บทที่ 1 กระบี่ลมรำเพยแห่งชิงเฉิง (หน้า 2)

   กระบี่หักสะบั้นตรงกลาง!

     ดาบถูกกระแทกหลุดจากมือ!

     ชายฉกรรจ์หน้ามีรอยแผลดาบไม่สนใจดาบที่หลุดจากมือ บนสมรภูมิสู้รบไม่มีเวลาชดเชยข้อผิดพลาด ยังคงสะอึกกายเข้าหา นิ้วมือที่ถูกกระแทกจนชาด้านพลันรวบกำเป็นหมัด ต่อยใส่ใบหน้าหวังเทียนอี้ ซึ่งปากยังคาบใบหูครึ่งใบไว้

     หวังเทียนอี้หวาดหวั่นพรั่นกลัวจนลืมความหวาดหวั่นพรั่นกลัว พลันยกแขนซ้ายปัดป่ายหมัดข้างนั้น ฉวยโอกาสกระแทกหมัดจากบนลงล่าง กระแทกใส่ใบหน้าที่มีรอยแผลดาบนั้น

     ยามนี้ร่างของทั้งสองแทบปะทะชนกัน ชายฉกรรจ์หน้ามีรอยแผลดาบถูกต่อยจนสะบัดหน้าไปอีกทางหนึ่ง แต่ยังทะลึ่งตัวขึ้น พุ่งศีรษะจากล่างขึ้นบน ชนใส่ปลายคางของหวังเทียนอี้

     หวังเทียนอี้ล้มตัวไปทางด้านหลัง หยาดโลหิตกระเซ็นผ่านใบหูขาดที่คาบไว้ในปาก ไม่ทราบว่าเป็นโลหิตของมันเอง หรือเป็นโลหิตของใบหูขาด

     แต่หวังเทียนอี้ไม่ได้หยุดมือ ร่างที่ล้มลงพลันถีบเท้าออก ถีบใส่ท่องขาของชายฉกรรจ์หน้ามีรอยแผลดาบนั้น

     นี่คล้ายกับวัวตัวหนึ่งขวิดใส่เท้า ชายฉกรรจ์หน้ามีรอยแผลนั้นล่อยลิ่วออกไป ร่วงฟาดลงพร้อมกับหวังเทียนอี้ที่ล้มหงายไปด้านหลัง

     แต่แล้วทั้งสองกอดปล้ำกันราวกับสัตว์ร้ายสองตัว

     หวังเทียนอี้นอนหงายกับพื้น ต่อยหมัดใส่ศีรษะชายฉกรรจ์หน้ามีรอยแผลดาบซึ่งร่วงฟาดลงที่เท้าของตนเอง ชายฉกรรจ์หน้ามีรอยแผลดาบก็กระแทกหมัดใส่เท้าของหวังเทียนอี้ กระแทกจนหวังอี้ทะลึ่งตัวลุกขึ้นนั่ง

     ชายฉกรรจ์หน้ามีรอยแผลดาบไม่ปิดป้องศีรษะใบหน้า ปล่อยให้ฝ่ายตรงข้ามชกต่อย มันเพียงคิดจู่โจมแล้วจู่โจมเล่า กระแทกฝ่ายตรงข้ามให้แหลกเละ

     หมัดที่สองของมันมุ่งมาที่เป้ากางเกงของหวังเทียนอี้ เงื้อหมัดไปยังด้านหลัง จากนั้นรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งมวลกระแทกลง

     ขอเพียงหมัดนี้ต่อยถูกเป้าหมาย ฝ่ายตรงข้ามแม้ไม่ตายก็ต้องกลายเป็นทุพพลภาพ

     แต่ว่าหมัดนี้ไม่สามารถต่อยลงได้

     ในเสียงแกหนักๆ หวังเทียนอี้ปักกระบี่หักครึ่งท่อนในมือใส่กระดูกไหล่ของชายฉกรรจ์หน้ามีรอยแผลดาบนั้น

     ต่อให้เป็นคนเดนตายกว่านี้ก็ไม่อาจทนทานรับความเจ็บปวดนี้ หมัดของชายฉกรรจ์หน้ามีรอยแผลดาบต่อยพลาดเป้า เป็นต่อยใส่พื้นที่หว่างขาของหวังเทียนอี้ ปากส่งเสียงแผดร้องที่ไม่คล้ายสุ้มเสียงของผู้คนออกมา

     นั่นคล้ายเป็นการระบายความเจ็บปวดออกและคล้ายเป็นเสียงร้องก่อนที่จะรวบรวมกำลังจู่โจม มันกลับยกมืออีกช้างหนึ่งคิดกระแทกใส่จุดชีวิตของหวังเทียนอี้

     หวังเทียนอี้พลิกตัวโดยแรง ทั้งคิดถอนดึงกระบี่ และคิดถอนดึงเท้าออกมาเตะใส่เสียงกร๊อบเมื่อกระบี่หักหักซ้ำ ชายฉกรรจ์หน้ามีรอยแผลดาบล้มคว่ำกับพื้น กระบี่ครึ่งท่อนยังปักตรึงกับหัวไหล่มัน

     หวังเทียนอี้กำด้ามกระบี่ที่โกร๋นว่างเปล่า ถีบร่างศัตรูที่นั่งทับหว่างขาออก ดิ้นรนลุกขึ้นยืน

     ชายฉกรรจ์หน้ามีรอยแผลดาบกับคนเตี้ยล่ำสันยังร้องครวญครางกับพื้น โจรที่ช่วงชิงห่อผ้านั้นชิงวิ่งหนีถึงปากตรอก พอประสานสบตากับหวังเทียนอี้ ก็ร้องเสียงแหลมเล็ก วิ่งหนีหายไปจนไร้ร่องรอย

     ในยามนั้นหวังเทียนอี้ค่อยพบว่าตลอดทั้งร่างคล้ายกับจะหลุดสลายจากกัน มันยกแขนขวาที่เจ็บปวดจนสั่นกระตุกขึ้น ลูบคลำแขนซ้ายคราหนึ่ง ก็ลูบถูกโลหิตเต็มฝ่ามือ

     หวนนึกถึงการต่อสู้พิสูจน์ความเป็นตายเมื่อครู่ ต้องบังเกิดความหวาดกลัวราวกับคืบคลานออกจากปากเสือ มันคาดคิดไม่ถึงว่าเรื่องเช่นนี้จะเกิดขึ้นกับศิษย์สำนักชิงเฉิงเช่นตนเอง ต้องพึมพำว่า ไฉนเป็นเช่นนี้?Ž

     มันพอเอ่ยปาก ใบหูขาดข้างนั้นค่อยร่วงหลุดจากปาก ปรากฏว่าใบหูถูกกัดจนเปื่อยยุ่ยแล้ว

     

     เหตุการณ์หลังจากนั้นคือ หวังเทียนอี้คืนห่อผ้าให้กับหญิงชนบทนั้น จากนั้นมันกับชายฉกรรจ์หน้ามีรอยแผลดาบพากันไปยังร้านขายยาเพื่อพันบาดแผล ชายฉกรรจ์หน้ามีรอบแผลดาบถูกกระบี่ฟันกระดูกไหล่หัก ภายในเวลาหกเดือนหนึ่งปีไม่สามารถจับดาบอีก

     หวังอี้มองดูอีกฝ่ายที่ตอนพันบาดแผลถึงกับแยกเขี้ยวยงฟันออกมา ถามว่า เจ้าร้ายกาจนัก เราเป็นศิษย์สำนักชิงเฉิงที่ฝึกกระบี่ ตอนแรกเริ่มแทบถูกเจ้าโค่นล้มลง เจ้าปราศจากกระบวนท่า และไม่มีกำลังภายใน เหตุใดร้ายกาจถึงเพียงนี้?

     ชายฉกรรจ์หน้ามีรอยแผลดาบแค่นหัวร่อกล่าวว่า เราทราบว่าเจ้ารู้จักวิทยายุทธ์ แต่เจ้ากลัวคนเดนตายหรือไม่?Ž มันกล่าวเสริมว่า เราเป็นคนที่คืบคลานขึ้นจากซากคนตาย บนสมรภูมิสู้รบไม่ว่าฝึกวิทยายุทธ์หรือกระบวนท่าใดล้วนไม่มีประโยชน์ ขอเพียงฆ่าคนได้ก็พอ นี่เป็นเพลงดาบฆ่าคน ต่อให้เจ้ามีวิทยายุทธ์เหนือกว่าเรา แต่ผู้ที่มีชีวิตคนสุดท้ายไม่แน่ว่าจะเป็นเจ้าŽ

     ไม่ว่ากระบวนท่าใดล้วนไม่มีประโยชน์ ขอเพียงฆ่าคนได้ก็พอŽ

     หวังเทียนอี้นึกทบทวนคำพูดของชายฉกรรจ์หน้ามีรอยแผลดาบ หวนนึกถึงการต่อสู้พิสูจน์ความเป็นตายเมื่อครู่ ต้องครุ่นคิดจนซึมเซา

     เมื่อกลับถึงภูเขาชิงเฉิง อาจารย์กล่าวสดุดีวีรกรรมช่วยเหลือผู้อ่อนแอของมัน ขณะเดียวกันก็ให้คำวิจารณ์ที่มันต่อสู้กับพลทหารอันธพาลจนรับบาดเจ็บถึงเพียงนี้ว่า กระบวนท่าไม่แตกฉานพอŽ

     ภายหลังเหตุการณ์ หวังเทียนอี้ก็จมอยู่ในภวังค์ครุ่นคิด ฝีมือและเพลงดาบของพลทหารอันธพาลนั้นไม่ควรแก่การเอ่ยถึง ประเด็นสำคัญอยู่ที่มันเหี้ยมหาญ ดาบดุดัน ทุกดาบล้วนได้ผล กลับฟาดฟันคนที่ฝึกวิชากำลังภายในและร่ำเรียนเพลงกระบี่เช่นมันรับบาดเจ็บถึงเพียงนี้

     หากแม้นเป็นเช่นนี้ ฝึกปรือท่าเพลงกระบี่ไปจะมีประโยชน์ใด? ศัตรูจะต่อสู้ตามกระบวนท่าของท่านหรือ? ต่อให้กระบวนท่ามีประโยชน์ ทุกท่วงท่าก็ไม่ได้มีประโยชน์ทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเช่นสนโบราณรับแขก ให้จ่อกระบี่ในมือขวาออกไป ส่วนมือซ้ายยื่นขวาง สวยงามราวกับห่านป่ากางปีก แต่ท่วงท่าที่มือซ้ายเพื่ออะไร? มิสู้แทงกระบี่ออกไปจะได้ผลกว่าหรือ?

     หวังเทียนอี้สมองเลอะเลือนอลวน พอถึงเวลาฝึกกระบี่จิตใจก็ไม่จดจอดุจเดิม เบื้องหน้าสายตามีแต่เงาร่างของชายฉกรรจ์หน้ามีรอยแผลดาบ เร่งรัดให้มันรีบจ้วงแทงออกไป

     นับแต่นั้นมันฝึกปรือเพลงกระบี่ชิงเฉิงที่สูงสง่าไม่สำเร็จ จิตสำนึกต่อความงามของเพลงกระบี่ก็ลดต่ำลง เพลงกระบี่ของมันเน้นที่ฟาดฟันรวดเร็ว มิหนำซ้ำนอกจากกระบวนท่ารุกแล้ว ไม่สามารถบรรลุส่วนที่เสริมเพิ่มเติมได้ ยกตัวอย่างเมื่อรั้งกระบี่มือขวากลับมา มือซ้ายสมควรประกบนิ้วทำท่า ทั้งงามสง่าทั้งผ่าเผย แต่มันกลับรวบกำมือซ้ายเป็นหมัด ผู้ฝึกสอนสั่งให้ปรับแก้หลายครั้ง หวังเทียนอี้ย้อนถามว่า ท่านอาจารย์ประกบนิ้วทำท่ามีประโยชน์ใด หรือว่าท่วงท่านี้สามารถโค่นศัตรูลง?Ž

     ผู้ฝึกสอนกล่าวเสียงเครียดว่า เพลงกระบี่ชิงเฉิงบัญญัติโดยคนของสำนักชิงเฉิงรุ่นที่สองและสาม ตกทอดสืบต่อกันมา หรือยังผิดพลาดได้? เราขอเตือนเจ้าฝึกให้ดี ไม่แน่ว่าจะมีโอกาสร่ำเรียนเพลงกระบี่ลมรำเหยŽ

     คำตอบนี้ไม่อาจสร้างความพึงพอใจแก่หวังเทียนอี้ สิ่งที่ตกทอดมาไม่อาจแก้ไขหรือ? มือกระบี่ในปัจจุบันยังสู้คนที่ตายแล้วไม่ได้หรือ?

     แต่ว่าคำพูดนี้ไม่อาจกล่าวจากปากได้

     เพียงแต่นับแต่นั้นเป็นต้นมา พอถึงยามค่ำคืน หวังเทียนอี้จะฝึกปรือตามวิธีของตนเอง กลับเปลี่ยนแปลงท่าเพลงกระบี่ ตัดทอนส่วนที่ไม่มีประโยชน์ทิ้งไป ไม่นานให้หลังหวังเทียนอี้พบว่าสามารถฝึกกระบี่โดยตรงด้วยการฟาดฟันอย่างหักโหม...หากคนผู้หนึ่งมีกระบี่ที่รวดเร็ว มีพลังที่เพียงพอ ต่อให้ไร้ระเบียบแบบแผน ก็โค่นศัตรูลงได้

     แต่แล้วมันเริ่มบังเกิดความท้อแท้ มันพบว่าตนเองยิ่งขยันหมั่นเพียร เพลงกระบี่ชิงเฉิงของมันก็ยิ่งตกต่ำ เนื่องเพราะยามอยู่ต่อหน้าผู้ฝึกสอน มิอาจไม่ใช้เพลงกระบี่ชิงเฉิงดั้งเดิมออกมา เมื่อมันร่ายรำเพลงกระบี่ชิงแงออก ก็ยิ่งมายิ่งเทอะทะ บางครั้งรวดเร็ว บางคราเชื่องช้า คล้ายศิษย์สำนักชิงเฉิงที่เพิ่งเข้าสำนักนึกใจร้อนวู่วาม ผสมผสานกับเฒ่าชราที่ไม่มีวิชาฝีมือ ดังนั้นมันถูกลดชั้นจากลุ่มเจี๋ยมายังกลุ่มปิ่ง

     เมื่ออยู่ในกลุ่มปิ่ง หวังเทียนอี้สามารถโค่นศิษย์ร่วมสำนักทุกคน แต่ทุกครั้งที่โค่นคู่มือลง ล้วนถูกผู้ฝึกสอนดุว่า หวังเทียนอี้ เจ้าไหนเลยแทงตรงใส่มือของเซี่ยวจาง (จางน้อย) ได้ มันเมื่อใช้กระบวนท่านี้ เจ้าสมควรใช้ท่าชลาลัยสู่บูรพาสุขสบายแทนลำบาก ตอนนี้ไปยังด้านข้าง ฝึกซ้อมท่าชลาลัยสู่บูรพาร้อยเที่ยวŽ

     หวังเทียนอี้ดื้อดึงยิ่ง มันเห็นว่าตนเองเป็นฝ่ายถูก

     มันเห็นว่าหลังจากนี้ตนเองต้องเผชิญกับคนเดนตายเช่นชายฉกรรจ์หน้ามีรอยแผลดาบอีก การที่เร่งเร้ากระบี่ของตนเองให้รวดเร็วและได้ผล มีอันใดไม่ถูกต้อง

     ทุกครั้งที่ประลองกระบี่กับศิษย์พี่ศิษย์น้อง มันจะควบคุมตัวเองใช้เพลงกระบี่ชิงเฉิง นึกทบทวนว่าเพลงกระบี่ชิงเฉิงท่าใดจึงถูกต้อง พริบตาที่ชักช้า คู่ต่อสู้ที่ฝึกซ้อมเพลงกระบี่ชิงเฉิงทุกวี่วันจะจ่อกระบี่พาดกับลำคอตนเอง

     บางครั้งมันก็สู้ชนะ แต่ที่ดังขึ้นที่ข้างหูมิใช่คำชมเชย หากแต่เป็นเสียงขู่คำรามว่า เจ้าจู่โจมสะเปะสะปะอีกแล้วŽ

     นี่คล้ายกับคนผู้หนึ่งผลักเบี้ยไปในบ่อนพนัน สุดท้ายต้องถลำลึกลงไป

     หลังจากที่บำเพ็ญพรตตอนกลางวัน มันยังไปยังดงไม้ที่หลังเขา ฝึกซ้อมกระบี่ตามแนวทางของตัวเอง

     ภายหลังยามประลองฝีมือ มันไม่ทันระวังกระแทกอาวุธของศิษย์พี่ศิษย์น้องหักไป จึงถูกลดชั้นมายังกลุ่มอู้ กลุ่มอู้เป็นกลุ่มที่อ่อนที่สุด ศิษย์ภายในกลุ่ม ฝึกฝีมือโดยไม่คิดหวังสร้างชื่อเพียงคิดใช้เลี้ยงปากท้อง

     ผู้ฝึกสอนย่อมไม่ใส่ใจ เวลาในการฝึกกระบี่น้อยกว่ากลุ่มอื่น ส่วนใหญ่ใช้ให้เหล่าศิษย์ทำงานจิปาถะ

     ศิษย์ของกลุ่มอู้ส่วนใหญ่ไม่มีพรสวรรค์ในการฝึกวิชาบู๊ ไม่เช่นนั้นบิดาบังเกิดเกล้าเป็นเศรษฐีใหญ่ หาไม่ก็เป็นชาติตระกูลที่มีสายสัมพันธ์กับสำนักชิงเฉิง เบื้องบนทราบว่าผู้คนส่วนใหญ่ไม่อาจทนรับความลำบาก หรือว่าฝึกปรือไปก็เปล่าประโยชน์ จึงกำหนดซ้อมมือเดือนละครั้ง ต่างกับกลุ่มอื่นที่ประลองฝีมือสิบวันครั้ง เมื่อเป็นเช่นนี้ พอดีเปิดโอกาสให้หวังเทียนอี้ฝึกฝีมือด้วยตัวเอง

     เพื่อลดแรงปะทุของการใช้กระบี่ หวังเทียนอี้ผูกปลายหนึ่งของเส้นเชือกกับกิ่งไม้ อีกปลายหนึ่งผูกติดกับข้อมือตนเอง เชือกที่ขึงตึงจะรั้งดึงมือของมันขึ้นไป จากนั้นฟาดฟันกระบี่ออกอย่างสุดกำลัง แต่ละครั้งที่ฟาดฟัน จะเหนี่ยวกิ่งไม้ลงมาต่อจากนั้นกิ่งไม้อาศัยแรงดีดกลับคืนสู่สภาพเดิม มันจะฝึกซ้อมจนกิ่งไม้ท่อนนี้หักจากลำต้นค่อยเลิกรา เดือนแรกปรากฏว่าปวดแขนจนยกไม่ขึ้น เวลารับประทานข้าว กระทั่งตะเกียบยังไม่อาจถือมั่น

     รอจนปรับตัวทีละน้อย ก็เปลี่ยนเป็นกิ่งไม้ที่หยาบกว่าเดิม ตอนนี้เป็นปีที่สามที่มาในสำนักชิงเฉิง หวังเทียนอี้เริ่มเหนี่ยวกิ่งไม้ที่หยาบกว่าข้อมือจนหักไป

     ขณะที่ฝึกกำลังช่วงเอว มันจะโอบก้อนหินที่ยิ่งมายิ่งหยาบใหญ่นอนลงแล้วลุกขึ้นนั่ง ฝึกการใช้กำลังช่วงเอว

     และเพื่อเพิ่มกำลังทิ่มแทง มันจะผูกมือขวากับกิ่งไม้ของพุ่มไม้ต่ำเตี้ยแล้วจ้วงแทงออกอย่างสุดกำลัง ทั้งผูกก้อนหินกับข้างเอว ถาโถมแทงครั้งแล้วครั้งเล่า จนระดับความเร็วของมันยิ่งมายิ่งเร็วขึ้น

     ค่ำคืนเมื่อหนึ่งเดือนก่อน เป็นคืนเดือนเต็มดวง แสงจันทร์สกาวสาดส่องทั่วดงไม้ที่หลังเขา หวังเทียนอี้ยืนอยู่หน้าต้นไม้หยาบใหญ่ต้นหนึ่งห่างประมาณสิบกว่า ปรับลมหายใจ รวมรั้งกำลังภายใน พลันจ้วงแทงตรงๆ ปรากกว่ากระบี่แทงทะลุลำไม้ใหญ่ ตัวกระบี่ทั้งหมดจมหายไปในลำต้นไม้ คงเหลือแต่ด้ามกระบี่โผล่พ้นอยู่ผิวชั้นนอกของต้นไม้

     หวังเทียนอี้พลันยิ้มออกมา ขณะเดียวกันน้ำตาสองสายก็ไหลรินลงอาบแก้ม ในที่สุดมันบรรลุผลตามที่คาดหวังไว้แล้ว

     แต่ว่าน้ำตาแห่งความปลื้มปิติกลายเป็นน้ำตาแห่งความเศร้าโศก สามารถแทงกระบี่ทะลุต้นไม้จะมีประโยชน์อันใด? สำหรับกับชนชั้นสวะของกลุ่มอูสำนักชิงเฉิงผู้หนึ่งมีประโยชน์อันใด?

     ความเศร้าโศกทำให้มันไม่มีเรี่ยวแรงถอนดึงกระบี่ออกมา ปล่อยให้กระบี่ที่แฝงความโศกศัลย์ของมันค้าอยู่ที่ลำต้นไม้ตลอดไป

     ศิษย์สำนักชิงเฉิงใช้กระบี่ชนิดเดียวกัน เมื่อขอซื้อกระบี่เล่มใหม่จากอาจารย์ที่จัดสรรอาวุธ มันได้แต่ปั้นเรื่องว่าตอนฝึกซ้อมกระบี่พลั้งมือปล่อยให้กระบี่หลุดจากมือร่วงลงจากหน้าผา ดังนั้นแลกมาซึ่งเสียงหัวร่อเยาะว่า เด็กน้อยหวังเทียนอี้ยิ่งมายิ่งสูงส่ง ตอนนี้คงฝึกปรือวิชาคุมกระบี่บินด้วยตัวเองŽ

     

     ตื่นได้แล้ว รีบด่วนŽ

     หยางเยี่ยไห่ไม่ทราบผลักประตูเข้ามาตั้งแต่เมื่อใด ปลุกเรียกศิษย์หน่วยอู้ตื่นขึ้นมา

     ศิษย์หลายคนยกมือขยี้ตากล่าวว่า ท่านอาจารย์มิใช่ยกเลิกการฝึกกระบี่แล้วหรือ? ฟ้ายังไม่รุ่งสาง ไยต้องตื่นเช้าถึงเพียงนี้?Ž

     ทุกวันเมื่อไก่ขันบอกอรุณ ศิษย์สำนักชิงเฉิงจะรวมตัวที่ลานฝึกซ้อมฝีมือ ทำการฝึกเพลงกระบี่ แต่ว่าหลายวันนี้หิมะโปรยปราย การฝึกกระบี่จึงยกเลิกไป

     หยางเยี่ยไห่ด่าทอว่า พวกเจ้าเหล่าปีศาจเกียจคร้าน รีบหุงหาข้าว จากนั้นไปชุมนุมที่ห้องโถงฝึกฝีมือ มีเรื่องคิดบอกกล่าวŽ

     ครึ่งชั่วยามให้หลัง ศิษย์กลุ่มอู้จำนวนสี่สิบคนยืนเข้าแถวที่ห้องโถงฝึกฝีมือ นี่เป็นห้องโถงฝึกฝีมือของกลุ่มอู เปรียบกับห้องโถงใหญ่ของอีกสี่กลุ่ม มีสภาพซอมซ่อที่สุด

     หยางเยี่ยไห่กับผู้ช่วยที่ทำหน้าที่ฝึกสอนอีกสามคนนั่งล้อมวงอยู่หลังโต๊ะ บนโต๊ะด้านซ้ายมือมีถุงจดหมายใบหนึ่ง ด้านขวามือจัดวางถุงผ้าที่แบะปากถุงออก ภายในบรรจุเงินขาวๆ ที่สุกปลั่ง

     ศิษย์ทั้งหลายพอเห็นเงิน ล้วนลิงโลดขึ้นมา สำนักชิงเฉิงนอกจากเป็นเจ้าของที่ดินแล้ว ยังมีทรัพย์สินอื่นอีก ศิษย์สำนักชิงแงพอฝึกฝีมือสำเร็จ จะถูกบรรจุเข้าทำงานในสำนักคุ้มกันภัยของสำนักชิงเฉิง หรือว่าแนะนำไปยังค่ายสำนักพันธมิตร ดังนั้นค่าสมัครเข้าเป็นศิษย์สำนักชิงเฉิงแพงยิ่ง แต่ทุกเดือนจะจัดหาเสื้อผ้าและอาวุธให้เปล่า ดังนั้นเมื่อถึงเวลารับศิษย์ ซึ่งจัดขึ้นทุกสองปี ปรากฏผู้คนเบียดเสียดกันมา จะอย่างไรนี่เป็นค่ายสำนักอันมั่งคั่งภูมิฐาน

     หยางเยี่ยไห่ประกาศว่า การประลองฝีมือในปีนี้ตกลงเลื่อนออกไป คุณชายเจ้าสำนักซึ่งคือศิษย์พี่ใหญ่ของพวกเจ้าเหวยฉวนอิงเสนอว่า อีกครึ่งปีจะเป็นวันเกิดปีที่ห้าสิบของเจ้าสำนัก สำนักชิงเฉิงเรากำหนดงานวันเกิดเจ้าสำนักเป็นพิเศษ ดังนั้นการประลองฝีมือจะเลื่อนไปจัดในงานวันเกิดของจ้ำนักŽ

     เอ่ยถึงตอนนี้หยุดเล็กน้อย จึงกล่าวสืบต่อ มิหนำซ้ำสำนักชิงเฉิงจะเชื้อเชิญค่ายสำนักใหญ่ทั่วแผนดินมาที่ภูเขาชิงเฉิง พวกเจ้าหน่วยอู้มีหน้าที่ส่งเทียบเชิญไปŽ

     ศิษย์ทั้งหลายลิงโลดยินดีขึ้นมา กล่าวว่า วิเศษแท้ สามารถลงจากเขาไปแล้วŽ

     ศิษย์ผู้หนึ่งถามว่า ท่านอาจารย์ ไม่ทราบกลุ่มอื่นทำอะไร?Ž

     หยางเยี่ยไห่กล่าวว่า กลุ่มติงรับหน้าที่ตกแต่งสถานที่ ขยับขยายลานฝึกซ้อมฝีมือ ทั้งลงจากเขาไปจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ ส่วนกลุ่มเจี๋ย อี่ ปิ่ง เร่งฝึกซ้อมฝีมือ เพื่อสร้างชื่อให้กับสำนักชิงเฉิงเราŽ จากนั้นวกกลับเข้าสู่หัวข้อเดิมว่า กลุ่มอู้เราจะได้รับการจัดสรรกระบี่สองเล่ม ค่าพาหนะตามระยะทางใกล้ไกล เราแบ่งหน้าทีให้ผู้ใดจัดส่งเทียบเชิญถึงจอมยุทธ์ท่านไหนไว้แล้วŽ

     ปากกล่าววาจา ในใจต้องครุ่นคิด เหวยฉวนอิงจัดสรรหน้าที่ทำตามขีดความสามารถอย่างแท้จริง กลุ่มติงกับกลุ่มอูฝีมือต่ำต้อยที่สุด จึงมอบหมายให้ทำงานวิ่งเต้น

     ศิษย์ทั้งหลายพากันกล่าวว่า ท่านอาจารย์ เราคิดไปยังสำนักเส้าหลินŽ

     ท่านอาจารย์ ให้เราไปยังสำนักเอ๋อเหมยŽ

     หยางเยี่ยไห่ตวาดตัดบทว่า ล้วนหุบปากไว้ ในส่วนของสำนักใหญ่ อาจารย์อาทั้งหลายจะจัดส่งไปด้วยตัวเอง พวกเจ้าจัดส่งไปยังที่หมายใกล้ไกลตามลำดับฝีมือของแต่ละคน เราเตรียมการไว้แล้ว ตอนแรกให้ศิษย์ที่ใช้เส้นทางเดียวกันร่วมทางกัน ทั้งอย่าได้สวมชุดนักบู๊สำนักชิงเฉิง พวกเจ้าจะอย่างไรด้อยประสบการณ์ สำนักชิงเฉิงมิใช่ไม่มีศัตรู ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญŽ

     คำพูดบอกกล่าว เสียงโห่ร้องของศิษย์ทั้งหลายค่อยเบาลง มีอยู่ไม่น้อยที่หน้าเขียวคล้ำขึ้นมา

     หยางเยี่ยไห่เห็นเช่นนั้นจึงกล่าว ประการนี้ไม่ต้องเป็นห่วง พวกเจ้าฐานะต่ำต้อย หามีศัตรูไม่ ขอเพียงอย่าได้ตอแยแส่หาเรื่อง เดินทางอย่างเรียบๆ ร้อยๆ จะปลอดภัยไร้เรื่องราวŽ

     จากนั้นทำการแบ่งหน้าที่ ปรากฏว่าหวังเทียนอี้ จ้าวเฉียนเจี๋ยและจางชวนซิ่วใช้เส้นทางเดียวกัน หวังเทียนอี้เดินทางไกลที่สุด จุดหมายปลายทางอยู่ที่เมืองหยางโจว จัดส่งเทียบเชิญไปยังสถานที่สองแห่ง หนึ่งเป็นศิษย์น้องของเจ้าสำนัก เคยเป็นขุนนางบู๊ชั้นที่ห้า ปลดเกษียณอยู่ละแวกเมืองหยางโจว หนึ่งเป็นพรรคสุขยืนยาว ซึ่งมีฐานที่มั่นที่เมืองหยางโจว

     เมื่อกลับถึงที่พัก จางชวนซิ่วยกมือโอบคอหวังเทียนอี้ กล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า เทียนอี้ พวกเราสามารถร่วมทางกัน นับว่าประเสริฐแท้ เซี่ยวจ้าว (จ้าวน้อย) ไปที่เชิงเขาไท่ซาน ข้าพเจ้าไปยังเมืองฉีโจว ท่านไปถึงเมืองหยางโจว ได้รับค่าพาหนะมากน้อยเท่าใด?Ž

     หวังเทียนอี้ยิ้มพลางกล่าวว่า ท่านอาจารย์บอกว่าข้าพเจ้าอาจต้องเดินทางถึงสองเดือน จึงมอบค่าพาหนะให้สองร้อยตำลึงŽ

     ท่านร่ำรวยแล้ว ข้าพเจ้าได้มาเพียงหนึ่งร้อยตำลึง พวกเราใช่ดื่มกินในเมืองชิงโจวสักมือก่อนหรือไม่?Ž

     ระวังว่าท่านจับจ่ายจนไม่มีเงินเดินทางกลับมา ได้แต่รั้งอยู่ที่เมืองฉีโจวจวบจนแก่เฒ่าŽ

     จางชวนซิ่วเห็นพ้องด้วย บังเกิดความกลัดกลุ้มใจขึ้นมา

     เช้าวันที่สอง หวังเทียนอี้ จางชวนซิ่วและจ้าวเฉียนเจี้ยสะพายกระบี่ และหอผ้าออกจากเมืองชิงโจว เหยียบย่างเข้าสู่วงนักเลงเป็นครั้งแรก

หนังสือแนะนำ

Special Deal