บทที่ 2 แรกเริ่มเข้าสู่วงนักเลง

รถเทียมลาคันหนึ่งแล่นไปตามทางหลวง จางชวนซิ่วนั่งอยู่ด้านหน้าทำหน้าที่ขับรถ ภายในรถซึ่งปิดกั้นผนังทั้งสี่ด้านนั่งไว้ด้วยหวังเทียนอี้ กับจ้าวเฉียนเจี๋ย พวกมันรวบรวมเงินยี่สิบตำลึง ซื้อรถเทียมลาที่ราคาย่อมเยาว์ที่สุดจากร้านรถม้าที่ตัวเมืองเล็กๆ ใกล้กับเมืองชิงโจว ใช้เป็นพาหนะเดินทาง

     หวังเทียนอี้ใช้มีดสั้นแกะสลักชื่อของตนเองลงบนด้ามกระบี่ได้รับการจัดสรรให้ใหม่ จากนั้นใช้เส้นด้ายพันด้ามกระบี่ไว้รอบเล่ารอบเล่าใช้สำหรับซับเหงื่อ ป้องกันมิให้กระบี่หลุดจากมือ

     จ้าวเฉียนเจี๋ยใช้มือคีบหนีบหัวด้ายหัวหนึ่งวางลงบนฝ่ามือขวา พอโคจรพลัง เส้นด้ายก็ลอยขึ้นกลางอากาศอย่างช้าๆ

     จากนั้นจ้าวเฉียนเจี๋ยวางหัวด้วยลงบนฝ่ามือหวังเทียนอี้ ให้มันทดลองดู หวังเทียนอี้โคจรพลังลมปราณ เส้นด้ายก็ลอยขึ้นราวกับถูกลมพัด จากนั้นตกลงอย่างช้าๆ

     จ้าวเฉียนเจี๋ยกล่าวว่า เทียนอี้ วิธีใช้กำลังภายในของเจ้าไม่ถูกต้อง ท่านอาจารย์บอกให้กระจายกำลังภายในบนฝ่ามือ ดันให้เส้นด้ายลอยขึ้นอย่างช้าๆ จึงถูกต้องŽ

     หวังเทียนอี้ล่วงรู้สาเหตุเป็นอย่างดี เนื่องเพราทุกค่ำคืนมันฝึกจุดประทุพลัง ต้องโคจรพลังถึงตำแหน่งที่ต้องการโดยเร็วที่สุด ฉีดพุ่งออกมาราวสายน้ำพุ กำลังภายในเช่นนี้ไม่สามารถทำอันตรายอวัยวะภายในเช่นนี้ ไม่สามารถทำอันตรายอวัยวะภายในผู้คน ประโยชน์เพียงหนึ่งเดียวคือช่วยให้สะบัดกระบี่รวดเร็วกว่าเดิม

     หวังเทียนอี้ยอมรับว่า ข้าพเจ้าโคจรกำลังภายในเร็วเกินไปŽ

     จ้าวเฉียนเจี๋ยกล่าวว่า ท่านอาจารย์บอกว่า การโคจรกำลังภายในเช่นนี้จะทอนอานุภาพลงŽ พลางลอกเลียนสุ้มเสียงของอาจารย์กล่าวว่า รวมพลังที่ตันเถียนท้องน้อย มั่นคงดุจขุนเขาไท่ซานŽ

     ทั้งสองล้วนหัวร่อออกา จากนั้นหวังเทียนอี้พันเส้นด้ายกับด้ามกระบี่สืบต่อ ก้มศีรษะกล่าวว่า ท่านเคยทดลอยถ่ายเทพลังจี่จุดตันเถียนถึงข้อแขนและเท้าโดยตรง โดยไม่โคจรผ่านเส้นลมปราณตามตำราหรือไม่?Ž

     จ้าวเฉียนเจี๋ยกล่าวอย่างตื่นตระหนกว่า ท่านเคยทดลองดู? ท่านไม่กลัวธาตุไฟเข้าแทรกหรือ?Ž

     หวังเทียนอี้กล่าว ข้าพเจ้าสอบถามครูฝึกสอนแล้ว ท่านผู้เฒ่าบอกว่าสำนักชิงเฉิงเราใช้กระบี่เข้าชิงชัย ด้านกำลังภายในไม่ซับซ้อนเช่นสำนักอื่น หากทำเช่นนั้นหาเป็นไรไม่ แต่ว่ากำลังภายในและเพลงกระบี่ชิงเฉิงเกื้อหนุนต่อกัน หากฝึกกำลังภายในตามแนวทางของสำนัก จะเสริมอานุภาพของเพลงกระบี่ชิงเฉิงกว่าเดิมŽ

     จางชวนซิ่วที่ขับรถอยู่เบื้องนอกพลันร้องดังๆ ว่า เทียนอี้ เมื่อคืนข้าพเจ้าได้ยินคำละเมอของท่านŽ

     หวังเทียนอี้บังเกิดความตื่นตระหนกอยู่บ้าง กล่าวว่า ข้าพเจ้ากล่าวคำละเมอ? ข้าพเจ้าหาทราบไม่ ข้าพเจ้าละเมอว่าอย่างไร?Ž

     จ้าวเฉียนเจี๋ยกะพริบตากล่าวว่า ข้าพเจ้านอนที่ข้างกายท่าน เคยได้ยินท่านกล่าวละเมออยู่หลายคราŽ

     อ้อ ข้าพเจ้ากล่าวว่ากระไร?Ž

     ท่านบอกว่าต้องประลองฝีมือเป็นที่หนึ่ง ไม่อาจให้ผู้คนดูแคลนไปŽ

     หวังเทียนอี้หน้าแดงวูบ ตนเองกลับเผยความในใจออกมา ไม่ว่ากับผู้ใด ล้วนบังเกิดความกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง

     จ้าวเฉียนเจี๋ยกล่าวอย่างปลอดโปร่งว่า เทียนอี้ ตอนแรกที่ข้าพเจ้าเข้าสำนักชิงเฉิงก็คาดคิดเช่นนี้ แต่มีบ้างบางคนไร้ซึ่งพรสวรรค์ จึงไม่อาจบังคับแข็งขืน เช่นเราท่านเป็นต้นŽ     

     หลังการเดินทางนอนกลางดินกินกลางทรายหลายวัน หวังเทียนอี้และพวกมาถึงเมืองใหญ่แห่งหนึ่งนามลู่อี้

     จางชวนซิ่วเห็นว่าพวกมันไม่มีประสบการณ์เดินทาง บางครั้งรีบรุดเดินทาง จนคลาดที่พักค้างแรม ทั้งสามคนได้แต่เบียดเสียดกันภายในรถจนรุ่งสาง วันนี้เมื่อมาถึงเมืองลู่อี้ สมควรพักผ่อนสักครา

     ทั้งสามสอบถามคนท้องถิ่น ทราบว่าโรงเตี้ยมที่ดีที่สุดของที่นี้คือโรงเตี๊ยมซื่อไห่ (สี่ทะเล)

     โรงเตี้ยมซือไห่ประกอบด้วยบ้านไม้สองชั้นจำนวนสองหลัง หลังที่อยู่ทางด้านหลังเป็นโรงเตี้ยม ส่วนด้านหน้าเป็นเหลาสุรา ผู้รับใช้ลากจูงรถเทียมลาถึงด้านหลัง เปิดห้องพักให้กับทั้งสามห้องหนึ่ง ทั้งสามฝากเงินและกระบี่ไว้กับทางโรงเตี๊ยม จากนั้นชักชวนกันมายังเหลาสุราที่อยู่ด้านหน้า สั่งสุราอาหารมาโต๊ะหนึ่ง

     ผู้คนที่มาดื่มกินมีอยู่มากหลาย ส่วนใหญ่พกพาอาวุธ มองปราดเดียวก็ทราบว่าเป็นชาวบู๊ลิ้ม

     หวังเทียนอี้พอรับประทานอิ่มหนำ ก็เรียกหาผู้รับใช้มา ถามว่า ละแวกนี้มีร้านขายหนังสือหรือไม่?Ž

     จ้าวเฉียนเจี๋ยกัดกินน่องไก่พลางถามว่า เป็นไร เทียนอี้คิดสอบเป็นจอหงวน?Ž

     หวังเทียนอี้กล่าวว่า มิใช่ ระหว่างเดินทางเปลี่ยวเหงา ข้าพเจ้าคิดซื้อหนังสือสามก๊กมาอ่านดูŽ

     จางชวนซิ่วกล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า เทียนอี้มีวิชาความรู้ ต่างกับข้าพเจ้าที่กินอิ่มแล้วนอนหลับ รู้จักหนังสือไม่กี่ตัวŽ

     ผู้รับใช้ชี้ชวนว่า นายท่านโปรดดู พอออกจากประตูโรงเตี๊ยม ไปทางตะวันออก ถึงปากทางสามแพร่ง ที่นั่นมีแผงขาบหนังสือภาพวาด ตอนนี้เป็นเวลาเที่ยง ท่านต้องรีบไป ฤดูหนาวกลางวันสั้น ผ่านไปอีกหนึ่งถึงสองชั่วยาม พวกมันอาจเก็บแผงกลับบ้านแล้วŽ

     หวังเทียนอี้บอกขอบใจ ล้วงเหรียญกษาปณ์จากอกเสื้อกำหนึ่งส่งให้กับผู้รับใช้

     ผู้รับใช้ขณะจะกล่าวขอบคุณ แขกเหรื่อที่นั่งโต๊ะคนเดียวซึ่งอยู่ถัดไปก็ร้องเรียกให้คิดบัญชี ผู้รับใช้จึงหันกายไป

     หวังเทียนอี้สอบถามทั้งสองว่าคิดไปเที่ยวเตร็ดเตร่หรือไม่ จางชวนซิ่วกล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่ไปแล้ว ข้าพเจ้าคิดอาบน้ำชำระกาย จากนั้นหลับใหลถึงพรุ่งนี้เช้าŽ

     จ้าวเฉียนเจี๋ยกล่าวว่า ข้าพเจ้าก็เช่นกัน เทียนอี้ท่าน...Ž

     ไม่ทันขาดคำ ที่โต๊ะถัดไปบังเกิดเสียงขู่คำรามว่า เจ้าบอกว่าเราไม่ชำระเงิน? ผายลม ไยไม่สอบถามว่าบิดาเป็นใคร หากตอแยบิดามีโทสะ จะฟาดขาสุนัขของเจ้าหักไปŽ

     คนผู้นี้ปากแหลมแก้มตอบ สวมชุดยาวเนื้อต่วนสีน้ำทะเล รูปร่างผอมซูบราวไม้รวก แต่หน้าตาดุร้ายหมายขวัญ ผู้รับใช้ยังคิดโต้แย้ง ก็ถูกตบหน้าฉาดใหญ่จนล้มคว่ำลง

     เถ้าแก่โรงเตี้ยมร่างอ้วนฉุรีบวิ่งปราดมา ยิ้มประจบกล่าวว่า ฉีแหย (นายแซ่ฉี) อย่าได้มีโทสะ เด็กผู้นี้เพิ่งมาใหม่ หารู้จักท่านผู้เฒ่าŽ

     คนผอมซูบด่าทอว่า ตัวบัดซบที่ไม่มีดวงตางอกเงยŽ พลันหยิบฉวยป้านสุราบนโต๊ะทำร้ายผู้รับใช้จนเลือดอาบทั่วใบหน้า

     จ้าวเฉียนเจี๋ยไม่อาจทนดูได้ ผุดลุกขึ้นชี้หน้ามันร้องว่า หยุดมือŽ

     คนผอมซูบพานระบายโทสะใส่จ้าวเฉียนเจี๋ย กล่าวว่า เจ้าเป็นตัวอะไร กลับยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของเราต้าแหย (เจ้านายใหญ่) ?Ž

     จางชวนซิ่วกับหวังเทียนอี้ต่างเห็นว่ามันกระทำเกินเลยไป พากันผุดลุกขึ้น

     เถ้าแก่โรงเตี้ยมกลับห้ามปรามทั้งสามว่า ท่านทั้งหลายนั่งลง เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับท่านŽ

     คนผอมซูบนั้นเผชิญหน้ากับชายหนุ่มที่สะพายกระบี่สามคน หาบังเกิดความหวาดหวั่นไม่ กล่าวว่า ทราบหรือไม่ว่าเราเป็นใคร? เราเป็นเสมียนใหญ่ของฉีเหล่าแหย (นายผู้เฒ่าแซ่ฉี) แห่งเมืองลู่อี้ ยังถลึงมองอันใด?Ž

     พลางยกชามน้ำแกงปลาที่รับประทานไม่หมดบนโต๊ะขึ้นสาดใส่หวังเทียนอี้และพวกทั้งสาม เนื่องเพราะอยู่ใกล้เกินไป หวังเทียนอี้และพวกทั้งสามหลบไม่พ้น จ้าวเฉียนเจี๋ยที่อยู่ใกล้กับมันที่สุด จึงถูกน้ำแกงปลาสาดใส่ชุดนักบู๊สีขาวจนแปดเปื้อนทั้งแถบ

     จ้าวเฉียนเจี๋ยบันดาลโทสะ สืบเท้าออกไปหนึ่งก้าว ตวัดมือตบหน้าคนผอมซูบนั้น

     คนผอมซูบนั้นร้องว่า เจ้ากล้าตบตีเรา?

     จ้าวเฉียนเจี๋ยทดสอบทราบว่าฝ่ายตรงข้ามไม่มีฝีมือติดตัว ยิ่งตบตีไม่ยั้ง ตบจนมันหมุนคว้างไปใต้โต๊ะ

     เถ้าแก่โรงเตี้ยมร้อนรุ่มใจยิ่ง ฉุดดึงจ้าวเฉียนเจี๋ยหลายครา แต่ไม่อาจฉุดดึงออกมา จางชวนซิ่วก็ยืนกอดอก ยินดีต่อคราเคราะห์ของผู้อื่น สุดท้ายเป็นหวังเทียนอี้ฉุดดึงจ้าวเฉียนเจี๋ยเอาไว้ คนผอมซูบนั้นฉวยโอกาสคืบคลานออกจากใต้โต๊ะ วิ่งหนีไปที่ประตูใหญ่

     จ้าวเฉียนเจี๋ยแม้ถูกหวังเทียนอี้คว้าแขนไว้ ยังยกเท้าถีบใส่ก้นคนผอมซูบนั้น ถีบจนคนผอมซูบนั้นเซถลาไปสะดุดถูกธรณีประตู ถลาล้มคว่ำลง ผ่านไปเนิ่นนานค่อยได้ยินมันร้องร่ำคร่ำครวญว่า เจ้ากล้าตบตีเรา? เจ้าคอยดูไปเถอะŽ

     ผู้คนในเหลาสุราหัวร่อครื้นออกมา

     เถ้าแก่โรงเตี๊ยมกลับหน้าซีดเผือด

     หวังเทียนอี้กล่าวถามว่า เถ้าแก่ เจ้าผู้นี้เป็นใคร?Ž

     เถ้าแก่เหลาสุราวกวาดมองทั้งสามแวบหนึ่ง ก้มศีรษะใคร่ครวญอยู่เนิ่นนานค่อยกล่าวว่า ไม่มีใด มันเป็นอันธพาลที่เที่ยวระรานรับประทานเปล่าผู้หนึ่งŽ พลางเงยหน้าขึ้น พอดีสบตากับหวังเทียนอี้ ต้องสะท้านขึ้นคราหนึ่ง กล่าวว่า วันนี้ต้องขอบคุณท่านทั้งหลายผดุงความยุติธรรมŽ

     พลางกวักมือเรียกผู้รับใช้ที่อยู่หลังคอกเสมียนมา บอกว่าจำได้ว่าจอมยุทธ์เหล่านี้พักที่ห้องพักรวมหกคน ให้เชิญไปยังห้องพักสำหรับสามคน โดยคิดในราคาเดิม

     จางชวนซึ่งทราบว่าห้องพักสำหรับสามคนราคาแพงกว่าห้องรวมหกคนมากนัก สร้างความยินดีจนแทบหุบปากไม่ลง

     เถ้าแก่โรงเตี้ยมบอกว่าอาหารมื้อนี้ขอเป็นคนเลี้ยงเอง ทั้งยังนัดเลี้ยงในมื้อค่ำ จ้าวเฉียนเจี๋ยและพวกทั้งสามแสร้งเป็นบ่ายเบี่ยง สุดท้ายตอบรับ กุศลเจตนาŽ ของเฒ่าแก่

     ครั้งแรกที่พวกมันลงจากสำนัก ก็จัดการกับอันธพาลที่มารับประทานเปล่าผู้หนึ่ง ยังมีเรื่องใดสร้างความปลอดโปร่งโล่งใจกว่านี้อีก?     

     หวังเทียนอี้หลังจากรับประทานอาหาร ก็เดินทอดน่องมายังตำแหน่งที่ผู้รับใช้บ่งบอก เห็นที่ข้างทางมีแผงขายภาพวาดหนังสือหนังหา ขายผ้าพับแพรพรรณ ขายฝุ่นหอมชาดแต้มและเครื่องประดับ ยังมีแผงทำนายดวงชะตา

      หวังเทียนอี้ซื้อหนังสือซานกั๋วเหยี่ยนอี้ (พงศาวดารสามก๊ก) ชุดหนึ่ง หนังสือชุดนี้แต่งเมื่อปลายราชวงศ์มองโกลต่อกับราชวศ์หมิง ( ผู้แต่งคือหลอก้วนจง และเป็นฉบับพงศาวดารที่ชาวไทยคุ้นเคยที่สุด) มันเคยอ่านมาแล้ว เห็นว่าเขียนกุศโลบายได้ดียิ่ง ยามนั้นยื่นมือลูบคลำนห้าปกหนังสือ สูดกลิ่นหอมของหนังสือเข้าไปอย่างลืมตัว

     ยามนั้นลูกค้าที่มาเลือกหนังสือคนหนึ่งมองดูมันแวบหนึ่ง กล่าวว่า นี่มิใช่เซี่ยวเกอ (พี่อายุเยาว์) ที่สำแดงฝีมือที่โรงเตี๊ยมซือไห่หรอกหรือ?Ž

     หวังเทียนอี้คิดไม่ถึงว่ามีคนจดจำตนเองออก กลับไม่ทราบสมควรเผยอยิ้มอย่างสง่างาม หรือแสดงความหยิ่งยโสโดยการสะบัดหน้าไปอีกทางหนึ่งดี?

     แต่ว่าผู้อื่นไม่คิดเยินยอมัน กลับกล่าวว่า พวกท่านทำร้ายฉีแหย (นายแซ่ฉี) ยังไม่รีบหลบหนี? กลับกล้ามาเดินเล่นอีก?Ž

     หวังเทียนอี้งงงันวูบ ถามโพล่งว่า เหตุใดต้องหนี?Ž

     เพื่อนพ้องของคนผู้นั้นชิงกระตุกแขนเสื้อมันคนผู้นั้นค่อยรู้ตัวว่าปากมากไป รีบผละจากไปอย่างรีบร้อน หากยังแว่วเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังเข้าหูหวังเทียนอี้ว่า เด็กน้อยโง่งม... ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ...Ž

     หวังเทียนอี้ประหวัดนึกถึงท่าทีที่เถ้าแก่โรงเตี๊ยมซือไห่แสดงต่อคนแซ่ฉีนั้น ต่อให้มันโง่งมกว่านี้ ก็ฉุกคิดว่าไม่ถูกต้อง เถ้าแก่นั้นกลับหลอกพวกตน กลัวว่าพวกตนหลบหนีไป เมื่อมีคนสืบเสาะมา ไม่สามารถมีคำว่ากล่าวได้ จึงจงใจรั้งตัวพวกตนทั้งสามไว้ เปลี่ยนเป็นห้องพักสำหรับสามคน เพื่อแยกพวกตนออกจาแขกเหรื่ออื่นนั่นเอง

     นึกถึงตอนนี้ หวังเทียนอี้ใจเต้นแรงขึ้น สำหรับกับเด็กหนุ่มที่ออกเดินทางไกลเป็นครั้งแรกเมื่ออยู่ในเมืองที่แปลกถิ่น ผู้คนไม่คุ้นเคย สร้างความไม่สบายใจขึ้นมา

     หวังเทียนอี้วางหนังสือสามก๊กลงบนแผงหนังสือ ประสานมือต่อชายชราผมขาวที่ขายหนังสือ กล่าวว่า ผู้เฒ่าท่านนี้ขอถามเรื่องหนึ่งŽ

     ชายชรานั่นเข้าใจว่าหวังเทียนอี้คิดซื้อหนังสืออีก จึงถามว่า ต้องการหาหนังสืออันใด?Ž

     หวังเทียนอี้เห็นมีผู้คนสัญจรไม่น้อย จึงอ้อมถึงหลังแผงหนังสือ กระซิบถามชายชรานั้นว่า ขอถามตระกูลฉีในที่นี้เป็นอย่างไร?Ž

     ดวงตาชายชรานั้นทอแววแตกตื่นลนลานกล่าวว่า ไม่ทราบได้ อย่าได้ถามเรา เราไม่ทราบอะไรทั้งสิ้นŽ

     เห็นหวังเทียนอี้ยังยืนอยู่ข้างแผง จึงส่งเสียงกระแอม ถ่มเสมหะใส่หวังเทียนอี้ ไล่ให้หวังเทียนอี้จากไป    

     หวังเทียนอี้ยิ่งมายิ่งรู้สึกว่าผิดท่า ถือหนังสือสามก๊กเดินกลับโรงเตี๊ยมที่พัก ครุ่นคิดใคร่ครวญในใจ ดูท่าตระกูลฉียากตอแย ที่นี้อยู่นอกเขตอิทธิพลของสำนักชิงเฉิง แต่อยู่ห่างไม่ไกล ฝ่ายตรงข้ามมิอาจไม่เห็นแก่หน้าสำนักชิงเฉิงเราž

     นึกถึงตอนนี้ เหลือบเห็นปากตรอกแห่งหนึ่งปักป้ายผ้าขาวเขียนข้อความ ปากเหล็กพยากรณ์ รับว่าจ้างเขียนจดหมายŽ ที่แท้เป็นหมอดูผู้หนึ่ง

     หวังเทียนอี้เห็นที่นี้ผู้คนบางตา จึงตกลงใจลองถามดู ดังนั้นวกไปที่ปากตรอก กล่าวว่า ซินแส ข้าพเจ้าคิดทำนายชะตาŽ

     หมอดูนั้นเห็นชายหนุ่มผอมซูบแต่งตัวเรียบร้อย หว่างเอวสะพายกระบี่ผู้หนึ่งเดินเข้ามา รีบลุกขึ้นต้อนรับ กล่าวว่า เซี่ยวเกอ (พี่ชายอายุเยาว์) เชิญนั่งŽ พลางชี้มือไปยังม้านั่งเบื้องหน้า หมอดูผู้นี้หน้าตากร้านกรำ บนหนวดเคราที่มุมปากยังติดเศษอาหาร ชุดพรตที่เก่าขาดมีรอยปุปะหลายแห่ง

     หวังเทียนอี้ลอบผงกศีรษะ ทรุดกายนั่งลง

     หมอดูนั้นกล่าวว่า ฟังจากน้ำเสียงเซี่ยวเกอไม่คล้ายเป็นคนท้องถิ่น กลับคล้ายสำเนียงชิงโจวŽ หมอดูเน้นที่อ่านใจ พอแรกเริ่มจะสังเกตลักษณะการแต่งกาย สำเนียงเสียงกล่าว นำไปสู่การทำนายทายทัก หากเป็นคนแปลกถิ่น จะฉวยโอกาสหลอกต้มตุ๋นเงินทอง ดังนั้นถามว่า เซี่ยวเกอคิดทำนายดวงชะตาหรือว่าดูลายมือ?Ž

     หมอดูผู้นี้ไม่รอให้หวังเทียนอี้เอ่ยปาก ชิงกล่าวว่า ดูจากนรลักษณ์เซี่ยวเกอ แสดงว่ามีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ แต่ต้อนที่ที่หว่างคิ้วเซี่ยวเกอปกคลุมด้วยแววสีดำ...Ž

     หวังเทียนอี้ตัดบนว่า ซินแส ข้าพเจ้าคิดทายตัวหนังสือŽ

     หมอดูนั้นส่งเสียงดังอ้อ หยิบกระดาษฟางปึกหนึ่ง ยื่นส่งพู่กันให้ หวังเทียนอี้รับพู่กันมาเขียนคำ ฉีŽ คำหนึ่ง

     หมอดูนั้นรับกระดาษมาอ่านดู ในใจใคร่ครวญว่าจะบรรยายความให้รุนแรงอย่างไรดี พลันรู้สึกมีวัตถุสิ่งหนึ่งลอดใต้แผงมากระทบถูกเท้าของตนเอง พอก้มศีรษะลง ที่แท้เป็นมือข้างหนึ่งกำเงินแท่นหนึ่งสะกิดถูกต้นขามัน

     หมอดูนั้นเงยหน้าขึ้นด้วยความตระหนก เห็นหวังเทียนอี้วางมือข้างหนึ่งลงบนแผง อีกมือหนึ่งลอดใต้แผงมา ปากกล่าวว่า ซินแส ขอท่านบอกต่อข้าพเจ้าว่าคำ ฉีž ของเมืองลู่อี้เป็นเรื่องราวใด จะสมนาคุณอย่างงามŽ

     หมอดูนั้นตื่นตระหนกยิ่ง หดร่างไปด้านหลัง จนแผ่นหลังแนบติดกับกำแพง ปากกล่าว ท่านหมายถึงตระกูลฉี?Ž

     หวังเทียนอี้กล่าวว่า ที่นี้ไม่มีผู้คน หากท่านบอกต่อข้าพเจ้า เงินแท่งนี้จะเป็นของท่านŽ

     หมอดูนั้นมองดูหวังเทียนอี้ด้วยความแตกตื่นลนลาน จากนั้นยืดคอมองไปที่ปากตรอก ยามนี้เป็นเวลาหลังเที่ยง แสงแดดยังส่องไม่ถึงตรอกซอยคับแคบแห่งนี้ บนท้องถนนก็ไม่มีผู้คนเดินผ่าน มันก้มลงมองดูเงินแท่งนั้น กลืนน้ำลายคำหนึ่ง ยามพลุ่งพล่านใจ ใบหน้าที่ขาวซีดถูกปลุกเร้าจนแดงก้ำขึ้นมา

     หวังเทียนอี้กล่าวอีกว่า ข้าพเจ้าเป็นคนต่างถิ่น วันนี้เดินทางผ่านมา พรุ่งนี้จะจากไป ข้าพเจ้าสาบานว่าจะไม่บอกต่อผู้ใดŽ

     หมอดูนั้นกัดฟันกรอด คล้ายตัดสินใจเป็นมั่นเหมาะ หยิบฉวยเงินของหวังเทียนอี้ยัดไปในอกเสื้อ จากนั้นใช้สองมือคว้าจับมือซ้ายที่วางอยู่บนแผงของหวังเทียนอี้ไว้ ร้องบอกว่า ลายมือของเซี่ยวเกอไม่เลว เราจะสาธยายให้ฟังŽ

     หวังเทียนอี้ทราบว่ามันกลัวบุคคลอื่นได้ยิน หมอดูนั้นพอร้องขาดคำ ก็เหลียวหน้ามา ใช้สุ้มเสียงที่แผ่วเบากระซิบบอกต่อหวังเทียนอี้ว่าตระกูลฉีเป็นเรื่องราวใด

     หมอดูผู้นี้กล่าวอย่างเร่งร้อนถี่เร็ว แต่หวังเทียนอี้ยังจับใจความได้ ตระกูลฉีมีภูมิลำเนาอยู่ที่มณฑลซานซี ใช้ชีวิตที่เมืองลู่อี้มาสามชั่วอายุคน เป็นอันธพาลใหญ่ของท้องถิ่น ข่มเหงบุรุษฉุดคร่าสตรี ทั้งช่วงชิงอย่างเปิดเผย และครอบครองอย่างลับๆ นายผู้เฒ่านามฉีจวินจื้อ ตอนนี้อายุเกือบห้าสิบปี ได้รับถ่ายทอดเพลงเท้าแส้เหล็กมณฑลซานซี ไม่ทราบมีมือดีในบู๊ลิ้ม และชาวบ้านที่ไร้ความผิดตายใต้เท้าของมันเท่าใด มันมีบุตรโทนคนเดียว เรียกว่าฉีเหวินหลิน อายุสามสิบปี มิเพียงสืบทอดวิชาฝีมือของบิดา ฟังว่าเมื่อสิบปีก่อนมียอดฝีมือท่านหนึ่งผ่านทางมา รับมันเป็นศิษย์ในนาม ใช้เวลาหนึ่งเดือนถ่ายทอดเพลงดาบแก่มัน จนมีฝีมือรุดหน้าอีกขั้นหนึ่ง เคยจู่โจมสังหารมือดาบสี่ท่านต่อหน้าผู้คนหมู่มาก มิเพียงมีฝีมือกล้าแข็ง ทั้งยังป่าเถื่อนกว่าบิดาอีก

     สองพ่อลูกตระกูลฉีถือดีในฝีมือข่มเหงคนอ่อนแอ ทั้งชุบเลี้ยงอันธพาลกลุ่มใหญ่ช่วยกระพือความชั่วร้าย ไร่นาในรัศมีห้าลี้ลอบเมืองลู่อี้ถูกตระกูลฉียึดครองไปกว่าครึ่ง ร้านรวงในเมืองลู่อี้ทั้งหมดต้องจ่ายค่าคุ้มครองให้กับตระกูลฉีทุกเดือน ชาวเมืองลู่อี้ไม่ว่าจัดงานศพหรืองานมงคลล้วนต้องจ่ายเงิน หากหญิงสาวบ้านใดหมดจดงดงาม ไม่แน่ว่ายังถูกพ่อลูกตระกูลฉีฉุดคร่าไปย่ำยี

     ยังมีเมืองลู่อี้ตั้งอยู่ระหว่างแดนต่อแดนของมณฑลสองมณฑล เป็นทางสัญจรของพ่อค้าวาณิช ปรากฏโจรภูเขาชาวมิจฉาชีพออกอาละวาด ฟังว่าตระกูลฉียังสมคบคิดกับโจรผู้ร้ายปล้นทรัพย์พ่อค้าที่ผ่านมา

     สรุปแล้วตระกูลเป็นบุคคลที่ใช้มือเดียงปังฟ้า ชาวเมืองลู่อี้พอได้ยินคำตระกูลฉีล้วนตัวสั่นงันงก เสมียนที่ถูกทุบตีเป็นญาติห่างๆ ของตระกูลฉี แม้ไม่รู้จักวิทยายุทธ์ แต่รู้จักกอบโกยเงินทอง เป็นเขี้ยวเล็บให้กับสองพ่อลูกตระกูลฉี ได้รับความไว้วางใจจากตระกูลฉี

     หวังเทียนอี้พอฟังจบ ถึงกับขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ท่านอาจารย์มักบอกว่าชาวบู๊ลิ้มควรปราบภัยพาลอภิบาลคนดี แต่ท่านอาจารย์ก็เคยบอกว่า เพลงเท้าแส้เหล็กเป็นเพลงเท้าอันร้ายกาจ ขณะที่มันเดินออกจากตรอก ในใจบังเกิดความคิดหักล้างกัน ระหว่างรอจัดการกับตระกูลฉีเป็นงูเจ้าถิ่น พวกตนทั้งสามเป็นศิษย์กลุ่มอูสำนักชิงเฉิง ไม่ทราบว่าสู้ได้หรือไม่

     หลังจากทบทวนหวนนึก หวังเทียนอี้ทอดถอนใจยาว ตัดสินใจคืนห้องพักโรงเตี๊ยมถอนตัวจากไป

     มาตรว่าประกอบวีรกรรมสำคัญยิ่ง แต่ชีวิตน้อยๆ สำคัญยิ่งยวดกว่า

     จอมยุทธที่ไม่มีชีวิต ไหนเลยปราบภัยพาลอภิบาลคนดีได้?

     หวังเทียนอี้พึมพำกับตัวเองว่า ภายหน้าหากมีโอกาส เราจะกลับมากอบกู้ภัยให้กับชาวเมืองลู่อี้...Ž แน่นอน แม้แต่มันเองยังไม่เชื่อคำพูดนี้

     

     จอมยุทธ์สำนักชิงเฉิงโปรดชะงักเท้าŽ

     ที่ด้านหลังบังเกิดสุ้มเสียงหนึ่งดังขึ้น หวังเทียนอี้เหลียวหน้าไปอย่างงุนงง เห็นชายหนุ่มรูปงามผู้หนึ่งยืนอยู่ด้านหลังยิ้มให้กับมัน

     ชายหนุ่มผู้นี้สวมชุดยาวเนื้อฝ้าย พื้นเป็นแพรไหมสีขาว ที่ลำคอพันผ้าพันคอหนังเตียว (หนูเซเบิ้ล) สีเงิน หว่างเอวรัดเข็มขัดหนังสีขาวหิมะ บนเข็มขัดหนังฝังไว้ด้วยโมราเม็ดเขื่อง ศีรษะสวมมงกุฏสีทอง ปิ่นที่เสียบมวยผมถึงกับจัดทำจากหยกขาว เท้าสวมรองเท้านักบู๊สีดำ

     คนมีอายุยี่สิบเศษ ผิวขาวราวหยกขาว ประกอบด้วยตาหงส์ทั้งคู่ คิ้วทั้งคู่แม้เล็กเรียวแต่ดำเข้มราวกับหมึก จมูกโด่งตั้งตรง ริมฝีปากแดงฟันขาวสะอาด ยังงดงามกว่าอิสตรีอีก

     ชายหนุ่มยังพกพาอาวุธ ที่หว่างเอวสะพายดาบยาวสีดำ บนฝักดาบฝังอัญมณีสีเขียว เขียวเข้ม เหลือง ครามสี่เม็ด ประชันประกายกับเพชรตาแมวบนด้ามดาบจนแวววับจับตา

     มาตรว่าหน้าตาของมันหมดจดงดงาม แต่ปราศจากกลิ่นอายอันอ่อนช้อย ตรงกันข้ามกลับขับเน้นรูปลักษณะจนองอาจผึ่งผายอย่างยิ่งยวด

     หวังเทียนอี้ไม่เคยพบพานบุรุษสำอางเช่นนี้มาก่อน แม้แต่ศิษย์พี่ใหญ่เว่ยแวนอิงซึ่งได้ชื่อว่าเป็นบุรุษรูปงามอันดับหนึ่งสำนักชิงเฉิงก็ไม่อาจเทียบเปรียบได้

     ชายหนุ่มรูปงามเห็นหวังเทียนอี้เหม่อมองตนเอง ต้องยิ้มออกมา มันเห็นภาพเช่นนี้มาจนชาชิน ไม่นึกประหลาดใจแต่อย่างไร

     หวังเทียนอี้ค่อยสะท้านตื่นจนภวังค์ตะลึงลาน กล่าวว่า ไม่ทราบคุณชายท่านนี้มีคำแนะนำสั่งสอนใด?

     ชายหนุ่มรูปงามยิ้มพลางกล่าวว่า สองพ่อลูกตระกูลฉียังร้ายกาจกว่าที่ท่านได้ยินมาอีกŽ

     หวังเทียนอี้แทบกระโดดปราดขึ้นมา เมื่อครู่ตอนที่สนทนากับหมอดูนั้น มันไม่เห็นมีบุคคลที่สามอยู่ด้วยชัดๆ

     ชายหนุ่มรูปงามยิ้มกว้างเดิมกล่าวว่า ข้าพเจ้ามีใบหูที่ประเปรียว มักได้ยินคำพูดของผู้อื่นโดยบังเอิญ นี่หาได้ตั้งใจไม่Ž หยุดเล็กน้อยจึงกล่าวเสริมว่า เมื่อสองปีก่อน ฉีเหวินหลิงฆ่าสี่ดาบภูเขาไท่สิงกลางตลาด ผู้ตายล้วนเป็นชนชั้นยอดฝีมือ ยังมีฉีเหวินหลิงสองพ่อจิตใจคับแคบ มีแค้นต้องชำระล้าง พวกท่านทุบตีคนสนิทของมันต่อหน้าผู้คนมากมาย พวกมันไม่ว่าอย่างไรต้องกู้หน้ากลับคืนมาŽ

     หวังเทียนอี้หน้าเขียวคล้ำ กล่าวว่า ขอบคุณท่านที่เรียนบอก ขอถามท่านทราบได้อย่างไรว่าพวกเราสังกัดสำนักชิงเฉิง?Ž

     ชายหนุ่มรูปงามส่งเสียงดังอืมม์ กล่าวว่า ท่านกลับคิดอ่านรอบคอบนัก ข้าพเจ้าพักโรงเตี๊ยมเดียวกับพวกท่าน ตอนที่พวกท่านลงมือสั่งสอนคนของตระกูลฉี เราพอดีอยู่ด้านข้าง ต่อมาสอบถามผู้รับใช้ ผู้รับใช้บอกว่าพวกท่านลงชื่อในสมุดเข้าพักว่าเป็นศิษย์สำนักชิงเฉิงŽ

     หวังเทียนอี้ ฝืนยิ้มออกมา กล่าวว่า อย่างนั้นท่านเป็นสหายกับตระกูลฉี หรือเป็นศัตรูกับตระกูลฉี?Ž

     ชายหนุ่มรูปงามยิ้มพลางกล่าวว่า ข้าพเจ้าเป็นพ่อค้าที่ผ่านทางมา ไม่ได้เป็นสหายของผู้ใด เพียงกลัวว่าพวกท่านถูกผู้คนทุบตีจนตาย ยังไม่ทราบว่าคนลงมือเป็นใคร เพียงแค่ข้าพเจ้าคาดว่าฉีเหวินหลิงเห็นแก่หน้าสำนักชิงเชิง ยังไม่กล้าฆ่าพวกท่าน แต่ว่ามันถือดีเป็นผู้สูงศักดิ์กว่า ไม่แน่ว่าจะฟาดขาของผู้เยาว์จนหักไป...Ž

     หวังเทียนอี้หลั่งเหงื่อเย็นเยียบออกมา แต่ยังแสดงความขอบคุณตามมารยาทว่า ขอบคุณท่านที่ชี้แนะ ยังไม่ได้เรียนถามนามสูงส่งŽ

     ข้าพเจ้า มู่...ชิวสุ่ยŽ

     หวังเทียนอี้คิดรีบรุดกลับไปเตือนภัยศิษย์พี่ศิษย์น้อง จึงกล่าวคำอำลา หันกายหมายไป

     คุณชายมู่เรียกรั้งไว้ กล่าวว่า วันนี้พวกท่านยื่นมือช่วยผู้รับใช้ ที่ถูกข่มเหงรังแก ผู้น้องนับถือเลื่อมใสยิ่ง สำนักชิงเฉียงเป็นค่ายสำนักมาตรฐาน ผู้คนในโรงเตี๊ยมส่วนใหญ่ทาบความเป็นมาของพวกท่านแล้ว หากทราบว่าสำนักชิงเฉิงท่านถูกอันธพาลเมืองลู่อี้ผู้หนึ่งขู่ขวัญจนหรุบหางหลบหนี สำนักชิงเฉิงคงเสื่อมเสียชื่อเสียงนัก แน่นอนพวกท่านล้วนเป็นจอมยุทธ์สำนักชิงเฉิง ไหนเลยยอมก้มหัวให้กับอันธพาลท้องถิ่น ใช่หรือไม่?Ž

     หวังเทียนอี้หวนนึกถึงเมื่อครู่ตนเองคิดหนีออกจากเมืองลู่อี้ไปให้เร็วที่สุด ถึงกับอับอายจนหน้าแดงฉาน กล่าวว่า ขอบคุณคุณชายที่ให้การยกย่องสำนักชิงเฉิง ศิษย์สำนักชิงเฉิงหามีชนชั้นขลาดเขลาที่กลัวตายไม่ ขออำลาŽ

     มู่ชิวสุ่ยมองดูหวังเทียนอี้จากไปไกลโข พลันยิ้มออกมากล่าวว่า เด็กน้อยนี้หลงกลง่ายดายนักŽ

     ที่ข้างทางปรากฏชายกลางคนไว้หนวดยาวผู้หนึ่งจูงม้าพ่วงพีตัวหนึ่งเดินออกมา จนถึงข้างกายมู่ชิวสุ่ย กล่าวอย่างนอบน้อมว่า คุณชายไฉนบอกเรื่องของฉีเหวินหลินต่อเด็กน้อยสำนักชิงเฉิงนั้น?Ž

     มู่ชิวสุ่ยกล่าวราวไม่มีเรื่องราวใดว่า เราต้องการให้เด็กน้อยสำนักชิงเฉิงทั้งสามเตรียมตัวให้พร้อม หากยามฉุกละหุกถูกฉีเหวินหลินสองพ่อลูกโค่นล้มลง พวกเราก็ไม่ได้ชมดูเรื่องสนุกสนานแล้วŽ

     อย่างนั้นเหตุใดไม่บอกเรื่องที่ฉีเหวินหลินเป็นศิษย์ในนามของดาบหงสาหลินหวี่ต่อพวกมันด้วย?Ž

     ท่านอาอวี่ ดาบหงสาเป็นยอดฝีมือผู้อาวุโส เรายังไม่คิดขู่ขวัญศิษย์สำนักชิงเฉิงจนฝ่อตาย อีกประการ คนเหล่านี้เพียงเป็นเด็กโง่งมกลุ่มหนึ่ง ไม่แน่ว่าจะทราบว่าดาบหงสาเป็นใคร อย่าว่าแต่ครั้งกระโน้นดาบหงสาเพียงผ่านทางมาเพื่อขึ้นไปยังนครหลวง ได้รับการปรนนิบัติจากเฒ่าแซ่เป็นอย่างดี จึงชี้แนะเพลงดาบให้กับฉีเหวินหลินหนึ่งเดือน ทั้งรับเป็นศิษย์ในนาม ส่วนฉีเหวินหลินสามารถร่ำเรียนเพลงดาบสักกี่วัน วันนี้ไม่แน่ว่าจะได้ชมดูŽ

     อย่างนั้นคุณชายเห็นว่าผู้ใดแพ้ผู้ใดชนะ?Ž

     เด็กหนุ่มทั้งสามมีสำนักชิงเฉิงหนุนหลัง ต่างกับสี่ดาบภูเขาไท่สิงที่จอมยุทธ์โดดเดี่ยว ตายแล้วไม่มีคนเก็บศพให้ ฉีเหวินหลิงมีข้อกริ่งเกรงต่อสำนักชิงเฉิง คงไม่กล้าฆ่าคน แต่คงลงมือสั่งสอนพวกมันจนหน้าฟกช้ำดำเขียวแล้วŽ

     ท่านอาอวี่ถามอย่างนอบน้อมว่า คุณชาย วันพรุ่งนี้พวกเราจะไปเยือนตระกูลตามคำสั่งของนายเหนือหรือไม่?Ž

     เราคิดชมดูก่อน หากฉีเหวินหลิงมีฝีมือร้ายกาจจริง ก็จะดึงตัวมาเป็นพวก ไม่เช่นนั้นเราจึงคร้านที่จะลดตัวลงไปคบหากับอันธพาลร้านถิ่นŽ

     คุณชายปราดเปรื่องยิ่งŽ

     มูชิวสุ่ยเปลี่ยนเป็นฝ่ายถามว่า เมื่อครู่ให้ท่านไปดูลาดเลาที่ตระกูลฉี สุดท้ายเป็นอย่างไร?Ž

     ตอนที่เรากลับมา ฉีเหวินหลิงเรียกระดมกำลังพร้อมสรรพ เนื่องเพราะเสมียนนั้นถูกเตะกันจนขี่ม้าไม่ได้ ฉีเหวินหลินจึงร้องสั่งให้จัดหารถม้า คาดว่าคงใกล้มาถึงแล้วŽ

     อย่างนั้นกลับไปชมดูเรื่องสนุกสนานกัน ฮาฮาŽ

     

หนังสือแนะนำ

Special Deal