สัประยุทธ์ทะลุฟ้า

บุคคลราตรี

 

ถึงแม้ว่าเปลือกนอกของฟ่านเสียนมีอายุเพียงสี่ขวบ แต่ภายในอาศัยด้วยจิตวิญญาณที่เป็นผู้ใหญ่ วันแรกที่มาถึงโลกนี้ ก็ประสบพบเห็นประกายโลหิตและคนตายเกลื่อนกลาด ดังนั้นในใจเกิดความหวั่นวิตกตลอดมา สักวันหนึ่งจะชักนำความยุ่งยากให้กับตนเอง

ดูท่าวันนี้ความยุ่งยากมาถึงแล้ว

เมื่อจู่โจมลงมือล้มเหลว ย่อมไม่อาจกระทำซ้ำ มันทางหนึ่งสะอึกสะอื้นอย่างน่าเวทนา คิดสร้างความฉงนงงงวยแก่บุคคลราตรีนั้น ทางหนึ่งใช้สมองความคิด นึกหาวิธีหนีเอาตัวรอด

หากว่าส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ ฝ่ายตรงข้ามต้องชิงลงมือฆ่าตนเอง ดูจากการที่ฝ่ายตรงข้ามยามนี้ไม่มีความเคลื่อนไหวอันใด แสดงว่าถูกคำ “ป้าปา” ของตนเองก่อกวนจนสมองเลอะเลือน

ฟ่านเสียนใช้ความคิดอย่างรวดเร็ว ตกลงใจพึ่งพาอาศัยปมเด่นที่ตนเองเป็นผู้ใหญ่เกินวัย ร้องไห้เรียกหาว่า “ป้าปา ป้าปา...”

“ไม่ต้องเสแสร้งแล้ว ฟ่านเส้าแหย (นายน้อยแซ่ฟ่าน)”

บุคคลราตรีกล่าวอย่างเฉื่อยชาว่า “เจ้าดูไปเฉลียวฉลาดยิ่ง อายุยังเยาว์ก็รู้จักคุ้มครองตัวเอง แต่เจ้าสมควรทราบดี เราหาใช่ใต้เท้าป๋อเจี๋ยไม่”

กล่าวขาดคำ บุคคลราตรีนั้นกรีดวาดดาบในมือ จากนั้นสืบเท้าเข้าหาเด็กชายอายุสี่ขวบผู้นี้

ใบหน้าฟ่านเสียนประดับด้วยคราบน้ำตา หัวใจกลับเขม็งตึงเครียด สะอึกสะอื้นพลางกล่าวว่า “อย่างนั้นสูสู (ท่านอา) เป็นใคร?”

“เราเป็นคนที่บิดาเจ้าส่งมาเยี่ยมเจ้า ดังนั้นไม่ต้องร่ำร้องไป”

ตาสีน้ำตาลของบุคคลราตรีนั้นดูไปอัปลักษณ์อยู่บ้าง รอยย่นที่หางตาของมันก็บ่งบอกอายุของมัน น้ำเสียงยิ่งทำให้ฟ่านเสียนนึกโยงไปถึงเหล่าแหย (นายผู้เฒ่า) ที่หลอกลวงเด็กหญิงไปดูปลาทองกัน

แต่ฟ่านเสียนไม่ได้แสดงออก ยังคงปั้นสีหน้าหวาดหวั่น เหนือความคาดหมาย และขุ่นเคืองอย่างที่เด็กชายอายุสี่ขวบผู้หนึ่งพึงแสดงออก

“ท่านมิใช่ป้าปา”

จากนั้นมันคล้ายมองไม่เห็นดาบในมือฝ่ายตรงข้าม บิดก้นปีนป่ายขึ้นบนเตียง พึมพำว่า “ยังไม่ทราบว่าป้าปามีรูปลักษณะอย่างไร?”

บุคคลราตรีนั้นส่งเสียงหัวร่ออย่างเยือกเย็นเดินมายังข้างเตียง

แต่แล้วเด็กชายบนเตียงเหลียวมองไปยังด้านหลังของบุคคลราตรีนั้น ดวงตาทอแววตื่นเต้นยินดีวูบหนึ่ง ร้องเรียกว่า “ม่ามา (ท่านแม่)”

............

นี่เป็นแผนหลอกล่อซ้ายจู่โจมขวาที่พื้นเพธรรมดา ไม่ว่าผู้ใดใช้ออก ยังไม่อาจหลอกลวงตบตาบุคคลราตรีผู้นี้ จะอย่างไรคนผู้นี้เป็นบุคคลระดับปรมาจารย์ในมหานคร

แต่ผู้ที่เดินหมากตานี้เป็นเด็กชายอายุสี่ขวบผู้หนึ่ง ดังนั้นบุคคลราตรีเชื่อโดยสนิทใจ มิหนำซ้ำพอฟังฟ่านเสียนร้องเรียกมามา ดวงตาของบุคคลราตรีก็ทอแววตื่นตระหนกถึงขีดสุด เหลียวหน้าไปทางด้านหลัง

ที่ด้านหลังย่อมเป็นประตูที่ปิดสนิทกับม่านวิกาลอันมืดมิด

ภายในห้องนอนบังเกิดเสียงโครมดังขึ้น

บุคคลราตรีนั้นเลือดอาบทั่วใบหน้า ล้มลงกับพื้น

ฟ่านเสียนมือถือหมอนเคลือบวึ่งหักไปครึ่งหนึ่ง มองดูผู้คนบนพื้นอย่างหวาดหวั่นไม่คลาย พลันขบกรามกรอด เงื้อแขนน้อยๆ ขึ้น ใช้เศษหมอนเคลือบในมือทุบใส่ต้นคอของฝ่ายตรงข้าม

คราครั้งนี้เป็นเสียงหนักๆ มันใช้กำลังสุดแรง ต่อให้บุคคลราตรีเป็นปรมาจารย์แห่งยุค พอถูกหมอนเคลือบหวดใส่ ภายในเวลาชั่วครู่ชั่วยามยากฟื้นคืนสติมา

............

ที่เบื้องนอกบังเกิดสุ้มเสียงหญิงรับใช้ดังว่า “เกิดเรื่องใด?”

“ไม่มีใด เจี่ยเจีย เพียงปัดถ้วยน้ำตกแตก พรุ่งนี้ค่อยมาจัดการเถอะ”

“นั่นจะได้อย่างไร หากเส้าแหยถูกเศษถ้วยทิ่มแทงใส่จะทำอย่างไร?”

“บอกแล้วว่าพรุ่งนี้ค่อยมาจัดการ”

หญิงรับใช้นั้นเห็นฟ่านแหยที่ปรกติสดใสร่าเริงมีโทสะขึ้นมา จึงปิดปากลง ไม่กล่าวกระไรอีก

ฟ่านเสียนเดินถึงข้างตู้หนังสือ ลากผ้าห่มนวมที่ใช้คลุมกายในฤดูหนาวออกมาอย่างยากเย็น จากนั้นออกแรงฉีกกระชาก ฉีกผ้าห่มเป็นเส้นๆ บิดควั่นเล็กน้อย แล้วจับมัดบุคคลราตรีที่สลบไสลไม่ได้สตินั้นอย่างแน่นหนา

ยามนี้ ฟ่านเสียนค่อยพบว่าแผ่นหลังเปียกชุ่มด้วยหยาดเหงื่อ

ความหวาดหวั่นพรั่นกลัวประดังขึ้นมา ไม่ว่าชาติปางก่อนหรือชีวิตนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่มันคิดหมายฆ่าคน แม้ไม่ทราบว่าฆ่าฝ่ายตรงข้ามได้หรือไม่ แต่ว่ามันเสี่ยงอันตรายไปแล้ว หากว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นยอดฝีมือในเชิงยุทธ์ การลงมือของมันคงคร่าชีวิตน้อยๆ ของตนเองไปแล้ว

ฟ่านเสียนยื่นมือรออยู่ใต้ผ้าคลุมหน้าของบุคคลราตรีนั้น พบว่าฝ่ายตรงข้ามยังมีลมหายใจอยู่ ไม่ทราบเพราะเหตุใด ฟ่านเสียนกลับบังเกิดความคิดปิดปากขึ้น

มันใจสั่นสะท้าน พบว่าตนเองหลังจากฟื้นคืนชีพ นิสัยใจคอคล้ายเปลี่ยนเป็นเด็ดเดี่ยวกว่าเดิม เมื่อครู่กลับลงมือโดยไม่รีรอลังเลแม้แต่น้อย

มันเองหารู้ตัวไม่ว่า ตนเองผ่านการครั้งหนึ่ง จึงรักถนอมชีวิตนี้เป็นพิเศษ ดังนั้นไม่ยินยอมให้ผู้ใดทำร้ายชีวิตตนเอง

หลังเมามายค่อยรู้ซึ้งถึงน้ำใจ ตายแล้วค่อยล่วงรู้คุณค่าของชีวิต เป็นเหตุผลนี้เอง

ฟ่านเสียนเก็บดาบเล่มนั้นขึ้น สุดท้ายไม่อาจหักใจฆ่าบุคคลราตรีที่นอนสลบไสลบนพื้น พลันนึกถึงคนผู้หนึ่งขึ้นมา ใบหน้าทอแววยินดี ผลักประตูห้องออก วิ่งถึงรูสำหรับให้สุนัขมุดเข้าออกไปบริเวณตึกหลัง ย่อตัวลงมุดออกไป มาถึงหน้าร้านขายของเบ็ดเตล็ดฝั่งตรงข้ามกับคฤหาสน์ป๋อเจี๋ยหลังนั้น

มันเคาะประตูของร้านขายของเบ็ดเตล็ดสุ้มเสียงเบายิ่ง ถึงแม้เป็นยามวิกาล เสียงยังไม่ถ่ายทอดไปไกล

แต่ฟ่านเสียนทราบว่าคนภายในร้านต้องได้ยินเสียงเคาะประตู ถึงแม้ว่าสี่ปีนี้ฝ่ายตรงข้ามแสร้งเป็นไม่รู้จักตนเอง แต่เมื่อเกิดเรื่องขึ้น ฟ่านเสียนเห็นว่ามีแต่คนผู้นี้ที่ไว้วางใจได้

“ผู้ใด?”

ภายในร้านขายของเบ็ดเตล็ดบังเกิดสุ้มเสียงที่สงบราบเรียบ ปราศจากอารมณ์ความรู้สึกใดดังขึ้น

ฟ่านเสียนครุ่นคิด คนผู้นี้ยังคงเป็นเช่นเดียวกับที่นอกเมืองของมหานครเมื่อครั้งกระโน้นที่แข็งทื่อกระด้าง จึงตอบเบาๆ ว่า “ข้าพเจ้าฟ่านเสียน”

จริงดังคาดหมาย ประตูไม้ของร้านขายของเบ็ดเตล็ดเปิดออกโดยไร้เสียง ชายหนุ่มตาบอดนั้นยืนอยู่หน้าประตูดุจวิญญาณภูตพราย กลับสร้างความตระหนกแก่ฟ่านเสียนจนสะดุ้งเฮือกใหญ่

ฟ่านเสียนมองดูบุคคลที่ส่งตนเองมายังอ่าวต้านโจว มองดูใบหน้าและแถบผ้าสีดำที่ผูกตาของฝ่ายตรงข้าม มีความรู้สึกว่าสี่ปีมานี้ไม่เกิดความเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย สร้างความประหลาดใจอยู่บ้าง หรือว่าคนผู้นี้ไม่แก่ชรา?

แต่ว่าในห้องนอนของมันตอนนี้ยังมีคนร้ายที่นอนสลบไสลคนหนึ่ง ดังนั้นไม่ทันถามไถ่อันใด หากกล่าวตรงๆ ว่า “มีคนคิดฆ่าข้าพเจ้า ตอนนี้ถูกข้าพเจ้าเคาะหวดสิ้นสติ นอนอยู่บนพื้น”

ชายหนุ่มตาบอดนั้นเอียงศีรษะเล็กน้อย สีหน้าปราศจากความรู้สึกใด เพียงก้มศีรษะแสดงความเคารพกล่าวว่า “ห่านเส้าแหยกล่าวเหลวไหลอันใด?”

ฟ่านเสียนหัวร่อเฮอะฮะกล่าวว่า “ไม่มีเวลาเสแสร้งแสดงแล้ว ท่านสมควรดูแลข้าพเจ้าจึงถูกต้อง” กล่าวพลางฉุดดึงมือของชายหนุ่มตาบอดไปยังคฤหาสน์ป๋อเจี๋ย

“เส้าแหยยังกล่าวเหลวไหล”

ชายหนุ่มตาบอดนั้นขมวดคิ้วเล็กน้อย คล้ายเคลือบแคลงสงสัยว่าเด็กชายที่เบื้องหน้าดูเหมือนล่วงรู้ศักดิ์ฐานะของตนเอง ตอนที่มันส่งตัวฟ่านเสียนมายังอ่านต้านโจว ฟ่านเสียนเพิ่งมีอายุไม่กี่เดือน สมครจดจำไม่ออกจึงถูกต้อง หรือว่าฮูหยินผู้เฒ่าของคฤหาสน์ป๋อเจี๋ยเปิดเผยศักดิ์ฐานะของตนเองแก่มันแล้ว?

วิกาลคล้อยดึก ที่ห่างไกลบังเกิดเสียงสุนัขเห่าหลายครา ไม่ทราบเจ้าของบ้านใดเข้าประตูบ้านผิด

ชายหนุ่มตาบอดนั้นเอียงตัวรับฟังคำบอกของฟ่านเสียน ในที่สุดปิดประตูร้านขายของเบ็ดเตล็ดลง สาวเท้าไปยังคฤหาสน์ป๋อเจี๋ย ฟ่านเสียนค่อยคลายใจลง สาวเท้าตามไป

เมื่อมาถึงหน้าคฤหาสน์ป๋อเจี๋ย ทั้งสองมุดเข้ารูสุนัข หยุดยืนอยู่ในห้องนอน “มองดู” คนร้ายที่ยังสลบไสลอยู่บนพื้น

ฟ่านเสียนมองดูผู้คนบนพื้นไม่ทราบฝ่ายตรงข้ามเป็นตายร้ายดีอย่างไร จึงอดตื่นเต้นตึงเครียดมิได้ หันไปถามว่า “อู่จู๋สู (ท่านอา) หลายปีนี้ท่านอยู่ในร้านเบ็ดเตล็ด ไม่กล้าทำความรู้จักเรา เพราะเหตุใดหรือ?”

ชายหนุ่มตาบอดนามอู่จู๋เอียงศีรษะอีกครา ชั่วครู่จึงกล่าว “เสี่ยวจู่เหยิน (นายน้อย) ท่านสร้างความแตกตื่นแก่เรา”

มันรู้สึกเหนือความคาดหมายอยู่บ้าง ถึงแม้ทราบว่าเด็กชายเบื้องหน้าเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของคุณหนู ต้องมีส่วนที่ผิดแผกแตกต่างจากผู้คนทั่วไป แต่อู่จู๋คาดไม่ถึงว่าฝ่ายตรงข้ามมีอายุเพียงสี่ขวบ ก็เป็นผู้ใหญ่ถึงเพียงนี้ มิหนำซ้ำยังสามารถลอบทำร้ายใต้เท้าเฟยจากมหานครได้

ฟ่านเสียนกล่าวว่า “จัดการกับคนผู้นี้ก่อนเถอะ” พลางพลิกตัวคนร้ายบนพื้นกลับมาด้วยความยากลำบากอยู่บ้าง จากนั้นปลดผ้าคลุมหน้า เผยเห็นโฉมหน้าแท้จริงของคนร้าย

คนร้ายมีใบหน้าซูบเรียว สมควรย่างเข้าวัยชราแล้ว เคราใต้คางเป็นสีขาวดอกเลา แต่ไม่ทราบเพราะเหตุใด ในสีขาวยังเจือปนสีเขียวลี้ลับอยู่บ้าง ดูไปน่าสะอิดสะเอียน

ฟ่านเสียนบังเกิดความตื่นตระหนก กระโดดถึงด้านหลังอู่จู๋ ยึดจับชายเสื้อของมัน กล่าวว่า “สู (ท่านอา) คนร้ายนี้มีหน้าตาน่ากลัว”

อู่จู๋ย่อตัวลงอย่างช้าๆ ยื่นมือลูบคางของคนร้ายนั้นแล้วกล่าว “นี่เป็นจู่เปี้ยน (ผู้อำนวยการสถาบัน) แห่งเจี้ยนฉาเอี้ยน (สำนักตรวจสอบ) ใต้เท้าเฟย เป็นหนึ่งในสามบุคคลที่ได้รับยกย่องว่าจัดเจนในการใช้พิษ สามารถใช้พิษ จำแนกพิษ และขจัดพิษ บุคคลอันร้ายกาจเช่นนี้กลับถูกท่านใช้หมอนเคลือบทุบทำร้ายสิ้นสติ ไม่ทราบเป็นท่านโชคดี หรือว่ามันโชคร้าย?”

ฟ่านเสียนคิดอ่านในใจ ‘เป็นมันโชคร้าย’ ถึงแม้มันบังเกิดความตื่นตระหนกต่อนามอันยิ่งใหญ่ของคนร้าย แต่หวนนึกถึงฝ่ายตรงข้ามพบพานตนเองที่เปลือกนอกคล้ายเด็กน้อย แท้จริงแล้วเป็นตัวประหลาดสองชาติภพ นับเป็นความโชคดีของฝ่ายตรงข้ามจริงๆ

ฟ่านเสียนกล่าวเตือนอู่จู๋ว่า “อย่าได้ใช้มือบูบคลำ หากว่าบนร่างมันมีพิษจะทำอย่างไร?”

อู่จู๋ไม่หยุดความเคลื่อนไหว และไม่ได้อธิบายอันใด แต่การแสดงออกของอีกฝ่ายเท่ากับบอกต่อตนเองว่า ในโลกนี้ไม่มีพิษร้ายใดคร่าชีวิตมันได้

ฟ่านเสียนขมวดคิ้วถามว่า “สู คนผู้นี้จะจัดการอย่างไร?”

มันไม่สนิทสนมกับผู้คนได้โดยง่าย แต่ว่าชายหนุ่มตาบอดที่เบื้องหน้านี้เป็นบุคคลแรกที่มันรู้จักในโลกนี้ และเป็นบุคคลเพียงหนึ่งเดียวที่มันไว้วางใจได้ ทั้งยังทราบว่าอีกฝ่ายเป็นผู้เข้มแข็งที่แท้จริง ดังนั้นจงใจแสดงความเคารพ เรียกหาสู (ท่านอา) ไม่ขาดปาก

ฟ่านเสียนกวาดสายตาไปมา สุดท้ายหยุดนิ่งอยู่ที่ดาบเล่มนั้น พลันขบกรามกรอด ครุ่นคิดว่าพานทิ่มแทงสังหารใต้เท้าเฟยผู้นี้เถอะ

อู่จู๋คล้ายล่วงรู้ความเคลื่อนไหวของมัน จึงผุดลุกขึ้นสั่นศีรษะกล่าวว่า “นิสัยใจคอของท่านไม่ต่างกับคุณหนู ไม่ทราบเป็นผู้ใดสอนไว้”

ฟ่านเสียนคิดอ่านในใจ ‘เราเรียนรู้เอง’ มันยังไม่กล้าล่วงเกินผู้เข้มแข็งท่านนี้ จึงกล่าวอย่างนอบน้อมว่า “ผู้หลานทราบว่าสูอยู่ที่ร้านค้าเบ็ดเตล็ดคุ้มครองผู้หลาน ทั้งทราบว่าศัตรูของท่านแม่ล่วงรู้ถึงการคงอยู่ของสู จึงไม่รั้งอยู่ในคฤหาสน์ป๋อเจี๋ย ดังนั้นผู้หลานได้แต่หักใจอำมหิตกว่าเดิม”

อู่จู๋สั่นศีรษะอีกครา แต่ไม่กล่าวว่ากระไร

ฟ่านเสียนทราบว่ายอดฝีมือที่รับใช้มารดาท่านนี้เริ่มระแวงสงสัยตนเองแล้ว จึงหัวร่อฮิฮะถามว่า “สู หลังจากนี้จะทำอย่างไร?”

ความหมายของมันชัดแจ้งยิ่ง เรื่องการฆ่าคนยังคงมอบหมายให้ท่านอาอู่จู๋กระทำแทนเถอะ

มิคาดอู่จู๋กล่าวอย่างเฉื่อยชาว่า “เส้าแหยท่านทำร้ายคนผิดแล้ว”

ฟ่านเสียนงงงันวูบกล่าวว่า “ทำร้ายคนผิดแล้ว?” พลางก้มศีรษะมองดูคนร้ายที่เลือดอาบทั่วใบหน้านั้น

อู่จู๋กล่าวว่า “แต่ว่าทำร้ายก็ทำร้ายแล้ว ไม่ต้องครุ่นคิดมากความไป” มันกล่าวเสริมว่า “ใต้เท้าเฟยเป็นจู่เปี้ยนตึกที่สามสำนักเจี้ยนฉาเอี้ยน ศักดิ์ฐานะที่แท้จริงคือ...กล่าวให้แน่ชัดคือ มันเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาในผู้ใต้บังคับบัญชาของบิดาท่าน ดังนั้นการมาของมันครั้งนี้สมควรไม่ได้มาฆ่าท่าน หากว่ามันคิดฆ่าท่าน เราเชื่อว่าไม่ว่าเส้าแหยมีฝีมือสูงเยี่ยมเพียงไหน ก็ตายไปนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว”

ฟ่านเสียนค่อยฉุกคิดว่า ก่อนหน้านี้คนร้ายผู้นี้คล้ายบอกว่าเป็นบิดาตนเองส่งมาแต่ว่า...

คิดอ่านในใจ ‘หน้าตาราวกับถุงชา ผู้ใดยอมเชื่อเฒ่าราคะเช่นท่าน?’

หนังสือแนะนำ

Special Deal