บทที่ 3 ยุทธวิธีสู้เสี่ยงชีวิต (หน้า 2)

    ฉีเหวินหลินพลันหมุนตัวคลี่คลายหมัดที่จ้าวเฉียนเจี๋ยต่อยสวนมา สลับเท้าด้วยท่าเท้าดอกเหมย มาถึงด้านขวามือของเจ้าแยนเจี๋ย จ้าวเฉียนเจี๋ย พานตวัดเท้าขวาเตะใส่ท้องน้อยฉีเหวินหลิน เท้านี้เตะในระดับต่ำ ทั้งรวดเร็วทั้งดุดัน เห็นแน่ชัดว่าฉีเหวินหลินต้องถูกเตะใส่เท้าหนึ่งแล้ว

     แต่แล้วร่างของฉีเหวินหลินคล้ายหักพับตั้งแต่หัวเข่ากลายเป็นสองท่อน เท้าซ้ายตรึงติดกับพื้น ตลอดทั้งร่างตั้งแต่หัวเข่าขึ้นมาคล้ายธูปหอมที่ถูกลมพัดหักไป ล้นไปยังด้านหลัง เท้าของจ้าวเฉ๊ยนเจี๋ยจึงเตะใส่อากาศธาตุ ฉีเหวินหลินฉวยโอกาสเตะเท้าขวาออก เตะใส่น่องซ้ายของจ้าวเฉียนเจี๋ยอย่างหนักหน่วง ยามนั้นจ้าวเฉียนเจี๋ยไม่ทันชักเท้าขวาที่เตะใส่อากาศธาตุกลับมา เท้าซ้ายที่ใช้ค้ำจุนร่างกายก็ถูกจู่โจมอย่างหนักหน่วง ตลอดทั้งร่างต้องล้มตึงลง

     ฉีเหวินหลินหยิบยืมแรงถีบของเท้าขวา ใช้กำลังที่เท้าซ้าย ร่างที่หักพับพลิกตัวครึ่งตลบ ใบหน้าที่แหงนหงายขึ้นเปลี่ยนเป็นคว่ำหน้าลง ยื่นแขนขวาปราดออก คว้าจับข้อมือซ้ายของจ้าวเฉียนเจี๋ยที่ล้มฟาดกับพื้น จากนั้นคุกเข่าซ้ายลง มือซ้ายเปลี่ยนจากหมัดเป็นฝ่ามือกระแทกใส่พื้นดิน เท้าขวาเลียดพื้นไปราวกับงูพิษพุ่งฉกเหยื่อถีบใส่แขนซ้ายของจ้าวเฉียนเจี๋ย

     ความเคลื่อนไหวที่ใช้มือขวาคว้าจับข้อมือจ้าวแยนเจี๋ย เทาซ้ายคุกลงกับพื้นค้ำจุนร่างกาย เท้าซ้ายถีบใส่แขนซ้ายจ้าวเฉียนเจี๋ยทั้งสี่ประการนี้ แทบกระทำสำเร็จลุล่วงในคราเดียว จากนั้นฉีเหวินหลินหยิบยืมแรงกระแทกของการฟาดฝ่ามือซ้ายใส่ใส่ดิน บังคับร่างแหงนหงายไปอีกครั้ง ร่างลื่นไหลไปตามพื้น เปลี่ยนเป็นนั่งคุกเข่า ขณะที่เท้าขวายังคว้าจับขอมือจ้าวเฉียนเจี๋ย เท้าซ้ายก็พาดกับท่อนแขนจ้าวเฉียนเจี๋ย ลักษณะท่วงท่าคล้ายคิดถอนต้นไม้เล็กๆ ต้นหนึ่ง

     โอยŽ

     แขนซ้ายของจ้าวเฉียนเจี๋ยถูกระแทกหักส่งเสียงแผดร้องออกมา เจ็บปวดจนสิ้นสติสมประดี

     ฝีมือครั้งนี้ออกจะอำมหิตเกินไป ผู้คนที่มุงดูในโรงเตี๊ยมซื่อไห่ล้วนเงียบกริบลง

     ฉีเหวินหลินแค่นเสียงดังเฮอะ ใช้กำลังที่เท้า พาตัวลุกขึ้นยืน แต่แล้วบังเกิดเสียงฝีเท้าดังขึ้นที่ด้านหลัง ตอนแรกยังอยู่ห่างยี่สิบก้าว ชั่วพริบตาก็ปากฎพลังความเย็นสายหนึ่งจู่โจมถึงต้นคอ

     เหวินหลินใจหายวาบ พุ่งกระโจนไปทางซ้าย จากนั้นล้มฟุบลงกับพื้น กลิ้งตัวตลบหนึ่งแล้วดีดตัวขึ้น สองเท้าคล้ายลื่นไถลไปตามพื้นน้ำแข็ง ถอยปราดไปสิบก้าว ค่อยเงยหน้าขึ้น ถลึงมองชายหนุ่มสำนักชิงเฉิงซึ่งอยู่ในท่าครึ่งคุกเข่าอยู่ข้างกายจ้าวเฉียนเจี๋ย ดวงตาคล้ายมีเปลวไฟพวยพุ่งออกมา

     ในฐานะของบุตรชายของอันธพาลใหญ่เมืองลู่อี้ มันไม่เคยบันดาลโทสะถึงเพียงนี้มาก่อน

     หวนนึกถึงกระบี่เมื่อครู่จู่โจมถึงต้นคอห่างเพียงสองเชียะ ค่อยได้ยินเสียงลมกระบี่แหวกฝ่าอากาศ หากตนเองเคลื่อนไหวชักช้ากว่านี้วูบหนึ่ง คงถูกกระแทกแทงทะลุต้นคอแล้ว

     นี่ไหนเลยเป็นการประลองฝีมือ?

     หากทว่าเป็นการลอบทำร้าย

     ฉีเทียนหลินบังเกิดความอับอายอัปยศพลุ่งขึ้นสู่สมอง มีแต่ศิษย์สำนักหัตถ์เหล็กที่ครั้งกระโน้นถ่มน้ำลายใส่หน้ามัน จึงสร้างความโกรธเกรี้ยวแก่มันถึงเพียงนี้ ครั้งนั้นมันสับร่างมังกรข้ามถิ่นนั้นกลายเป็นเลือดเนื้อเลอะเลือน ค่อยระบายแค้นในอกไปได้ ครั้งนี้มันตั้งใจว่าหากไม่ฟันสองมือของศิษย์สำนักชิงเฉิงผู้นี้ออกมา มันจะไม่ขอแซ่ฉีอีกต่อไป

     

     การประลองฝีมือพอเริ่มขึ้น มู่ชิวสุ่ยก็ชมดูการต่อสู้อยู่บนทางระเบียงของโรงเตี๊ยม โยมีท่านอาอวี่ชมดูเป็นเพื่อนอยู่ด้านข้าง

     แม้แต่มู่ชิวสุ่ยยังไม่อาจนึกหาคำบรรยายของท่ากระบี่ที่จู่โจมใส่ฉีเหวินหลินนั้นได้

     มันเห็นชัดตาว่าศิษย์สำนักชิงเฉิงนั้นโถมถึงด้านหลังฉีเหวินหลินห่างเพียงสามก้าว ค่อยชักกระบี่ลงมือ มิหนำซ้ำท่าถาโถมของศิษย์สำนักชิงเฉิงนั้นรวดเร็วยิ่ง ไม่คล้ายเป็นแนวทางของสำนักชิงเฉิง

     ศิษย์สำนักชิงเฉิงที่แทงกระบี่ใส่ฉีเหวินหลินย่อมเป็นหวังเทียนอี้

     เมื่อครู่จ้าวเฉียนเจี๋ยถูกฟาดล้มลงกับพื้นแขนข้างหนึ่งถูกบิดหักทั้งเป็น เสียงกระดูกหักพอกระทบโสต หวังเทียนอี้รู้สึกมีเลือดลมพลุ่งขึ้น โถมเข้าหาจ้าวเฉียนเจี๋ยอย่างลืมตัว ประจวบกับฉีเหวินหลินผุดลุกขึ้น พอดีขวางอยู่ระหว่างมันกับจ้าวเฉียนเจี๋ย ดังนั้นมันแทงกระบี่ออกโดยไม่ขบคิดใคร่ครวญ ฉีเหวินหลิงกลับมีปฏิกิริยารวดเร็ว กระโดดหลบไปด้านข้าง หวังเทียนอี้พอจู่โจม กระบี่คุกคามฉีเหวินหลินล่าถอย ก็ไม่มีกะใจเหลือบแลฉีเหวินหลินแม้สักแวบเดียว หากแต่รีบรุดถึงข้างกายจ้าวเหวินเจี๋ย

     แขนซ้ายของจ้าวเหวินเจี๋ยพาดกับแผ่นหลังราวแป้งหมี่ที่อ่อนนุ่มเส้นหนึ่ง ใจกลางฝ่ามือหงายขึ้น มองปราดเดียวก็ทราบว่ากระดูกแขนทั้งข้างหักไป

     หวังเทียนอี้เงยหน้าขึ้น ร้องดังๆ ว่า ท่านหมอ หมอรักษาเล่า?Ž ในที่สุดพบเห็นหมอซุนยืนชิดติดกำแพงโรงเตี๊ยม ดังนั้นร้องว่า ท่านรีบมาŽ

     หมอซุนสะดุ้งเฮือก มองดูฉีเหวินหลินอย่างขลาดเขลา ฉีเหวินหลินปั้นหน้าเคร่งเครียด เนิ่นนานค่อยแค่นเสียงคำหนึ่ง หมอซุนจึงน้ำผู้ช่วยของมันเดินเข้ามา ซึ่งความจริงก่อนที่จะเดินทางมา ฉีจวินจื้อบอกต่อมันว่า วันนี้ต้องมีคนไข้กระดูกหักหลายคน ให้มันตระเตรียมลงมือรักษา ดังนั้นนำแผ่นไม้ประกบ ผ้าพันแผลและตัวยามาด้วย

     อย่างรวดเร็ว กระดูกแขนของจ้าวเฉียนเจี๋ยถูกดันกลับเข้าที่เดิม หมอซุนค่อยประสานมือต่อหวังเทียนอี้กับจางชวนซิ่วว่า เสร็จแล้ว จอมยุทธ์สำนักชิงเฉิงท่านนี้คงต้องพักรักษาตัวหลายเดือนŽ

     หวังเทียนอี้พอฟัง จึงกล่าวกับจางชวนซิ่วว่า ศิษย์พี่ ท่านน้ำเฉียนเจียเข้าไปพักผ่อนก่อนเถอะŽ

     จางชวนซิ่วความจริงคิดกล่าวอันใดต่อหวังเทียนอี้ แต่ไม่ทราบกล่าวอย่างไร ได้แต่ทอดถอนใจ กล่าวว่า เทียนอี้ ...ท่านระวังŽ จากนั้นใช้ไม้กระดานแผ่นหนึ่ง ชักชวนผู้คนหลายคนหามร่างจ้าวเฉียนเจี๋ยกลับเจ้าห้องพัก

     ฉีเหวินหลินถือดาบมั่น กล่าวว่า จอมยุทธ์หวัง ตอนนี้ข้าพเจ้าคิดขอรับการชี้แนะจากท่านแล้วŽ

     หวังเทียนอี้แค้นอันธพาลผู้นี้ทำร้ายศิษย์ร่วมสำนักด้วยอำมหิต ดังนั้นไม่ต้องการกล่าวมากความ เพียงรับคำคราหนึ่ง

     ทั้งสองพากันเดินออกมาหลายก้าว จากนั้นหยุดยั้งลง คนหนึ่งเป็นงูเจ้าถิ่นที่เหิมเกริม คนหนึ่งเป็นโคถึกน้อยที่โกรธแค้น สายตาของทั้งสองพอเผชิญพบกัน ก็จับจ้องมองกันราวกับสัตว์ร้ายสองตัว

     ผู้ควบคุมการประลองร้องขานว่า เริ่มประลองฝีมือŽ

     พริบตานั้นโลกทั้งใบคล้ายเลือนหาย สรรพเสียงรอบข้างก็ไม่ได้ยิน คล้ายกับว่าทั้งโลกหดเล็กลง ในสายตาหวงเทียนอี้ มีแต่ฉีเหวินหลิน รู้สึกว่าโฉมหน้าของฉีเหวินหลินขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งไม่แยแสเหลือบแลดาบยาวที่ฟาดฟันมา ชิงเสือกแทงกระบี่ใส่หน้าศัตรู

     ฉีเหวินหลินไม่คิดตั้งรับอยู่แล้ว ถึงกับไม่คิดทดสอบฝีมือฝ่ายตรงข้ามเช่นการประลองที่ผ่านมา ทั้งสองรอบ ตระเตรียมลงมืออย่างเต็มที่ หากสามารถฟันศีรษะของตัวบัดซบสำนักชิงเฉิงผู้นี้ในกระบวนท่าเดียว จะไม่ใช้กระบวนท่าที่สองออก

     ดังนั้นการประลองพอเริ่มขึ้น มันก็เสือกดาบจู่โจม แต่ว่าหวังเทียนอี้อยู่เหนือความคาดคิดของมัน มันเพิ่งโถมออกไปสองก้าว หวังเทียนอี้ก็ประชิดถึงตัว ด้วยระดับความเร็วที่น่าตระหนก ในความตื่นตระหนก มันฟันดาบใส่ชายโครงซ้ายของหวังเทียนอี้ แต่หวังเทียนอี้คล้ายมองไม่เห็น พอบุกเข้ามาก็แทงกระบี่ใส่ใบหน้ามัน เมื่อเป็นเช่นนี้ ถึงแม้มันสามารถฟันถูกหวังเทียนอี้ แต่ใบหน้าตนเองก็ต้องถูกกระบี่ปักใส่

     พอเปิดฉากก็คิดตกตายตามกัน?

     คนใช่เสียสติหรือไม่?

     ฉีเหวินหลินคำรามก้อง ได้แต่เบี่ยงตัวหลบเลี่ยง ยังไม่ทันวกดาบกลับมายังตำแหน่งจู่โจมหวังเทียนอี้ก็เปลี่ยนจากทิ่มแทงเป็นฟันเฉียง มุ่งใสลำคอของตน

     ควรทราบว่าใช้กำลังง่ายดายรั้งกำลังกลับลำบาก คิดแทงกระบี่ออกง่ายดาย แต่หากคิดหยุดกระบี่ที่โถมแทงไปข้างหน้า หรือว่าเปลี่ยนทิศทาง เป็นเรื่องที่ยากกระทำได้ ต่อให้กระทำได้ พลังและความเร็วก็จะลดทอนลง เปิดโอกาสให้ศัตรูฉกฉวยได้ถึงกับเป็นเหตุให้กล้ามเนื้อตนเองรับบาดเจ็บ หรือว่าถูกกำลังภายในที่สะท้อนกลับมากระแทกทำร้ายซ้ำ แต่ว่าการเปลี่ยนกระบวณท่าแต่กลางคันเป็นฟันเฉียงของหวังเทียนอี้แฝงพลังเปี่ยมล้น หากว่าฟันถูก จะฟันฉีเหวินหลินไหล่ขวาขาดถึงชายโครงซ้าย ฉีเหวินหลินจึงยกตั้งดาบ คิดต้านทานเอาไว้ แต่ว่าหวังเทียนอี้ไม่ทันฟันเฉียงถึงที่สุด ก็รั้งกระบี่กลับ เปลี่ยนเป็นจ้วงแทงใส่ทรวงอกด้านซ้ายของฉีเหวินหลิน

     ในสายตาของบยอดฝีมือระดับฉีเหวินหลิน คู่ต่อสู้ของมันเปิดเผยช่องโหว่ทั่วร่าง ถึงกับบอกว่าไม่ได้ระวังป้องกัน เปิดเผยทั้งศีรษะ หน้าอกและเท้า แต่กระบี่ในมือขวาของมันรวดเร็วไปแล้ว ทุกครั้งล้วนรวดเร็วกว่าตนเองวูบหนึ่ง

     รวดเร็วจนยากที่จะรับมือได้

     ที่ยากรับมือที่สุดคือการต่อสู้อย่างไม่คิดชีวิต

     ดาบของตนเองสามารถจ้วงแทงใส่ท้องของเด็กน้อยนี้ชัดๆ แต่กระบี่ของมันก็ใกล้บรรลุถึงดั้งจมูกตนเอง ตนเองต้องหาโอกาสต้านทานกระบี่ของมัน คิดควบคุมความเร็วของมัน ถึงกับคิดกระแทกกระบี่หลุดจากมือหรือหักไป น่าเสียดายที่กระบี่ของคู่ต่อสู้คล้ายงูพิษ เปลี่ยนทิศทางอยู่ตลอดเวลา คอยซอกซอนหาช่องว่างชอนไชเข้ามา โดยไม่ปะทะกับดาบ ถึงแม้ปะทะกัน พอกระทบก็แยกจาก ตนเองกลับไม่ทันทุ่มเทกำลังปะทะหักล้างกัน

     ฉีเหวินหลินต้องครุ่นคิด กาลก่อนเราเคยฆ่าคนในครอบครัวของมันหรือ?ž คนผู้นี้ดูไปคล้ายมีความแค้นไม่ยอมอยู่ร่วมฟ้าเดียวกับตนเองก็มิปาน

     หวังเทียนอี้กลับไม่ได้ครุ่นคิดใด หากว่ามีคำศัพท์บรรยายความรู้สึกของมัน สมควรเป็นคำ ปลอดโปร่งโล่งใจŽ

     ในการต่อสู้พิสูจน์เป็นตาย ไม่ต้องหวั่นวิตกว่าใช้กระบวนท่าผิดพลาด ไม่ได้ยินเสียงตวาดตำหนิจากผู้ฝึกสอน สามปีมานี้มันใช้เชือกผูกมันมือตัวเอง ซักซ้อมการใช้กระบี่ ทั้งผูกก้อนหินกับข้างเอววิ่งตัดผ่านดงไม้เป็นทางน้อยสายหนึ่ง มันถามไถ่ตัวเองนับครั้งไม่ถ้วนว่าทำเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่?

     แต่หามีคำตอบไม่

     วันนี้ความเจ็บปวดทั้งกายและใจของมันแปลงเป็นท่าฟาด ฟัน ปาด แทง จู่โจมใส่ศัตรูดุจอสนีบาตฟาดทลาย กล้ามเนื้อทุกส่วน เส้นเลือดทุกสาย ประสาททุกเส้นล้วนร่ำร้องว่า เราปลอดโปร่งโล่งใจž

     ฉีเหวินหลินสู้พลางถอยพลาง จวบจนถึงริมพื้นที่ว่าง ผู้คนที่มุงดูอยู่พากันเปิดทางให้ คนเหล่านี้แม้ไม่มีฝีมือติดตัว แต่ก็ดูออกว่าทั้งสองฝ่ายต่อสู้พิสูจน์ความเป็นความตายแล้ว

     ฉีเหวินหลินเอี้ยวตัวหลบท่ากระบี่อันดุร้ายของหวังเทียนอี้ หางตากวาดกราดไปยังเสาไม้บนทางระเบียงของโรงเตี๊ยม ในใจเกิดความคิดอ่านประการหนึ่งขึ้น

     ฉีเหวินหลินพุ่งถอยอย่างเร่งร้อน กลางหลังก็ปะทะกับเสาไม้ที่หยาบเท่าปากถ้า เห็นหวังเทียนอี้ติดตามมาดุจเงาตามตัว กระบี่ฟันขวางใส่หว่างเอวตนเอง จึงใช้ประโยชน์จากการฝึกเพลงเท้าแส้เหล็กออกแล้ว

     ที่ว่าเพลงเท้าเน้นที่ระดับความเร็วและพลังการจู่โจมของเท้า แต่ทั้งหมดนี้ล้วนพึ่งพากำลังช่วงเอวใช้เท้าออกไป ดังนั้นผู้ที่ฝึกเพลงเท้า จะมีกำลังช่วงเอวเป็นพิเศษ ยามนั้นฉีเหวินหลินบิดเอวคราหนึ่ง ร่างท่อนบนก็วกอ้อมไปหลังเสา คล้ายกับงูเหลือมตัวหนึ่งเลื้อยพันอยู่รอบเสา

     พริบตาดุจประกายไฟ หวังเทียนอี้ตัดสินใจเลือกประการหนึ่ง มันไม่รั้งกระบี่กลับ หากแต่มุ่งหน้าต่อไป ใช้ท่าฟาดฟันนี้ถึงขีดสุด

     มันคล้ายมองไม่เห็นเสาไม้ กระบี่ฟันจากด้านขาวของเสา โผล่พ้นออกทางด้านซ้าย ราวกับกำลังหั่นเต้าหู้ก้อนหนึ่ง ฟันเสาไม้หักกลางไป ภายใต้ระดับความเร็วนี้ แม้แต่ฝุ่นละอองบนทางระเบียงชั้นล่างของโรงเตี๊ยมยังไม่ทันร่วงลงมา

     ฉีเหวินหลินเพิ่งอ้อมถึงหลังเสา ปลายกระบี่ท่อนหนึ่งก็โผล่พ้นออกจากเนื้อไม้ กรีดเสื้อผ้ามันขาดเป็นทาง แต่เนื้อไม้จะอย่างไรมิใช่อากาศธาตุ กระบี่ของหวังเทียนอี้จึงชะลอชักช้าลงวูบหนึ่ง ฉีเหวินหลินฉกฉวยเวลาชั่ววูบนี้ กระโดดกลับมายังวงต่อสู้ ปรับเปลี่ยนลมหายใจ แล้วโถมใส่หวังเทียนอี้ ดาบยาวคล้ายแตกระเบิดออก กลับกลายเป็นเงาดาบนับไม่ถ้วน ทะลักหนุนเนื่องใส่หวังเทียนอี้ดุจน้ำป่าไหลหลาก ใช้กระบวนท่าที่โค่นจ้าวเฉียนเจี๋ยพ่ายแพ้ออกอีกครา

     หวังเทียนอี้ก็เป็นเช่นเดียวกับจ้าวเฉียนเจี๋ย ดูไม่ออกว่าเงาดาบใดเป็นดาบจริง แต่หวังเทียนอี้ ไม่แตกตื่นลนลาน ทั้งไม่ขบคิดใคร่ครวญ เป้าหมายของมันคือฉีเหวินหลิน ต่อให้ระหว่างมันกับฉีเหวินหลินจะกั้นด้วยเงาดาบราวกลุ่มหนอกก็ตาม

     หวังเทียนอี้ไม่ได้หลบหลีก กลับยืดอกเข้าหาเงาดาบ มือขวายกชูกระบี่ขึ้นสูง เท้าซ้ายถีบยันใส่พื้น ตลอดทั้งร่างดึงเป็นเส้นตรง คล้ายกับหอกยาวที่พาดเฉียง ฟันกระบี่ใส่เงาดาบดุจประกายสายฟ้าผ่าลงยังเงาดาบสายดาบ จนเงาดาบสลายหายวูบ เพลงดาบหงสาท่านี้กลับถูกทำลายสิ้น

     ฉีเหวินหลินมิอาจไม่ถลันหลบ ถึงแม้มันสามารถทิ่มทะลวงหน้าอกหวังเทียนอี้เป็นรูหลายรู แต่เป็นที่แน่ใจว่าท่ากระบี่ที่น่ากลัวนั้นต้องฟันร่างมันแยกออกเป็นเสี่ยง มันไม่คิดตกตายพร้อมกับหวังเทียนอี้ ดังนั้นได้แต่ถลันหลบ

     มู่ชิวสุ่ยชมดูจนสูดลมหายใจเข้าไปอย่างหนาวเหน็บ นับตั้งแต่เริ่มประลองรอบที่สาม ศิษย์สำนักชิงเฉิงที่หน้าตาธรรมดาผู้นี้ก็สร้างความตื่นตะลึงแก่มัน หากเปลี่ยนเป็นจ้าวเฉียนเจี๋ย หากฟันกระบี่ใส่เพลงดาบหงสาท่านี้ เท่ากับรนหาที่ตาย กระบี่ยังไม่บรรลุถึงศีรษะตัวเองก็หลุดกระเด็นไป แต่กระบี่ของหวังเทียนอี้รวดเร็วยิ่ง รวดเร็วจนฉีเหวินหลิงมิอาจไม่หยดกระบวนท่าดาบเอาไว้

     มู่ชิวสุ่ยดูไม่ออกว่านี่เป็นคนเยี่ยงไร? ฝึกฝีมือจากที่ใด? อาศัยผู้ฝึกสอนที่คร่ำครึงมงายของสำนักชิงเฉิง สามารถคิดค้นเพลงกระบี่ใหม่ที่เสี่ยงชีวิตเช่นนี้หรือ?

     หวังเทียนอี้ในวงต่อสู้ไม่รีรอลังเล เอี้ยวตัวตามฉีเหวินหลินไป เสือกกระบี่แทงตรงเข้าใส่ฉีเหวินหลินใช้ท่วงท่าเซียนเท้าเหล็ก ตลอดทั้งร่างคล้ายหักพับอีกครั้ง ตั้งแต่หัวเข่าลงไปพุ่งเฉียดไปตามพื้นดิน กระบี่ของหวังเทียนอี้จึงแทงใส่อากาศธาตุ แต่ว่าร่างไม่ได้หยุดยั้ง ยังคงพุ่งโถมต่อไปด้วยความเคยชิน กระบี่กับร่างท่อนบนอยู่เหนือร่างของฉีเหวินหลิน ด้วยสายตาของเหวินหลิน เห็นปลายกระบี่ของหวังเทียนอี้อยู่เหนือหน้าท้องของมันพอดี

     ฉีเหวินหลินคำรามก้อง เท้าซ้ายดีดขวับขึ้นมาดุจงูจงอาง จู่โจมถูกข้อมือขวาที่ถือกระบี่ของหวังเทียนอี้ จนกระบี่หลุดจากมือ ขณะที่ร่างของมันยังคงพุ่งเลียดไปตามพื้นดิน

     เห็นข้อมือของคู่ต่อสู้ถูกเตะกระดอนขึ้นสูง ส่วนกระบี่ยังคงรักษาสภาวะเดิมไว้ โดยมุ่งไปข้างหน้า เนื่องเพราะหลุดพ้นจากเงื้อมมือเจ้าของ กระบี่จึงคล้ายแขวนอยู่กลางอากาศ จากนั้นเริ่มตกวูบลงมา

     ฉีเหวินหลินใช้กำลังที่เอวอีกครั้ง ร่างคล้ายงูเหลือมพลิกตัว พลิกจากซ้ายมาทางขวา ทั้งหยิบยืมพลังครั้งนี้ ดาบในมือขวากรีดเป็นเส้นโค้งอย่างสวยงาม มุ่งใส่ชายโครงข้างซ้ายที่เปิดกว้างของหวังเทียนอี้ โดยไม่สนใจสำนักชิงเฉิงอันใดอีก หากแต่ต้องฟันคู่ต่อสู้ผู้นี้ให้ตายคามือ

     พริบตานั้นเวลาคล้ายเปลี่ยนเป็นเชื่องช้าลง ฉีเหวินหลินเห็นชัดตาว่ามือขวาที่กำดาบมั่นของตนเองเคลื่อนเข้าใกล้ชายโครงข้างซ้ายของคู่ต่อสู้ ระยะห่างย่นจากสามนิ้วเป็นสองนิ้ว เป็นหนึ่งนิ้ว

     ทันใดนั้นคล้ายปรากฏประกายสีขาวสายหนึ่งวูบผ่านห้าไป ดาบและมือขวาของตนเองกับอันตรธานหายวับกับตา ส่วนร่างของมันยังคงพลิกตัวต่อไป พลิกจากแหงนหน้าขึ้นฟ้าเป็นคว่ำหน้าลงดิน พลันบังเกิดความเจ็บปวดแล่นปลาบมา ความเจ็บปวดทำให้ร่างของมันสูญเสียการควบคุม ต้องคว่ำหน้าลงกับพื้น

     ฉีเหวินหลินแผดเสียงร้องออกมา เกลือกกลิ้งร่างไปตามพื้นดิน มือซ้ายกุมข้อมือขวาแนบแน่น ที่แท้มือขาวของมันถูกฟันขาดเสมอข้อ ปรากฏโลหิตฉีดพุ่งดุจน้ำพุ

     ภายในโรงเตี๊ยมซื่อไห่นอกจากเสียงแผดร้องของฉีเหวินหลินแล้ว ปราศจากสุ้มเสียงอื่นอีก ทุกผู้คนรวมทั้งมู่ชิวสุ่ยล้วนตะลึงลานกับที่

     เมื่อครู่นี้หวังเทียนอี้ถาโถมเร่งร้อนเกินไปไม่ทันหยุดยั้งร่างไว้ จึงถูกเท้าแส้เหล็กของฉีเหวินหลินเตะกระบี่หลุดจากมือ มู่ชิวสุ่ยต้องลอบทอดถอนใจ ทราบว่าวหวังเทียนอี้ต้องตายแน่แล้วจากนั้นเห็นฉีเหวินหลินพลิกตัวคราหนึ่ง กระบี่ในมือขวาฟันใส่ชายโครงข้างซ้ายของหวังเทียนอี้ แต่หวังเทียนอี้ ไม่ได้ถลันหลบ หากแต่ยื่นมือว้ายออกช้อนรับกระบี่ที่ร่วงลงมาจากกลางอากาศเอาไว้

     มันใช้มือซ้ายรับกระบี่ไว้

     ฟันกระบี่กลับหลังด้วยมือซ้าย

     พลังและความเร็วที่ใช้ หาแตกต่างกับใช้กระบี่ด้วยมือขวาไม่ กลับฟันมือขวาของฉีเหวินหลินขาดเสมอข้อ

     น้าวคันธนูซ้ายขวาž

     มู่ชิวสุ่ยลอบร้องในใจ ควรทราบว่าการฝึกกระบี่เป็นเรื่องยากลำบากอยู่แล้ว น้อยคนที่สามารถใช้กระบี่ทั้งซ้ายขวา ทั้งยังรักษาระดับความรวดเร็วดุดันดุจเดียวกัน

     หวังเทียนอี้กลับเซื่องซึมตะลึงลาน มันใช้กระบี่ด้วยมือซ้าย เนื่องเพราะระหว่างที่ฝึกกระบี่ด้วยตัวเอง จะฝึกปรือทั้งซ้ายขวา เมื่อครู่มันถูกทำรายกระบี่หลุดจากมือขวา ก็ใช้มือวายคว้าจับกระบี่ไว้ จากนั้นสะบัดกระบี่พิชิตชัย

     ความรู้สึกของมันในตอนนี้คล้ายกับขอทานผู้หนึ่งถูกผู้คนชักนำเข้าไปในปราสาทราชวังแห่งหนึ่ง จากนั้นบอกต่อมันว่านี่เป็นบ้านของมัน มันไม่เคยนึกถึงผลแพ้ชนะมาก่อน ยามนี้ถึงกับสมองมึนงง ไม่ทราบว่าตัวเองอยู่แห่งหนใด

     หลังจากนั้นมันค่อยเห็นดาบที่ตกอยู่บนพื้นบนด้ามดาบยังกำไว้ด้วยมือขาดข้างนั้น ทั้งยังได้ยินเสียงร้องร่ำครำครวญของเจ้าของมือขาด หวังเทียนอี้ไม่ทราบว่าตัวเองสมควรปั้นสีหน้าใด ใบหน้าคล้ายหัวร่อคล้ายร้องไห้ก็มิปาน

     มันเห็นบ่าวไพร่ตระกูลฉี และหมอซุนคิดเข้ามาแต่ไม่กล้าเข้ามา มันเหลียวดูฉีเหวินหลินที่นอนเกลือกกลิ้งกับพื้น ผงกศีรษะคราหนึ่ง ทั้งหมดค่อยฮือเข้ามาห้อมล้อมคุณชายพวกมันไว้ ทำการห้ามเลือด พันปากแผล เก็บมือขาดและดาบขึ้น จากนั้นหามขึ้นรถใหญ่ที่จอดอยู่หน้าประตูจากไป รถคันนี้ความจริงบรรทุกเสมียนนั้นมา เสมียนนั้นได้แต่วิ่งกะโผลกกะเผลกตามรถใหญ่ไป

     จางชวนซิ่วค่อยวิ่งจากชั้นบน ยกมือโอบไหล่หวังเทียนอี้ไว้ กล่าวว่า เทียนอี้ ท่านไม่เป็นไรกระมัง? นี่เป็นเรื่องราวใด?Ž

     เมื่อครู่นี้มันวางร่างจ้าวเฉียนเจี๋ยลงบนเตียง จากนั้นปิดประตูลง กุมมือจ้าวเฉียนเจี๋ยไว้ ร้องไห้ราวกับทารกผู้หนึ่ง มันไม่อาจปลุกปลอบความกล้าหาญ ชมดูศิษย์ร่วมสำนักถูกโค่นพ่ายแพ้อีกผู้หนึ่ง

     หลั่งน้ำตาอยู่ครู่หนึ่ง มันเริ่มเป็นห่วงหวังเทียนอี้ขึ้นมา พอถึงตอนท้ายบังเกิดความร้อนรุมสุดทนทาน ได้แต่ร่ำร้องในใจ เทียนอี้ ท่านยอมรับความพ่ายแพ้เถอะž

     อย่างลำบากยากเย็น ผู้คนที่เบื้องนอกส่งเสียงร้องอุทานดังระงม มันอดวิ่งออกไปมิได้ ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือ ฉีเหวินหลินกุมมือขาดข้างหนึ่งเกลือกกลิ้งไปตามพื้นดิน หวังเทียนอี้กลับยืนอยู่กึ่งกลางวงโดยไร้เรื่องราว

     หวังเทียนอี้พอฟัง ได้แต่กล่าวว่า ข้าพเจ้า... ข้าพเจ้า...Ž กล่าวตามความสัตย์ มันเองก็ไม่ทราบกระจ่างชัด เมื่อครู่มันโถมจู่โจมดุจพยัคฆ์คลุ้มคลัง ชัยชนะนี้ก็ได้มาโดยไม่คาดหมาย ย่ามกะทันหันไม่ทราบตอบอย่างไรดี

     ผู้คนที่มุงดูอยู่รอบข้างเห็นจางชวนซิ่ววิงเข้าหาหวังเทียนอี้ ค่อยคล้ายสะท้านตื่นจากความฝัน เข้ามาห้อมล้อมหวังเทียนอี้ไว้ พากันกล่าวว่า

     คุณชายท่านร้ายกาจนักŽ

     ขอถามสำนักชิงเฉิงท่านรับศิษย์เมื่อใด บุตรชายเราอายุสิบสองปี สามารถฝึกฝีมือหรือไม่?Ž

     เมื่อครู่คุณชายใช้เพลงกระบี่อันใด?Ž

     จอมยุทธ์ท่านฝึกฝีมือที่สำนักชิงเฉิงกี่ปี?Ž

หนังสือแนะนำ

Special Deal