ลงมา เพียงสอดผ่านใบไม้ บังเกิดเป็นรอยกะดำกะด่างบนพื้น คล้ายหน้ากากของภูตร้ายใบหนึ่ง

    จี้คงโส่วมองแต่ไกล เห็นสะพานเชือกมีความยาวยี่สิบกว่าวา แต่ซ่อนอยู่กลางขุนเขาดงไม้ ไม่อาจเห็นรายละเอียดทั้งหมด ยามนี้เป็นเวลาแรกคิมหันต์ ลมภูเขาโชยพัดผ่าน ยังหนาวเย็นอยู่บ้าง

    ทั้งสองขณะจะเดินถึงหัวสะพาน จี้คงโส่วพลันบังเกิดความตื่นตัว รู้สึกมีรังสีการฆ่าฟันที่แทบสังเกตไม่ออกแผ่ซ่านจากใต้สะพาน

    ทันใด ช่วงกลางของสะพานบังเกิดเสียงระเบิดกึกก้อง พื้นสะพานซึ่งปูจากแผ่นไม้แตกออกเป็นช่อง ท่ามกลางเศษไม้ปลิวเวียนว่อน หอกยาวหนึ่งวาสองเชียะเล่มหนึ่งแทงปราดออกมา

หนังสือแนะนำ

Special Deal