บทที่ 6 ตาไม่เห็น ใจไม่ฟุ้ง

เฟิงอู๋โยวเดินออกมาอย่างเฉิดฉายตระการตา ประดาผู้มีอุปการคุณในที่นั่งชั้นบนทยอยลุกขึ้นทักทายนาง

เสี่ยวเตามองไม่เห็นโฉมตรู ร้อนใจยิ่ง ได้แต่กระซิบถามเสี่ยวเยว่ “เจ้าเคยเห็นเฟิงอู๋โยวหรือไม่ งามไหม?”

เสี่ยวเยว่ผงกศีรษะ “จัดว่างาม”

ขณะสนทนา ปรากฏเสียงรองเท้าเกี๊ยะย่ำพื้นดังจากชั้นบน แขกเหรื่อในโถงใหญ่ส่งเสียงฮือฮา

ที่แท้ เฟิงอู๋โยวที่มีกฎไม่เผยตัวบนโถงใหญ่ เพียงพบลูกค้าบนที่นั่งชั้นสูงเท่านั้น ถึงกับเยื้องกรายลงมา นี่ทำให้ลูกค้าทั่วไปที่มากินข้าวในวันนั้นได้กำไรก้อนโตไม่คาดฝัน

เฟิงอู๋โยวตรงดิ่งมาที่โต๊ะของพวกเสี่ยวเตา ยื่นมืออ่อนช้อยหยิบป้านหยกขาวขึ้นมา รินสุราให้เซวียเป่ยฝาน “คุณชายเซวียเห็นข้าเป็นคนอื่นแล้ว มาถึงไม่บอกกล่าวสักคำ”

เสี่ยวเตาได้ยินเสียงสูดหายใจขาดๆ หายๆ ดังขึ้นรอบบริเวณ ไม่ทราบลูกค้าเหล่านั้นอิจฉาจนน้ำลายไหล หรือริษยาจนกลืนน้ำลาย นางจึงตั้งใจพินิจโฉมตรูผู้มีชื่อเสียงก้องหล้า นามว่า...เฟิงอู๋โยว

อย่างไรเรียกว่าหญิงงาม

ดังคำเปรียบเปรยจำพวก ‘มัจฉาจมวารี ปักษีตกนภา จันทร์หลบโฉมสุดา มวลผกาละอายนาง*’ นั้นกล่าวไว้อย่างคลุมเครือ สตรีต้องมีตาหูจมูกปากเช่นไรจึงนับเป็นหญิงงามตามมาตรฐาน ส่วนยอดพธูอันดับหนึ่งในหล้า แน่นอนต้องสวยล้ำกว่าสตรีทั้งมวลในปฐพี! นี่เป็นผู้ใดเปรียบเทียบออกมากันเล่า

[*คำแปลโดยอาจารย์ถาวร สิกขโกศล]

วิจารณ์ด้วยใจเป็นธรรม เสี่ยวเตามองดูเฟิงอู๋โยวด้วยสายตาผิดหวังอยู่บ้าง มิได้บอกว่านางไม่สวย เพียงแต่กล่าวว่าหนึ่งในหล้า คล้ายว่าเกินเลยไป

นี่ก็คือความแปลกพิสดารที่สุดของจิตมนุษย์ ตัวอย่างเช่นพวกเขาเพิ่งเข้าหอลมจันทรา เจ้าของหอมารินสุรา เสี่ยวเตาสมควรตกตะลึงในความงาม...เถ้าแก่เนี้ยสวยหยาดเยิ้มจริงๆ! แต่ยามนี้ถ้าบอกว่ายอดพธูอันดับหนึ่งในหล้า ลงมารินสุรา เสี่ยวเตามองแวบหนึ่ง งามก็จริงแต่ไม่ถึงกับตกตะลึง ก็แค่เถ้าแก่เนี้ยที่หน้าตาสะสวยคนหนึ่งเท่านั้นเอง!

เฟิงอู๋โยวรินเหล้าเสร็จ กวาดสายตาผ่านฝูงชนทีละคน

ได้รับการกวาดมองพร้อมรอยยิ้มของหญิงงาม นับเป็นเกียรติสูงสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานเริงรมย์ที่มีผู้คนมากมายเช่นนี้ คนเหล่านั้นต้องควักเงินมาดู ทางนี้กลับดูเปล่า!

ฉงหัวค่อนข้างสนิทกับเฟิงอู๋โยวอย่างเห็นได้ชัด ผงกศีรษะให้นาง ห่าวจินเฟิงเป็นคนทื่อ เอาแต่กินข้าวของตัวเอง เสี่ยวเยว่สวมหน้ากาก ไม่มีความเคลื่อนไหว สุดท้าย...เส้นสายตาของเฟิงอู๋โยวตกลงบนร่างของเสี่ยวเตา

เสี่ยวเตาเงยหน้ามองนาง… เฟิงอู๋โยวคนนี้ รูปโฉมเด่นล้ำ เครื่องหน้าคมคาย จัดอยู่ในจำพวกรูปลักษณ์เฉิดฉาย อายุก็ไม่มาก บุคลิกเยือกเย็นสง่างาม รูปร่างหน้าตาเช่นนี้เพียงพอทำให้บุรุษลุ่มหลงงมงายได้ระยะหนึ่งทีเดียว

ทว่ามีจุดหนึ่งซึ่งประหลาดมาก เฟิงอู๋โยวค่อนข้างกระตือรือร้นต่อเซวียเป่ยฝาน แต่เซวียเป่ยฝานกลับปั้นหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มตลอดเวลา ปราศจากท่าทางที่ ‘โจรราคะ’ พึงมี เสี่ยวเตาสงสัยไม่หาย แมวก็มีเวลาที่ไม่ขโมยกินของคาวด้วยหรือ?

เฟิงอู๋โยวจ้องมองเสี่ยวเตาชั่วครู่ ระบายยิ้มบางๆ เมื่อเอ่ยเสียงอ่อนหวานกับเซวียเป่ยฝาน “ข้าได้รับคำเชิญจากประมุขบ้านสวนซิงไห่เช่นกัน คืนนี้ค่อยสนทนา” จบคำก็หมุนตัวแช่มช้อยขึ้นตึกไป ทิ้งกลิ่นหอมอ่อนจางไว้ทุกจุดที่แขนเสื้อพลิ้วผ่าน สร้างความเคลิบเคลิ้มให้กับแขกเหรื่อทั้งเหลาสุราเป็นพักใหญ่

เสี่ยวเตาพลันอยากเห็นสีหน้าของไฉจื่อเหย้าชายหลายใจผู้นั้นขึ้นมา พอเงยหน้า เห็นเขากำลังมองเขม่นเซวียเป่ยฝาน ไม่ทันเห็นว่าห่าวจินเฟิงก็อยู่ด้วย เพราะอีกฝ่ายนั่งหันหลังให้ตลอดและช่วงนี้ก็มิได้เงยหน้า

เสี่ยวเตาจับจ้องเซวียเป่ยฝานที่อยู่ตรงข้าม “ท่านมีแผนอะไร”

เซวียเป่ยฝานผุดยิ้มตามสบาย “ย่อมเป็นแผนการที่ดี”

เสี่ยวเตาเห็นเขาโยกโย้ จึงบ่น “ทำเป็นเก่ง!”

กินเสร็จ ทุกคนกลับบ้านสวนซิงไห่ เสี่ยวเตาถือโอกาสขอพักแรมที่นั่นเสียเลย ตอนแรกจัดให้นางอยู่ห้องพักแขก นางกลับกอดหมอนวิ่งเข้าห้องของเสี่ยวเยว่ ถามว่าสามารถพักอยู่ด้วยได้หรือไม่

เสี่ยวเยว่ย่อมตกลงแน่นอน จะได้ใกล้ชิดกับเสี่ยวเตา

เสิ่นซิงไห่เห็นทั้งคู่รู้จักไม่นานก็มีท่าทีสนิทสนมดั่งพี่สาวน้องสาว รู้สึกงุนงงอยู่บ้าง โหลวเสี่ยวเยว่ติดตามเขาตั้งแต่เล็ก อุปนิสัยเย็นชาไม่นิยมคบหาสมาคม ไม่เคยมีสหาย ไฉนวันนี้คลายความระแวงในใจมาใกล้ชิดกับเสี่ยวเตาได้

เสี่ยวเตาเห็นเสิ่นซิ

ไห่มองสำรวจตนด้วยท่าทีหวาดระแวด ก็มิได้ถือสา เพียงนั่งสนทนาเรื่อยเปื่อยกับเสี่ยวเยว่ สองสาวกระซิบกระซาบเรื่องในใจ เสิ่นซิงไห่ยืนอยู่ปากประตูคล้ายจะผละไป หูกลับไม่ยอมผละห่าง…

เพียงได้ยินเสี่ยวเตาถามเสี่ยวเยว่น้ำเสียงจริงจัง “เสี่ยวเยว่ เจ้าก็ยี่สิบเศษแล้ว ยังไม่ออกเรือน?  หรือจะใส่หน้ากากเป็นบ่าวไพร่ตลอดชีวิต?”

เสี่ยวเยว่ได้ฟัง ลังเลเล็กน้อย ก่อนสั่นหน้า “ข้าไม่ออกเรือน”

“เด็กผู้หญิงอย่างไรก็ต้องออกเรือน” เสี่ยวเตาเห็นเสิ่นซิงไห่เดินถึงหน้าต่างด้านหลัง จงใจกดเสียงค่อยลง “เจ้ามีใจให้นายน้อยของเจ้า ใช่หรือไม่”

ดังคาด เสิ่นซิงไห่ชะงักเท้า คล้ายตั้งใจฟังอย่างยิ่ง

เสี่ยวเยว่เงียบไปนาน ค่อยตอบ “นายน้อยได้หมั้นหมายกับผู้อื่นแล้ว เป็นธิดาของจิ้นหวาง (บรรดาศักดิ์ชั้นหวาง) ครึ่งปีหลังก็จะเข้าพิธีวิวาห์ ฐานะชาติตระกูลสมน้ำสมเนื้อ”

เสิ่นซิงไห่ย่นคิ้วเล็กน้อย หมุนตัวจากไป

เสี่ยวเตาเห็นเขาไปแล้ว จึงผ่อนลมหายใจเบาๆ

เสี่ยวเยว่มองนางอย่างสงสัย “เจ้าถอนใจทำไม”

เสี่ยวเตายื่นมือแตะศีรษะนาง “เด็กโง่เอ๊ย”

เสี่ยวเยว่ยื่นมือแตะคืน “เจ้าต่างหากเด็กโง่”

ทั้งสองแย้มยิ้มให้กัน แล้วดื่มชาสนทนาต่อ

จากการพูดคุยกับเสี่ยวเยว่ ทำให้เสี่ยวเตาทราบว่า เสิ่นซิงไห่ เซวียเป่ยฝานและฉงหัว ทั้งสามเป็นสหายสนิทที่รู้จักกันแต่เล็ก เซวียเป่ยฝานไม่ชอบอยู่ที่พรรคเป่ยไห่ ในหนึ่งปีจะอยู่ที่บ้านสวนซิงไห่ครึ่งปี ที่เหลืออาศัยในตึกฉงหัว พวกเขาทั้งสามล้วนเป็นชนชั้นแปลกแยกในยุทธภพ ไม่ถามไถ่ข้องเกี่ยวเรื่องราวในยุทธจักร ใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรี

เสี่ยวเตาเห็นเสี่ยวเยว่มัดผมแบบลวกๆ จึงยื่นมือไปดึงเรือนผมสลวยในคอเสื้อของนางออกมา เห็นดกดำเงางาม จึงม้วนตลบขึ้นมา แล้วหยิบปิ่นในห่อสัมภาระมาเกล้ามวยให้นาง

เสี่ยวเยว่เอื้อมมือคลำ เสี่ยวเตาไม่ยอมให้นางขยับ “เด็กผู้หญิงต้องแต่งตัว”

“ไม่อนุญาต”

“ใครไม่อนุญาต”

“นายน้อยไม่อนุญาต…”

“เขาอนุญาตก็แปลกแล้ว” เสี่ยวเตานึกด่าในใจ เสิ่นซิงไห่นั่นไม่รู้พลิกไหน้ำส้ม*ไปกี่ตลบแล้ว ไม่กระตุ้นเขาเสียบ้างก็ไม่เห็นคุณค่า เสี่ยวเยว่ทั้งมีเสน่ห์ทั้งใสซื่อ ขืนภักดียิ่งชีพแบบนี้ ภายหน้าต้องขาดทุนแน่นอน เสี่ยวเตายึดถือคำสอนของท่านแม่ที่ว่า ‘พบพานคือวาสนา สตรีต้องส่งเสริมสตรีด้วยกัน’ จึงตัดสินใจช่วยเสี่ยวเยว่หยั่งเชิงเสิ่นซิงไห่ หากเขาไร้ความจริงใจก็แยกกันแต่เนิ่นๆ สตรีดีงามไม่กลัวขายไม่ออก กลัวแต่แต่งเจ้าบ่าวผิด!

[*ไหน้ำส้ม หมายถึง หึงหวง]

“ธิดาของจิ้นหวาง เลอโฉมหรือไม่” เสี่ยวเตาถามขึ้นเมื่อรวบผมให้เสี่ยวเยว่เสร็จ

“อืม มีความรู้และมีมารยาท” เสี่ยวเยว่พยักหน้า “คืนนี้นายน้อยก็เชิญนางมาด้วย รอดูตอนนั้นก็ได้”

“อืม” เสี่ยวเตายืนกอดอกอยู่ข้างหลังเสี่ยวเยว่ “คืนนี้เจ้าก็ต้องติดตามรับใช้หรือ?”

“ไม่ต้อง นายน้อยบอกให้ข้าพักผ่อนสองสามวัน” ขณะเสี่ยวเยว่พูดประโยคนี้ น้ำเสียงตื่นเต้นยินดี

เสี่ยวเตาส่ายหน้า พึงใจกับเรื่องเพียงเท่านี้ได้อย่างไร “ข้าไม่สนใจเรื่องที่พวกเขาจะจับไฉจื่อเหย้า ค่ำนี้พวกเราถือโคมเดินเล่นในสวนดอกไม้เป็นอย่างไร”

“ดี” เสี่ยวเยว่ไม่คลางแคลงอันใด ผงกศีรษะรับปากทันที นางก็ไม่อยากไปเรือนหน้า มองดูนายน้อยกระตือรือร้นต้อนรับจวิ้นจู่ (คำเรียกธิดาของผู้มีบรรดาศักดิ์ชั้นหวาง)

เสี่ยวเตาอดวิตกมิได้เมื่อเห็นรอยกลัดกลุ้มตรงหว่างคิ้วนาง เสิ่นซิงไห่ครอบครัวใหญ่โตกิจการกว้างขวาง หากเขากตัญญูไม่กล้าขัดคำสั่งมารดาของเขาก็ยังพอทน แต่หากมีจิตทะเยอทะยานใคร่ยกฐานะด้วยการเกี่ยวดองกับจวิ้นจู่ เช่นนั้นยังคงให้เสี่ยวเยว่ตัดใจเสียแต่เนิ่นๆ ดีกว่า ไม่อย่างนั้นภายหน้าต้องระทมทุกข์แน่นอน

เสี่ยวเตาคิดถึงประโยคที่ท่านแม่พร่ำพูดอยู่เสมอ ‘เมื่อในใจบุรุษมีสตรีเพียงนางเดียว เจ้าเป็นอย่างไรล้วนดูดีไปหมด เมื่อใดที่เห็นเจ้าไม่ดีไปเสียทุกอย่าง แปลว่าในใจเขามีสตรีอีกนางหนึ่งเข้ามายึดครองแล้ว และที่จับผิดเจ้าตลอดเวลา ก็เป็นแค่การหาข้ออ้างให้กับความเจ้าชู้นั่นเอง’

ต่อมา เสี่ยวเตาแต่งหน้าให้เสี่ยวเยว่บางๆ เสี่ยวเยว่โตจนป่านนี้กลับเขียนคิ้วเป็นครั้งแรก แม้แต่ชาดแดงใช้อย่างไรยังไม่รู้เลย

หลังสวมกระโปรงเสร็จ ไม่ทราบควรก้าวเท้าไหนก่อน เสี่ยวเตานึกสงสารบอกไม่ถูก นิสัยรักความยุติธรรมพลันกำเริบขึ้นมาอีกครั้ง นึกในใจว่า เสิ่นซิงไห่ ท่านมิใช่อยากซ่อนไว้กักไว้เก็บไว้สำหรับตัวเองหรอกหรือ? วันนี้ข้าจะเอาสมบัติในบ้านท่านออกมาอวด ดูว่าท่านจะยโสไปถึงไหน! ชายหลายใจ!

เสี่ยวเยว่เห็นเสี่ยวเตาจู่ๆ ทำท่าเหมือนโทสะสุมอก จึงถามเสียงฉงน “เสี่ยวเตา เป็นอะไรไป”

“อา?” เสี่ยวเตาคืนสติ หัวร่อแห้งๆ หลายคำ นิสัยชนิดนี้ของตนแก้ไม่หายจริงๆ พบเห็นชายหลายใจเมื่อไรเป็นนึกถึงท่าทางหลั่งน้ำตาว้าเหว่ในยามดึกของท่านแม่ แล้วก็จะฉุนขาดทุกที

ก่อนเข้าสู่รัตติกาล เซวียเป่ยฝานมาหาเหยียนเสี่ยวเตารอบหนึ่ง ให้แน่ใจว่านางมิได้หลบหนี และชวนนางจัดการไฉจื่อเหย้าด้วยกันคืนนี้ เซวียเป่ยฝานรู้สึกเด็กสาวคนนี้ฉลาดเฉลียว ร้อยแผนพันอุบาย น่าสนใจยิ่งนัก แม้บางครั้งออกจะดุร้ายไปบ้าง

พอเข้าประตู เห็นสาวงามคนหนึ่งนั่งเหม่ออยู่หน้ากระจกข้างโต๊ะ

“เสี่ยวเยว่?” เซวียเป่ยฝานจ้องอยู่ครึ่งค่อนวันค่อยจำได้ ร้องอุทานตื่นเต้น

เสี่ยวเยว่ก้มหน้า กระดากอายอย่างเห็นได้ชัด

เสี่ยวเตาโผล่ออกมาจากหลังฉากบังตา ถามเสียงกระหยิ่ม “เป็นอย่างไร งามไหม?”

“อืม!” เซวียเป่ยฝานชื่นชมยกใหญ่ “แต่งตัวแบบนี้ดี เสี่ยวเยว่โครงหน้าสวย!”

ชวนคุยนั่นนี่อีกสองประโยค เสี่ยวเตารับปากว่าอีกเดี๋ยวจะออกไปเดินโฉบข้างหน้า ก่อนไปเซวียเป่ยฝานมองเสี่ยวเยว่อีกรอบ คว้ามือเสี่ยวเตาออกจากประตูมา

ถึงด้านนอก เซวียเป่ยฝานลดเสียงค่อยลงเมื่อถามเสี่ยวเตา “แม่สาวน้อยจอมจุ้น อยากกระตุ้นเสิ่นซิงไห่กระมัง?”

เสี่ยวเตาค้อนเขาวงหนึ่ง “ถ้าข้าตาไม่บอด เสิ่นซิงไห่ชมชอบเสี่ยวเยว่จริงๆ เสี่ยวเยว่ก็ชมชอบเสิ่นซิงไห่เช่นกัน”

เซวียเป่ยฝานเอ่ยยิ้มๆ “พวกเขาสองคนอยู่ด้วยกันทุกวันมาสิบกว่าปี เกิดความผูกพันก็เป็นเรื่องปกติ เพียงแต่…”

“เพียงแต่อะไร ในเมื่อท่านมีจิตข้ามีใจ ไยต้องทำร้ายความรู้สึกเสี่ยวเยว่เช่นนี้ด้วย”

“เจ้าไม่เข้าใจ” เซวียเป่ยฝานส่ายหน้า “บิดาของเสิ่นซิงไห่คือแม่ทัพใหญ่ที่พลีชีพในสมรภูมิ ชื่อเสียงวงศ์ตระกูลยิ่งใหญ่เกรียงไกร เสี่ยวเยว่เป็นบ่าวทาสที่ถูกนำมาขาย ปีนั้นเสิ่นซิงไห่ใจดีช่วยชีวิตนางและให้อยู่รับใช้ข้างกาย พวกเขาทั้งคู่ถูกลิขิตให้เป็นนายบ่าว ตระกูลเสิ่นกฎระเบียบเข้มงวด มารดาของเสิ่นซิงไห่…”

“พอที พอที” เสี่ยวเตาโบกมือ “พวกนี้ข้ารู้ มารดาของเสิ่นซิงไห่ต้องการที่สมน้ำสมเนื้อ ความหมายของท่านคือให้เสี่ยวเยว่เป็นทาสรับใช้เสิ่นซิงไห่ตลอดชีวิตใช่หรือไม่”

“เหมือนใจร้ายก็จริง” เซวียเป่ยฝานยักไหล่นิดหนึ่ง “แต่ก็ไม่ถึงกับไร้เหตุผล”

“ข้าไม่ได้บอกว่าไม่ถูกต้องนี่นา” เสี่ยวเตาย้อนถามเขา “เสิ่นซิงไห่ต้องการสมน้ำสมเนื้อก็ปล่อยเขาไป เสี่ยวเยว่แต่งให้คนอื่นก็ใช้ได้แล้วมิใช่หรือ เขาต้องการสมน้ำสมเนื้อ ไม่ได้แปลว่าบุรุษที่ดีสู้เขาไม่ได้จะแยแสเรื่องชาติกำเนิดเหมือนเขา อย่างเช่นฉงหัวเป็นต้น”

เซวียเป่ยฝานมองเสี่ยวเตาอย่างอ่อนใจ “เจ้าชื่อเสี่ยวเตา*นับว่าตั้งชื่อไม่ผิดจริงๆ มองปราดเดียวเจ้าก็รู้ว่าฉงหัวสนใจเสี่ยวเยว่”

[*เสี่ยวเตา แปลว่ามีดน้อย ในที่นี้หมายถึงสายตาแหลมคม]

เสี่ยวเตากอดอก “ต่อให้ไม่มีฉงหัว เสี่ยวเยว่ก็สามารถมีชีวิตคู่ที่เปี่ยมสุข การเป็นบ่าวทาสบอกได้แค่ว่านางชาติกำเนิดไม่ดี อย่างมากข้าออกเงินให้นางไถ่ตัวก็ได้ บนโลกนี้ไหนเลยมีความได้เปรียบให้คนผู้หนึ่งครอบครองมากมายปานนั้น ปลากับอุ้งตีนหมี…” ระหว่างที่พูด เสี่ยวเตาชูนิ้วแกว่งไปแกว่งมาตรงหน้าเซวียเป่ยฝาน “ไม่อาจได้รับพร้อมกัน! เลือกอย่างไหนล้วนไม่ผิด แต่เลือกแล้วห้ามเสียใจภายหลัง และอย่าอิจฉาผู้อื่นที่เลือกอีกอย่าง” พูดจบ สะบัดแขนเดินเข้าห้อง

เซวียเป่ยฝานอ่อนใจ ไม่รู้เสี่ยวเตาคนนี้มาจากไหน ถึงมีอุปนิสัยชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน ราวกับกลัวใต้หล้าจะไม่ปั่นป่วน คร้านจะใส่ใจด้วยแล้ว กลับไปเรือนหน้าดีกว่า

เขาเพิ่งย่างเท้า เสิ่นซิงไห่ก็เดินพ้นประตูมา หยุดยืนในเงามืดที่ทอดยาวจากระเบียงทางเดิน ซึ่งสามารถมองเห็นหน้าต่างห้องเสี่ยวเยว่พอดี

หน้าต่างเปิดอยู่ เสี่ยวเตากำลังดึงเสี่ยวเยว่มาสำรวจ ดูว่ายังมีตรงไหนให้เติมแต่งอีกหรือไม่

บนใบหน้าของเสี่ยวเยว่คือรอยยิ้มสวยใสที่เสิ่นซิงไห่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน ในอกมีความรู้สึกอัดอั้นแปลกๆ ชนิดหนึ่ง หมุนตัวกลับไป เสิ่นซิงไห่ซอยเท้าเร็วรี่ ดังคำ ‘ตาไม่เห็น ใจไม่ฟุ้ง’ ลูกผู้ชายชาตรีสมควรถือกิจการงานเป็นสำคัญ อื่นๆ นั้นวันหน้าค่อยว่ากัน

เสี่ยวเตามุ่นคิ้วเล็กน้อยเมื่อมองนอกหน้าต่าง บางที...เสิ่นซิงไห่อาจมิได้แยแสเสี่ยวเยว่อย่างที่ตนคิด

เสี่ยวเยว่เดินมา ปิดหน้าต่างเบาๆ “นายน้อยเคยสาบานต่อหน้าหลุมศพของนายท่านผู้เฒ่า ไม่อาจทำให้ตระกูลเสิ่นได้รับความเสื่อมเสีย เรื่องงานวิวาห์กับจวิ้นจู่ อย่างไรก็ต้องจัดขึ้นแน่นอน นายน้อยเห็นตระกูลเสิ่นสำคัญกว่าอะไรทั้งหมด”

เสี่ยวเตาแปลกใจ ที่แท้เสี่ยวเยว่ประจักษ์ดี แม้จะดูทื่อๆ ถึงเวลาสำคัญขึ้นมายังนับว่าค่อนข้างกระจ่างแจ้ง

“เช่นนั้นเจ้ามีแผนอย่างไร”

เสี่ยวเยว่ส่ายหน้า “ชีวิตของข้าเป็นนายน้อยประทานให้ รอเขาแต่งงานแล้ว ข้าค่อยไป”

“เจ้ามีความคิดจะจากไป?”

“อืม” เสี่ยวเยว่พยักหน้า “ข้าก็มีหัวใจ”

เสี่ยวเตาผงะ อดหัวร่อมิได้ ก็ถูก โง่ไม่โง่กับมีไม่มีหัวใจ เป็นคนละเรื่อง คนเขลาก็มีหัวใจเช่นกัน คนที่มีหัวใจล้วนเสียใจเป็น ก็เหมือนกับท่านแม่ของนาง

คิดถึงตรงนี้ เสี่ยวเตาพลันเดือดพล่านถึงขีดสุด ยื่นมือคว้าถ้วยน้ำชาบนโต๊ะขึ้นมาเขวี้ยงออกไป “บุรุษโสโครก!”

ประจวบเหมาะอย่างยิ่ง เซวียเป่ยฝานที่กินสาลี่ตรงเรือนหน้าแล้วรู้สึกหวานดี จึงหยิบมาหลายลูกหมายให้นางลิ้มรส เพิ่งเดินถึงปากประตู ถ้วยชาใบหนึ่งปลิวหวือออกมา

“นี่!” เซวียเป่ยฝานหลบรอดเฉียดฉิว ถือสาลี่มองหน้าเสี่ยวเตา “เจ้าควบคุมสติหน่อย ตระกูลเซวียของข้าตอนนี้เหลือข้าเป็นผู้สืบทอดรุ่นที่สามแค่คนเดียวแล้ว”

เสี่ยวเตาเห็นเขาทำหน้าทะเล้น ก็คร้านจะถือสาเขา หดมือกลับมาวางฝากาน้ำชาลง

เซวียเป่ยฝานยิ้มร่าเมื่อโยนสาลีลูกหนึ่งเข้ามาให้นาง “มา กินสาลี่”

เขากะน้ำหนักไม่ดี โยนแรงไปหน่อย เสี่ยวเตาก็ไม่ทันสังเกต พอหันไป สาลี่ลูกหนึ่งพุ่งกระแทกแสกหน้า

เสียงดังผัวะ กลางหน้าผากพอดิบพอดี...รอบทิศเงียบกริบในบัดดล

สาลี่ลูกนี้ไม่ถึงกับแข็ง จึงแตกโพละเมื่อชนถูกหน้าผากเสี่ยวเตา น้ำไหลเยิ้มอาบหน้า

เซวียเป่ยฝานเริ่มจากตะลึงงัน ตามด้วยหัวร่อเอิ๊กอ๊าก “หน้าผากเจ้านี่แข็งชะมัด ที่พูดกันว่า ลูกแมวน้อย หัวทองแดงกระดูกเหล็กเอวเต้าหู้ เจ้าก็เป็นอย่างนั้นใช่ไหม ฮาๆ”

เสี่ยวเตาโกรธจนหน้าเขียวหน้าดำ หยิบร่มแดงขึ้นมาไล่ตีเซวียเป่ยฝานจนมุดหนีสะเปะสะปะ

เสี่ยวเยว่เท้าคางเกาะริมหน้าต่าง มองดูทั้งคู่ไล่ทุบตีกันในลาน อดหัวร่อออกมามิได้ หากชีวิตสามารถเรียบๆ ง่ายๆ เช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน ตาไม่เห็น ใจไม่ฟุ้ง

หนังสือแนะนำ

Special Deal