บทที่ 4 พินอบพิเทาซ่อนเลศนัย (หน้า 2)

    คนชุดดำผู้หนึ่งควบม้าบนทางหลวงที่ทอดสู่เมืองลู่อี้ ที่กีบม้าหุ้มหญ้าและเศษผ้าไว้ ในยามวิกาลเสียงฝีเท้าม้าเบายิ่ง

     บนทางหลวงชุมนุมด้วยคนและม้าขบวนหนึ่ง ทุกคนสวมใส่ชุดดำ ใช้ผ้าดำห่อหุ้มศีรษะใบหน้า เพียงเผยเห็นดวงตาทั้งคู่ ทั้งพกพาดาบครบครั้น

     คนที่ควบม้าพอควบขับเข้าใกล้ ก็พลิกตัวลงจากหลังม้า รายงานว่า เหล่าแหย (นายผู้เฒ่า) คุณชาย พวกมันจอดรถค้างแรมที่ริมแม่น้ำ ห่างจากที่นี่สามลี้Ž

     ที่หลังผ้าคลุมหน้าบังเกิดเสียงฉีจวินจื้อดังว่า พวกมันดื่มกินสุราอาหารแล้วหรือไม่?Ž

     ผู้น้อยทำตามคำสั่งท่านผู้เฒ่า ไม่กล้าเข้าใกล้เกินไป แต่เห็นพวกมันก่อกองไฟ ขนย้ายสำรับอาหารและไหสุราออกจากรถ ผู้น้อยจึงรีบกลับมารายงานŽ

     ฉีเหวินหลินกล่าวเสริมว่า ท่านพ่อ พวกเราผสมตัวยาในน้ำดื่มและสุราอาหาร ตัวยาเหล่านี้ ไม่มีพิษ แต่พอผสมรวมกันจะเป็นพิษร้ายแรง ต่อให้พวกมันเป็นเซียนวิเศษก็จำแนกไม่ออก ตอนนี้ตัวยาสมควรออกฤทธิ์แล้ว พวกเรารุดไปเข่นฆ่าพวกมันŽ

     ซึ่งความจริงสองพ่อลูกตระกูลฉีไม่อาจกล้ำกลืนโทสะได้ ฉีจวินจื้อเห็นบุตรชายถูกฟันมือขาด ยังเจ็บปวดใจจนร่ำไห้สิ้นสติไป ดังนั้นปราดแรกที่หวังเทียนอี้เห็นฉีจวินจื้อ พบว่าสองตามันแดงก่ำ เพราะผ่านการร่ำไห้มา

     แต่ว่าฉีจวินจื้อเป็นเฒ่าเจ้าเล่ห์ ทราบว่าบุตรชายมีฝีมือกล้าแข็งกว่าตนเอง เมื่อบุตรชายสู้ไม่ได้ ตนเองยิ่งมิใช่คู่มือด้วย อีกประการทั้งสองฝ่ายลงนามในคำร้องแล้วค่อยประลองฝีมือ มันไม่อาจนำกำลังบ่าวไพร่ เข้าไปเข่นฆ่า ทั้งไม่กล้าวางยาสังหารหวังเทียนอี้และพวกในโรงเตี๊ยม หากทำเช่นนั้นต้องฆ่าคนในโรงเตี๊ยมให้หมดสิ้นไม่เช่นนั้นเรื่องราวจะแพร่กระจายออกไป

     การสั่งสอนศิษย์สำนักชิงเฉิงเป็นเรื่องหนึ่ง แต่หากวางยาสังหารพวกมันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

     ดังนั้นมันนึกแผนร้ายประการหนึ่ง ตนเองเสนอออกไปสะกดหวังเทียนอี้และพวก เลิกล้มความคิดเป็นศัตรูของพวกมัน จากนั้นให้หมอซุนปรุงตัวยาที่เมื่อแยกออกจากกันไม่มีพิษ แต่ว่าพอผสมรวมกันจะเป็นพิษร้ายแรง โดยผสมในอาหารทั้งหน่วงเหนี่ยวหวังเทียนอี้และพวกถึงยามเที่ยงค่อยออกเดินทาง อย่างนั้นพวกมันจะไม่ออกพ้นจากท้องที่เมืองลู่อี้ หลังจากที่พิษกำเริบคนเสียชีวิต ก็จะขุดหลุมฝังศพไว้ ต่อให้สำนักชิงเฉิงนึกระแวงสงสัย ก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตระกูลฉี

     คืนนี้มันกับบุตรชายนำบ่าวไพร่คนสนิทแปดคนสะกดรอยตามหวังเทียนอี้และพวกมา เนื่องเพราเรื่องนี้ต้องกระทำการเป็นความลับ ฉีจวินจื้อเพียงนำบ่าวไพร่มาแปดคน ยามนี้มันตั้งใจว่าหลังจากเสร็จเรื่อง จะฆ่าปิดปากบ่าวไพร่ทั้งแปดทิ้ง

     ฉีจวินจื้อกล่าวถามฉีเหวินหลินว่า จดหมายส่งออกไปแล้วหรือไม่?Ž

     ฉีเหวินหลินตอบว่า คนส่งสารออกเดินทางพร้อมกับตัวบัดซบสำนักชิงเฉิงทั้งสาม คาดว่าคืนนี้จะกลับมาŽ

     ฉีจวินจื้อโบกมือวูบ ผู้คนทั้งสิบก็ควบม้าออกไปโดยไร้เสียง

     เมื่อใกล้บรรลุถึงที่ซึ่งหวังเทียนอี้และพวกทั้งสามหยุดพักค้างแรม ทั้งสิบพากันชักดาบออกมา ลงจากหลังม้าจูงม้าเร้นกายเข้าไป อย่างรวดเร็วก็เห็นรถเทียมลาที่จอดอยู่ข้างดงไม้ริมแม่น้ำ

     เห็นกองไฟยังไม่มอดดับ รอบบริเวณกระจัดกระจายด้วยสำรับอาหาร ไหสุราและถ้วยถาดลาถูกผูกติดกับต้นไม้ต้นหนึ่ง รอบบริเวณปราศจากสุ้มเสียง มีแต่เสียงกองไฟเผาไหม้ดังเพียะพะ รถโดยสารจอดอยู่ใกล้กับดงไม้ ประตูรถไม่ได้ปิดสนิท ปรากฏขาสองข้างยื่นออกจากภายในรถ ห้อยอยู่ด้านนอกอย่างอ่อนแรง คล้ายกับคนผู้หนึ่งตะกายขึ้นรถถึงกลางคันก็สลบเหมือดไป

     สองพ่อลูกตระกูลฉีบังเกิดความลิงโลดยินดี ดูท่าทีศิษย์สำนักชิงเฉิงถูกพิษแล้ว

     

     หวังเทียนอี้และพวกทั้งสามแล่นรถเทียนลาออกจากเมืองลู่อี้ จางชวนซิ่วขับรถด้วยความในใจหนักอึ้ง ส่วนหวังเทียนอี้อยู่ดูแลจางเฉียนเจี๋ยที่นอนพักผ่อนบนเตียง

     จางชวนซิ่วร้องบอกว่า เทียนอี้ เฉียนเจี๋ยแขนหักไป ข้าพเจ้ากับมันคิดไปยังภูเขาไท่ซานด้วยกัน จากนั้นค่อยให้เฉียนเจี๋ยตามข้าเจ้าไปยังเมืองฉีโจวŽ

     จ้าวเฉียนเจี๋ยส่งเสียงจากภายในรถว่า ศิษย์พี่ไม่ต้องแล้ว ต่อให้แขนหักข้างหนึ่ง ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการเดินทางŽ

     จางชวนซิ่วกล่าวว่า ไม่ได้ ท่านอย่าได้ดื้อดึงไป ด้วยสภาพของท่านนี้ ไหนเลยปล่อยให้ท่านออกเดินทางโดยลำพังได้ ข้าพเจ้าต้องไปกับท่าน เมื่อเข้าสู่มณฑลชานตุง พวกเราสมควรแยกทางกัน เราท่านไปยังภูเขาไท่ซาน ส่วนเทียนอี้ไปยังเมืองหยางโจว"

    จ้าวเฉียนเจี๋ยกล่าวด้วยขอบตาแดงก่ำว่า "ล้วนเป็นข้าพเจ้าสร้างความลำบากแก่ทั้งหมด"

    หวังเทียนอี้กับจางชวนซิ่วพากันร้องว่า "อย่าได้คิดฟุ้งซ่านไปแล้ว"

    จางชวนซิ่วกล่าวเสริมว่า "เทียนอี้ ท่านไฉนมีฝีมือเลอเลิศขึ้นมา กลับฟันมือของอันธพาลร้ายนั้นขาดไป? ตอนนี้นึกออกแล้วหรือไม่?" มันกับจ้าวเฉียนเจี๋ยถามคำถามนี้เจ็ดแปดเที่ยวแล้ว หวังเทียนอี้มักบอกว่าไม่ทราบ ยามนี้จึงเพิ่มคำถามต่อท้ายอีกประโยคหนึ่ง

    หวังเทียนอี้ยกมือเกาศีรษะ กล่าวว่า "ข้าพเจ้าคาดว่าอันธพาลร้ายนั้นผ่านการต่อสู้รอบจบจนเหนื่อยล้า บวกกับข้าพเจ้ารุกไล่อย่างไม่คิดชีวิต มันมือไม้ปั่นป่วนขึ้นมาจึงแพ้ให้แก่ข้าพเจ้า"

    จ้าวเฉียนเจี๋ยซักถามว่า "ท่านใช้เพลงกระบี่ท่าใดบ้าง?"

    หวังเทียนอี้กล่าวว่า "ท่านก็ทราบว่าข้าพเจ้ายามร่ายรำกระบี่ออกมาไม่น่าดู ท่านอาจารย์ก็บอกว่าเฉกเช่นสุนัขดุแย่งอาหาร"

    จางชวนซิ่วกับจ้าวเฉียนเจี๋ยพากันหัวร่อออกมา จ้าวเฉียนเจี๋ยกล่าวว่า "ท่านคาดว่าตระกูลฉีถูกท่านจัดการจนหวาดกลัวหรือไม่? ฉีจวินจื้อถึงกับลดตัวลงมาราวสุนัขตัวหนึ่ง แทบนึกไม่ออกว่าเฒ่าชรานี้เป็นอันธพาลใหญ่เมืองลู่อี้"

    หวังเทียนขมวดคิ้วกล่าวว่า "ชาวเมืองลู่อี้เกรงกลัวมันสองพ่อลูกราวกับกลัวภูตผี ข้าพเจ้าไม่เชื่อว่าจะกำราบตระกูลฉีได้โดยง่ายดายเช่นนี้"

    จางชวนซิ่วกล่าวว่า "แต่ว่าสุดท้ายยังส่งสุราอาหารให้ เรียกหาท่านจอมยุทธ์ไม่ขาดปาก ข้าพเจ้าคาดว่าปีศาจเฒ่านั้นคงกริ่งเกรงขุมกำลังของสำนักชิงเฉิงเรา เทียนอี้ ลองรินสุราเก่าเก็บอะไรนั้นให้ข้าพเจ้าลิ้มชิมดู"

    หวังเทียนอี้กล่าวว่า "ศิษย์พี่ท่านไม่กลัวพวกมันแพร่พิษวางยาหรือ?"

    จางชวนซิ่วแตกตื่นจนแทบพลัดตกลงจากที่นั่งคนขับ กล่าวว่า "ปีศาจเฒ่านั้นมิใช่บอกให้ทุกคนรับประทานอาหารทุกอย่างหรอกหรือ? นั่นเท่ากับบอกต่อพวกเราว่าในอาหารไม่มีพิษ"

    หวังเทียนอี้ยังไม่วางใจ กล่าวว่า "เข็มเงินเล่า? ลองล้วงออกมาตรวจสอบดู"

    จ้าวเฉียนเจี๋ยบอกว่าห่อเข็มและด้ายอยู่ในห่อผ้าของมัน หวังเทียนอี้จึงล้วงหยิบเข็มเงินออกมาเล่มหนึ่ง ยื่นลงในไหน้ำดื่ม เข็มเงินหาเปลี่ยนสีไม่ หวังเทียนอี้ก็ใช้ผ้าเช็ดเข็มเงินจนเหือดแห้ง นำไปทดสอบสุราและอาหาร ปรากฏว่าสุราอาหารไม่มีพิษเช่นกัน

    จางชวนซิ่วจึงกล่าว "อย่างนั้นรินสุราให้ข้าพเจ้าดื่มสักเล็กน้อย พวกท่านก็ทราบว่าข้าพเจ้านิยมเมรัย"

    หวังเทียนอี้กล่าวว่า "ข้าพเจ้าเห็นว่ายังคงโยนสุราอาหารและน้ำดื่มเหล่านี้ทิ้งไป ข้าพเจ้ารู้สึกว่าไม่ถูกต้อง"

    จางชวนซิ่วเงียบงันไปชั่วขณะจึงกล่าว "ที่เบื้องหน้าไม่มีหมู่บ้านให้พักแรม หากโยนทิ้งไป พวกเจ้าได้แต่กัดกินเสบียงกรังที่แข็งกระด้างแล้ว"

    ภายในรถปราศจากสุ้มเสียงใด ทั้งหมดต่างครุ่นคิดใคร่ครวญดู

    พลันบังเกิดเสียงติงคราหนึ่ง คล้ายปรากฏวัตถุสิ่งใดปักใส่ตัวรถ รถเทียมลาหยุดกึกลง หวังเทียนอี้ร้องคำ "มีศัตรู" พลางตลบผ้าห่มคลุมตัวจ้าวเฉียนเจี๋ย จากนั้นหยิบฉวยกระบี่ออกไป จางชวนซิ่วก็เบื้องนอกก็ถือกระบี่ กวาดสายตาสำรวจดู

    ยามนี้เป็นเวลาสนธยา บนทางหลวงปราศจากผู้คน สองฟากข้างทางเป็นดงไม้กับสันเขา มีแต่สายลมหอบผงคลีม้วนคละคลุ้ง ทั้งสองขวางกระบี่อยู่เหนืออก เงี่ยหูฟังอยู่เนิ่นนาน หามีความเคลื่อนไหวใดไม่

    หวังเทียนอี้กระซิบถามจางชวนซิ่วว่า "เป็นเรื่องราวใด?" จางชวนซิ่วชี้มือไปที่รถ พบว่าบนประตูรถปักไว้ด้วยลูกธนูเล็กๆ บนก้านธนูม้วนพันกระดาษแผ่นหนึ่ง

    หวังเทียนอี้ถอนดึงเกาธนูออกมา คลี่เศษกระดาษออก เห็นบนกระดาษเขียนข้อความว่า 'พิษผสม'

 

    ที่ริมดงไม้ บ่าวไพร่ทั้งแปดห้อมล้อมสองพ่อลูกตระกูลฉีไว้ คุกคามเข้าใกล้รถเทียมลาของหวังเทียนอี้และพวก ขณะอยู่ห่างประมาณยี่สิบก้าว ฉีจวินจื้อก็ฉุดดึงมือบ่าวไพร่ผู้หนึ่งพลางชี้มือไป

    บ่าวไพร่นั้นเข้าใจความหมายของฉีจวินจื้อ ได้แต่กัดฟันกระชับดาบมั่น เดินเข้าใกล้รถเทียมลา สายตาจ้องจับที่ขาซึ่งห้อยออกมาอยู่นอกรถรู้สึกไม่ถูกต้อง เมื่อมองผ่านประตูรถที่ปิดแง้มไว้เข้าไป ภายในมืดทะมึนมองไม่เห็นอันใด

    มันเหลียวมองดูพวกพ้อง ฉีจวินจื้อบอกใบ้ให้เปิดประตูรถออก บ่าวไพร่นั้นได้แต่เปิดประตูรถออกช้าๆ พอเปิดถึงกลางคัน พลันพบว่า "ขาทั้งสองข้าง" นั้นเพียงเป็นกางเกงตัวหนึ่ง ภายในยัดไว้ด้วยหญ้าแห้งกับดินเหนียว สร้างความตื่นตระหนกจนเหลียวหน้าไป คิดร้องตะโกนบอก ภายในรถอันมืดมิดพลันปรากฏกระบี่เล่มหนึ่งแทงปราดออกมา แทงทะลุอกมันไว้ บ่าวไพร่นั้นก้มศีรษะมองดูปลายกระบี่บนหน้าอกตัวหนึ่ง สองตาปิดลง ร่างล้มลงที่หน้าประตูรถ

    ในบรรดาบ่าวไพร่ไม่ทราบเป็นผู้ใดร่ำร้องว่า "มีกับดัก" บ่าวไพร่ที่หลงเหลือทั้งเจ็ดพากันหมุนตัววิ่งเข้าหาม้าพาหนะที่อยู่บนทางหลวง

    หวังเทียนอี้พลันกระโดดปราดออกจากในดงไม้ ตวาดว่า "ฉีจวินจื้อมอบชีวิตมา" พลางเสือกแทงกระบี่ใส่คนชุดดำที่บอกใบ้ออกคำสั่งนั้น ได้ยินเสียงตุ้บ เมื่อคนชุดดำที่มือขวาพันผ้าพันแผลที่อยู่ด้านข้างใช้ดาบมือซ้ายต้านทานกระบี่นี้ไว้

    บรรดาบ่าวไพร่ก็ไม่มีโอกาสหลบหนี จางชวนซิ่วปรากฏกายขึ้นขวางทางของผู้คนทั้งเจ็ดไว้ คนเหล่านี้ล้วนเป็นอันธพาลร้านถิ่นที่ไม่ได้ฝึกฝีมือที่แท้จริง บวกกับไม่มีความคิดต่อสู้ เพียงคิดหนีเอาชีวิตรอด จางชวนซิ่วลงมือราวหั่นผักผ่าผลแตง ฟันผู้คนล้มลงสามคน

    หวังเทียนอี้เห็นฉีเหวินหลินที่มือขวาพันผ้าพันแผลถลึงมองมาอย่างอาฆาตมาดร้าย จึงถือกระบี่โถมเข้าหามัน ฉีเหวินหลินรับบาดเจ็บสาหัส บวกกับไม่ได้ฝึกปรือดาบมือซ้าย พอปะทะกันก็ถูกกระแทกดาบหลุดจากมือ อดแตกตื่นลนลานมิได้ เหลียวหน้าไปร้องเรียกว่า "ท่านพ่อช่วยด้วย"

    แต่แล้วพบว่าที่ข้างกายไม่มีผู้คนแม้แต่เงา พลันรู้สึกเย็นวาบที่ท้องน้อย จากนั้นปวดแปลบอย่างรุนแรง เบื้องหน้าสายตามืดทะมึน ล้มฟุบลงกับพื้น แต่ดวงตายังเบิกโพลง มันจวบจนตายยังคิดไม่ถึงว่าบิดาจะทอดทิ้งมันไป

    หวังเทียนอี้ถอนดึงกระบี่ออกจากท้องน้อยฉีเหวินหลิน สายตายามกวาดมอง เห็นเงาดำสายหนึ่งอ้อมผ่านวงต่อสู้ของจางชวนซิ่วกับบรรดาบ่าวไพร่ วิ่งไปยังทางหลวง ต้องขบเขี้ยวเคี้ยวฟันครุ่นคิดขึ้น 'เฒ่าบัดซบนี้กระทั่งบุตรชายยังทอดทิ้งโดยไม่แยแส'

    ความจริงแล้วพวกมันทั้งสามแบ่งภารกิจไว้ ใคร่ครวญว่าสองพ่อลูกตระกูลฉีกลอกกลิ้งเจ้าเล่ห์ ต้องใช้คนมาตรวจสอบรถก่อน ดังนั้นจ้าวเฉียนเจี๋ยซ่อนตัวอยู่ในรถ ซุ่มสังหารบ่าวไพร่ที่เข้าใกล้ตัวรถ ส่วนหวังเทียนอี้ซุ่มอยู่ในดงไม้ ซึ่งคั่นระหว่างรถโดยสารกับทางหลวง จะได้ช่วยเหลือจ้าวเฉียนเจี๋ย และกระโดดออกมาเข่นฆ่าสองพ่อลูกตระกูลฉีโดยที่ไม่ทันตั้งตัว สำหรับจางชวนซิ่วหมอบซุ่มบนต้นไม้ฝั่งตรงข้ามกับทางหลวง ฆ่าคนจากทางด้านหลัง

    หวังเทียนอี้คิดไม่ถึงว่าฉีจวินจื้อกลับไร้น้ำใจจนทอดทิ้งบุตรชายตัวเอง เพียงคิดหนีเอาชีวิตรอด สร้างความเคียดแค้นกว่าเดิม ถือกระบี่ไล่กวดตามฉีจวินจื้อไป

    ฉีจวินจื้อฝึกเพลงเท้าแส้เหล็ก จึงมีฝีเท้ารวดเร็วเป็นพิเศษ พลันกระโดดลอยตัว ก็กระโดดขึ้นบนหลังม้าที่อยู่ห่างห้าก้าว เพิ่งทิ้งตัวลงบนหลังม้า ได้ยินเสียงกระทืบเท้าดังขึ้นที่ด้านหลัง คล้ายปรากฏวัตถุแหวกฝ่าอากาศมา ต้องลอบร้อง 'ผิดท่า' ในใจ ฟันดาบกลับหลังใส่ตะโพกม้า ม้าได้รับความเจ็บปวด ก็วิ่งเตลิดไปข้างหน้า ยามนั้นรู้สึกมีเสียงลมจู่โจมถึงต้นคอ จึงรีบก้มศีรษะลง ปรากฏกระบี่เฉียดผ่านศีรษะไป ตัดมวยผมของมันขาดหลุดลุ่ยลงมา

    ที่แท้หวังเทียนอี้เห็นฉีจวินจื้อขึ้นม้า ยามร้อนรุ่มใจจึงลอยตัวขึ้น ใช้กระบี่กลางอากาศ คิดไม่ถึงฉีจวินจื้อยังหลบรอดได้ รอจนมันทิ้งตัวลง ฉีจวินจื้อก็ควบม้าจากไป มันรวบรวมกำลังไล่ติดตาม แต่สองเท้าของมันไหนเลยสู้สี่เท้าของม้าไป เห็นระยะห่างจากฉีจวินจื้อยิ่งมายิ่งยืดยาวออกไป

    ทันใดม้าของฉีจวินจื้อถลาล้มไปข้างหน้า ทั้งคนทั้งม้าล้มกลิ้งไปตามพื้นดิน สร้างความยินดีแก่หวังเทียนอี้ยิ่ง ไม่ทันขบคิดมากความ ถาโถมเข้าหาฉีจวินจื้อ หยิบยืมพลังโถมทะยานอันกล้าแข็ง สะบัดกระบี่ฟันศีรษะของฉีจวินจื้อลอยขึ้นกลางอากาศ หวังเทียนอี้วิ่งต่อไปอีกหลายก้าวค่อยหยุดยั้งลง ได้ยินเสียงดังหนักๆ ดังขึ้นที่ด้านหลัง ศีรษะของฉีจวินจื้อค่อยตกถึงพื้น

     

หนังสือแนะนำ

Special Deal