สัประยุทธ์ทะลุฟ้า

บทที่ 3 เย่าเหล่า

ผละจากโถงใหญ่ด้วยสีหน้าชืดชา เซียวเหยียนที่ใจลอยเล็กน้อยทำตามความเคยชิน ปีนป่ายขึ้นภูเขาด้านหลัง

นั่งบนยอดผา เหม่อมองทิวเขาสูงชันที่ปกคลุมด้วยม่านหมอกฝั่งตรงข้ามเงียบๆ ที่นั่นคือเทือกเขาสัตว์อสูรที่ขึ้นชื่อลือชาของจักรวรรดิเจียหม่า

"เฮอะๆ พลังฝีมือเอ๋ย...บนโลกนี้ ไม่มีพลังฝีมือยังต่ำต้อยยิ่งกว่าอุจจาระสุนัขกองหนึ่งอีก อย่างน้อย อุจจาระสุนัขยังไม่มีใครไปเหยียบ!” ยักไหล่นิดหนึ่ง เสียงเยาะตัวเองของหนุ่มน้อยเจือรอยหม่นเคือง สะท้อนก้องเหนือยอดเขา

สิบนิ้วสอดเข้าเรือนผมดำสนิท เซียวเหยียนกัดริมฝีปากแรงๆ ปล่อยให้คาวเลือดจางๆ อวลในปาก แม้กลางโถงใหญ่เขามิได้แสดงท่าทีไม่เหมาะสมอันใดออกมา แต่ประโยคนั้นของน่าหลันเยียนหราน กลับไม่ต่างจากคมมีดกรีดหัวใจ ทำให้เซียวเหยียนสั่นระริกทั้งตัว…

“ความอัปยศในวันนี้ ข้าไม่ขอรับอีกเป็นคำรบสอง” แบมือซ้ายที่มีรอยเลือดแนวหนึ่ง สุ้มเสียงเซียวเหยียนพร่าแตกทว่าเด็ดเดี่ยว

“คิกๆ เด็กน้อย ดูเหมือนเจ้าต้องการความช่วยเหลือ!”

ขณะเซียวเหยียนสาบานในใจ เสียงหัวเราะแปลกๆ เหมือนคนแก่พลันดังเข้าหู

สีหน้าแปรเปลี่ยน เซียวเหยียนหมุนตัวขวับ สายตาดุจเหยี่ยวกวาดมองเบื้องหลัง กลับไม่พบเห็นเงาคนแม้แต่น้อย

“คิกๆ อย่าหาเลย ข้าอยู่ในแหวนนี่”

ขณะที่เซียวเหยียนเข้าใจว่าตัวเองหูแว่ว เสียงหัวเราะประหลาดนั้นก้องดังขึ้นอีกครั้ง

ม่านตาหดเล็ก สายตาของเซียวเหยียนพลันหยุดกึกที่แหวนโบราณสีดำบนมือขวา

“เป็นท่านกำลังพูด?” เซียวเหยียนข่มความตื่นกลัวในใจ บังคับให้เสียงตัวเองราบเรียบ

“เด็กน้อยจิตแข็งใช้ได้ ไม่ถึงกับตกใจจนกระโดดลงไป” เสียงหัวเราะหยอกล้อดังขึ้นจากในแหวน

“ท่านเป็นใคร ไฉนอยู่ในแหวนข้า ท่านจะทำอะไร” หลังเงียบไปอึดใจ เซียวเหยียนสอบถามถึงปัญหาสำคัญอย่างชัดถ้อยชัดคำ

“ข้าเป็นใครเจ้าอย่าเพิ่งใส่ใจ รู้แค่ว่าจะไม่ทำร้ายเจ้าก็พอ เฮ่อ หลายปีมานี้ ในที่สุดก็ได้เจอคนที่ผ่านด่านการทดสอบพลังจิตแล้ว โชคดีจริงๆ คิกๆ แต่อย่างไรก็ต้องขอบใจเด็กน้อยที่เลี้ยงดูข้ามาสามปี ไม่อย่างนั้น เกรงว่าข้าคงต้องหลับใหลต่อไป”

“เลี้ยงดู?” กะพริบตาด้วยความสงสัย อึดใจถัดมา ใบหน้าเล็กๆ ของเซียวเหยียนพลันถมึงทึง เค้นเสียงเยียบเย็นผ่านไรฟัน “ที่ปราณแห่งยุทธ์ในกายข้าหายไปโดยไม่รู้สาเหตุ เป็นฝีมือท่าน?”

“คิกๆ ข้าเองก็จำใจ เด็กน้อยอย่าได้ถือโทษ”

“เป็นไปไม่ได้!”

เซียวเหยียนที่สุขุมเยือกเย็นตลอดมา ยามนี้กระโดดโหยงราวคนบ้า หน้าตาดุร้าย และไม่สนว่านี่คือมรดกที่มารดาทิ้งไว้ให้ตน พลันกระชากแหวนบนนิ้วโดยไม่เสียเวลาครุ่นคิด จากนั้นเขวี้ยงลงหุบเหวสูงชัน

แหวนเพิ่งพ้นมือ เซียวเหยียนใจหายวูบ รีบยื่นมือไขว่คว้า แต่แหวนที่พ้นมือได้หล่นร่วงสู่เหวลึกแล้ว

ตะลึงมองแหวนที่หายลับไปกับไอหมอก เซียวเหยียนอึ้งงันอยู่อึดใจ ใบหน้าค่อยกลับสู่ความสงบอีกครั้ง ตบหน้าผากอย่างกลัดกลุ้ม “เจ้างั่ง หุนหันเกินไป หุนหันเกินไปแล้ว”

เพิ่งรับทราบว่าตัวการที่ทำให้ตนได้รับการเหยียดหยามมาสามปี ที่แท้เป็นแหวนที่ใส่ติดตัวตลอดเวลา มิน่าเซียวเหยียนจึงควบคุมสติอารมณ์ไม่อยู่

นั่งอยู่ริมผาพักใหญ่ เซียวเหยียนค่อยส่ายหน้าอ่อนใจ ลุกยืนขึ้น หมุนกาย พลันสองตาเบิกกว้าง นิ้วมือสั่นสะท้านเมื่อชี้วัตถุตรงหน้า…

เบื้องหน้าเซียวเหยียน ยามนี้ลอยคว้างอยู่ด้วยแหวนโบราณสีดำวงหนึ่ง ที่ทำให้เซียวเหยียนแตกตื่น ยังคงเป็นท้องฟ้าบริเวณเหนือแหวน มีเงาร่างชราภาพที่โปร่งแสงคนหนึ่งพลิ้วลอยอยู่

“คิกๆ เด็กน้อย ไยต้องโมโหปานนี้ ก็แค่ดูดกลืนปราณแห่งยุทธ์ของเจ้าสามปีเอง” ชายชราโปร่งแสง ยิ้มปริ่มจ้องมองเซียวเหยียนที่ปากอ้าตาค้าง พลางเปิดปากกล่าว

มุมปากกระตุก ในสุ้มเสียงของเซียวเหยียนสะกดเพลิงโทสะเต็มที่ “ตาเฒ่า ในเมื่อท่านซ่อนอยู่ในแหวนข้า เช่นนั้นก็คงทราบว่า เพราะท่านดูดกลืนปราณแห่งยุทธ์ของข้า นำมาซึ่งเสียงเยาะหยันมากน้อยเท่าใดกระมัง”

“แต่ในเสียงเยาะหยันสามปีนี้ เจ้าก็เติบโตขึ้นมิใช่หรือ ถ้าไม่ใช่สามปีนี้ เจ้าจะมีความอดทนและสติปัญญาเช่นนี้ได้หรือ” หัวเราะอย่างไม่สะทกสะท้าน ผู้สูงวัยกล่าวชืดๆ

ขมวดคิ้ววูบหนึ่ง อารมณ์ของเซียวเหยียนเริ่มสงบลง หลังบันดาลโทสะ ความยินดีปรีดาพลันมาเยือน ในเมื่อไขปริศนาการหายไปของปราณแห่งยุทธ์ได้แล้ว เช่นนั้นบัดนี้ พรสวรรค์ของเขาย่อมต้องหวนคืนเช่นกัน!

แค่คิดว่ามีโอกาสหลุดพ้นจากสมญานามเศษสวะได้ในที่สุด เรือนร่างของเซียวเหยียนปลอดโปร่งเหมือนเกิดใหม่ และตาเฒ่าตัวแสบตรงหน้าก็พลอยแลดูไม่น่าชังไปด้วย

ของบางสิ่ง มีเพียงสูญเสียไป จึงถ่องแท้ในคุณค่าของมัน! สูญแล้วได้คืน จะทำให้คนทะนุถนอมยิ่งขึ้น!

ยืดเหยียดข้อมือเบาๆ เซียวเหยียนผ่อนลมหายใจคำหนึ่ง แหงนหน้ากล่าว “แม้ไม่ทราบว่าท่านเป็นใครกันแน่ แต่ข้าใคร่ถามสักข้อ ต่อไปท่านยังคิดจะสิงอยู่ในแหวน ดูดกลืนปราณแห่งยุทธ์ของข้าอีกหรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนั้น ข้าขอเตือนว่ายังคงหาที่อยู่ใหม่เถอะ ข้าเลี้ยงท่านไม่ไหว”

“คิกๆ คนอื่นกลับไม่มีญาณสัมผัสที่แก่กล้าเช่นเจ้า” ผู้สูงวัยลูบเครากระจุกหนึ่งพลางยิ้มกล่าว “ในเมื่อข้าเลือกที่จะเผยโฉมออกมาเอง เช่นนั้นต่อไปก่อนได้รับอนุญาตจากเจ้า ย่อมจะไม่ดูดกลืนปราณแห่งยุทธ์ของเจ้าอีก”

เซียวเหยียนกลอกตาค้อน แค่นหัวเราะไม่พูดจา เขาตัดสินใจแน่วแน่ ไม่ว่าตาเฒ่านี่จะกล่อมด้วยวาจาหวานหูปานใด ก็จะไม่ให้อีกฝ่ายติดตามข้างกายตนอีกแล้ว

“เด็กน้อย อยากเปลี่ยนเป็นแข็งแกร่งหรือไม่ อยากได้รับการเทิดทูนบูชาจากผู้อื่นหรือไม่” แม้กำหนดแน่ในใจว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวอีก ครั้นได้ยินถ้อยคำชุดนี้ หัวใจของเซียวเหยียนยังคงอดเต้นโครมมิได้

“ตอนนี้ข้าล่วงรู้สาเหตุการหายไปของปราณแห่งยุทธ์แล้ว ด้วยพรสวรรค์ของข้า เปลี่ยนเป็นแข็งแกร่งยังต้องพึ่งพาท่านหรือ?” สูดหายใจเนิบๆ เซียวเหยียนเอ่ยเสียงจืดชืด เขาตระหนักแก่ใจ ใต้หล้านี้ไม่มีมื้อเที่ยงที่กินเปล่า ยอมรับบุญคุณจากบุคคลลึกลับผู้หนึ่งโดยไม่มีสาเหตุ หามิใช่การตัดสินใจที่ชาญฉลาด

“เด็กน้อย พรสวรรค์ของเจ้าแม้ดีมาก แต่เจ้าควรทราบ ตอนนี้เจ้าสิบห้าขวบแล้ว และปราณแห่งยุทธ์ของเจ้ากลับเพิ่งถึงช่วงที่สาม ข้าเหมือนเคยได้ยินว่า ปีหน้าเจ้าก็ต้องเข้าพิธีโตเต็มวัยแล้วไม่ใช่หรือ เจ้าคิดว่าภายในหนึ่งปีสั้นๆ อาศัยแค่การฝึกฌานอย่างหนักก็พุ่งพรวดถึงช่วงที่เจ็ดได้? อีกอย่างเจ้าเพิ่งเดิมพันกับสาวน้อยคนนั้นในอีกสามปีถัดไป พรสวรรค์ของเด็กหญิงคนนั้นกลับมิได้ต่ำทรามกว่าเจ้าเท่าใด เจ้าอยากไล่ให้ทันนางกระทั่งเหนือกว่านาง ไหนเลยง่ายดายปานนั้น” ใบหน้าเหี่ยวย่นของผู้สูงวัย ยามนี้คล้ายดอกเบญจมาศที่บานแฉ่งดอกหนึ่ง

“ถ้าไม่ใช่เพราะท่านดูดกลืนปราณแห่งยุทธ์ของข้า ข้าหรือจะถูกนางสบประมาทปานนี้? ท่านมันตาเฒ่าบัดซบ!”  โดนผู้สูงวัยแทงถูกใจดำ ใบหน้าเซียวเหยียนบูดบึ้งอีกครั้ง โมโหจนเอ็ดตะโรขึ้นมา

หลังแผดด่ายกใหญ่ เซียวเหยียนกลับสู่ความซึมเซา เรื่องราวถึงขั้นนี้ ก่นด่าอย่างไรก็ไม่มีอะไรดีขึ้น การฝึกปราณแห่งยุทธ์ พื้นฐานเป็นสิ่งสำคัญมาก ปีนั้นสี่ขวบตนเริ่มฝึกฌาน ฝึกอยู่หกปีเต็มๆ ถึงบรรลุปราณแห่งยุทธ์ช่วงที่เก้า ต่อให้ตอนนี้พรสวรรค์ของตนฟื้นฟูกลับมา แต่คิดจะฝึกถึงช่วงที่เจ็ดภายในเวลาหนึ่งปี โดยปกติแล้วแทบไม่มีความเป็นไปได้

ถอนใจอย่างท้อแท้ เซียวเหยียนเหลือบมองผู้สูงวัยโปร่งแสงที่ท่าทางสูงส่งคนนั้น หัวใจพลันกระตุกวูบ เม้มปากก่อนกล่าว “หรือท่านมีวิธี?”

“อาจจะ” ผู้สูงวัยยิ้มตอบกำกวม

“ท่านช่วยข้าบรรลุปราณแห่งยุทธ์ช่วงที่เจ็ดในเวลาหนึ่งปี เรื่องที่ท่านดูดพลังข้าสามปี ถือว่าเลิกแล้วต่อกัน เป็นอย่างไร” เซียวเหยียนหยั่งเชิง

“คิกคิก เจ้าเด็กน้อยหัวหมอดีนี่”

“หากท่านไม่มีประโยชน์อะไรกับข้า เช่นนั้นข้าไยต้องพกพาตัวภาระนี้ไว้ข้างกาย ข้าว่า ท่านผู้เฒ่ายังคงหาร่างอื่นสิงเถอะ” เซียวเหยียนแค่นหัวเราะ สนทนาได้สักพัก เขาพอมองออกว่าผู้สูงวัยร่างโปร่งแสงท่านนี้คล้ายไม่สามารถดูดกลืนปราณแห่งยุทธ์จากใครได้ทุกคน

“เจ้าไม่เหมือนหนุ่มน้อยสิบห้าขวบสักนิด ดูเหมือนสามปีนี้เจ้าเติบโตขึ้นมากจริงๆ นี่ถือเป็นกรรมสนองข้าใช่หรือไม่” แลเห็นเซียวเหยียนเจ้าเล่ห์ปานนี้ ผู้สูงวัยผงะวูบ พลันส่ายหน้าไปมาอย่างไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี

เซียวเหยียนแบมือ เอ่ยชืดๆ “อยากให้ข้าเลี้ยงดูท่านต่อ ท่านก็ควรแสดงความจริงใจบ้าง”

“เด็กน้อยที่ปากคอฉาดฉาน ตกลง ตกลง ใครใช้ให้เราตาแก่ยังมีเรื่องขอร้องเด็กน้อยตัวแสบอย่างเจ้า” ผงกศีรษะระอาใจ เงาร่างของผู้สูงวัยพลิ้วลงพื้น สายตาพินิจเซียวเหยียนขึ้นลงหลายรอบ รอยยิ้มพิลึกคล้ายบรรลุแผนชั่วร้ายชนิดหนึ่งผุดขึ้นบนใบหน้า ก่อนหายวับอย่างรวดเร็ว รวนเรเล็กน้อยค่อยเปิดปากอย่างไม่เต็มใจนัก “เจ้าอยากเป็นนักปรุงโอสถหรือไม่”

“นักปรุงโอสถ?”

สดับคำถาม เซียวเหยียนตะลึงงัน ตามด้วยขมวดคิ้ว “ในมหาพิภพโต้วชี่ ขอเพียงเป็นคน มีใครไม่อยากกลายเป็นนักปรุงโอสถบ้าง แต่นักปรุงโอสถใครๆ ก็สามารถเป็นได้อย่างนั้นหรือ เงื่อนไขที่โหดร้ายเหล่านั้น…” คำพูดชะงักกึก เซียวเหยียนเงยหน้าอ้าปากกว้าง “หรือข้าบรรลุเงื่อนไขแล้ว?”

ค่อนข้างชื่นชมสีหน้าตื่นเต้นดีใจระคนวาดหวังของเซียวเหยียน ผู้สูงวัยลูบเคราครุ่นคิดเล็กน้อย พินิจขึ้นลงอีกรอบ ก่อนทอดถอนอย่างลำบากใจ “แม้คุณสมบัติจะผ่านแบบเฉียวฉิว แต่ใครใช้ให้ข้าติดค้างน้ำใจเจ้าเรื่องหนึ่งเล่า เฮ่อ ช่างเถอะ ถือว่าชดใช้หนี้บุญคุณแล้วกัน”

เหล่มองผู้สูงวัยที่ปั้นหน้าฝืนใจเต็มที ในใจเซียวเหยียนมักรู้สึกว่า ที่ตาเฒ่าคนนี้บอกว่าคุณสมบัติผ่านแบบเฉียดฉิวออกจะเสแสร้งชอบกล แต่ตอนนี้เขาคร้านจะซักไซ้ เพียงแต่ในความยินดีปรีดา ยังแฝงความสงสัยอยู่หลายส่วน “ต่อให้ข้าบรรลุเงื่อนไข แต่นักปรุงโอสถโดยปกติล้วนต้องผ่านการอบรมสั่งสอนจากอาจารย์โดยตรง หรือท่านเป็นนักปรุงโอสถ?”

จ้องมองใบหน้าเปี่ยมแววฉงน ผู้สูงวัยหัวเราะคิก ยืดอกเล็กน้อย ในน้ำเสียงเจือรอยภาคภูมิใจ “มิผิด ข้าก็คือนักปรุงโอสถ”

กะพริบตาปริบๆ แววตาเซียวเหยียนที่มองดูผู้สูงวัย พลันเปล่งประกายขึ้นมา นักปรุงโอสถ! นั่นคืออาชีพที่มีคุณค่าสูงสุด!

“ท่านผู้เฒ่า เรียนถามเล็กน้อย เมื่อก่อนท่านเป็นนักปรุงโอสถระดับใด” เซียวเหยียนเลียริมฝีปาก สุ้มเสียงอ่อนใสแฝงรอยเกรงใจหลายส่วน

ในมหาพิภพโต้วชี่ นักปรุงโอสถแม้ล้ำค่า ฐานะสูงส่ง หากก็มีระบบการแบ่งระดับชั้นอย่างชัดเจน จากต่ำถึงสูงแบ่งออกเป็นระดับหนึ่งถึงเก้า ก่อนหน้านี้ในห้องโถงใหญ่ เจ้าของโอสถผนึกปราณในมือเก่อเย่...ราชาโอสถกู่เหอ ก็เป็นนักปรุงโอสถระดับหกท่านหนึ่ง ในโลกปรุงยาของจักรวรรดิเจียหม่า ได้รับการยกย่องเป็นอันดับหนึ่ง

“ระดับใด คิกๆ จำไม่ได้แล้ว...เอ๊ะ เด็กน้อย ตกลงเจ้าจะเรียนหรือไม่เรียน” ส่ายศีรษะไปมา ผู้สูงวัยพลันโพล่งถามน้ำเสียงหงุดหงิด

“เรียน เรียน!”

เซียวเหยียนไม่ลังเลอีกแล้ว ศีรษะเล็กๆ รีบผงกขึ้นลง นักปรุงโอสถ แม้แต่สำนักม่านเมฆาที่อิทธิพลกว้างขวาง ก็ยังยกย่องให้เป็นอาคันตุกะชั้นสูง

“คิกๆ เช่นนั้นก็กราบอาจารย์เถอะ” ผู้สูงวัยนั่งขัดสมาธิบนหินก้อนหนึ่ง หัวเราะเจ้าเล่ห์

“ยังต้องกราบอาจารย์อีกหรือ?”

“เหลวไหล เจ้าไม่กราบอาจารย์ก็คิดจะให้ข้าประสิทธิประสาทความรู้ให้ ฝันกลางวัน!” ผู้สูงวัยค้อนตาหลับตาเหลือก เห็นชัดว่าตาเฒ่าที่นิสัยค่อนข้างคร่ำครึ ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ศิษย์อาจารย์มาก

เบะปากจนใจ เพื่อกลายเป็นนักปรุงโอสถที่ล้ำค่าคนหนึ่ง เซียวเหยียนได้แต่ทำพิธีกราบอาจารย์ด้วยความนอบน้อม

แลเห็นเซียวเหยียนกราบไหว้ครบถ้วนกระบวนความ ผู้สูงวัยค่อยผงกศีรษะพึงใจ ในน้ำเสียงยิ่งทวีความสนิทสนมขึ้น “ข้าเรียกว่าเย่าเหล่า ส่วนความเป็นมาของข้า ตอนนี้ขออุบไว้ก่อน เลี่ยงมิให้เจ้าเสียสมาธิ เจ้ารู้ไว้แค่ว่า เจ้าคนที่ได้รับการยกย่องเป็นราชาโอสถอะไรนั่น อันที่จริง...อันที่จริงก็แค่ชนชั้นสามัญคนหนึ่งเท่านั้นเอง”

มุมปากกระตุก เซียวเหยียนมองดูท่าทางสบายๆ ของผู้สูงวัย คำพูดที่กำลังจะหลุดปากพลันกลืนกลับลงไป ‘ตาเฒ่านี่มีความเป็นมาอย่างไรกันแน่ ราชาโอสถกู่เหอที่โด่งดังไปทั่วจักรพรรดิเจียหม่า เขากลับไม่เห็นอยู่ในสายตา คำพูดนี้หากสะพัดออกไป คงได้ถูกคนทั้งจักรวรรดิเจียหม่าหัวเราะว่าเป็นคนบ้าแน่ๆ’

สูดหายใจนิดหนึ่ง ข่มความตื่นตระหนกในใจ เซียวเหยียนกลอกตาคราหนึ่ง ยิ้มกริ่มขณะกล่าว “ไม่ทราบอาจารย์จะทำให้ข้าบรรลุปราณแห่งยุทธ์ช่วงที่เจ็ดภายในหนึ่งปีได้อย่างไร”

“แม้สามปีที่ผ่านมา ปราณแห่งยุทธ์ของเจ้าลดลงตลอด แต่ก็เพราะเหตุนี้ จึงส่งผลให้รากฐานของเจ้าแข็งแรงมั่นคงเหนือผู้อื่น การฝึกปราณยุทธ์ รากฐานคือสิ่งสำคัญที่สุด วันหน้าเจ้าจะสัมผัสได้เอง ว่าสามปีที่พลังฝีมือถดถอยนั้นนำผลดีมาให้เจ้าปานใด” รอยยิ้มบนใบหน้าเย่าเหล่าค่อยๆ เลือนหาย ขณะกล่าวน้ำเสียงจริงจัง

เซียวเหยียนงงงัน เขาไม่ทราบจริงๆ พลังฝีมือถดถอยสามารถนำผลดีอันใดมาให้ตน

“เช่นนั้นเมื่อใดจะสอนวิชาปรุงยาให้ข้า” เซียวเหยียนกลอกตาคราหนึ่ง พุ่งความสนใจไปยังสิ่งสำคัญที่สุด

“อยากกลายเป็นนักปรุงโอสถ จำเป็นต้องมีเปลวเพลิงปราณยุทธ์สนับสนุน  ดังนั้น ก่อนเรียนวิชาปรุงยา อย่างน้อยเจ้าต้องกลายเป็นนักยุทธ์ รวมทั้งต้องฝึกเคล็ดวิชาปราณยุทธ์ที่เป็นธาตุไฟวิชาหนึ่งเสียก่อน”

“เคล็ดวิชาธาตุไฟ? คิกๆ อาจารย์ ในเมื่อข้าเป็นศิษย์ของท่าน เช่นนั้นท่านก็เอาเคล็ดวิชาธาตุไฟชั้นฟ้ามาให้ข้าฝึกเถอะ” เซียวเหยียนยื่นมือออกไป เอ่ยขอพร้อมเสียงหัวเราะ

“เหลวไหล เจ้าคิดว่าเคล็ดวิชาชั้นฟ้าคือหัวมันหัวเผือกหรือไร พูดออกมาได้!” สดับวาจา เย่าเหล่าหนังหน้ากระตุก ด่าทออย่างหัวร่อไม่ได้ร่ำไห้ไม่ออก

“ตาเฒ่า ในเมื่อกราบไหว้เป็นศิษย์ท่านแล้ว จะให้ข้าไปหาเคล็ดวิชาจากในตระกูลอีกหรือ ในตระกูลพวกเรา เคล็ดวิชาธาตุไฟที่ดีที่สุด ข้าจำได้ว่าก็แค่ชั้นทองขั้นสูงเท่านั้น นี่ออกจะอัปลักษณ์เกินไปกระมัง” เซียวเหยียนปั้นหน้ากลัดกลุ้ม

“เจ้าลูกสัตว์ นี่อาจารย์ ไม่ใช่ตาเฒ่า!”

ฉุนกับคำเรียกขานของเซียวเหยียนจนค้อนควัก เย่าเหล่าคิดไม่ถึง นี่เพิ่งกราบไหว้อาจารย์แท้ๆ เจ้าหมอนี่ก็ลามปามถึงศีรษะแล้ว

“ฮึ ในเมื่อเป็นศิษย์ข้า ย่อมไม่ให้เจ้าอัปลักษณ์แน่นอน เคล็ดวิชาชั้นฟ้า ข้าไม่มี! แต่ข้ากลับมีเคล็ดวิชาที่พิสดารพันลึกกว่าเคล็ดวิชาชั้นฟ้า เจ้าจะเรียนหรือไม่” แค่นเสียงคำหนึ่ง ในดวงตาพร่ามัวของเย่าเหล่าพลันแพรวพราวด้วยเหลี่ยมเล่ห์

“พิสดารพันลึกยิ่งกว่าเคล็ดวิชาชั้นฟ้า?”

หัวใจเต้นรัว เซียวเหยียนกลืนน้ำลาย ลูกตาดำจัดทอประกายร้อนแรงไม่รู้ตัว “นั่นเป็นเคล็ดวิชาระดับใด”

“ชั้นทองขั้นต้น” เสียงหัวเราะของเย่าเหล่า ทำให้เซียวเหยียนชักสีหน้า

“ตาเฒ่า ท่านแกล้งข้า?”

อึดใจให้หลัง เหนือยอดผาปรากฏเสียงคำรามกราดเกรี้ยวของหนุ่มน้อยก้องดังขึ้น

แลเห็นหนุ่มน้อยโมโหจนหน้าตาเหยเก เย่าเหล่าหัวเราะสะใจ สามารถทำให้เซียวเหยียนที่เยือกเย็นจนเหมือนปีศาจน้อยกลายเป็นสภาพนี้ได้ เขารู้สึกภาคภูมิใจจริงๆ

“แล้วเคล็ดวิชานั่นมีอะไรพิสดารพันลึก” จับจ้องใบหน้ากระหยิ่มของเย่าเหล่า เซียวเหยียนเริ่มสงบลง มุ่นคิ้วเอ่ยถาม

“มันสามารถวิวัฒนาการได้!” เงียบไปเล็กน้อย เย่าเหล่าค่อยบอกยิ้มๆ

ลูกตาดำหดเล็ก เซียวเหยียนจ้องเขม็งเย่าเหล่าซึ่งอยู่ตรงหน้า อึดใจใหญ่ต่อมาค่อยส่ายศีรษะ “เป็นไปไม่ได้ ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนว่า มีเคล็ดวิชาอะไรที่สามารถวิวิฒนาการได้”

“เชอะ เจ้าเด็กน้อยไม่รู้ประสา มหาพิภพโต้วชี่กว้างใหญ่สุดเปรียบ เรื่องแปลกคนแปลกมีอยู่มากมายสุดจะนับ  ในสายตาเด็กน้อยที่ไม่เคยออกจากจักรวรรดิเจียหม่าอย่างเจ้า สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ยังมากกว่าน้ำทะเลเสียอีก” เย่าเหล่าแดกดันอย่างเหยียดๆ

เซียวเหยียนผงะ พลันย้อนถามอย่างไม่ยอมแพ้ “หรือท่านเคยได้ยินเคล็ดวิชาใดสามารถวิวัฒนาการได้?”

เย่าเหล่ายิ้มค้าง สักพักค่อยยิ้มแห้งส่ายหน้า “ก็เพราะไม่มี เคล็ดวิชาของข้าถึงได้เด่นชัดขึ้นมาอย่างไรเล่า”

“สามารถวิวัฒนาการได้จริง?” เห็นสีหน้าจริงจังของเย่าเหล่า เซียวเหยียนอดถามย้ำอีกครั้งไม่ได้

“สามารถวิวัฒนาการได้จริง!” เย่าเหล่าผงกศีรษะด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม

“ท่านเคยฝึก?” เซียวเหยียนถามอีก

“เอ่อ...ไม่เคย” เย่าเหล่ายิ้มแห้งส่ายหน้า

“แล้วมีคนอื่นเคยฝึก?”

“เอ่อ...ไม่มี”

บนหน้าผาก เอ็นเขียวกระตุกวูบ หมัดของเซียวเหยียนกำแน่น พยายามข่มความพลุ่งพล่านที่จะพุ่งกำปั้นออกไป น้ำเสียงสะกดโทสะเต็มที่ “ไม่เคยมีใครฝึก แล้วท่านรู้ได้อย่างไรว่ามันวิวัฒนาการได้”

“ก็บนเคล็ดวิชาแนะนำไว้แบบนั้น” เย่าเหล่ายิ้มเจื่อน

“ถึงกับมีเคล็ดวิชาประเภทนี้อยู่จริง” หัวคิ้วขมวดแน่นเป็นปม เซียวเหยียนรวนเรเล็กน้อย จากนั้นกลอกตาคราหนึ่ง กล่าวว่า “ให้ข้าดูได้หรือไม่”

“คิกคิก…” หัวเราะแปลกๆ เมื่อกวาดมองเซียวเหยียนที่ใคร่รู้สุดขีด เย่าเหล่าเหยียดมุมปาก พลันพลิกลิ้น “ช่างเถอะ ตอนนี้เจ้าดูไปก็ไม่มีประโยชน์ รอให้เจ้าบรรลุระดับนักยุทธ์ก่อนข้าค่อยถ่ายทอดให้เจ้าแล้วกัน”

ฝ่ามือที่ยื่นออกไปแข็งค้าง มุมปากเซียวเหยียนกระตุกรุนแรงอยู่นาน ค่อยเค้นเสียงลอดไรฟันออกมาสองคำ “ท่านโหด!”

หัวเราะชอบใจหลายคำ เย่าเหล่าไม่สนใจลูกตาดำขลับที่ลุกโพลงด้วยเพลิงพิโรธของเซียวเหยียน ยิ้มกล่าว “ภารกิจตอนนี้ ก็คือภายในหนึ่งปีต้องทำให้ปราณแห่งยุทธ์ของเจ้าขึ้นถึงช่วงที่เจ็ดให้ได้”

“ท่านมีวิธีอะไร” เซียวเหยียนข่มความใคร่รู้เรื่องเคล็ดวิชาลึกลับนั่นลงไป กัดฟันเอ่ยถาม

“การฝึกปราณแห่งยุทธ์เบื้องต้น ที่สำคัญคือ ขยายเส้นลมปราณ หล่อหลอมร่างกาย เพิ่มความแข็งแกร่งของเส้นลมปราณ เพื่อปูพื้นฐานสำหรับการผนึกปราณยุทธ์ในภายหน้า เนื่องจากร่างกายมนุษย์ในช่วงวัยนี้ เส้นลมปราณภายในร่างจะอ่อนแอที่สุด อีกทั้งยังพัฒนาการได้ดีที่สุด ดังนั้น กระบวนการฝึกนี้จำเป็นต้องดำเนินไปทีละขั้น ไม่อาจใช้กำลังภายนอกมากระตุ้นเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นต่อไปเมื่อปราณยุทธ์ในกายแข็งแกร่งขึ้น เส้นลมปราณจะขาดสะบั้นจนตายเนื่องจากรองรับแรงปะทะของปราณยุทธ์ที่แข็งแกร่งขึ้นทุกวันไม่ไหว” เย่าเหล่าบอกด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

สำหรับจุดนี้ เซียวเหยียนกลับกระจ่างดี ช่วงสามปีที่เขากลายเป็นเศษสวะ บิดาเขาเป็นเพราะร้อนใจจึงพยายามถ่ายเทปราณยุทธ์เข้าสู่ร่างกายเขาหลายครั้ง แต่ทุกครั้งล้วนหยุดกะทันหันในช่วงคับขัน ดังนั้น เซียวเหยียนชัดเจนอย่างยิ่งถึงคุณและโทษในเรื่องนี้

เย่าเหล่าชำเลืองเซียวเหยียนที่สีหน้าสงบนิ่ง ผงกศีรษะพึงใจ ยิ้มกล่าว “สำหรับคนอื่นแล้ว เป็นเช่นนั้นจริง แต่เจ้ากลับไม่เหมือน พื้นฐานในร่างกายเจ้าหนักแน่นมั่นคงตั้งแต่เมื่อสามปีก่อนแล้ว อีกทั้งหลายปีมานี้เจ้าก็มานะบากบั่น ไม่เคยละเลยการฝึกแม้แต่วันเดียว ดังนั้น พื้นฐานของเจ้าตอนนี้ ผู้เป็นอาจารย์สามารถกล่าวอย่างไม่เกรงใจได้ว่า เยี่ยมยอดมาก!”

“หรือท่านอยากอาศัยกำลังภายนอกยกระดับพลังฝีมือของข้า เช่นกินโอสถ?” เซียวเหยียนแววตาเป็นประกาย

“ประมาณนั้น แต่ทว่า ระดับความแข็งแกร่งของเส้นลมปราณเจ้าในตอนนี้ ไม่อาจรองรับการปะทะของฤทธิ์ยาชนิดใดๆ ได้ แม้กระทั่งโอสถผนึกปราณที่ระดับต่ำสุด นั่นก็ไม่ได้!”

“โอสถผนึกปราณที่ระดับต่ำสุด…” นิ้วมือสั่นกระดิก เซียวเหยียนใคร่จะกลอกตาค้อน โอสถวิเศษที่ถูกปั่นราคาจนสูงลิ่วในจักรวรรดิเจียหม่า พอถึงปากของอาจารย์ลึกลับท่านนี้ของตน ถึงกับกลายเป็นยาระดับต่ำสุดไปแล้ว

“เช่นนั้นวิธีของท่านคือ?” สูดหายใจลึกคำหนึ่ง เซียวเหยียนขมวดคิ้วเอ่ยถาม

“เฮอะๆ ฤทธิ์ยารุนแรงเกินไป ง่ายต่อการทำร้ายเส้นลมปราณ ดังนั้นพวกเราจำเป็นต้องใช้วิธีที่นุ่มนวลขึ้น” เย่าเหล่าระบายยิ้ม

“พรุ่งนี้ เจ้าเตรียมหญ้าจื่อเย่หลันสามต้น อายุยิ่งนานยิ่งดี ยังมีดอกล้างกระดูกสองต้น อายุเท่าไรก็ได้ อ้อ ใช่แล้ว ยังมีแก่นอสูรระดับหนึ่งที่เป็นธาตุไม้อีกหนึ่งก้อน เหล่านี้ล้วนเป็นวัตถุดิบชั้นต่ำ คิดว่าเจ้าคงพอหาได้...มีคนขึ้นมาแล้ว ข้ากลับเข้าแหวนก่อน! ห้ามบอกใครถึงการดำรงอยู่ของข้า รวมทั้งคนที่ใกล้ชิดเจ้าที่สุด” พูดจบ เย่าเหล่าไม่สนเซียวเหยียนที่อ้าปากกว้างขึ้นทุกที ผลุบหายเข้าไปในวงแหวนสีดำทันที แหวนสั่นเล็กน้อย ก่อนสวมเข้านิ้วมือเซียวเหยียนอย่างแม่นยำ

“หญ้าจื่อเย่หลันสามต้น? ดอกล้างกระดูกสองต้น? แก่นอสูรระดับหนึ่งธาตุไม้หนึ่งก้อน? ตาเฒ่า เข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า เห็นข้าเป็นลูกหลานเชื้อพระวงศ์หรือไร รวมกันสามอย่างต้องมีหนึ่งพันเหรียญทองเชียว! เงินออมที่ข้าอุตส่าห์กระเหม็ดกระแหม่มาหลายปีก็มีอยู่แค่สี่ร้อยเหรียญทองเท่านั้น อย่างมากก็ซื้อได้แค่แก่นอสูรระดับหนึ่งก้อนเดียว” เซียวเหยียนถลึงตาใส่แหวน

นั่นเป็นเรื่องของเจ้า คิกๆ น้ำโอสถที่ข้าปรุงขึ้น ผู้อื่นมีเงินยังหาซื้อไม่ได้ด้วยซ้ำ แค่ให้เจ้าออกเงินค่าวัตถุดิบนิดหน่อย ทำเป็นโอดครวญ’ เสียงหัวเราะหยอกเย้าของเย่าเหล่า ดังขึ้นกลางใจเซียวเหยียน

“สิ่งที่นักปรุงโอสถปรุงออกมา มีแต่คนรวยเท่านั้นถึงจะใช้ได้จริงๆ” เซียวเหยียนหัวเราะขื่นๆ

เงินค่าขนมที่เขาได้จากตระกูลเซียวทุกเดือนก็ไม่นับว่าน้อย เป็นจำนวนถึงยี่สิบเหรียญทอง เงินเหล่านี้วางไว้ด้านนอก เพียงพอให้ครอบครัวชาวบ้านทั่วไปใช้กินอยู่ได้เกินหนึ่งปี แต่เอาเงินจำนวนนี้ไปซื้อวัตถุดิบตามที่เย่าเหล่าสั่ง กลับเป็นแค่ขนหนึ่งเส้นของวัวเก้าตัวเท่านั้น นี่ก็คือความแตกต่าง!

“เฮ่อ ได้แต่ขอยืมคนอื่นแล้ว…” ถอนใจด้วยความกลุ้ม เซียวเหยียนค่อยๆ เก็บงำอารมณ์ ใบหน้าคืนสู่ความสงบดังเดิม หันไปมองทางเดินขึ้นเขา ที่นั่น เงาร่างอรชรสีม่วงสายหนึ่ง ประดุจภูตพรายก็มิปาน กำลังทะยานขึ้นมาอย่างปราดเปรียว

ปลายเท้าสะกิดบนหินผาเบาๆ เซียวซวินเอ๋อร์ประดุจผีเสื้อสีม่วง ท่วงท่าอ่อนช้อยกรีดวาดเป็นวงอันงดงาม กระโจนถึงยอดเขาอย่างแผ่วเบา ผินหน้านิดๆ สายตากวาดมองหนุ่มน้อยตรงริมผา

เพ่งมองหนุ่มน้อย ซวินเอ๋อร์ผงะเบาๆ ไม่พบเห็นเพียงครึ่งวัน หากนางกลับรู้สึก เซียวเหยียนในตอนนี้คล้ายมีบางสิ่งเพิ่มขึ้นจากก่อนหน้า

เมื่อดวงตาสองคู่ประสานกันท่ามกลางสายลมภูเขา ซวินเอ๋อร์สัมผัสได้ในที่สุดว่าหนุ่มน้อยมีอะไรเพิ่มขึ้น นั่นคือ...ความเชื่อมั่นในตนเอง!

สามปีแล้ว วงแสงที่เจิดจรัสที่สุดบนร่างของหนุ่มน้อยในอดีต ในที่สุดก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง

เคลิบเคลิ้มไปกับรอยยิ้มรำไรบนมุมปากหนุ่มน้อย พวงแก้มนวลเนียนของเซียวซวินเอ๋อร์ปรากฏลักยิ้มกระจุ๋มกระจิ๋ม ก่อนระบายยิ้มกล่าว “เห็นท่าทางตอนนี้ของพี่เซียวเหยียน คล้ายว่าไม่จำเป็นต้องให้ซวินเอ๋อร์มาปลอบใจแล้ว”

“คนเมื่อประสบอุปสรรค ยังคงต้องเติบโตมิใช่หรือ” เซียวเหยียนยักไหล่ ยิ้มกล่าว

“นางจะต้องสำนึกเสียใจแน่นอน”

ซวินเอ๋อร์เม้มปากแย้มยิ้ม ท่าทางหนักแน่นขึงขัง ประหนึ่งตุลาการ

เซียวเหยียนยิ้มชืดๆ ขยับเสื้อผ้าเข้าที่ก่อนเดินไปหาสาวน้อย

เดินจนใกล้ถึง มองดูเซียวซวินเอ๋อร์ที่สูงเกือบเท่าตน พินิจใบหน้าสวยแฉล้มที่อ่อนใสอย่างเห็นได้ชัดใบนั้น หัวใจเซียวเหยียนพลันเลื่อนลอย เด็กหญิงตัวน้อยที่น้ำมูกไหลยืด เดินตุปัดตุเป๋ติดตามอยู่ข้างหลังตนในปีนั้น โตขึ้นถึงกับจิ้มลิ้มพริ้มเพราปานนี้

หัวเราะเบาๆ แววตาหนุ่มน้อยอาบด้วยไออุ่น หยิกแก้มนุ่มนิ่มของสาวน้อยที่กำลังตกตะลึงโดยไม่เกรงใจ “ซวินเอ๋อร์ก็โตเป็นสาวแล้ว แต่ยังดีที่ไม่ลืมท่าทางดูไม่จืดของพี่เซียวเหยียนตอนเด็กๆ ที่ปีนเก็บผลไม้ให้เจ้าจนตกลงมาเนื้อตัวฟกช้ำไปหมด”

ตะลึงงันกับกิริยาสนิทสนมของเซียวเหยียนอยู่เป็นนาน ดวงตาสุกสกาวจับจ้องลูกตาดำจัดปราศจากสิ่งเจือปนคู่นั้น ซวินเอ๋อร์หัวเราะเบาๆ ในใจ

ตอนเด็ก เขาก็ชอบหยิกแก้มป่องๆ ของตนเช่นนี้ แต่หลังจากเกิดเรื่องเมื่อสามปีก่อน เขาเหมือนก่อกำแพงขึ้นในใจ กันทุกคนไว้ด้านนอก ไม่ว่าตนจะพยายามเข้าใกล้เพียงใด ล้วนถูกท่าทีไม่เย็นไม่ร้อนของเขาทิ่มแทงจนผละไปเงียบๆ

เขากลับมาแล้วจริงๆ… แต่ ดูเหมือนเขายังเห็นข้าเป็นแมลงตามก้นเมื่อตอนเด็ก ช่างเป็นท่อนไม้ท่อนหนึ่งจริงๆ’ ซวินเอ๋อร์เบะปากนิดหนึ่ง ก่อนรีบตำหนิความโลภมากของตัวเอง

“ซวินเอ๋อร์ สามปีที่ผ่านมา อย่าโทษพี่เซียวเหยียนเลย ช่วงเวลานั้น ข้าเองก็มีชีวิตอย่างมึนงง แต่ยังโชคดี มีเจ้าเคียงข้างเสมอ” เซียวเหยียนเกาศีรษะอย่างเก้อเขินเมื่อเอ่ยขอโทษ

ซวินเอ๋อร์ยิ้มอย่างหวานชื่น ความน้อยใจที่สะสมมาสามปี ท่ามกลางเสียงขอโทษที่ประดักประเดิดของหนุ่มน้อย พลันสลายวับไม่เห็นเงา

“แค่ก ใช่แล้ว ซวินเอ๋อร์ ในมือเจ้ามีเงินอยู่เท่าไร” คลายมือจากดวงหน้าเนียนใส เซียวเหยียนจู่ๆ โพล่งถามพร้อมรอยยิ้มแหยๆ

ในตระกูล เว้นแต่ท่านพ่อก็มีแต่ซวินเอ๋อร์ที่สนิทกับเขาที่สุด วันนี้ทำให้ท่านพ่อต้องเสียเกียรติปานนั้น เขาไม่มีหน้ากลับไปยืมเงินท่านพ่ออีก จึงได้แต่เปลี่ยนเป้าหมายมาที่ซวินเอ๋อร์แทน

“เงิน?” กะพริบตาปริบๆ ซวินเอ๋อร์ย้อนถามเสียงฉงน “พี่เซียวเหยียนต้องการเงินหรือ”

“เอ่อ...อยากซื้อของ แต่ยังขาดเงินอีกนิดหน่อย” เซียวเหยียนอดหน้าแดงไม่ได้ จะภพก่อนหรือภพนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่เขายืมเงินจากผู้หญิง

เห็นเซียวเหยียนที่จิตใจชืดชาเผยท่าทางกระอักกระอ่วนเช่นนี้เป็นครั้งแรก ซวินเอ๋อร์พลันรู้สึกตื่นตาตื่นใจ ป้องปากหัวเราะเสียงใส “ข้ามีอยู่พันกว่าเหรียญทอง พอหรือไม่? ถ้าไม่พอ…”

ขณะกล่าว มือเรียวสวยข้างหนึ่งทางด้านหลังซวินเอ๋อร์ งอนิ้วดีดเบาๆ บัตรสีม่วงทองใบหนึ่งพลันปรากฏขึ้นตรงหว่างนิ้วทั้งสอง เหนือบัตร วูบวาบด้วยริ้วคลื่นต่างสีห้าแถบ

บัตรม่วงทองห้าริ้ว ในมหาพิภพโต้วชี่ อย่างน้อยต้องมีพลังฝีมือระดับยอดยุทธ์จึงมีคุณสมบัติยื่นขอบัตรทองที่เป็นตัวแทนแห่งฐานะประเภทนี้ได้ แน่นอน พวกอิทธิพลล้ำฟ้าทั้งหลายก็เพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติประเภทนี้เช่นกัน

“พอแล้ว พอแล้ว…” เซียวเหยียนพยักหน้าอย่างลิงโลด

“วางใจเถอะ ข้าจะคืนเงินทั้งหมดให้เจ้าแน่นอน” ตบๆ ท้ายทอย เซียวเหยียนให้สัญญา

“ใครอยากได้คืนกันเล่า…” เบะปากนิดหนึ่ง บัตรม่วงทองข้างหลังซวินเอ๋อร์ ถูกนางเก็บงำอย่างรวดเร็ว

“ไปเถอะ ฟ้ามืดแล้ว พรุ่งนี้ข้าจะพาเจ้าไปเดินเล่นในเมืองอูถ่าน” เซียวเหยียนกวักมือเรียกสาวน้อย ก่อนนำหน้ากระโดดโลดเต้นลงเขาไป

ยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ซวินเอ๋อร์ยิ้มมองหนุ่มน้อยที่กลับสู่ความร่าเริงเหมือนเมื่อสามปีก่อนคนนั้น พึมพำเบาๆ “น่าหลันเยียนหราน ข้าควรเกลียดเจ้าหรือขอบคุณเจ้าดี”

…………

แสงแดดยามเช้าตรู่ส่องผ่านช่องหน้าต่าง สะท้อนบนเรือนร่างหนุ่มน้อยซึ่งนั่งขัดสมาธิฝึกฌานอยู่เหนือเตียง ให้ความรู้สึกอบอุ่นเป็นพิเศษ

หลังนั่งสมาธิอยู่นาน เซียวเหยียนหายใจเข้าลึกๆ คำหนึ่ง กลุ่มควันสีขาวที่มองเห็นด้วยตาเปล่าไหลเข้าสู่ในกายทางปากจมูก หล่อเลี้ยงกระดูกทั่วตัว

ลืมตาฉับพลัน หมอกขาวกลุ่มหนึ่งวูบผ่าน เซียวเหยียนบิดขี้เกียจช้าๆ คราหนึ่ง ความลุ่มหลงและเคลิบเคลิ้มเกลื่อนกล่นใบหน้า “ก็คือความรู้สึกชนิดนี้ สามปีแล้วสินะ ความรู้สึกที่ได้เปลี่ยนเป็นแข็งแกร่ง ในที่สุดก็กลับมาอีกครั้ง”

เซียวเหยียนตะกายลงจากเตียงอย่างเอื่อยเฉื่อย ยืดเส้นยืดสายเล็กน้อย จากนั้นเปลี่ยนเสื้อผ้า

สุ้มเสียงสดใสเสนาะหูของซวินเอ๋อร์ดังขึ้นนอกประตู “พี่เซียวเหยียน ยังไม่ตื่นอีกหรือ”

“เด็กคนนี้ มาเช้าจริง” ส่ายหน้าอ่อนใจ เซียวเหยียนหมุนตัวไปรื้อค้นในตู้อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนอุ้มกล่องน้อยใบหนึ่งออกมา เปิดอย่างเบามือ ประกายสีทองอร่ามพลันส่องแสงเรืองรอง ดวงตาของเซียวเหยียนหรี่ลงเล็กน้อย

“นี่คือทรัพย์สมบัติทั้งหมดของข้าแล้ว” ประคองกล่องใบน้อยขึ้น เซียวเหยียนส่ายหน้าด้วยรอยยิ้มขื่น

ผลักประตูเดินออก เห็นสาวน้อยแรกรุ่นที่ปากประตู… ซวินเอ๋อร์ในวันนี้เปลี่ยนเป็นชุดกระโปรงสีเขียวอ่อนทั้งตัว สีสันที่อ่อนจาง ทำให้นางทวีความใสพิสุทธิ์

ซวินเอ๋อร์ในตอนนี้ ช่างเหมือนสาวน้อยบนโลกเหลือเกิน เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งวัยกำดัด แน่นอน ไม่อาจไม่กล่าวว่า บุคลิกอ่อนใสเรียบง่ายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวนั้น กลับเป็นสิ่งที่เซียวเหยียนไม่เคยพบเห็นจากเด็กสาวอื่นๆ มาก่อน

“นี่ ของที่ท่านต้องการ” เห็นเซียวเหยียนออกมา ซวินเอ๋อร์ยิ้มพรายเมื่อยื่นบัตรสีดำใบหนึ่งส่งให้ นี่เป็นบัตรออมเงินแบบทั่วไป มูลค่าสูงสุดไม่อาจเกินกว่าห้าพันเหรียญทอง

ยื่นมือรับบัตรดำ เซียวเหยียนล้อว่า “แม่สาวน้อย แต่งตัวสวยปานนี้จะทำอะไร หรือมีนัดหมายกับคนอื่น?”

“ใช่แล้ว ใช่แล้ว นี่เป็นครั้งแรกในรอบสามปีที่พี่เซียวเหยียนชวนข้าออกไปด้วยกัน ซวินเอ๋อร์ตื่นเต้นยิ่งนัก จึงแต่งตัวสวยเป็นพิเศษ” การหยอกล้ออย่างสนิทสนมของเซียวเหยียน ทำให้ดวงตาซวินเอ๋อร์โก่งเป็นเสี้ยวพระจันทร์ ยิ้มร่าอย่างซุกซน

เซียวเหยียนที่อารมณ์สดชื่นก็พลอยยิ้มและคุยตอบด้วยหลายประโยค ทั้งสองเดินหัวร่อต่อกระซิกออกจากบ้าน ระหว่างนั้นเดินผ่านสมาชิกในตระกูลหลายคน เมื่อเห็นท่าทางใกล้ชิดสนิทสนมของเขากับซวินเอ๋อร์ แต่ละคนอดเผยสีหน้าประหลาดใจมิได้

ซวินเอ๋อร์ในตอนนี้ ไม่ว่ารูปโฉมหรือพรสวรรค์ ล้วนเป็นมุกจรัสที่เจิดจ้าที่สุดในบรรดาสมาชิกรุ่นเยาว์ของตระกูล ยามปกติอยู่ในบ้าน นางแม้แลดูสุภาพอ่อนโยน ทว่าภายใต้รอยยิ้มบางๆ นั้น กลับแฝงไว้ด้วยความเย็นชาอันคลุมเครือ เอ่ยทักทายกับนางนั้นง่าย ใคร่สนทนาลงลึก ยากมาก

มิได้แยแสคนในตระกูลสักนิด เซียวเหยียนพาซวินเอ๋อร์ตรงดิ่งออกจากบ้าน จากนั้นผ่อนฝีเท้าช้าลง ท่องทัศนาบนถนนใหญ่ที่ผู้คนขวักไขว่อย่างสบายอารมณ์

เมืองอูถ่านมิเสียทีเป็นหนึ่งในเมืองขนาดใหญ่ของจักรวรรดิเจียหม่า ผู้คนอึกทึกคึกคัก แม้ตอนนี้แสงแดดแผดจ้า แต่บนถนนหนทาง ยังคงล้นหลามด้วยฝูงชน ถึงขนาดยังมีชนเผ่าอื่นให้เห็น

อาจบางทีเป็นเพราะได้เคียงข้างเซียวเหยียน หลังออกจากบ้าน ซวินเอ๋อร์เปลี่ยนเป็นร่าเริงขึ้นมาก ฉุดดึงเซียวเหยียนเข้าร้านนั้นออกร้านนี้ไม่ได้หยุด เสียงหัวเราะเจื้อยแจ้วของสาวน้อย ส่งผลให้ท้องถนนภายใต้แสงแดดแผดเผาเย็นลงหลายส่วน

หลังซวินเอ๋อร์เที่ยวเล่นจนเหนื่อยอ่อน เซียวเหยียนค่อยพานางเสาะหาร้านสมุนไพรละแวกนั้น จ่ายไปเก้าร้อยกว่าเหรียญทองซื้อหญ้าจื่อเย่หลันอายุยี่สิบปีสามต้นและดอกล้างกระดูกอายุห้าปีสองต้น เหล่านี้ล้วนเป็นวัตถุดิบชั้นต่ำ ขอเพียงมีเงินก็สามารถหาซื้อได้ตามร้านสมุนไพร แน่นอน หากต้องการวัตถุดิบชั้นสูงขึ้นไป นั่นคงได้แต่เสาะแสวงด้วยตนเอง ไม่ก็ไปตลาดหรือสำนักประมูลต่างๆ

มองดูทรัพย์สินในมือที่ไหลออกเป็นน้ำ เซียวเหยียนส่ายศีรษะยิ้มขื่น ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าเงินตราในมหาพิภพโต้วชี่มีความสำคัญเพียงใด

สมุนไพรได้ครบแล้ว หนึ่งเดียวที่ยังขาด แก่นอสูรระดับหนึ่งธาตุไม้!

 

หนังสือแนะนำ

Special Deal