บทที่ 4 พินอบพิเทาซ่อนเลศนัย

  หวังเทียนอี้ ไม่สามารถนอนพักผ่อนบนเตียง ยามนี้ห้องพักหมวดเจี๋ยหมายเลขสิบห้าเบียดเสียดเต็มไปด้วยผู้คน ไม่ว่าบนเตียงบนเก้าอี้นั่งไว้ด้วยผู้คน ไม่ว่าบนเตียงบนเก้าอี้นั่งไว้ด้วยผู้คน หาไม่ก็ยืนเบียดเสียดกัน ผู้คนส่วนใหญ่เป็นคนสัญจร บ้างคิดส่งบุตรชายไปยังสำนักชิงเฉิง บ้างคิดว่าจ้างหวังเทียนอี้เป็นผู้คุ้มกัน ยังมีคนคิดขอฝึกวิชาฝีมือกับหวังเทียนอี้

     หวังเทียนอี้ที่เพิ่งเข้าสู่วงการนักเลง ไหนเลยเคยประสบเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน ได้แต่ตอบคำถามหลายข้อ ผ่านไปหนึ่งชั่วยามท้องฟ้ามืดค่ำลงแล้ว แขกเหรื่อทั้งหลายยังคงห้อมล้อมอยู่รอบกายหวังเทียนอี้ไม่ยอมจากไป

     ยามนั้นมีคนเคาะประตู ภายในห้องมีผู้คนมากเกินไป กลับไม่มีผู้ใดสนใจ คนผู้นั้นยังเคาะประตูไม่เลิกรา จึงเปิดประตูออก

     เห็นที่หน้าประตูยืนไว้ด้วยบ่าวไพร่กลางคนผู้หนึ่ง มันกล่าวอย่างนอบน้อมว่า ขอถามท่านใดเป็นจอมยุทธ์สำนักชิงเฉิง? ฉีเหล่าแหยจื่อ (นายผู้เฒ่าแซ่ฉี) พวกเราคิดขอเชิญท่านทั้งหลายไปสักคราŽ

     ทั้งหมดพอฟังว่าฉ๊จวินจื้อมาแล้ว ต้องงงงันวูบ ผู้คนหลายคนค่อยเบียดเสียดกันออกจากห้อง เปิดช่องให้บ่าวไพร่นั้นเข้ามา มันหรุบคิ้วก้มสายตา กล่าวด้วยมารยาทอันดีว่า ขอถามท่านใดเป็นจอมยุทธ์สำนักชิงเฉิง?Ž

     หวังเทียนอี้กับจางชวนซิ่วผุดลุกขึ้นถามว่า ขอถามมีคำแนะนำสั่งสอนใด?Ž

     บ่าวไพร่นั้นกล่าวอย่างนอบน้อมว่า ตอนนี้เหล่าแหย (นายผู้เฒ่า) พวกเราอยู่ที่ชั้นสองของเหลาสุราทางด้านหน้า คิดมากราบพบท่านทั้งสาม แต่ฟังว่าภายในห้องของท่านทั้งสามเต็มไปด้วยแขกเหรื่อ สถานที่คับแคบเกินไป จึงคิดเชื้อเชิญท่านทั้งสามไปสนทนาที่เหลาสุราสักคราŽ

     หวังเทียนอี้กับจางชวนซิ่วสบตากันวูบ หวังเทียนอี้กริ่งเกรงว่าต้องเกิดการฆ่าฟันอีก จ้าวเฉียนเจี๋ยถูกทำร้ายแขนหัก ต้องมีผู้คนคอยดูแล มิหนำซ้ำบุตรชายของฉีจวินจื้อถูกตนเองฟันมือขาดไป แค้นมีเป้า หนี้มีเจ้าหนี้ ไม่อาจฉุดลากจางชวนซิ่วกับจ้าวเฉียนเจี๋ยเข้ามา หากว่าไม่ไปเกรงว่าทำไม่ได้ จะอย่างไรนี่เป็นพื้นที่ของตระกูลฉี คิดหลบหนีก็หนีไม่รอด

     หวังเทียนอี้พอตกลงใจ จึงกล่าวกับจางชวนซิ่วว่า ศิษย์พี่ เฉียนเจี๋ยต้องมีคนคอยดูแล ท่านอยู่ที่นี้เฝ้าดูมัน ข้าพเจ้าจะรุดไปชมดูŽ

     จางชวนซิ่วฉุดดึงหวังเทียนอี้ไว้ กล่าวว่า เทียนอี้ ท่านเพิ่งเพาะความแค้นกับตระกูลฉีให้ข้าพเจ้าไปกับท่านเถอะŽ

     หวังเทียนอี้ ยืนหน้าถึงข้างใบหูจางชวนซิ่ว กระซิบบอกว่า เฉียนเจี๋ยนอนอยู่ที่นี้ ข้าพเจ้ากลัวคนร้ายฉวยโอกาสเข้ามาทำร้าย ศิษย์พี่ท่านถือกระบี่ไว้ เฝ้าดูเฉียนเจี๋ยให้ดี

     จางชวนซิ่วพอฟังค่อยเข้าใจกระจ่าง ได้แต่กำชับให้หวังเทียนอี้ระวัง หวังเทียนอี้ผายมือต่อบ่าวไพร่นั้น กล่าวว่า โปรดนำทางŽ

     บ่าวไพร่นั้นไม่ขยับเคลื่อนไหว ถามว่า ขอถามท่านคือจอมยุทธ์หวังหรือ?Ž

     หวังเทียนอี้กล่าวว่า มิกล้ารับคำจอมยุทธ์ ข้าพเจ้าคือหวังเทียนอี้Ž

     บ่าวไพร่นั้นพอฟังค่อยโล่งอก รีบทำหน้าที่นำทาง

     หวังเทียนอี้ดูจากท่าทีของบ่าวไพร่นั้น ปักใจเชื่อว่าบุคคลที่ฉีหวินจื้อต้องการหาคือตนเอง ดังนั้นกุมด้ามกระบี่มั่น ก้าวยาวๆ ติดตามบ่าวไพร่นั้นไป

     แขกเหรื่อทั้งหลายก็กระจายข่าวออกไปว่าฉีจวินจื้อมาแล้ว ปรากฏผู้คนมากหลายออกจากห้องพักรุดไปยังเหลาสุรา ในจำนวนนั้นมีมู่ชิวสุ่ยกับท่านอาอวี่ รวมอยู่ด้วย

     บ่าวไพร่นั้นชักนำหวังเทียนอี้ขึ้นไปยังชั้นสองของเหลาสุรา ที่ด้านหลังหวังเทียนอี้ปรากฏแขกเหรื่อที่เข้าพักโรงเตี๊ยมติดตามขึ้นมาเป็นทิวแถว

     หวังเทียนอี้พอขึ้นถึงชั้นสอง เห็นโต๊ะเก้าอี้บนชั้นสองถูกเคลื่อนย้ายไปติดผนัง เทียนไขทุกเล่มถูกจุดขึ้น สาดแสงสว่างไสวดุจกลางวัน ตรงกลางเว้นที่ว่างแถบใหญ่ ต้องครุ่นคิด ดูท่าต้องเกิดการต่อสู้อีกรอบหนึ่ง แม้กระทั้งสถานที่ก็ถูกจัดไว้ž

     เห็นผู้คนสิบกว่าคนยืนอยู่แถวหน้าสุด ล้วนแต่งกายเช่นบ่าวไพร่ หว่างกลางยืนไว้ด้วยผู้คนสองคน หนึ่งคือฉีเหวินหลินที่มือขาดหน้าขาวซีด อึกผู้หนึ่งเป็นชายชราไว้เคราคางแพะผู้หนึ่ง

     หวังเทียนอี้ครุ่นคิด เฒ่าผู้นี้คงเป็นฉีจวินจื้อแล้วž ดังนั้นเดินออกไปสองก้าว หยุดยืนในระยะห่างจากคนของตระกูลฉีสิบก้าว เหล่าแขกเหรื่อที่เข้าพักโรงเตี๊ยมก็ขึ้นบันไดมา ยืนหยัดอยู่รอบข้างจนแน่นขนัด

     บ่าวไพร่ที่นำทางกระซิบที่ข้างหูชายชรานั้นอยู่หลายคำ ชายชรานั้นกวาดตามายังหวังเทียนอี้ หวังเทียนอี้ ไม่แสดงความอ่อนแอ ประสานสบสายตากับมัน กลับพบว่าชายชรานั้นตาแดงก่ำขึ้นมา

     ชายชรานั้นพลันเดินเข้าหาหวังเทียนอ้า กล่าวว่า ท่านคือจอมยุทธ์หวังเทียนอี้?Ž

     หวังเทียนอี้ถอยกายไปครึ่งก้าว กล่าวว่า เป็นข้าพเจ้าเองŽ

     ที่เหนือความคาดหมายผู้คนคือ ฉีหวินจื้อไม่ได้โถมเข้ามาเสี่ยงชีวิต หากแต่ร้องไห้โฮออกมา ทางหนึ่งร้องไห้ ทางหนึ่งคุกเข่าต่อหวังเทียนอี้

     หวังเทียนอี้ใจหายวาบ ร้องว่า ท่าน...Ž

     ฉีจวินจื้อร่ำไห้รำพันว่า ล้วนเป็นบุตรอกตัญญูเราไม่เชื่อฟังวาจา เห็นว่าเราชราภาพร่างกายอมโรค ทุกวี่วันเที่ยวก่อกรรมทำเข็ญที่เบื้องนอก วันนี้เจ้าอุบาทว์ชาติชั่วถูกฟันมือขาด ถือเป็นกรรมตามสนองŽ ทางหนึ่งกล่าว ทางหนึ่งหันไปฉุดดึงตัวฉีเหวินหลินคุกเข่าลง จากนั้นตบหน้าฉีเหวินหลินไม่ยั้ง ตบจนฉีเหวินหลินใบหน้าบวมพองขึ้นมา

     หวังเทียนอี้ชมดูจนอ้าปากค้าง ไม่อาจกล่าววาจาใดได้

     ฉีจวินจื้อตบหน้าบุตรชายสิบกว่าฉาด ตบจนเลือดกำเดาของฉีเหวินหลินไหลออกมา ค่อยผลักไสมันออกไป ตนเองคุกเข่าคืบคลานมา ร่ำไปไห้รำพันว่า จอมยุทธ์หวัง เดรัจฉานนี้ล่วงเกินท่าน ถือว่าสาสมแล้ว ตระกูลเรากับสำนักชิงเฉิงถือเป็นบ้านใกล้เรือนเคียง หลายปีมานี้คนของสำนักชิงเฉิงขอเพียงผ่านทางมา เราล้วนปรนนิบัติเป็นอย่างดี เดรัจฉานนี้พานลงมือต่อสำนักชิงเฉิง หาทราบไม่ว่าวิชาฝีมือสำนักชิงเฉิงลึกล้ำสุดจะหยั่ง เพียงลงมือก็เชือดมันทิ้งไป ต้องขอบคุณจอมยุทธ์ที่ละเว้นชีวิตสุนัขของมัน เพียงฟันมือมันทิ้งไปŽ กล่าวพลางฉีกชุดฝ้ายที่สวมใส่ออกเผยเห็นหน้าอกต่อหวังเทียนอี้ ร่ำร้องว่า จอมยุทธ์หวัง ท่านแทงใส่เราหนึ่งกระบี่เถอะ เราลวงเกินสำนักชิงเฉิง ไม่คิดมีชีวิตสืบไปแล้ว ที่ผ่านมาสำนักชิงเฉิงมีพระคุณต่อตระกูลฉีเราดุจขุนเขา...Ž จากนั้นเอ่ยชื่อคนมีชื่อเสียงของสำนักชิงเฉิง บอกว่าพวกมันเดินทางผ่านมาทั้งถ่ายทอดวิชาฝีมือแก่มันหลายท่า และเขียนภาพตัวหนังสือแก่มันใบหนึ่ง

     ฉีจวินจื้อผู้นี้สมควรเป็นนักเลงเก่าที่มีชื่อ ยามนี้กลับร้องไห้จนน้ำมูกน้ำตานองหน้า พร่ำบอกให้ฆ่ามัน ทั้งโขกศีรษะไม่หยุดยั้ง

     เมื่อเป็นเช่นนี้กลับก่อกวนหวังเทียนอี้จนมือไม้ปั่นป่วน ก่อนที่จะขึ้นเหลามา มันคิดฉวยโอกาสฟาดอันธพาลร้ายผู้นี้ให้ตายคามือ เป็นการขจัดภัยให้กับเมืองลู่อี้ แต่ว่าการแสดงออกของฉีจวินจื้อกลับเหนือกว่าคาดหมายผู้คน คล้ายเจ้าสัวท้องถิ่นที่หลั่งน้ำมูกน้ำตา ทำให้หวังเทียนอี้ไม่อาจฉีกหน้าลงมือได้

     สุดท้ายฉีจวินจื้อเริ่มโขกศีรษะ โขกศีรษะดังปงปง โขกเพียงห้าครั้งครา หน้าผากก็ปรากฏโลหิตไหลซึมออกมา หวังเทียนอี้อับจนปัญญา จึงฉุดดึงมันขึ้นมา

     ฉีจวินจื้อคว้าแขนหวังเทียนอี้ไว้ หันไปสั่งให้ฉีเหวินหลินคุกเข่าโขกศีรษะด้วย หวังเทียนอี้สมองเลอะเลือน ห้ามปรามว่าไม่ต้องโขกศีรษะแล้ว

     จากนั้นฉีจวินจื้อสั่งให้จัดโต๊ะใหม่ เชิญผู้คนทั้งหมดนั่งโต๊ะ ยกสุราอาหารมา ทั้งฉุดลากหวังเทียนอี้ไปร่วมโต๊ะเดียวกัน ตอนนั้นหวังเทียนอี้ระงับสติลง ก็ดื่มสุรากับฉีจวินจื้อจอกหนึ่ง ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจฉีกหน้าลงมือ

     สุดท้ายฉีจวินจื้อสั่งคนนำชุดนักบู๊เลิศหรูมาสามชุด พร้อมด้วยเงินหนึ่งร้อยห้าสิบตำลึงมาบอกว่าเพื่อขอบจอมยุทธ์สำนักชิงเฉิงทั้งสามจากนั้นใช้บ่าวไพร่ส่งไปยังห้องพัก  เจี๋ยหมายเลยสิบห้า

     หวังเทียนอี้จิตใจว้าวุ่น ตนเองกลับนั่งดื่มสุรากับอันธพาลใหญ่เมืองลู่อี้ จนใจที่ไม่สามารถฉีกหน้าลงมือ ต่อให้ท่านหยามดูแคลนมันอย่างไร ก็ไม่อาจฆ่าคนชราที่คุกเข่าโขกศีรษะต่อท่าน ส่วนฉีเหวินหลินรับบาดเจ็บสาหัส ไม่สามารถดื่มสุรา จึงนั่งอยู่มุมห้องเพียงลำพัง เหนือศีรษะมันเป็นเทียนไข ดังนั้นหวังเทียนอี้ไม่อาจเห็นสีหน้าของมัน

     สุดท้ายหวังเทียนอี้กล่าวคำอำลา บอกว่าพรุ่งนี้เช้าต้องออกเดินทาง ฉีจวินจื้อก็ส่งมันถึงหน้าประตูเหลาสุรา รอจนหวังเทียนอี้ใกล้เดินถึงห้องพักตนเอง พอเหลียวหน้ามอง เห็นฉีจวินจื้อยังยืนส่งมัน ต้องทอดถอนใจยาว ผลักประตูห้องพักเข้าไป

     จางชวนซิ่วและจ้าวเฉียนเจี๋ยที่นอนอยู่บนเตียงล้วนกล่าวอย่างเหลือเชื่อว่า อันธพาลใหญ่นั้นทั้งร้องไห้ทั้งโขกศีรษะจริงหรือ?Ž

     หวังเทียนอี้กล่าวอย่างอับจนปัญญาว่า ทั้งยังโขกศีรษะจนหน้าผากปริแตกŽ

     จ้าวเฉียนเจี๋ยค่อยคืนสู่สภาพแจ่มใส มันเพียงถูกทำร้ายกระดูกแขนหัก คนฝึกวิชาบู๊มีร่างกายแข็งแรง อาการบาดเจ็บเพียงนี้ยังทนทานได้ จึงกล่าว ท่านยังฟันมือของฉีเหวินหลินขาดไป เท่ากับทำลายพลังฝีมือของมัน ถือเป็นขจัดภัยให้กับเมืองลู่อี้แล้ว จะอย่างไรเมื่อขากลับพวกเรายังต้องผ่านที่นี้ เมื่อถึงเวลานั้นค่อยคิดหาหนทางŽ

     หวังเทียนอี้กล่าวว่า ข้าพเจ้าคิดออกเดินทางในวันพรุ่งนี้ มิให้วิกาลยาวนานฝันยุ่งเหยิง เฉียนเจี๋ยท่านทนทานได้หรือไม่?Ž มันความจริงต้องการให้จ้าวเฉียนเจี๋ยพักผ่อนอีกหลายวันค่อยออกเดินทาง แต่เมื่อล่วงเกินงูเจ้าถิ่น ก็ไม่อาจสงบจิตใจพักอยู่สืบไป

     จ้าวเฉียนเจี๋ยกล่าวว่า ไม่เป็นไร เพียงแขนหักข้างหนึ่ง ที่น่องก็รับบาดแผลภายนอก วันพรุ่งนี้สามารถออกเดินทางŽ

     หวังเทียนอี้ยังเป็นห่วงจะถูกซุ่มโจมตี จึงกล่าวกับจางชวนซิ่วว่า ศิษย์พี่ เพื่อความปลอดภัยพวกเรายังคงผลัดกันเฝ้าเวรกลางคืน ศิษย์พี่ท่านเฝ้าครึ่งคืนแรก ข้าพเจ้าเฝ้าครึ่งคืนหลังŽ

     จางชวนซิ่วกล่าวว่า ไม่มีปัญหา พวกเราพรุ่งนี้ คิดออกเดินทางเมื่อใด?Ž หลังจากผ่านการต่อสู้ที่ชวนอกสั่นขวัญแขวนมา หวังเทียนอี้กลายเป็นหัวหน้ากลุ่มของพวกมันแล้ว

     หวังเทียนอี้ ตอบว่า ยามห้าของวันพรุ่งนี้เถอะŽ

     ยามนั้นมีคนเคาะประตู หวังเทียนอี้เปิดประตูห้องออก เห็นเป็นเถ้าแก่โรงเตี๊ยมซื่อไห่ที่ด้านหลังตามติดด้วยผู้รับใช้ยกน้ำมาอ่างหนึ่ง

     เถ้าแก่โรงเตี๊ยมยิ้มประจบ กล่าวว่า ผู้น้อยส่งน้ำล้างเท้ามาให้Ž

     จางชวนซิ่วกล่าวว่า ขอบใจมากแล้ว วางไว้ที่นี้เถอะŽ

     ไม่ทราบจอมยุทธ์ทั้งหลายคิดออกเดินทางเมื่อใด ผู้น้อยจะได้อำนวยความสะดวกให้Ž

     พรุ่งนี้ยามห้าก็จะออกเดินทาง ท่านคิดบัญชีให้กับเรา อ้อ รบกวนให้ท่านปลุกพวกเราด้วย พวกเรากลัวว่าพอเข้านอนจะไม่ได้ยินเสียงเคาะเกราะบอกโมงยามŽ

     เถ้าแก่โรงเตี๊ยมกล่าวว่า ไม่ต้องคิดบัญชีแล้ว ฉีเหล่าแหย (นายผู้เฒ่าแซ่ฉี) ชำระค่าห้องให้กับจอมยุทธ์ทุกท่านแล้วŽ

     จางชวนซิ่วพอฟัง ต้องหันมาสบตากับหวังเทียนอี้แวบหนึ่ง

     

     ชั้นสองของเหลาสุราดับไฟหมดสิ้น เถ้าแก่โรงเตี๊ยมเดินฝ่าความมืดขึ้นบันไดไป ในความมืดมีเงาตะคุ่มอยู่หลายสาย

     ท่ามกลางความมืดบังเกิดเสียงฉีจวินจื้อดังว่า พวกมันคิดออกเดินทางเมื่อใด?Ž

     เถ้าแก่โรงเตี๊ยมสะดุ้งเฮือกหนึ่งจึงกล่าว ผู้น้องไปสอบถามตามคำสั่งของท่านผู้เฒ่า พวกมันกำหนดออกเดินทางวันพรุ่งนี้ยามห้า ทั้งยังบอกให้ผู้น้อยไปปลุกพวกมันŽ

     ฉีจวินจื้อแค่นเสียงอย่างเย็นชา ปราศจากน้ำเสียงพินอบพิเทาเช่นตอนดื่มกินอีก ออกคำสั่งว่า หลิวซัน เจ้าไปหาคนเคาะเกราะบอกโมงยาม ให้มันเคาะบอกโมงยามช้าไปหนึ่งชั่วยามŽ

     บ่าวไพร่ผู้หนึ่งรับคำ รีบรุดลงจากเหลา ฉีจวินจื้อหันไปถามว่า หลินเอ๋อ* จัดเตรียมสิ่งของถึงขั้นใดแล้ว?Ž

     * คำเอ๋อตรงกับภาษาไทยว่าหนู

     ฉีเหวินหลินตอบว่า ท่านพ่อ ซุนไป่ซันลงมือปรุงยาแล้ว ก่อนเที่ยงวันพรุ่งนี้จะแล้วเสร็จแน่นอนŽ

     ฉีจวินจื้อถามหาเสมียนนั้น เสมียนนั้นรีบรุดถึงเบื้องหน้าฉีจวินจื้อ กล่าวเสียงสั่นสะท้านว่า เหลาแหย (นายผู้เฒ่า) ผู้น้อยอยู่Ž

     ฉีจวินจื้อกล่าวว่า เจ้าทราบหรือว่าเราพอเห็นสภาพของหลินเอ๋อ สร้างความเจ็บปวดใจสิ้นสติไปŽ

     เสมียนนั้นคุกเข่าโครมลง กล่าวว่า เหล่าแหย (นายผู้เฒ่า) ผู้น้อยสำนึกผิดแล้ว โปรดอภัยละเว้นแก่ผู้น้อยเถอะŽ

     ฉีจวินจื่อดุว่า สงบเสียงไว้ เจ้าต้องการให้คนในโรงเตี๊ยมซื่อไห่ล้วนได้ยินหรือ?Ž พลางโบกมือกล่าวว่า พวกเรากลับกันเถอะŽ

     บรรดาบ่าวไพร่และฉีเหวินหลินเดินไปที่บันไดเหลา เสมียนนั้นก็คืบคลานลุกขึ้น คิดติดตามฉีจวินจื้อไป ฉีจวินจื้อพลันหมุนตัวกลับตวัดเท้าขวาขึ้นกระแทกใส่ศีรษะเสมียนนั้นราวแส้เหล็กเส้นหนึ่ง เสียงแดดังสดใส เสมียนนั้นถูกเตะจนกะโหลกศีรษะแตกแหลกละเอียดซากศพล้มระทวยลงกับพื้นดุจดินเหลวกองหนึ่ง

     ฉีเหวินจื้อแค่นเสียงดังเฮอะกล่าวว่า ต่อให้เรายกโทษแก่เจ้า เท้าของเราก็ไม่ยอมยกโทษแก่เจ้าŽ พลางถ่มน้ำลายใส่ซากศพเสมียนนั้น สั่งการต่อบ่าวไพร่ว่า พวกเจ้าสองคนหามศพมันขึ้นรถม้าโยนทิ้งที่ชานเมืองเป็นอาหารของสุนัข เถ้าแก่โรงเตี๊ยม หากวันพรุ่งนี้ตัวบัดซบสำนักชิงเฉิงทั้งสามออกเดินทางก่อนฟ้าสาง เจ้าก็รอเก็บศพให้กับตัวเองเถอะŽ คำพูดตอนท้ายของมันกล่าวกับเถ้าแก่โรงเตี๊ยม ขู่ขวัญจนเถ้าแกโรงเตี๊ยมแทบฝอตาย

     

     วิกาลยายนานไม่สิ้นสุด หวังเทียนอี้โอบกระบี่นั่งบนเก้าอี้กลางห้อง เหลียวมองแวบหนึ่ง จางชวนซิ่วกับจ้าวเฉียนเจี๋ยล้วนหลับสนิท มันอดประหวัดนึกถึงการต่อสู้ที่สั่นขวัญสะท้านวิญญาณนั้นมิได้

     มันถามไถ่ตัวเองว่า ตัวเองร้ายกาจนักเหรอ? นึกถึงตอนที่มันโค่นอันธพาลร้ายนั้นลง มือของมันต้องสั่นระริก การมุมานะฝึกฝีมือเป็นเวลาสามปีกลับมีประโยชน์นัก

     จางชวนซิ่วกับจ้าวเฉียนเจี๋ยรอจนแขกที่มาออกจากห้องจนหมดสิ้น ค่อยซักถามมันว่าจู่โจมทำลายเพลงดาบหงสาของฉีเหวินหลินได้อย่างไร หวังเทียนอี้คล้ายตกอยู่ในความฝัน ไม่อาจบอกกล่าวได้ แต่ชัยชนะครั้งนี้คล้ายจุดประกายไฟแก่มัน สร้างความเชื่อมั่นแก่มัน ต้องครุ่นคิด เราจะฝึกฝีมือสืบต่อ เมื่อถึงเวลาประลองฝีมือจะช่วงชิงเป็นที่หนึ่งในสำนักชิงเฉิงž

     นึกถึงตอนนี้ต้องยิ้มออกมา มีแต่ตอนที่ผู้คนหลับฝันนิทรา มันจึงกล้ายิ้มอย่างเต็มที่ หลังจากที่ถูกอาจารย์กับศิษย์ร่วมสำนักหัวร่อเยาะนับครั้งไม่ถ้วน มันค่อยเรียนรู้การซุกงำสีหน้าท่าทีและจิตใจทีทะเยอทะยานเอาไว้

     หวังเทียนอี้เพียงครุ่นคิด คืนนี้ช่างยาวนานนักž

     พลันบังเกิดเสียงเคาะประตู ปลุกหวังเทียนอี้ที่นั่งหลับบนเก้าอี้กระโดดปราดขึ้นมา เมื่อวานเหน็ดเหนื่อยไปแล้ว มิหนำซ้ำคนเคาะเกราะบอกโมงยามคล้ายบอกโมงยามช้าไป ไม่ว่ารออย่างไรก็รอไม่ถึงยามห้า ในที่สุดหวังเทียนอี้นั่งหลับบนเก้าอี้ไป

     ผู้ที่เปิดประตูเข้ามาเป็นเถ้าแก่โรงเตี๊ยมมันก็ตาแดงก่ำ คล้ายกับไม่ได้นอน คนพอเข้ามาก็กล่าวว่า "จอมยุทธ์สำนักชิงเฉิง ฉีเหล่าแหย (นายผู้เฒ่าแซ่ฉี) ขอเข้าพบŽ

     หวังเทียนอี้เห็นอาทิตย์ลอยสูงมากแล้วสร้างความร้อนรุ่มจนกระโดดปราดขึ้นมา ร้องว่า เถ้าแก่ ข้าพเจ้าบอกให้ท่านปลุกพวกเราตอนยามห้า ตอนนี้เวลาสายมากแล้ว นี่เป็นเรื่องราวใด?Ž

     เถ้าแก่โรงเตี๋ยมกล่าวเสียงละห้อยว่า ผู้น้อยก็ไม่ทราบ เมื่อคืนผู้น้อยฟังเสียงละห้อยว่า ผู้น้อยก็ไม่ทราบ เมื่อคืนผู้น้อยฟังเสียงเคาะบอกเวลาถึงยามสี่ก็ตื่นขึ้นมา หลังจากนั้นก็ไม่ได้ยินมันเคาะบอกเวลายามห้า อาจบางทีเฒ่าชราที่เคาะบอกโมงยามดื่มมากเกินไปŽ

     หวังเทียนอี้ค่อยมีสีหน้าผ่อนคลาย เถ้าแก่โรงเตี๊ยมกล่าวสืบต่อ ซึ่งความจริงพวกท่านทั้งหลายออกเดินทางยามห้า พอถึงยามพลบค่ำที่พักค้างแรมพอดีเป็นแดนต่อแดนของสองมณฑล ที่นั้นมีเนินเขาซับซ้อน โจรภูเขาชุกชุม จอมยุทธ์จ้าวยังรับบาดเจ็บ เกรงว่าจะได้รับอันตรายŽ

     จางชวนซิ่วกำลังสวมใส่เสื้อผ้า พอฟังต้องร้องว่า มีโจรภูเขา? ทางการไม่ปราบปรามหรือ?Ž

     เถ้าแก่โรงเตี๊ยมอธิบายว่า ท่านทั้งหลายเมืองลู่อี้นี้ยังถือว่าปลอดภัย แต่พอถึงแดนต่อแดนของมณฑลทั้งสอง ภูมิประเทศสลับซับซ้อนยากแก่การปราบปราม เจ้าหน้าที่ทั้งสองมณฑลต่างผลักความรับผิดชอบ เป็นเหตุให้โจรผู้ร้ายเหิมเกริม ท่านทั้งหลายต้องระวังให้มากไว้Ž

     จ้าวเฉียนเจี๋ยกล่าวว่า ท่านทั้งหลายทางที่ดีออกเดินทางตอนเที่ยง พอถึงยามพลบค่ำจะถึงพื้นที่ตรงกลางระหว่างเมืองลู่อี้กับเขตแดนต่อแดน ที่นั้นแม้ไม่มีหมู่บ้านตัวเมือง ได้แต่ค้างแรมกลางป่า แต่ไม่มีโจรผู้ร้าย หลังจากนั้นค่อยเดินทางกลางวัน ข้ามเขตแดนต่อแดนเข้าสู่มณฑลซานตุง ไม่ว่าอย่างไรก็ปลอดภัยกว่าค้างแรมที่เขตแดนต่อแดนŽ มันแยกแยะอย่างละเอียด ว่ากล่าวจนศิษย์สำนักชิงเฉิงคล้อยตาม

     จางชวนซิ่วกล่าวว่า อย่างนั้นพวกเราออกเดินทางยามเที่ยงเถอะŽ

     เถ้าแก่โรงเตี๊ยมกล่าวอย่างระมัดระวังว่า ฉีเหล่าแหย (นายผู้เฒ่าแซ่ฉี) ขอเชิญพวกท่านทั้งหลายไปรับประทานอาหารที่ชั้นสองของเหลาสุราทางด้านหน้าŽ

     หวังเทียนอี้ตัดบทว่า ไม่ไปแล้ว ขอให้มันกลับไปเถอะ ท่านยกข้าวปลาอาหารมาที่ห้องของพวกเราŽ

     ที่เหนือความคาดหมายทั้งสามคือ ฉีจวินจื้อ รุดมาโดยไม่เชื้อเชิญ ยังคงแสดงความพินอบพิเทา อยู่สนทนาจนสุราอาหารยกมาถึงห้องพัก หลังอาหารศิษย์สำนักชิงเฉิงทั้งสามตระเตรียมออกเดินทาง ฉีจวินจื้อก็วิ่งเต้นสั่งการให้นำรถเทียมลาออกมาชิงชำระค่าที่พักอาหาร

     จ้าวเฉียนเจี๋ยเห็นชายชราผู้นี้วิ่งวุ่นราวกับผู้รับใช้คนหนึ่ง ต้องกล่าวกับหวังเทียนอี้ว่า ข้าพเจ้าทราบแล้วว่าท่านไฉนไม่อาจฉีกหน้าลงมือ หากเปลี่ยนเป็นข้าพเจ้าก็เช่นเดียวกันŽ

     รอจนทั้งสามเห็นรถพาหนะของตนเองต้องใจหายวาบ ดูจากเปลือกนอกและลาเทียมรถไม่เปลี่ยนแปลง แต่ภายในรถตกแต่งใหม่ ทั้งจัดวางเตียงนอน ปูผ้าปูที่นอนหนานุ่ม ฉีจวินจื้ออธิบายว่าเพื่อสะดวกกับการให้จ้าวเฉียนเจี๋ยนอนพักผ่อน ยังมีเตาขนาดเหล็กเนื้อทองเหลือใช้ก่อไฟเพิ่มความอบอุ่น

     เถ้าแก่โรงเตี๊ยมยังลำเลียงสุราหนึ่งไห น้ำดื่มหนึ่งไหและสำรับอาหารชุดหนึ่งมา ฉีจวินจื้อบอกว่าเป็นอาหารมื้อค่ำสำหรับพวกมัน ทั้งยังเปิดสำรับอาหาร ใช้ตะเกียบคีบเนื้อไก่ชินหนึ่งรับประทาน จากนั้นเปิดไหสุรา รินสุราชามหนึ่งกล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า นี่เป็นสุราเก่าเก็บฝังดินไว้ยี่สิบปี ท่านทั้งหลายไม่ทราบผู้ใดคิดดื่ม?Ž

     ชายฉกรรจ์เคราครึ้มที่เข้าพักโรงเตี๊ยมผู้หนึ่งรับสุราไปดื่มรวดเดียวหมดสิ้น ชมเชยว่าเป็นสุราดี จากนั้นฉีจวินจื้อสอบถามเถ้าแก่โรงเตี๊ยมว่า น้ำดื่มที่จัดเตรียมให้กับจอมยุทธ์ชิงเฉิงเป็นน้ำแร่ที่ผ่านการต้มหรือ?Ž

     เถ้าแก่โรงเตี๊ยมกล่าวว่า ถูกแล้ว เป็นน้ำแร่ชั้นดีŽ

     ฉีจวินจื้อสั่งว่า หลินเอ๋อ เจ้าลองลิ้มชิมดู อย่าให้ท่านจอมยุทธ์ตำหนิได้Ž

     ฉีเหวินหลินรับคำ ดื่มน้ำอีกหนึ่งต่อหน้าทั้งหมด

     หวังเทียนอี้และพวกย่อมบ่ายเบี่ยงปฏิเสธ แต่ฉีจวินจื้ออ้อนวอนหใพวกมันรับน้ำใจนี้ไว้ ศิษย์สำนักชิงเฉิงทั้งสามได้แต่รับไว้ สบตากันวูบครุ่นคิดขึ้น กลับติดค้างน้ำใจคนผู้นี้อีกคราž

     ในที่สุดภายใต้การน้อมส่งของแขกเหรื่อโรงเตี๊ยมและฉีจวินจื้อ หวังเทียนอี้และพวกทั้งสามขึ้นรถเทียมลาแล่นออกจากเมืองลู่อี้

หนังสือแนะนำ

Special Deal