บทที่ 3 ยุทธวิธีสู้เสี่ยงชีวิต

ตอนนี้เป็นหลังเที่ยง เลยเวลารับประทานอาหารแล้ว เหลาสุราจึงว่างเปล่าไร้ผู้คน หวังเทียนอี้รีบตัดผ่านเหลาสุรา มาถึงลานตึกของโรงเตี๊ยมซื่อไห่ (สี่ทะเล) แสงอาทิตย์หลังเที่ยงส่องต้องพื้นหินเขียวที่ปูลาดบนพื้นที่ว่าง เป็นสภาพอันเวิ้งว้างว่างเปล่า

     หวังเทียนอี้หวนนึกถึงตนเองหลังจากรับประทานอาหารก็ออกไปซื้อหนังสือ ยังไม่ทราบว่าห้องพักรวมสามคนอยู่ที่ใด จึงฉุดดึงผู้รับใช้ที่ผ่านมาสอบถามดู ค่อยทราบว่าเป็นห้องหมวดเจี๋ย หมายเลขสิบห้าบนชั้นสอง

     หวังเทียนอี้รีบรุดขึ้นชั้นที่สอง ผลักประตูห้องออกโดยแรง จางชวนซิ่วกับจ้าวเฉียนเจี๋ยกำลังนอนกลางวัน ถูกเสียงกระแทกประตูเปิดออกก่อกวนจนลุกขึ้นนั่ง

     หวังเทียนอี้กล่าวว่า พวกเราตอแยความยุ่งยากแล้ว ตระกูลฉีเป็นอันธพาลเมืองลู่อี้ ตัวบัดซบที่พวกเราลงมือสั่งสอนเป็นคนของตระกูลฉีŽ เอ่ยถึงตอนนี้ลำดับความคิดที่สับสนเล็กน้อย ค่อยบอกเล่าเรื่องราวเท่าที่ล่วงรู้ รวมทั้งแนววิชาฝีมือของสองพ่อลูกตระกูลฉีออกไป

     จางชวนซิ่วกับจ้าวเฉียนเจี๋ยหน้าแปรเปลี่ยนจนปั้นยาก ผ่านไปเนิ่นนานจางชวงซิ่วค่อยกล่าวว่า ข้าพเจ้าเห็นว่าพวกเรายังคงรีบไปเถอะ เรื่องส่งเทียบเชิญสำคัญกว่า รอจนกลับมาค่อยจัดการกับอันธพาลครองเมืองผู้นี้Ž

     จ้าวเฉียนเจี๋ยกล่าวว่า ข้าพเจ้าคาดว่าฉีเหวินหลินไม่กล้าทำอย่างไรกับพวกเรา อีกประการ คนในโรงเตี๊ยมทราบแล้วว่าพวกเราเป็นศิษย์สำนักชิงเฉิงหากหลบลี้หนีหน้าจะสร้างเสื่อมเสียหน้าแก่สำนักชิงเฉิง...Ž หยุดเล็กน้อยจึงถามว่า เทียนอี้ ในความเห็นท่านเล่า?Ž

     หวังเทียนอี้กล่าวว่า ข้าพเจ้าเห็นว่ายังคงรอดูต่อไป ต่อให้พวกเราสามารถหลบหนีออกนอกเมือง ยังคงถูกตามทัน ตอนนี้ตรวจสอบอาวุธเที่ยวหนึ่งก่อนเถอะŽ

     ทั้งสามสบตากันวูบ จากนั้นตรวจสอบกระบี่คู่มืออย่างเงียบงัน

     ผ่านไปประมาณธูปไหม้สามดอก ที่เบื้องล่างบังเกิดเสียงอึกทึกวุ่นวาย ฟังจากสุ้มเสียงคล้ายปรากฏผู้คนหลายสิบคนฮือเข้ามา

     ศิษย์สำนักชิงเฉิงทั้งสามใจเขม็งตึงเครียดขึ้น ได้ยินสุ้มเสียงแกร่งกร้าวกังวานเสียงหนึ่งดังว่า ฉีเทียนหลิงแห่งลู่อี้ ขอคารวะสหายสำนักชิงเฉิงทั้งสาม ขอเชิญสหายออกมาสนทนาŽ

     ที่สมควรมาย่อมต้องมา คิดหลบหลีกก็หลบไม่พ้น ศิษย์สำนักชิงเฉิงทั้งสามได้แต่ถืออาวุธ ผลักประตูออกมายังทางระเบียงหน้าห้อง เมื่อมองผ่านราวลูกกรงลง เห็นบนลานตึกยืนไว้ด้วยผู้คนยี่สิบกว่าคน กระจายกำลังเป็นรูปพัด ล้วนสวมเสื้อผ้าเช่นบ่าวไพร ทุกคนพกพาดาบ แต่ไม่ได้ชักออกมา

     ที่กึ่งกลางยืนไว้ด้วยผู้คนสามคน คนทางขวาเป็นคนผอมซูบที่ถูกทุบตีนั้น มันคล้ายปวดก้นอย่างสาหัส ไม่สามารถยืนนาน ได้แต่ทิ้งน้ำหนักตัวมายังเท้าซ้ายกับเท้าขวาสลับกันไป คนซ้ายมือเป็นเถ้าแก่โรงเตี๊ยม กำลังน้อมเอวกล่าวกับคนที่กึ่งกลาง คนผู้นั้นก็มองขึ้นมายังชั้นสอง สายตาของทั้งสี่พอประสานสบกัน คนที่ชั้นบนทั้งสามล้วนสยิวกายอย่างหนาวเหน็บ

     ทั้งสามเดินลงบันได หยุดยืนในระยะห่างจากฉีเหวินหลินประมาณสิบก้าว ดังนั้นสามารถเห็นรอยย่นบนใบหน้าฉีเหวินหลินอย่างชัดเจน คนผู้นี้รูปร่างสันทัด ดูไปผ่ายผอมอยู่บ้าง สวมชุดนักบู๊แพรไหมสีคราม ใบหน้าขาวซีดยาวดุจม้า ดูไปจัดว่าหล่อเหลา แต่แววตาดุร้ายจนน่ากลัว เม้มปากสนิท มือซ้ายตกห้อยลง มือขวาเสียดสีกับดาบที่หว่างเอว ร่างที่หยุดยืนกับที่แผ่ซ่านกลิ่นอายชั่วร้ายออกมา

     ยามนั้นโรงเตี๊ยมซื่อไห่เดือดพล่านขึ้นมา แขกเหรื่อพากันออกจากห้อง ยืนดูบนทางระเบียง แม้แต่ชาวบ้านก็ฮือเข้าเหลาสุรา ตามหน้าต่างของเหลาสุราเต็มไปด้วยผู้คนสลอนตา

     หวังเทียนอี้และพวกทั้งสามคล้ายตัวแสดงที่ถูกผลักขึ้นเวที บังเกิดความรู้สึกที่อับจนปัญญา จากนั้นหวังเทียนอี้พบเห็นชายหนุ่มรูปงามมู่ชิวสุ่ยยืนอยู่ข้างราวลูกกรงหน้าห้องพักชั้นหนึ่ง ชมดูเหตุการณ์อย่างยิ้มแย้ม ที่ข้างกายมีผู้ติดตามสองคนคอยกันมิให้ผู้คนเฉียดกรายเข้าใกล้

     ที่เหนือความคาดหมายผู้คนคือ ฉีเหวินหลินกล่าวด้วยมารยาทอันดีว่า ฉีเหวินหลิงไม่ทราบว่ามือดีสำนักชิงเฉิงมาถึงเมืองลู่อี้ จึงไม่ได้ต้อนรับขับสู้ ต้องขออภัยอย่างสูง ยังไม่ได้เรียนถามนามสูงส่งของท่านทั้งสามŽ

     หวังเทียนอี้และพวกทั้งสามมือไม้ปั่นป่วนอยู่บ้าง กล่าวตะกุกตะกักบอกชื่อแซ่ออกไป

     ฉีเหวินหลินกล่าวสืบต่อ เราให้การยกย่องสำนักชิงเฉิงตลอดมา วันนี้อาเราล่วงเกินจอมยุทธ์สำนักชิงเฉิง เป็นเพราะเกิดการเข้าใจผิดกัน ท่านอา ท่านเมื่อล่วงเกินยอดยุทธ์บู๊ลิ้ม ก็โขกศีรษะขอขมาต่อน้องจ้าวเฉียนเจี๋ยเถอะŽ

     จ้าวเฉียนเจี๋ยรีบโบกมือห้ามปรามไว้ กล่าวว่า ไม่ต้องแล้ว เพียงเป็นการเข้าใจผิดเท่านั้นŽ

     ฉีเหวินหลินยิ้มพลางกล่าวว่า อย่างนั้นข้าพเจ้าขอขอบคุณพี่จ้าวแทนท่านอาแล้ว สำนักชิงเฉิงมีเกียรติภูมิเลื่องแผ่นดิน คนของสำนักชิงเฉิงล้วนกอปรด้วยจิตปณิธานผู้กล้าŽ พลางขานชื่อยอดฝีมือสำนักชิงเฉิงมากหลาย รวมทั้งหยางเยี่ยไห่ ถึงกับยกยอคนของสำนักชิงเฉิงจนแทบลอยขึ้นฟ้าไป

     เมื่อเอ่ยถึงสำนักอาจารย์ จ้าวเฉียนเจี๋ยได้แต่กล่าวถ่อมตนว่า นั่นเป็นชาวยุทธจักรชมเชยเกินไปŽ

     ฉีเหวินหลินกล่าวว่า พี่จ้าวหมายความว่าข้าพเจ้าให้การยกย่องสำนักชิงเฉิงโดยที่ปากไม่ตรงกับใจหรือไร?Ž

     จ้าวเฉียนเจี๋ยรีบกล่าวว่า

     หามิได้ ข้าพเจ้าไม่ได้หมายความเช่นนั้นŽ

     ฉีเหวินหลินกล่าวว่า อย่างนั้นมีเรื่องหนึ่งคิดขอให้จอมยุทธ์ชิงเฉิงผดุงความยุติธรรมสักคราŽ พลางปรายตาบอกใบ้แวบหนึ่ง เถ้าแก่โรงเตี๊ยมรีบกวักมือเรียกหาผู้คนออกมาสองคน คนหนึ่งเป็นผู้รับใช้ที่ถูกทำร้ายบาดเจ็บนั้น อีกคนหนึ่งเป็นชายชราที่ไม่เคยพบหน้ามาก่อน

     ฉีเหวินหลินกล่าวว่า ท่านนี้เป็นหมอที่มีชื่อที่สุดของเมืองลู่อี้ เรียกว่าซนไป่ซัน ...หมอซุน เด็กผู้นี้รับบาดเจ็บเช่นนี้ ต้องใช้เงินรักษาเท่าใด?Ž พลางชี้มือไปยังผู้รับใช้นั้น ผู้รับใช้นั้นถูกทำร้ายที่หน้าผาก เป็นรอยบาดแผลเท่านิ้วหัวแม่มือรอยหนึ่ง

     หมอซุนตอบว่า หลังจากล้างปากแผล พอกทายาพันผ้าพันแผล ทุกสิบวันเปลี่ยนยาหนึ่งครั้ง ประมาณสามครั้งจะทุเลาหายดีŽ

     ใช่ทิ้งรอยแผลเป็นไว้หรือไม่?Ž

     เราใช้ตัวยาที่ตกทอดมาแต่บรรพบุรุษ โอยแผลเป็นนี้เล็กจนแม้แต่ภรรยามันยังดูไม่ออกŽ

     ฉีเหวินหลินค่อยกล่าวถาม จ้าวเฉียนเจี๋ยว่า จอมยุทธ์จ้าว ท่านอาเราพลั้งมือทำร้ายเด็กผู้นี้จนหน้าผากแตก ท่านเห็นว่าข้าพเจ้าสมควรชดใช้มันอย่างไร?

     จ้าวเฉียนเจี๋ยดูออกว่าไม่ถูกต้อง ยามกะทันหันกลับนึกหาคำพูดไม่ได้ หวังเทียนอี้จึงตอบแทนว่า คุณชายฉี ท่านสมควรจ่ายค่ารักษาแทนมันŽ

     ฉีเหวินหลินกล่าวว่า มิเพียงจ่ายค่ารักษา ยังต้องชดใช้ค่าเสียหายที่ต้องหยุดพักงานให้กับเถ้าแก่โรงเตี๊ยมซื่อไห่ จอมยุทธ์จ้าวเห็นว่าใช่หรือไม่?Ž

     จ้าวเฉียนเจี๋ยได้แต่บอกว่าใช่ ฉีเหวินหลินหันไปสอบถามค่ารักษากับค่าเสียหายจากหมอซุนกับเถ้าแก่โรงเตี๊ยม หมอซุนกับเถ้าโรงเตี๊ยมพากันกล่าวว่า

     ค่ารักษายี่สิบตำลึงŽ

     ค่าแรงงานมันเดือนละสิบตำลึงŽ

     ฉีเหวินหลินกล่าวว่า ค่ารักษายี่สิบตำลึง ยังมีค่าเสียหายจากการที่มันต้องพักงานหนึ่งเดือนสิบตำลึง บวกกับค่าแรงงานของผู้รับใช้นี้อีกสิบตำลึง รวมเป็นสี่สิบตำลึง พวกเรา นำเงินมาร้อยตำลึงให้เถ้าแก่โรงเตี๊ยมสี่สิบตำลึง ที่เหลือมอบให้กับผู้รับใช้นี้Ž พลางโบกมือวูบ ปรากฏบ่าวไพร่คนหนึ่งประคองห่อเงินมามอบต่อเถ้าแก่โรงเตี๊ยมกับผู้รับใช้

     ฉีเหวินหลินค่อยถามว่า จอมยุทธ์ชิงเฉิงพวกท่านเห็นว่าข้าพเจ้ากระทำถูกต้องหรือไม่? แขกเหรื่อในที่นี้ขอให้เป็นสักขีพยานสักคราŽ

     แขกที่เข้าพักโรงเตี๊ยมบนทางระเบียงพากันร้องว่า

     ถูกต้องŽ

     คุณชายฉีกระทำถูกต้องŽ

     ศิษย์สำนักชิงเฉิงทั้งสามดูออกว่าไม่ถูกต้อง แต่ยามฉุกละหุกไม่ทราบว่าที่ใดไม่ถูกต้อง ได้แต่ยอมรับคำว่าฉีเหวินหลิงกระทำถูกต้อง

     ฉีเหวินหลิงจึงวกเข้าสู่หัวข้อสำคัญว่า ท่านอาเราไม่มีฝีมือติดตัว จอมยุทธ์จ้าวกลับทุบตีอาเรา ไยมิใช่ฝืนคุณธรรมบู๊ลิ้ม?Ž

     หวังเทียนอี้กล่าวว่า มันคิดรับประทานเปล่าทำร้ายผู้รับใช้โดยไร้เหตุผลŽ

     ฉีเหวินหลินกล่าวว่า แต่เมื่อครู่จอมยุทธ์จ้าวมิใช่ยกโทษให้กับอาเรา ยังบอกให้เราชดใช้เงินแก่ทางโรงเตี๊ยมและผู้รับใช้หรอกหรือ? ใช่แล้ว ท่านอาเรายังทำให้เสื้อผ้าพวกท่านเปรอะเปื้อน เพียงแต่พวกท่านที่เป็นจอมยุทธ์ชิงเฉิงคงไม่ทุบตีคนเพราะเสื้อผ้าตัวหนึ่งกระมั่ง?Ž ปากแม้กล่าวเช่นนั้น ยังสั่งให้บ่าวไพร่หอบชุดนักบู๊มาสามชุด

     หวังเทียนอี้และพวกทั้งสามได้แต่กล่าวว่า มิต้องแล้ว นี่เป็นเรื่องเล็กน้อย พวกเราไม่ได้จดจำใส่ใจŽ

     ฉีเหวินหลินยังบอกให้อาของมันถอดเสื้อผ้าออก คนผู้นี้หมกมุ่นกับสุรานารีจนร่างกลวงว่างเปล่า เผยเห็นกระดูกซี่โครงอย่างชัดเจน บนหลังปรากฏรอยฟกช้ำดำเขียว ที่แก้มก้นบวมแดง ประทับด้วยรอยเท้ารอยหนึ่ง

     ฉีเหวินหลินแค่นหัวร่อกล่าวว่า เมื่อเป็นเช่นนี้พวกเราสะสางบัญชีระหว่างท่านอาเรากับจอมยุทธ์ชิงเฉิงเถอะŽ

     จางชวนซิ่วถามว่า ไม่ทราบว่าคุณชายฉ๊เตรียมคิดบัญชีอย่างไร?Ž

     ฉีเหวินหลินไม่ตอบคำในบัดดล หันไปถามหมอซุนว่า หมอซุน ท่านเห็นว่าอาการบาดเจ็บของท่านอาต้องใช้เวลารักษานานเท่าใด?Ž

     หมอซุนเดินตรวจอาการของเสมียนตระกูลฉีที่หนาวสั่นกลางลมหนาวเที่ยวหนึ่ง จึงกล่าว ฉีเซียนเซิง (ท่านผู้แซ่ฉี) กระดูกมือขวาหัก รอยฟกช้ำที่กลางหลังดูไปเป็นบาดแผลภายนอก แต่ไม่ทราบรับบอบช้ำภายในหรือไม่ ต้องติดตามดูอาการของฉีเซียนเซิง ดูว่าปัสสาวะเป็นเลือดหรือไม่?Ž

     หากเพียงรับบาดเจ็บภายนอกเป็นอย่างไร?Ž

     อย่างนั้นก็จ่ายยาเฝ้าดูแล ภายในสามเดือนจะทุเลาหายดีŽ

     ไม่ทราบค่ารักษาเท่าใด?Ž

     ประมาณห้าร้อยตำลึงŽ

     หากว่ารับบอบช้ำภายในจะเป็นไร?Ž

     อย่างนั้นก็ยุ่งยากมากแล้ว เกรงว่าต้องพักรักษาตัวหนึ่งถึงสองปี เพื่อรักษาอวัยวะภายใน ต้องใช้ตัวยาล้ำค่าประเภทดีหมี คาดว่าใช้เงินกว่าหนึ่งพันตำลึง ทั้งไม่รับรองว่าจะหายขาดŽ

     ฉีเหวินหลินกล่าวว่า ท่านอาเราเป็นเสาหลักตระกูลเรา ท่านพ่ออายุมากแล้ว สุขภาพไม่สู้ดีจึงมอบหมายให้ท่านอาดูแลบัญชี ทั้งออกไปเก็บค่าเช่าที่นา เก็บค่าคุ้มครองร้านค้าในเมืองลู่อีข้าพเจ้าเป็นคนหยาบ ไม่มีความรู้ทางด้านนี้ หากท่านอาทำงานไม่ได้ ทรัพย์สินของตระกูลเราจะให้ผู้ใดดูแล?Ž กล่าวถึงตอนท้ายแทบหลั่งน้ำตาออกมา

     จ้าวเฉียนเจี๋ยมิอาจไม่แก้ต่างว่า ข้าพเจ้า ตอนลงมือออกมรั้งยังมือไว้ รับรองว่าไม่ทำร้ายอวัยวะภายในของมันŽ

     ฉีเหวินหลินกล่าวว่า เช่นนี้เถอะ พวกท่านอยู่ที่นี้เป็นเพื่อนท่านอาเราสามเดือน รอจนพิสูจน์ว่าท่านอาเราไม่ได้รับบอบช้ำภายใน หลังจากที่ทุเลาหายดี พวกท่านค่อยออกจากเมืองลู่อี้ ส่วนค่าอาหารที่พักตลอดจนค่ารักษา ให้พวกท่านรับผิดชอบสำหรับค่าเสียหายที่ขาดคนดูแลบัญชีของตระกูลเรา ข้าพเจ้าค่อยสะสางกับพวกท่านŽ

     จ้าวเฉียนเจี๋ยและพวกทั้งสามพากันร้องว่า นี่จะได้อย่างไร?Ž

     เสมียนตระกูลฉีนั้นพลันโถมเข้ามา ร้องว่า พวกเจ้าพานฆ่าเราเถอะ เราไม่คิดมีชีวิตสืบไปแล้วŽ

     มันคิดกอดขาของจางชวนซิ่ว จางชวนซิ่วชิงถลันหลบ เสมียนนั้นพานเกลือกกลิ้งไปตามพื้นร่ำไห้รำพันว่า นี่คือสำนักชิงเฉิงหรือ?Ž

     หวังเทียนอี้หน้าแดงฉานสดใส กล่าวว่า คุณชายฉี ท่านที่แท้คิดทำอย่างไร?Ž

     ฉีเหวินหลินยิ้มพลางกล่าวว่า เช่นนี้เถอะ พวกท่านจ่ายค่าเสียหายมาห้าพันตำลึงแล้วจากไป

     จ้าวเฉียนเจี๋ยบังเกิดโทสะพลุ่งขึ้น กล่าวว่า พวกเราทั้งสามรวมกันมีเพียงสามร้อยตำลึง

     ฉีเหวินหลินยกมือกอดอกกล่าวว่า ระหว่างสามร้อยตำลึงกับห้าร้อยตำลึงต่างกันเกินไปแล้ว แต่ว่าในตัวพวกท่านกลับมีราคาค่างวดห้าพันตำลึงŽ

     จ้าวเฉียนเจี๋ยและพวกทั้งสามร้องออกมาว่า ว่ากระไร หรือว่าท่านต้องการชีวิตพวกเรา?Ž

     ฉีเหวินหลินกล่าวว่า พวกท่านเป็นวีรชนสำนักชิงเฉิง ต่อให้เรามีขวัญกล้าอีกร้อยดวงก็ไม่กล้าฆ่าพวกเราŽ เอ่ยถึงตอนนี้ ส่งเสียงดังกว่าเดิมว่า เรานับถือเลื่อมใสวิชาฝีมือสำนักชิงเฉิงมีค่าเกินกว่าหมื่นตำลึงทอง หากพวกท่านยอมชี้แนะข้าพเจ้าสักหลายท่า ไยมิใช่เท่ากับมอบเงินแก่เราห้าพันตำลึง?Ž

     จ้าวเฉียนเจี๋ยเห็นว่า ตนเองเป็นคนก่อเรื่องขึ้น จึงคิดรับผิดชอบแต่ผู้เดียว จึงกล่าว ไม่ทราบท่านคิดประลองฝีมืออย่างไร?Ž

     ฉีเหวินหลินชูนิ้วหัวแม่มือ ชมเชยว่า สมกับเป็นวีรชนสำนักชิงเฉิง ช่างรวบรัดหมดจดนักŽ พลางโบกมือซ้าย ปรากฏบ่าวไพร่หลายคนเข้ามาประคองเสมียนนั้นขึ้น ใช้ผ้าห่มห่อหุ้มร่างเอาไว้ หอบหิ้วจากไป

     .......................

     เมื่อเที่ยงวันนี้ เสมียนตระกูลฉีรุดมาร่ำไห้รำพันว่าถูกข่ม ทุบตี ฉีจวินจื้อถึงกับบันดาลโทสะมันถือเป็นงูเจ้าถิ่น คนสนิทของตัวเองกลับถูกทุบตีในท้องที่ของตัวเอง หากไม่กู้หน้ากลับคืน ภายหน้าจะคลุกคลี่ต่อไปได้อย่างไร?

     แต่ว่าฉีจวินจื้อเป็นเฒ่าเจ้าเล่ห์ จึงส่งคนไปสืบข่าวที่โรงเตี๊ยมซื่อไห่ จากข้อมูลที่ได้รับ ลงความเห็นว่านี่เป็นศิษย์ชั้นปลายแถวสำนักชิงเฉิง ผู้รับใช้คนหนึ่งคล้ายได้ยินพวกมันบอกว่าเป็นศิษย์กลุ่มอู รับหน้าที่ส่งเทียบเชิญถึงชาวยุทธจักรที่มีชื่อเสียง

     เพียงแต่มันยังไม่กล้าตอแยสำนักชิงเฉิง จึงวางแผนจะจับแต่แสร้งปล่อย หาทางบีบบังคับให้ศิษย์สำนักชิงเฉิงทั้งสามชดใช้เงินในจำนวนที่ไม่มีปัญญาชดใช้ จากนั้นกระโดดลงมายังหลุมพรางประลองฝีมือ มันล่วงรู้ระดับฝีมือของฉีเหวินหลินผู้เป็นบุตรชายเป็นอย่างดี อย่าว่าแต่สู้กันตัวต่อตัว ต่อให้เป็นหนึ่งต่อสามยังไม่เป็นรอง มันกำชับฉีเหวินหลินอย่าได้ทำร้ายผู้คนถึงแก่ชีวิต แต่ให้หักแขนหักขาศิษย์สำนักชิงเฉิ่งที่ก่อเรื่อง และทุบตีศิษย์อีกสองคนจนปางตาย เป็นการให้บทเรียนแก่พวกมัน

     หลังจากทุบตี ฉีเหวินหลินค่อยสั่งให้พันพยาบาลทั้งสาม ต่อจากนั้นฉีจวินจื้อค่อยปรากฏตัวขึ้น ด่าทอบุตรชายก่อเรื่องวิวาท จัดโต๊ะเลี้ยงดูวีรชนที่แขนหักขาหักทั้งสามเป็นการของขมา มอบเงินให้คนละยี่สิบตำลึง วันหน้าต่อให้พวกมันกลับถึงสำนักชิงเฉิง ก็นึกละอายไม่กล้าเอ่ยปากบอกออกมา

     ยังมี ต่อให้ผู้นำระดับสูงของสำนักชิงเฉิงมาหาตนเอง ตนเองก็บอกว่าไม่ทราบเรื่อง จากนั้นเรียกตัวฉีเหวินหลินมา ให้บุตรชายบอกเล่าว่าศิษย์สำนักชิงเฉิงทุบตีคนไม่รู้จักวิชาฝีมืออย่างไร จากนั้นให้ฉีเหวินหลินบอกว่าตนเองชื่นชมวิชาฝีมือสำนักชิงเฉิง คิดซ้อมมือสักครา สำนักชิงเฉิงเฉกเช่นคนใบ้อมบรเพ็ด ต้องไม่กล้าอาละวาดออกมาเด็ดขาด

     ........................

     หวังเทียนอี้พลันเดินออกไป ยืนเคียงคู่กับจ้าวเฉียนเจี๋ย กล่าวว่า ตกลง พวกเราประลองฝีมือกับคุณชายฉีทีละคนŽ

     ฉีเหวินหลินกลับกล่าวว่า ท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้าฝีมือต่ำต้อย กลัวว่าประลองพ่ายแพ้ เสื่อมเสียหน้าท่านอาจารย์ ดังนั้นพวกเราทำสัญญากันว่า การประลองฝีมือนี้เป็นเรื่องส่วนบุคคล ไม่ว่าแพ้หรือชนะ หามีส่วนเกี่ยวข้องกับสำนักอาจารย์ของทั้งสองฝ่ายไม่Ž

     ซึ่งความจริงบู๊ลิ้มที่ปรากฏค่ายสำนัก ทั้งปรากฏตระกูลใหญ่ขึ้น เพื่อกางปีกปกป้องฝ่ายตนต่อให้เป็นคนเลี้ยงม้าก่อเรื่องขึ้น ท่านทุบตีมันมันจะกลับไปรายงานว่าท่านทุบตีคนเลี้ยงม้าของค่ายใดสำนักไหน แต่หวังเทียนอี้และพวกทั้งสามหาทราบไม่ เพียงทราบว่าตัวเองก่อเรื่องขึ้น กลัวสร้างความเสื่อมเสียแก่สำนักตนเอง ดังนั้นกระโดดลงในหลุมพราง ล้วนตกปากรับคำ

     ที่ปรึกษาที่ฉีเหวินหลินนำมาด้วยก็นำคำร้องที่เขียนแล้วเสร็จ ยื่นส่งให้ศิษย์สำนักชิงเฉิงทั้งสามอ่านดูเที่ยวหนึ่ง สุดท้ายยื่นส่งต่อฉีเหวินหลิน เหวินหลินอ่านดูแวบหนึ่ง ต้องขมวดคิ้วกล่าวว่า ให้เพิ่มเติมอีกสองข้อว่า การประลองฝีมือครั้งนี้เพียงเพื่อซ้อมมือ พอจี้ถึงก็หยุดยั้งอย่าได้ทำร้ายถึงแก่ชีวิตž ยังมี ผู้ประลองจ้าวเฉียนเจี๋ย หวังเทียนอี้ จางชวนซิ่วจะจับฉลากเรียงลำดับเข้าประลองฝีมือž ไม่ทราบจอมยุทธ์สำนักชิงเฉิงทั้งสามเห็นด้วยหรือไม่?Ž

     จ้าวเฉียนเจี๋ยและพวกทั้งสามเห็นพ้องด้วยดังนั้นทั้งทั้งสี่ลงชื่อในค้ำองประลองฝีมือ ทั้งประทับลายมือเป็นหลักฐาน

     ผลการจับฉลากปรากฏว่าจางชวนซิ่วเข้าประลองคนแรก จ้าวเฉียนเจี๋ยคันที่สอง หวังเทียนอี้ประลองคนสุดท้าย

     ฉีเหวินหลินเดินถึงกลางลานตึก โบกมือคราหนึ่ง ทั้งหมดก็ถอยห่างออกไป เว้นเป็นพื้นที่ว่างแถบหนึ่ง จางชวนซิ่วพลันชักกระบี่เดินออกไป

     ฉีเหวินหลินดึงดาบออกมา หัวร่อดังกังวาน กล่าวว่า น้องแซ่จางโปรดสอนสั่งŽ

     

     ผู้ควบคุมการประลองร้องขานว่า เริ่มประลองฝีมือŽ

     จางชวนซิ่ววาดท่วงท่าตั้งรับ ฉีเหวินหลินเห็นเช่นนั้น จึงกล่าว ขอล่วงเกินŽ พลางร่ารำดาบจู่โจม จางชวนซิ่วเห็นฝ่ายตรงข้ามมีฝีมือสูงล้ำกว่าตนเอง พานตั้งรับโดยไม่ตอบโต้

     ผ่านไปสิบกระบวนท่า จางชวนซิ่วตกอยู่ในสภาพร่อแร่คับขัน ฉีเหวินหลินกำชัยเป็นมั่นเหมาะ ทั้งมีเจตนาอวดโอ่ ดังนั้นร่ายรำดาบราวปรอทไหลเทไปตามพื้นดิน แต่หาบีบคั้นเกินไปไม่

     ผู้คนที่ชมดูอยู่รอบข้างเห็นทั้งสองใช้เพลงกระบี่ชิงเฉิงกับเพลงดาบหงสาออกมา พากันโห่ร้องชมเชยว่า

     เพลงกระบี่ชิงเฉิงงามสง่านักŽ

     เพลงดาบคุณชายฉีก็ร้ายกาจนักŽ

     เพียงชั่วขณะ ทั้งสองต่อสู้กันสี่สิบกระบวนท่า ฉีเหวินหลินคล้ายเหยี่ยวครามตัวหนึ่งโฉบซ้ายเฉี่ยวขวา จางชวนซิ่วกลับคล้ายผีเสื้อตัวหนึ่ง โอนเอนอยู่ท่ามกลางกระแสลมจู่โจมของเหยี่ยวร้าย สะกดจนผู้คนที่ชมดูลืมส่งเสียงร้องออกมา ทั่วทั้งลานตึกมีแต่เสียงตวาดว่าของทั้งสอง และเสียงดาบกระบี่กระทบกัน

     จางชวนซิ่วหลั่งเหงื่อโซมหน้า เนื่องเพราะดาบกระบี่กระทบกันไม่หยุดยั้ง อาการปวดเมื่อยแล่นปลาบจากปลายนิ้วขึ้นมาถึงหัวไหล่ ดีที่ฉีเหวินหลินออมกำลังไว้ ไม่เช่นนั้นคงกระแทกกระบี่ของมันหลุดจากมือไปตั้งแต่แรก ห้วงสมองของจางขวนซิ่วปรากฎคำ ตายž ผุดขึ้นตลอดเวลา

     หวังเทียนอี้ก็ทุ่มเทสมาธิจิตใจไปในการประลองครั้งนี้ ยึดถือจางชวนซิ่วเป็นตนเอง เห็นรัศมีการป้องกันตัวของจางชวนซิ่วยิ่งมายิ่งหดเล็กลง ต้องร่ำร้องในใจ รีบแทงž รีบฟันž จิตนาการว่าภายใต้ท่าจู่โจมของฉีเหวินหลิน ตนเองจะโถมแทงอย่างไร พอนึกจินตนาการคราหนึ่ง มือขวาที่กำด้ามกระบี่ไว้จะกำกระชับมั่นคราหนึ่ง

     ยามนี้ฉีเหวินหลินกลับกริ่งเกรงพลั้งมือฟาดฟันเศษสวะสำนักชิงเฉิงผู้นี้จนตาย ในใจนึกใคร่ครวญว่าจะเผด็จศึกอย่างไร

     วิธีที่ดีที่สุดคือใช้เพลงเท้าแส้เหล็กที่ฝึกปรือมาตั้งแต่เล็ก

     ดังนั้นฉีเหวินหลินใช้ดาบฟันขวาง คุกคามจางชวนซิ่วล่าถอย ฉีเหวินหลินคล้ายรั้งดาบกลับมาเชื่องช้าง เผยช่องโหว่ที่ชายโครงด้านขวาต่อจางชวนซิ่ว

     ในความคาดคิดของฉีเหวินหลิน จางชวนซิ่วคงต้องสะอึกเข้ามาแทงกระบี่ใส่ อย่างนั้นมันจะยึดเท้าขวาเป็นแกนกลาง เอี้ยวตัวตวัดเท้าซ้ายเตะออก อาศัยการเหรตัวหลบหลีกจากท่ากระบี่ของจางชวนซิ่ว ขณะเดียวกันเพลงเท้าแส้เหล็กของมันจะเตะแขนขวาของจางชวนซิ่วหักไป

     แต่การณ์กลับเหนือความคาดหมาย จางชวนซิ่วกลับหยุดความเคลื่อนไหวเอาไว้ โยนกระบี่ในมือทิ้ง กล่าวว่า ข้าพเจ้ายอมรับความพ่ายแพ้Ž

     พริบตานั้นภายในโรงเตี๊ยมเงียบสงบจนเข็มตกสักเล่มยังได้ยิน ต่อจากนั้นบังเกิดเสียงร่ำร้องด่าทอออกมาว่า

     เพ้ย นี่เป็นการละเล่นอันใด?Ž

     เจ้าผู้นี้เป็นศิษย์สำนักชิงเฉิงหรือ?Ž

     จางชวนซิ่วหาทราบไม่ว่าความขลาดเขลาของตนเองกลับช่วยชีวิตมันคราหนึ่ง ก็มันเก็บกระบี่ขึ้น เดินถึงเบื้องหน้าหวังเทียนอี้กับจ้าวเฉียนเจี๋ยราวศพเดินได้ เพิ่งกล่าวคำว่า ข้าพเจ้า...Ž น้ำตาก็ไหลหลั่งออกมา

     หวังเทียนอี้กับจ้าวเฉียนเจี๋ยก็สมองขาวว่างเปล่า ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่ทราบว่าสมควรกล่าววาจาใด ได้แต่ยกมือตบไหล่จางชวนซิ่วเป็นเชิงปลอบใจ

     ฉีเหวินหลินพลันกล่าวคำ ท่านทั้งหลายฟังข้าพเจ้าสักคำŽ หลังจากกลบสรรพเสียงรอบข้างลง ค่อยกล่าวว่า จอมยุทธ์จางสำนักชิงเฉิงท่านนี้คงรอนแรมเดินทางมาถึงเมืองลู่อี้ไม่ได้นอนหลับพักผ่อนเต็มที่ ดังนั้นใช้วิชาฝีมือเพียงแปด... เพียงหนึ่งส่วน แต่ว่าใต้ชื่อเสียงเรียงนาม ปราศจากไพร่พลต่ำทราม อย่าลืมว่ายังมีจอมยุทธ์สำนักชิงเฉิงอีกสองท่านอยู่ที่นี้ พวกมันต้องไม่สร้างความผิดหวังแก่พวกท่านอย่างแน่นอนŽ คำพูดเหล่านี้เท่ากับบีบคั้นให้จ้าวเฉียนเจี๋ยกับหวังเทียนอี้สู้ตายสถานเดียว

     จ้าวเฉียนเจี๋ยตาแดงฉาน ด้วยสายเลือด ขบกรามชักกระบี่ออกมา หวังเทียนอี้รีบฉุดดึงมันไว้ กล่าวว่า เฉียนเจี๋ย มันจงใจกระตุ้นพวกเรา อย่าได้พลุ่งพล่านใจไป หากสู้ไม่ได้ก็ล่าถอยกลับมาŽ

     จ้าวเฉียนเจี๋ยคล้ายไม่ได้ยิน ขู่คำรามว่า ข้าพเจ้าก่อเรื่องขึ้น ข้าพเจ้าจะไม่ยอมให้พวกเราต้องเสื่อมเสียนห้าŽ พลางสะบัดหลุดจากการยึดกุม ถือกระบี่เดินออกไป

     ฉีเหวินหลินกลับกระหยิ่มยิ้มย่อง มันค่อยได้คิดว่าการบีบบังคับให้จางชวนซิวยอมรับความพ่ายแพ้ นับเป็นหมากอันแยบคาย ภายหน้าหากแพร่กระจายเข้าสู่ยุทธจักร จะเสริมสร้างชื่อเสียงแก่มันกว่าเดิม

     ฉีเหวินหลินครุ่นคิดในใจ ท่านพ่อวางหมากแยบคาย แต่คนคำนวณมิสู้ฟ้าลิขิต คราครั้งนี้สามารถฉวยโอกาสล้างแค้นให้กับท่านอาž พลางจับจ้องมองดูจ้าวเฉียนเจี๋ย ลอบตกลงใจเป็นมั่นเหมาะ คราครั้งนี้จะไม่ปล่อยให้เจ้าหนีรอดได้ เมื่อกล้าแตะต้องตระกูลฉีเรา เราจะให้เจ้าจดจำไปชั่วชีวิตž

     จ้าวเฉียนเจี๋ยบังเกิดความรู้สึกคล้ายวานรถูกผู้คนหัวร่อเยาะ ทุกประการสืบเนื่องจากตนเองทุบตีคน พวกมันความจริงสมควรพักผ่อนอยู่ที่นี้หนึ่งวัน จากนั้นออกเดินทางต่อ แต่เพราตนเอง ทำให้มิอาจาไม่เผชิญหน้ากับอันธพาลร้ายผู้นี้ ปัญหาอยู่ที่อันธพาลร้ายผู้นี้มีฝีมือสูงเยี่ยมยิ่ง

     ห้วงสมองของมันในตอนนี้มีแต่ความคิดไถ่โทษ โทษฐานที่ตนเองสร้างความลำบากให้กับทั้งหมด

     ผู้ควบคุมการประลองเพิ่งร้องขานว่า เริ่มประลอง...Ž จ้าวเฉียนเจี๋ยก็โถมออกไป การต่อสู้เปิดฉากขึ้นอีกครา

     จ้าวเฉียนเจี๋ยรุกอย่างโอ่อ่าผ่าเผย หาได้เก็บกดเช่นจางชวนซิ่วไม่ ฉีเหวินหลินก็คิดทดสอบฝีมือของจ้าวเฉียนเจี๋ย ดังนั้นรับมากกว่ารุก คนคล้ายมัจฉาแหวกว่ายอยู่ท่ามกลางคลื่นกระบี่ แม้ตั้งรับแต่หาเพลี่ยงพล้ำไม่

     หวังเทียนอี้ตื่นเต้นตึงเครียดขึ้นมา รอบต่อไปถึงตาตนเองแล้ว ดังนั้นใจกลางฝ่ามือขวาปรากฏหยาดเหงื่อไหลซึม ต้องเช็ดมือกับเสื้อผ้า แต่ว่ายิ่งเช็ดหยาดเหงื่อยิ่งมาก

     ยามนั้นการต่อสู้พลันเปลี่ยนพลิก ฉีเทียนหลินเปิดฉากตอบโต้ ทุกดาบที่ฟาดฟันออกปรากฏเป็นเงาดาบมากมายเหลือคณา คล้ายส่วนหางของหงสา ห่อหุ้มร่างจ้าวเฉียนเจี๋ยเอาไว้

     จ้าวเฉียนเจี๋ยไม่ทราบว่าเงาดาบใดจึงเป็นดาบจริง รีบรั้งกระบี่กลับมา แต่ยังชักช้าก้าวหนึ่ง เงาดาบอันเจิดจ้าสายหนึ่งแหวกฝ่าอากาศมา คล้ายหงสาในกองเพลิงโผล่หัวออกมา จู่โจมใส่ข้อแขนขวาของมันดุจสายฟ้า

     จ้าวเฉียนเจี๋ยอับจนปัญญา ได้แต่คลายมือละทิ้งกระบี่ หดข้อแขนกลับ ถอยปราดไปด้านหลังร้องคำ ข้าพเจ้า...Ž

     มันพอสูญเสียกระบี่ ขณะจะยอมรับความพ่ายแพ้ ฉีเหวินหลิงชิงขู่คำรามว่า ขอรับทราบเพลงฝ่ามือŽ

     ฉีเหวินหลินคิดอ่านเป็นมั่นเหมาะ ไหนเลยปล่อยให้ศิษย์สำนักชิงเฉิงผู้นี้ล่าถอยไปโดยไม่เสียหายอันใดได้ จ้าวเฉียนเจี๋ยพอละทิ้งกระบี่ มันก็คำรามก้อง โยนดาบของตัวเองทิ้งไป ต่อยหมัดออกอย่างหักโหม สะกดคำพูดหลังจากนั้นของจ้าวเฉียนเจี๋ยเอาไว้

     จ้าวเฉียนเจี๋ยคร่ำครวญในใจอย่างหวนโหย เพลงฝ่ามือสำนักชิงเฉิงความจริงพื้นเพธรรมดา ศิษย์กลุ่มอูเช่นมันยิ่งไม่ถนัดในการต่อสู้ระยะประชิดติดตัว รู้สึกว่าสองเท้าของฉีเหวินหลินคล้ายแส้ยาว สามารถจู่โจมตกทุกทิศทาง เพียงสิบกว่ากระบวนท่า จ้าวเฉียนเจี๋ยก็มีสภาพเฉกเช่นตะเกียงน้ำมันใกล้สิ้นแสง

หนังสือแนะนำ

Special Deal