สัประยุทธ์ทะลุฟ้า

บทที่2 สำนักม่านเมฆา

  

กลางโถงใหญ่ เซียวจั้นและผู้อาวุโสสามท่าน กำลังสนทนากับผู้สูงวัยแปลกหน้าท่านนั้นอย่างกระตือรือร้น แต่ผู้สูงวัยท่านนี้คล้ายมีสิ่งใดที่ยากเอ่ยกระนั้น ทุกครั้งเมื่อคำพูดถึงปากล้วนจะกลืนกลับลงไปอย่างอ่อนใจ และทุกครั้งสาวน้อยงามระหงทางด้านข้างเป็นต้องถลึงตาใส่ผู้สูงวัยแวบหนึ่งอย่างเหลืออด

รับฟังได้ครู่หนึ่ง เซียวเหยียนส่ายหน้าอย่างเบื่อหน่าย

“พี่เซียวเหยียน ท่านทราบหรือไม่พวกเขาเป็นใคร” ขณะเซียวเหยียนเบื่อจัดจนสัปหงก ซวินเอ๋อร์ด้านข้างใช้นิ้วพลิกเปิดหน้าหนังสือเก่าแก่อีกครั้ง ยิ้มถามโดยไม่เบนสายตา

“เจ้ารู้?” เหลียวหน้ามาด้วยความฉงน เซียวเหยียนเอ่ยถามอย่างแปลกใจ

“เห็นกระบี่เงินลายเมฆาที่ชายแขนเสื้อของพวกเขาหรือไม่” ซวินเอ๋อร์ยิ้มน้อยๆ

“โอ?” ใจกระตุกวูบ สายตาเซียวเหยียนจับจ้องปลายแขนเสื้อของทั้งสาม พบว่ามีกระบี่เงินลายเมฆาอยู่จริง

“พวกเขาเป็นคนของสำนักม่านเมฆา?” เซียวเหยียนพึมพำอัศจรรย์ใจ

แม้มิได้ออกไปสะสมประสบการณ์ภายนอก แต่เซียวเหยียนเคยเห็นข้อมูลเกี่ยวกับสำนักกระบี่แห่งนี้จากในหนังสือมาบ้าง

เมืองที่บ้านตระกูลเซียวตั้งอยู่มีชื่อว่าเมืองอูถ่าน เมืองอูถ่านอยู่ใต้การปกครองของจักรวรรดิเจียหม่า ถึงแม้เมืองนี้อยู่ติดเทือกเขาสัตว์อสูรและติดอันดับเมืองใหญ่ของจักรวรรดิเจียหม่า หากก็จัดอยู่ท้ายแถวเท่านั้น

ตระกูลของเซียวเหยียนมีอิทธิพลในเมืองอูถ่านพอสมควร ทว่ากลับมิใช่ครองอำนาจแต่ผู้เดียว ในเมืองนี้ยังมีอีกสองตระกูลซึ่งทรงอิทธิพลไม่ด้อยไปกว่าตระกูลเซียว สามฝ่ายห้ำหั่นทั้งที่ลับที่แจ้งมาหลายสิบปี ยังคงไม่อาจชี้วัดต่ำสูงได้

หากกล่าวว่าตระกูลเซียวคือหนึ่งในจอมอิทธิพลของเมืองอูถ่าน เช่นนั้นสำนักม่านเมฆาที่เซียวเหยียนพูดถึง อาจบางทีสมควรกล่าวว่าเป็นจอมอิทธิพลของทั้งจักรวรรดิเจียหม่า! ความแตกต่างระหว่างทั้งสองนี้ประหนึ่งสองฟากฝั่งคลอง  มิน่าเล่า แม้แต่ท่านพ่อที่ปกติเคร่งขรึม ยามนี้ยังพูดจาด้วยน้ำเสียงยำเกรง

“พวกเขามาทำอะไรที่ตระกูลเรา” เซียวเหยียนกระซิบถามเสียงฉงน

ปลายนิ้วเรียวที่เคลื่อนขยับชะงักเล็กน้อย ซวินเอ๋อร์นิ่งเงียบอึดใจหนึ่งจึงกล่าว “อาจเกี่ยวข้องกับพี่เซียวเหยียน…”

“ข้า? ข้าไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์อะไรกับพวกเขานี่” สดับวาจา เซียวเหยียนแปลกใจ ส่ายหน้าปฏิเสธ

“ทราบหรือไม่สาวน้อยคนนั้นชื่อว่าอะไร”ซวินเอ๋อร์กวาดมองดรุณีสวยสง่าด้านตรงข้ามแวบหนึ่งอย่างชืดชา

“ชื่ออะไร”หัวคิ้วขมวดมุ่น เซียวเหยียนซักไซ้

“น่าหลันเยียนหราน!”ใบหน้าซวินเอ๋อร์ผุดแววประหลาดเมื่อชำเลืองเซียวเหยียนที่ตัวแข็งค้าง

“น่าหลันเยียนหราน? หลานสาวของน่าหลันเจี๋ยแม่ทัพใจสิงห์แห่งจักรวรรดิเจียหม่า น่าหลันเยียนหราน? คู่หมั้นของข้าที่หมั้นหมายกันไว้ตั้งแต่อยู่ในท้อง?” เซียวเหยียนกล่าวด้วยสีหน้าแข็งทื่อ

“ตอนนั้นท่านปู่เป็นสหายร่วมเป็นร่วมตายกับน่าหลันเจี๋ย ประจวบกับท่านและน่าหลันเยียนหรานเกิดพร้อมกันพอดี ดังนั้นท่านผู้เฒ่าทั้งสองจึงกำหนดเรื่องหมั้นหมายนี้ขึ้น แต่เสียดาย ปีที่สามหลังจากท่านเกิด ท่านปู่ก็สู้ศึกกับศัตรูจนตัวตาย เวลาผันผ่านนานเข้า ความสัมพันธ์ของตระกูลเซียวและตระกูลน่าหลันจึงจืดจางลง…”

ซวินเอ๋อร์หยุดนิดหนึ่ง มองดูดวงตาเบิกกว้างของเซียวเหยียน อดหัวเราะเบาๆ มิได้ ก่อนพูดต่อ “น่าหลันเจี๋ยคนนี้ไม่เพียงนิสัยหยิ่งทะนง ซ้ำยังเป็นผู้ยึดมั่นในคำสัญญายิ่งชีพ เรื่องหมั้นหมายในตอนนั้นเป็นเขารับปากด้วยตนเอง ดังนั้นต่อให้ระยะนี้ชื่อเสียงของพี่เซียวเหยียนตกต่ำ เขาก็ไม่เคยส่งคนมาขอถอนหมั้น”

“ตาแก่นี่นับว่าหยิ่งทะนงได้น่ารักมาก…” ฟังถึงตรงนี้ เซียวเหยียนอดหัวเราะส่ายหน้ามิได้

“น่าหลันเจี๋ยมีสิทธิ์ขาดในตระกูล วาจาของเขาโดยปกติไม่มีใครกล้าคัดค้าน แม้เขาจะรักน่าหลันเยียนหรานหลานสาวคนนี้มาก แต่หากจะให้เอ่ยปากยกเลิกการหมั้นหมาย กลับยากเย็นอยู่บ้าง” ดวงเนตรสวยซึ้งของซวินเอ๋อร์เป็นเส้นโค้งเล็กน้อยเมื่อกล่าวกระเซ้า “ทว่าก่อนหน้านี้ห้าปี น่าหลันเยียนหรานถูกเจ้าสำนักม่านเมฆาหยุนยุ่นรับเข้าเป็นศิษย์ ช่วงห้าปีนี้ น่าหลันเยียนหรานแสดงออกถึงพรสวรรค์ด้านพลังยุทธ์ได้อย่างยอดเยี่ยม ยิ่งส่งให้หยุนยุ่นรักเอ็นดูนางไม่คลาย เมื่อคนผู้หนึ่งมีพลังที่จะเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตตนเอง นางจะทำทุกวิถีทางเพื่อกำจัดทิ้งซึ่งสิ่งไม่พึงประสงค์ของตน และโชคร้าย เรื่องแต่งงานของพี่เซียวเหยียนกับนางก็คือจุดที่ทำให้นางไม่พอใจที่สุด”

“เจ้าหมายความว่า ครั้งนี้นางมายกเลิกสัญญาหมั้น?”

สีหน้าแปรเปลี่ยน โทสะขุมหนึ่งทะลักขึ้นในใจเซียวเหยียน แรงโทสะนี้หาใช่เป็นเพราะน่าหลันเยียนหรานสบประมาทเขา กล่าวตามสัตย์ สาวน้อยด้านตรงข้ามแม้งดงามเฉิดฉาย แต่ถึงจะแต่งงานกับนางไม่สำเร็จ อย่างมากเซียวเหยียนก็แค่เสียใจอยู่บ้าง แต่หากนางขอยกเลิกสัญญาหมั้นกับท่านพ่อตนต่อหน้าผู้คนเต็มโถง เช่นนั้นท่านพ่อในฐานะประมุขตระกูลไยมิใช่เสียหน้าใหญ่หลวงแล้ว

น่าหลันเยียนหรานไม่เพียงรูปโฉมงดงาม ฐานะสูงส่ง ซ้ำยังมีพรสวรรค์เป็นเลิศ ไม่ว่าใครเมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ย่อมจะคิดว่าเขาเซียวเหยียนคือคางคกริอ่านจะกินเนื้อห่านฟ้า กลับถูกห่านฟ้าเหยียบย่ำอยู่ใต้เท้า…

เช่นนี้แล้ว วันหน้าไม่เพียงแต่เซียวเหยียน ต่อให้บิดาเขาก็จะกลายเป็นตัวตลกของผู้อื่น สูญสิ้นเกียรติยศศักดิ์ศรี

สูดไอเย็นเบาๆ คำหนึ่ง ฝ่ามือของเซียวเหยียนที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อม้วนกำจนแน่น ‘หากตอนนี้ตนเป็นคุรุยุทธ์คนหนึ่ง ใครยังกล้าย่ำยีถึงเพียงนี้

แน่นอน หากเวลานี้เซียวเหยียนมีพลังฝีมือระดับคุรุยุทธ์ เช่นนั้นต่อให้น่าหลันเยียนหรานมีสำนักม่านเมฆาหนุนหลัง ก็ไม่มีทางกระทำพฤติกรรมเยี่ยงนี้ออกมา คุรุยุทธ์ที่วัยเพียงสิบห้าขวบ ในประวัติศาสตร์ของมหาพิภพโต้วชี่หลายปีมานี้มีอยู่นับคนได้ และไม่กี่คนนี้ต่างกลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลในแวดวงการฝึกปราณยุทธ์ไปแล้ว

มือเนียนนุ่มข้างหนึ่งลอดผ่านแขนเสื้อออกมา กดบนมือที่กำแน่นของเซียวเหยียน ซวินเอ๋อร์เอ่ยเสียงละมุน “พี่เซียวเหยียน หากนางทำเช่นนี้จริงก็เป็นความสูญเสียของนางเท่านั้น ซวินเอ๋อร์เชื่อว่า ภายหน้านางจะต้องสำนึกเสียใจเพราะสายตาคับแคบของนางในวันนี้แน่”

“สำนึกเสียใจ?”แค่นหัวเราะ เซียวเหยียนเผยสีหน้าเยาะหยันตนเอง “ข้าในตอนนี้มีความสามารถเช่นนั้นหรือ?”

“ซวินเอ๋อร์ ดูเหมือนเจ้าจะรู้จักพวกเขาดี สิ่งที่เจ้าเคยพูดก่อนหน้านี้ อาจบางทีแม้แต่ท่านพ่อข้าก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำ แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไร” โบกมือไปมาเบาๆ เซียวเหยียนเปลี่ยนเรื่องกะทันหัน

ซวินเอ๋อร์ผงะ กลับอมยิ้มไม่ตอบ

เซียวเหยียนได้แต่เบะปากอย่างอ่อนใจ ซวินเอ๋อร์แม้แซ่เซียว แต่ไม่มีความเกี่ยวพันทางสายเลือดกับเขาแม้แต่น้อย รวมทั้งบิดามารดาของซวินเอ๋อร์ เซียวเหยียนก็ไม่เคยพบเจอมาก่อน ทุกครั้งที่เขาถามถึงเรื่องนี้กับท่านพ่อ ท่านพ่อที่ใบหน้าแย้มยิ้มจะเปลี่ยนเป็นปิดปากเงียบทันที ชัดเจนว่าบิดามารดาของซวินเอ๋อร์คือสิ่งต้องห้าม ถึงขนาด...น่ากลัว! ในใจของเซียวเหยียน ฐานะของซวินเอ๋อร์เป็นความลับสุดยอด แต่ไม่ว่าเขาจะหลอกถามอย่างไร แม่สาวน้อยคนนี้ก็ใช้ความเงียบงันอันชาญฉลาดมารับมือ ทำเอาเซียวเหยียนหมดสิ้นวิธีการ

“เฮ่อ ช่างเถอะ คร้านจะตอแยเจ้า ไม่พูดก็แล้วไป” ส่ายศีรษะไปมา สีหน้าเซียวเหยียนพลันเคร่งขรึมลง เพราะภายใต้การขยิบตาไม่หยุดของน่าหลันเยียนหรานฝั่งตรงข้าม ผู้สูงวัยท่านนั้นผุดลุกขึ้นในที่สุด

เฮอะๆ อาศัยบารมีสำนักม่านเมฆามาข่มท่านพ่อหรือ? น่าหลันเยียนหราน เจ้าเล่ห์ไม่เบาจริงๆ’เสียงเยาะหยันโกรธๆ ดังขึ้นในใจเซียวเหยียน

“แค่ก” ผู้สูงวัยชุดขาวกระแอมคำหนึ่ง ลุกยืนประสานมือต่อเซียวจั้น ยิ้มกล่าว “ประมุขตระกูลเซียว พวกเรามาเยือนตระกูลท่านในครั้งนี้ ที่สำคัญคือมีเรื่องขอร้อง”

“ท่านเก่อเย่ มีเรื่องอะไรเชิญกล่าวเต็มที่ หากสามารถกระทำได้ ตระกูลเซียวย่อมไม่บ่ายเบี่ยง” สำหรับผู้เฒ่าท่านนี้ เซียวจั้นกลับมิกล้าเสียมารยาท รีบลุกขึ้นกล่าวน้ำเสียงเกรงใจ แต่เพราะไม่ทราบอีกฝ่ายจะขอร้องเรื่องใด ดังนั้นได้แต่แบ่งรับแบ่งสู้

“ไม่ทราบประมุขตระกูลเซียวรู้จักนางหรือไม่” เก่อเย่ระบายยิ้ม ชี้ไปที่สาวน้อยด้านข้างพลางเอ่ยถาม

“เอ่อ...อภัยที่เซียวจั้นสายตาฝ้าฟาง คุณหนูท่านนี้…”เซียวจั้นชะงักกึก พินิจสาวน้อยขึ้นๆ ลงๆ ก่อนสั่นหน้าอย่างเก้อเขิน

ปีนั้นขณะน่าหลันเยียนหรานถูกหยุนยุ่นรับเป็นศิษย์ วัยเพียงสิบขวบ ฝึกวิชาอยู่ในสำนักม่านเมฆาเป็นเวลาห้าปี ดังคำว่าสตรีเติบใหญ่ยิ่งงามงด หลายปีไม่พบพาน เซียวจั้นย่อมไม่ทราบสาวน้อยตรงหน้าก็คือลูกสะใภ้ในนามของตนเอง

“แค่ก...ชื่อของนางคือน่าหลันเยียนหราน”

“น่าหลันเยียนหราน? หลานสาวของท่านผู้เฒ่าน่าหลัน?” เซียวจั้นตื่นตะลึงก่อน ตามด้วยสีหน้าลิงโลด คงเพราะจดจำเรื่องในอดีตได้แล้ว ยามนั้นจึงผุดยิ้มอ่อนโยนต่อสาวน้อย “ที่แท้ก็หลานน่าหลันนั่นเอง อาเซียวไม่เจอหน้าเจ้าหลายปีแล้ว อย่าถือสาสายตาคนแก่เลย”

เห็นภาพตรงหน้า ทุกคนตะลึงเล็กน้อย ผู้อาวุโสทั้งสามต่างสบตากันแวบหนึ่ง หัวคิ้วอดขมวดมิได้

“ท่านอาเซียว หลานไม่เคยมาเยี่ยมคารวะ ที่ต้องขอโทษควรเป็นข้าต่างหาก ไหนเลยกล้าตำหนิท่านอาได้” น่าหลันเยียนหรานยิ้มหวาน

“เฮอะๆ หลานน่าหลัน ก่อนนี้เคยได้ยินว่าท่านหยุนยุ่นรับเจ้าเป็นศิษย์ ตอนนั้นยังเข้าใจว่าเป็นข่าวลือ คิดไม่ถึงกลับเป็นเรื่องจริง หลานช่างมีพรสวรรค์เยี่ยมยอดโดยแท้” เซียวจั้นเอ่ยชมด้วยรอยยิ้ม

“เยียนหรานเพียงวาสนาดีเท่านั้น” ยิ้มอ่อนๆ น่าหลันเยียนหรานออกจะลำบากใจกับความกระตือรือร้นของเซียวจั้น มือที่ใต้โต๊ะจึงกระตุกเก่อเย่ด้านข้างเบาๆ

“เฮอะๆ ประมุขตระกูลเซียว เรื่องที่ข้าจะขอร้องในวันนี้ก็เกี่ยวข้องกับเยียนหราน อีกทั้งเรื่องนี้ยังเป็นท่านเจ้าสำนักเอ่ยปากด้วยตนเอง…” เก่อเย่กล่าวกลั้วหัวเราะ เมื่อเอ่ยถึงคำ ‘เจ้าสำนัก’สีหน้าพลันเคร่งขรึมขึ้น

สีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย เซียวจั้นเก็บงำรอยยิ้มเช่นกัน หยุนยุ่นเจ้าสำนักม่านเมฆาเป็นบุคคลสำคัญของจักรวรรดิเจียหม่า ตนซึ่งเป็นแค่ประมุขตระกูลตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ไม่มีคุณสมบัติไปขัดใจอีกฝ่ายแม้แต่น้อย ทว่าด้วยอิทธิพลอำนาจของเจ้าสำนักม่านเมฆา จะมีเรื่องอะไรที่ต้องให้ตระกูลเซียวช่วยเหลือ เก่อเย่บอกว่าเกี่ยวข้องกับหลานน่าหลัน หรือว่า…

นึกถึงความเป็นไปได้บางอย่าง มุมปากของเซียวจั้นพลันกระตุก ฝ่ามือใหญ่หนาสั่นสะท้านเล็กน้อย แต่ดีที่มีแขนเสื้อบดบัง ดังนั้นจึงไม่ถูกพบเห็น กล้ำกลืนเพลิงโทสะในใจลงไป สุ้มเสียงเซียวจั้นค่อนข้างสั่นเมื่อเอ่ย “ท่านเก่อเย่ เชิญกล่าว!”

“แค่ก…” แววประหม่าปรากฏขึ้นบนหน้าเก่อเย่ ทว่าคำนึงถึงความรักเอ็นดูที่เจ้าสำนักมีต่อน่าหลันเยียนหราน ได้แต่กัดฟันยิ้มกล่าว “ประมุขตระกูลเซียว ท่านก็ทราบ สำนักม่านเมฆามีกฎระเบียบเข้มงวด บวกกับท่านเจ้าสำนักคาดหวังในตัวเหยียนหรานค่อนข้างสูง เวลานี้เรียกได้ว่าอบรมบ่มเพาะนางให้เป็นเจ้าสำนักคนถัดไปด้วยซ้ำ และก็เพราะข้อกำหนดบางอย่าง ผู้สืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนักก่อนจะเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ล้วนไม่อาจมีความพัวพันกับบุรุษ...หลังจากท่านเจ้าสำนักได้สอบถามเยียนหราน ทราบว่านางมีสัญญาหมั้นหมายอยู่กับตระกูลเซียว ดังนั้น...ดังนั้นท่านเจ้าสำนักจึงหวังว่าประมุขตระกูลเซียว จะ...จะยกเลิกสัญญาหมั้นนี้”

เปรี๊ยะ! ถ้วยหยกในมือเซียวจั้น แหลกละเอียดเป็นผุยผง

กลางโถงเงียบสงัด ผู้อาวุโสสามท่านด้านบนตื่นตระหนกกับคำพูดของเก่อเย่เช่นกัน ทว่าอึดใจถัดมา สายตาที่พวกเขาหันมองเซียวจั้นถึงกับเพิ่มแววเยาะหยันและถากถาง  ‘หึๆ ถูกคนบังคับให้ยกเลิกสัญญาหมั้นถึงบ้าน ดูทีว่าประมุขตระกูลอย่างเจ้า ต่อไปยังมีศักดิ์ศรีอะไรมาปกครองคนในตระกูล

สมาชิกรุ่นเยาว์บางส่วนไม่ทราบเรื่องสัญญาหมั้นของเซียวเหยียนกับน่าหลันเยียนหราน ทว่าหลังจากแอบถามจากบิดามารดาด้านข้าง พวกเขาพลันรู้สึกภาพตรงหน้าเปลี่ยนเป็นสนุกเร้าใจขึ้นมา ส่งสายตาเหยียดเยาะไปทางเซียวเหยียนตรงมุมห้อง

เห็นสีหน้าเครียดเคร่งสุดขีดของเซียวจั้น น่าหลันเยียนหรานไม่กล้าเงยหน้า นิ้วมือเกี่ยวกันแน่น

“ประมุขตระกูลเซียว ข้าทราบคำขอร้องนี้ออกจะสร้างความลำบากใจเกินไป แต่ได้โปรดเห็นแก่หน้าท่านเจ้าสำนัก ยกเลิกสัญญาหมั้นหมายเสียเถอะ” ทอดถอนอ่อนใจ เก่อเย่เอ่ยขึ้นชืดๆ

เซียวจั้นกำหมัดแน่น ปราณยุทธ์สีเขียวจาง แผ่ปกคลุมเรือนกายช้าๆ สุดท้ายถึงกับรวมตัวบนใบหน้า กลายเป็นหัวสิงห์ที่เลือนลางหัวหนึ่ง สุดยอดเคล็ดวิชาตระกูลเซียว : สิงห์คลั่งวายุเดือด! ระดับชั้น : ชั้นนิล ขั้นกลาง!

เห็นปฏิกิริยาของเซียวจั้น สีหน้าเก่อเย่ก็พลันเคร่งขรึมขึ้นมา เรือนร่างขวางกั้นอยู่เบื้องหน้าน่าหลันเยียนหราน สองมืององุ้มประดุจกรงเล็บเหยี่ยว ปราณยุทธ์สีเขียวเวียนวนเหนือกรงเล็บ แผ่ซ่านรังสีกระบี่ที่เล็กละเอียดแต่เฉียบคม สุดยอดเคล็ดวิชาสำนักม่านเมฆา กระบี่ไม้เขียว! ชั้นนิล ขั้นต้น!

พริบตาถัดมา พวกหนุ่มสาวในโถงใหญ่ที่พลังฝีมือไม่กล้าแข็ง ต่างหน้าซีดขาว โพรงอกจุกแน่นขึ้นมาทันที

ขณะที่เสียงหายใจของเซียวจั้นถี่รัวขึ้น เสียวตวาดของผู้อาวุโสสามท่านพลันดังกระหึ่มกลางโถงใหญ่ประหนึ่งอสุนีบาต

“เซียวจั้น ยังไม่หยุดมือ! เจ้าอย่าได้ลืมว่าตัวเองเป็นประมุขตระกูลเซียว”

ร่างแข็งค้างทันใด ปราณยุทธ์บนกายเซียวจั้นค่อยๆ ถ่ายถอน กระทั่งสลายไปในที่สุด

นั่งกระแทกกลับไปบนเก้าอี้ เซียวจั้นจ้องมองน่าหลันเยียนหรานที่ก้มหน้าเงียบอย่างเย็นชา น้ำเสียงแหบพร่าเล็กน้อย “หลานน่าหลัน ช่างเด็ดเดี่ยวยิ่งนัก ตระกูลน่าหลันมีธิดาเยี่ยงเจ้า เป็นที่อิจฉาของผู้คนจริงๆ”

เรือนร่างอรชรสะท้านขึ้นเบาๆ น่าหลันเยียนหรานพึมพำ “ท่านอาเซียว…”

“ฮึ เรียกข้าประมุขตระกูลเซียวก็พอ คำว่าท่านอา เกรงว่าข้าคงแบกรับไม่ไหว เจ้าเป็นถึงว่าที่เจ้าสำนักม่านเมฆา ภายหน้าก็คือผู้ทรงอิทธิพลแห่งมหาพิภพโต้วชี่ เหยียนเอ๋อร์บ้านข้าเป็นเพียงชนชั้นสามัญ ไม่คู่ควรกับเจ้าจริงๆ…” โบกมืออย่างเฉื่อยชา เซียวจั้นกล่าวน้ำเสียงกระด้าง

“ขอบคุณประมุขตระกูลเซียวที่เข้าใจ” พอฟัง เก่อเย่ด้านข้างปรีดาใหญ่ ยิ้มเจื่อนต่อเซียวจั้น “ประมุขตระกูลเซียว ท่านเจ้าสำนักตระหนักดี คำขอร้องในวันนี้ค่อนข้างเสียมารยาท ดังนั้นให้ข้านำของขวัญมาให้เป็นพิเศษ ถือเป็นการขอขมา!”

กล่าวพลาง เก่อเย่ยื่นมือลูบคลำแหวนวงหนึ่งบนนิ้ว กล่องหยกโบราณสีเขียวปลอดใบหนึ่งพลันปรากฏขึ้นบนฝ่ามือ...

เขาเปิดฝาอย่างระมัดระวัง กลิ่นหอมหอบหนึ่งตลบฟุ้งทั่วโถง ผู้สูดดมต่างรู้สึกสมองปลอดโปร่งขึ้นมาทันที

ผู้อาวุโสสามท่านยืดคออกมาอย่างใคร่รู้ เพ่งมองภายในกล่องหยก ร่างพลันสะท้านเฮือก อุทานอย่างตื่นเต้น “โอสถผนึกปราณ?”

ในกล่องโบราณ ยาเม็ดขนาดเท่าดวงตามังกรสีเขียวสดเม็ดหนึ่งกำลังนอนสงบนิ่งอยู่ และกลิ่นหอมยวนใจหอบนั้นก็ลอยออกมาจากยาเม็ดนี้นั่นเอง

ในมหาพิภพโต้วชี่ ใคร่จะกลายเป็นนักยุทธ์ที่แท้จริงคนหนึ่ง ก่อนอื่นจำเป็นต้องหลอมรวมปราณแห่งยุทธ์ในกาย และการหลอมรวมปราณแห่งยุทธ์กลับมีอัตราการล้มเหลวค่อนข้างสูง หลังความล้มเหลว ปราณแห่งยุทธ์ช่วงที่เก้าก็จะลดเหลือช่วงที่แปด บางคนที่โชคไม่ดีนักอาจต้องรวบรวมเกินกว่าสิบครั้งจึงสามารถบรรลุผล และการรวบรวมซ้ำแล้วซ้ำเล่าเช่นนี้ก็จะทำให้สูญเสียช่วงเวลาฝึกยุทธ์ที่ดีที่สุดไป

โอสถผนึกปราณ สรรพคุณของมันก็คือสามารถทำให้ผู้มีปราณแห่งยุทธ์ช่วงที่เก้าคนหนึ่งรวบรวมปราณจักระแห่งยุทธ์ได้สำเร็จแบบเต็มร้อย

สรรพคุณพิเศษชนิดนี้ ทำให้ผู้ที่อยากขึ้นสู่ระดับนักยุทธ์โดยเร็วที่สุดจำนวนมาก ต่างกลืนน้ำลายด้วยความอยากได้มาครอบครองใจจะขาด

กล่าวถึงโอสถผนึกปราณ ย่อมไม่อาจไม่กล่าวถึงเจ้าของผู้จัดสร้างมันขึ้นมา : นักปรุงโอสถ! บนมหาพิภพโต้วชี่ มีอาชีพหนึ่งซึ่งอยู่เหนือนักยุทธ์ ผู้คนขนานนามพวกเขาว่านักปรุงโอสถ

นักปรุงโอสถ เห็นชื่อกระจ่างความหมาย พวกเขาสามารถหลอมกลั่นโอสถวิเศษที่ยกระดับพลังฝีมือนานาชนิดได้ ไม่ว่านักปรุงโอสถคนใด ต่างจะถูกผู้ทรงอิทธิพลทั่วสารทิศรุมซื้อตัวแบบชนิดทุ่มไม่อั้น ฐานะของพวกเขาเกริกเกียรติถึงที่สุด!

นักปรุงโอสถสามารถเป็นที่ต้องการปานนี้ ย่อมเกี่ยวข้องกับคุณประโยชน์และปริมาณอันน้อยนิดของพวกเขา ใคร่จะกลายเป็นนักปรุงโอสถคนหนึ่ง เงื่อนไขโหดร้ายพิสดาร

ประการแรก จำเป็นต้องมีร่างกายธาตุไฟ ขณะเดียวกัน ในธาตุไฟนั้นยังต้องปะปนด้วยพลังธาตุไม้สายหนึ่ง เพื่อเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาขณะหลอมกลั่นยา

พึงทราบว่า ธาตุประจำตัวของแต่ละคนในมหาพิภพโต้วชี่ ขึ้นอยู่กับจิตวิญญาณของพวกเขา จิตวิญญาณดวงหนึ่งเพียงประกอบด้วยธาตุชนิดหนึ่งตลอดกาล เป็นไปไม่ได้ที่จะมีธาตุอื่นผสมอยู่

ดังนั้น ร่างกายหนึ่งร่างกายมีธาตุที่แข็งอ่อนไม่เท่ากันสองชนิด โดยพื้นฐานแล้วเป็นไปไม่ได้

แน่นอน บนโลกนี้ไม่มีเรื่องใดไร้ข้อยกเว้น ในคนแสนล้านอย่างไรต้องมีจิตวิญญาณที่ผิดแผกแตกต่างอยู่บ้าง และคนที่มีจิตวิญญาณพิเศษเหล่านี้ ก็มีศักยภาพที่จะกลายเป็นนักปรุงโอสถคนหนึ่ง

ทว่า แค่มีจิตวิญญาณธาตุไฟผสมไม้ยังคงไม่สามารถเป็นนักปรุงโอสถที่แท้จริงได้ เพราะเงื่อนไขสำคัญซึ่งขาดไม่ได้เช่นกันอีกประการหนึ่งของนักปรุงโอสถ ก็คือญาณสัมผัส! หรือเรียกว่าพลังการหยั่งรู้ทางจิตวิญญาณ

หลอมกลั่นโอสถ เงื่อนไขสำคัญที่สุดสามประการ : วัตถุดิบ เชื้อเพลิง ญาณสัมผัส

วัตถุดิบ แน่นอนก็คือสิ่งล้ำค่านานาชนิด นักปรุงโอสถมิใช่เทพเจ้า ปราศจากวัตถุดิบชั้นเลิศ พวกเขาก็ยากจะปรุงโอสถได้ ดังนั้น วัตถุดิบที่ดีเป็นสิ่งสำคัญมาก

เชื้อเพลิง หรือก็คือเปลวไฟที่จำเป็นต้องใช้ขณะปรุงยา การหลอมกลั่นโอสถไม่อาจใช้ไฟทั่วไป จำเป็นต้องใช้เปลวเพลิงปราณยุทธ์ที่สร้างขึ้นโดยปราณยุทธ์ธาตุไฟ

แน่นอน บนโลกยังเกลื่อนกลาดไปด้วยไฟวิเศษ นักปรุงโอสถที่ฝีมือแก่กล้าบางคนก็สามารถนำมาใช้สอยได้ การใช้ไฟวิเศษเหล่านี้มากลั่นยา ไม่เพียงเพิ่มอัตราความสำเร็จให้สูงขึ้น นอกจากนั้นโอสถที่กลั่นออกมายังมีฤทธิ์เข้มข้นและรุนแรงกว่าโอสถที่กลั่นขึ้นจากเปลวเพลิงปราณยุทธ์ทั่วไปอีกด้วย

เนื่องจากการปรุงยาเป็นเรื่องที่ใช้เวลายาวนาน ด้วยเหตุนี้จึงสิ้นเปลืองปราณยุทธ์อย่างยิ่ง นักปรุงโอสถที่โดดเด่นคนหนึ่ง จึงต้องเป็นนักยุทธ์ที่ฝีมือเก่งฉกาจคนหนึ่งในเวลาเดียวกัน

เงื่อนไขประการสุดท้าย ก็คือพลังการหยั่งรู้ทางจิตวิญญาณ หรือญาณสัมผัส

ขณะหลอมกลั่นยา ขนาดของกำลังไฟคือสิ่งสำคัญที่สุด บางครั้งแค่ไฟแรงไปเล็กน้อย ยาทั้งเตาอาจกลายเป็นเถ้าธุลี ส่งผลให้ล้มเหลวกลางคัน ดังนั้น การควบคุมกำลังไฟคือสิ่งที่นักปรุงโอสถจำเป็นต้องศึกษา

ทว่า ใคร่จะควบคุมกำลังไฟให้เหมาะสม นั่นจำเป็นต้องมีญาณสัมผัสที่แข็งแกร่ง หากขาดจุดนี้ไป ต่อให้เงื่อนไขสองประการข้างต้นดีเลิศปานใดก็ไร้ความหมาย

ภายใต้เงื่อนไขที่โหดร้ายนานัปการเหล่านี้ คนที่มีคุณสมบัติกลายเป็นนักปรุงโอสถ แน่นอนว่าน้อยนิดประดุจขนหงสาเกล็ดมังกร เมื่อนักปรุงโอสถมีน้อย โอสถที่พิสดารพันลึกเหล่านั้นย่อมน้อยตาม สิ่งของจะล้ำค่าเมื่อหายาก ด้วยเหตุนี้เองจึงส่งผลให้นักปรุงโอสถที่สูงศักดิ์เหล่านั้นถึงขนาดมีฐานะที่ผิดมนุษย์มนา

กลางโถง สดับเสียงอุทานของผู้อาวุโสทั้งสาม บรรดาหนุ่มสาวในที่นั้นต่างสองตาเบิกโตขึ้นมา แววตาร้อนแรงแต่ละคู่จ้องเขม็งอยู่ที่กล่องหยกในมือเก่อเย่

เซียวเม่ยซึ่งนั่งอยู่ข้างกายบิดา แลบลิ้นอ่อนนุ่มเลียริมฝีปากแดงเบาๆ จับจ้องกล่องหยกนั้นตาไม่กะพริบ

“เฮอะๆ นี่คือโอสถที่ท่านกู่เหอผู้อาวุโสกิตติมศักดิ์ของสำนักเราปรุงขึ้นกับมือ คิดว่าทุกท่านคงเคยได้ยินกิตติศัพท์ของท่านผู้เฒ่ามาบ้างกระมัง”เห็นท่าทางเสียกิริยาของผู้อาวุโสทั้งสาม เก่อเย่นึกกระหยิ่มในใจขณะยิ้มกล่าว

“ยานี้ถึงกับปรุงโดยราชาโอสถกู่เหอ?”สดับวาจา ผู้อาวุโสทั้งสามถึงกับตะลึงลาน

ราชาโอสถกู่เหอ เป็นผู้มีบารมีสูงในจักรวรรดิเจียหม่า ฝีมือปรุงยาลึกล้ำสุดหยั่ง ผู้แกร่งกล้านับไม่ถ้วนปรารถนาพบพานตีสนิท ต่างไร้หนทางเข้าหา

กู่เหอไม่เพียงมีฝีมือปรุงยาลึกล้ำ พลังฝีมือยังเข้าสู่ระดับราชันยุทธ์แต่นานแล้ว โดยติดอันดับหนึ่งในสิบผู้แกร่งกล้าแห่งจักรวรรดิเจียหม่า

ผู้ยิ่งใหญ่ระดับนี้ โอสถผนึกปราณที่ปรุงออกมาจากมือเขา เกรงว่ามูลค่าคงทวีคูณ

ผู้อาวุโสทั้งสามจ้องมองโอสถผนึกปราณในกล่องหยกด้วยรอยยิ้มกริ่ม หากตระกูลเซียวมีโอสถผนึกปราณเม็ดนี้ ต้องสามารถสร้างนักยุทธ์รุ่นเยาว์ขึ้นมาได้อีกคนหนึ่งแน่

ขณะผู้อาวุโสทั้งสามกำลังขบคิดว่าจะทำเช่นไรให้โอสถวิเศษนี้ตกอยู่ในมือบุตรหลานตนเอง สุ้มเสียงชืดๆ ที่ข่มกลั้นโทสะของหนุ่มน้อยพลันก้องดังขึ้นกลางโถง

“ท่านผู้เฒ่าเก่อเย่ ท่านนำโอสถกลับไปเถอะ เรื่องในวันนี้ พวกเราคงไม่รับปาก”

โถงใหญ่เงียบกริบ สายตาทั้งหมดเคลื่อนมายังร่างเซียวเหยียนที่เชิดหน้าหล่อเหลาอยู่ตรงมุมห้อง

“เซียวเหยียน ที่นี่ไหนเลยมีที่ทางให้เจ้าพูดจา หุบปากเดี๋ยวนี้”สีหน้าเคร่งจัด ผู้อาวุโสท่านหนึ่งตวาดดุ

“เซียวเหยียน ข้ารู้ว่าเจ้าคับข้องใจ แต่ในที่นี้พวกเราคือผู้ตัดสินใจ” สุ้มเสียงค่อนข้างชราภาพอีกเสียงหนึ่ง เอ่ยขึ้นอย่างเย็นชา

“ผู้อาวุโสทั้งสาม หากคนที่พวกเขาขอถอนหมั้นคือบุตรหลานของพวกท่าน พวกท่านยังจะกล่าวเช่นนี้หรือไม่” เซียวเหยียนลุกยืนเนิบช้า มุมปากเจือรอยแดกดัน

ผู้อาวุโสทั้งสามไม่ยี่หระต่อเขานั่นคือสิ่งที่ชัดเจนยิ่ง ดังนั้นเขาก็ไม่จำเป็นต้องไว้หน้าอีกฝ่ายเช่นกัน

“เจ้า…” สดับวาจา ผู้อาวุโสทั้งสามผงะอึ้ง ถลึงตาดุดัน ปราณยุทธ์แผ่ซ่านรอบกาย

“ผู้อาวุโสทั้งสาม พี่เซียวเหยียนกล่าวไม่ผิด เรื่องนี้ เขาต่างหากคือคู่กรณี พวกท่านอย่าได้วุ่นวายไปด้วยเลย”เส้นเสียงสดใสของสาวน้อยดังขึ้นกลางห้องอย่างชืดชา

สดับวาจาของสาวน้อย อารมณ์ขุ่นมัวของผู้อาวุโสทั้งสามพลันอ่อนแรงลง ต่างสบตากันอย่างจนใจ ก่อนผงกศีรษะ

เห็นผู้อาวุโสทั้งสามท่าทางห่อเหี่ยว เซียวเหยียนเบือนหน้ามานิ่งมองเซียวซวินเอ๋อร์ที่ยิ้มพรายแวบหนึ่ง : แม่สาวน้อย เจ้ามีศักดิ์ฐานะอะไรกันแน่ ไฉนทำให้ผู้อาวุโสทั้งสามกริ่งเกรงปานนี้

สะกดความสงสัยไว้ในใจ เซียวเหยียนสืบเท้าขึ้นหน้า โค้งกายคำนับเซียวจั้นก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นหันไปประจันหน้ากับน่าหลันเยียนหราน ผ่อนลมหายใจยาวๆ คำหนึ่งค่อยเอ่ยเสียงราบเรียบ “คุณหนูน่าหลัน ข้าใคร่ถามสักข้อ เรื่องถอนหมั้นในวันนี้ ท่านผู้เฒ่าน่าหลันเห็นชอบหรือไม่”

เมื่อครู่แลเห็นเซียวเหยียนจู่ๆ ส่งเสียงยับยั้ง น่าหลันเยียนหรานนึกเคืองอยู่บ้าง ยามนี้ได้ยินคำถามของเขา เรียวคิ้วยิ่งขมวดมุ่น : คนผู้นี้ ตอนแรกดูแล้วไม่เลว ไฉนกลับเป็นคนน่ารังเกียจที่ตอแยไม่เลิกไปได้ หรือเขาไม่ตระหนักถึงความแตกต่างระหว่างสองคน?

นางซึ่งตำหนิเซียวเหยียนในใจ กลับไม่คิดบ้างว่า การขอถอนหมั้นต่อหน้าธารกำนัลเช่นนี้ ทำให้เซียวเหยียนและบิดาของเขาตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออกและเคืองโกรธปานใด

ลุกยืนขึ้น จ้องมองหนุ่มน้อยตรงหน้าซึ่งเดิมสมควรกลายเป็นสามีตนเอง น่าหลันเยียนหรานเอ่ยน้ำเสียงราบเรียบแต่นุ่มนวล “ท่านปู่ไม่เคยรับปาก ทว่านี่เป็นเรื่องของข้า ไม่เกี่ยวอันใดกับเขา”

“ในเมื่อท่านผู้เฒ่าไม่เคยเอ่ยปาก เช่นนั้นต้องขออภัย บิดาข้าก็ไม่จะไม่รับปากเจ้าเช่นกัน เรื่องแต่งงานในตอนแรกเป็นท่านผู้เฒ่าสองตระกูลตกปากรับคำด้วยตนเอง บัดนี้พวกเขามิได้บอกยกเลิก เช่นนั้นการแต่งงานนี้จึงไม่มีใครกล้ายกเลิก มิฉะนั้นจะเป็นการไม่เคารพต่อญาติผู้ใหญ่! ข้าคิดว่า ภายในตระกูลเราคงไม่มีใครกระทำเรื่องอกตัญญูเช่นนี้ออกมากระมัง” เซียวเหยียนผินหน้าเล็กน้อย ยิ้มเย็นเมื่อจับจ้องผู้อาวุโสทั้งสาม

ถูกเซียวเหยียนกดดันด้วยข้อกล่าวหาเช่นนี้ ผู้อาวุโสทั้งสามพลันไม่กล้าพูดแล้ว ภายใต้กฎตระกูลอันเข้มงวด ความผิดประเภทนี้เพียงพอให้พวกเขาหลุดจากตำแหน่งผู้อาวุโสเลยทีเดียว

“ท่าน…”โดนเซียวเหยียนตอกกลับ น่าหลันเยียนหรานผงะวูบ กลับค้นหาถ้อยคำโต้แย้งไม่เจอ ยามนั้นโมโหจนหน้าเขียว ขยี้เท้าอย่างแรง สูดหายใจลึกคำหนึ่ง คุณหนูใหญ่ผู้ถูกตามใจมาตลอดพลันเดือดดาลขึ้นมา

สายตาชิงชังจับจ้องหนุ่มน้อยตรงหน้า นางซึ่งจิตใจว้าวุ่นจึงประกาศกร้าว “ท่านต้องการอย่างไรจึงยอมยกเลิกสัญญาหมั้น รังเกียจว่าชดเชยน้อยไป? ได้ ข้าจะขอให้อาจารย์เพิ่มโอสถผนึกปราณแก่ท่านอีกสามเม็ด นอกจากนั้น หากท่านยินดี ข้ายังสามารถทำให้ท่านเข้าสำนักม่านเมฆาฝึกเคล็ดวิชาลึกล้ำ เช่นนี้ พอใจแล้วหรือไม่”

สดับข้อแม้ล่อใจแต่ละอย่างที่โพล่งจากปากสาวน้อย ผู้อาวุโสทั้งสามพลันรู้สึกหัวใจเต้นระส่ำ พวกหนุ่มสาวในห้องโถงยิ่งกลืนน้ำลายดังเอื๊อก เข้าฝึกวิชาในสำนักม่านเมฆา? สวรรค์ นั่นเป็นความปรารถนาแม้แต่ยามฝันของคนนับไม่ถ้วน!

บอกกล่าวข้อเสนอเหล่านี้จบ น่าหลันเยียนหรานเชิดคางขาวนวล เฝ้ารอคำตอบของเซียวเหยียนอย่างถือดีประดุจเจ้าหญิงองค์หนึ่ง

ในความคิดของนาง ข้อเสนอเหล่านี้เพียงพอทำให้เด็กหนุ่มคนใดก็ตามคลุ้มคลั่ง

ทว่าแตกต่างอยู่บ้างกับการคาดหวังของน่าหลันเยียนหราน หลังนางพูดจบ หนุ่มน้อยตรงหน้ากลับร่างสั่นเทารุนแรง ค่อยๆ เงยศีรษะขึ้น ใบหน้าอ่อนเยาว์หล่อเหลาบัดนี้แลดูดุร้ายจนน่าสะพรึง…

แม้ถูกสบประมาทมาตลอดสามปี แต่เซียวเหยียนถือว่ายังอยู่ในจุดที่พอรับได้ ถ้อยคำที่ประหนึ่งยืนอยู่เหนือมวลชนของน่าหลันเยียนหรานชุดนี้ ราวกับบริจาคทานก็มิปาน พอดีย่ำเหยียบบนศักดิ์ศรีอันน้อยนิดที่เร้นลึกอยู่ในใจเซียวเหยียนเต็มแรง

“อา…”ตกใจในท่าทีดุดันของเด็กหนุ่ม สาวน้อยถอยกายหนึ่งก้าว ชายหนุ่มรูปงามด้านข้างคนนั้นพลันชักกระบี่ยาว สายตาเยียบเย็นเขม็งมองเซียวเหยียน

“ข้า...อยากจะสับเจ้าเดี๋ยวนี้เลย” แนวฟันสั่นระริก ประโยคที่อาบรังสีสังหารเล็ดลอดออกมา เซียวเหยียนกำหมัดแน่น ลูกตาดำจัดลุกโชนด้วยเพลิงพิโรธ

“เหยียนเอ๋อร์ ห้ามเสียมารยาท”บนตำแหน่งประธาน เซียวจั้นตกใจกับพฤติกรรมของเซียวเหยียนเช่นกัน รีบตวาดห้าม ตระกูลเซียวในเวลานี้ยังไม่อาจล่วงเกินสำนักม่านเมฆา

กำปั้นบีบแน่น เซียวเหยียนก้มศีรษะนิดหนึ่ง อึดใจใหญ่ ค่อยเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง หากทว่า แววดุดันอันน่ากลัวก่อนหน้านี้กลับกลายเป็นความสงบราบเรียบแล้ว

เวลาสามปี แม้ประสบกับการเหยียดหยามดูแคลนแสนสาหัส แต่ก็เพราะเหตุนี้จึงหล่อหลอมให้เซียวเหยียนมีจิตใจที่ทรหดอดทนยิ่งกว่าคนทั่วไปมากนัก

น่าหลันเยียนหรานตรงหน้าคือศิษย์เอกของสำนักม่านเมฆา หากตอนนี้ตนทำอะไรนางขึ้นมาจริงๆ เกรงว่าอาจนำความยุ่งยากมาสู่ท่านพ่อไม่รู้จบ ดังนั้น เขาจำต้องอดกลั้น!

เจ้าเด็กหนุ่มคนนี้ ภายหน้าหากยังคงเป็นเศษสวะก็แล้วไป แต่เมื่อใดที่มีพลังฝีมือขึ้นมา ต้องเป็นบุคคลอันตรายอย่างแน่นอนเก่อเย่ครุ่นคิดในใจอย่างเคร่งเครียด

“เซียวเหยียน แม้ไม่ทราบเพราะอะไรการกระทำของข้าจึงทำให้ท่านโกรธเคืองปานนี้ ทว่า ท่าน...ยังคงยกเลิกสัญญาหมั้นเถอะ” ผ่อนลมหายใจเบาๆ คำหนึ่ง น่าหลันเยียนหรานจากตกใจกลับสู่ความเยือกเย็น ดวงหน้าขรึมเมื่อเอ่ย

“โปรดจำไว้ ข้ามาตระกูลเซียวในครานี้ เป็นท่านอาจารย์--เจ้าสำนักม่านเมฆา อนุมัติด้วยตนเอง!”เม้มปากนิดหนึ่ง น่าหลันเยียนหรานผินหน้าไปเล็กน้อยเมื่อกล่าวน้ำเสียงจนใจ “ท่านจะคิดว่านี่เป็นการคุกคามก็ได้ แต่ท่านสมควรกระจ่างชัด ความจริงมักเป็นเช่นนี้เอง ไม่มีเรื่องใดที่ยุติธรรมสิ้นเชิง แม้ข้าไม่ปรารถนาแสดงออก แต่ท่านคงชัดเจนถึงความแตกต่างระหว่างท่านกับข้าดี พวกเรา...ไม่มีหวังแม้แต่น้อย”

สดับการพิจารณาตัดสินประหนึ่งตนเองเป็นเทพเจ้าของสาวน้อย มุมปากเซียวเหยียนผุดรอยยิ้มเย็น “คุณหนูน่าหลัน พึงทราบว่า ในมหาพิภพโต้วชี่ ฝ่ายหญิงถอนหมั้นจะทำให้ฝ่ายชายเสียหน้าเพียงใด เฮอะๆ ข้าหนังหน้าหนา ไม่เดือดร้อนอะไร แต่บิดาข้า ท่านเป็นประมุขแห่งตระกูล! วันนี้หากรับปากข้อแม้ของเจ้า วันหน้าเขาจะปกครองตระกูลเซียวอย่างไร จะหยัดยืนบนเมืองอูถ่านได้อย่างไร”

เห็นหนุ่มน้อยติเตียนด้วยความโกรธจัด น่าหลันเยียนหรานมุ่นคิ้วเบาๆ หางตาเหลือบมองเซียวจั้นในตำแหน่งประธานที่จู่ๆ เหมือนชราลงกะทันหัน ในใจอดรู้สึกละอายมิได้

นางขบริมฝีปากแดงปลั่งเบาๆ เงียบงันอยู่อึดใจ ดวงตาสุกใสกลอกมองไปมา พลันเอ่ยขึ้น “เรื่องในวันนี้ เป็นความบุ่มบ่ามจาบจ้วงของเหยียนหรานจริง วันนี้ ข้าสามารถถอนคืนคำขอร้องเรื่องยกเลิกสัญญาหมั้นเป็นการชั่วคราว ทว่า ข้าต้องการให้ท่านรับปากข้าเรื่องหนึ่ง”

“เรื่องอะไร” เซียวเหยียนย่นคิ้วถาม

“ข้อเรียกร้องในวันนี้ ข้าสามารถยืดเวลาออกไปสามปี หลังจากสามปี ท่านมาประลองกับข้าที่สำนักม่านเมฆา หากท่านปราชัย ข้าจะยกเลิกสัญญาหมั้นต่อสาธารณชน และเมื่อถึงเวลานั้น คิดว่าท่านก็คงเข้าพิธีโตเต็มวัยเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น ต่อให้พ่ายแพ้ก็จะไม่ทำให้ท่านอาเซียวขายหน้า ท่านกล้ารับคำท้าหรือไม่?”น่าหลันเยียนหรานเอ่ยชืดๆ

เฮอะๆ หากถึงตอนนั้นเกิดแพ้ขึ้นมา แม้ไม่ทำร้ายถึงชื่อเสียงของท่านพ่อ แต่ข้าก็ต้องแบกความอัปยศในนามของผู้ปราชัยไปตลอดชีวิต สตรีนางนี้อำมหิตจริงๆ’แค่นหัวเราะเสียงขุ่นในใจ ใบหน้าเซียวเหยียนเต็มไปด้วยรอยแดกดัน

“คุณหนูน่าหลัน เจ้ามิใช่ไม่ชัดเจนในสภาพของเหยียนเอ๋อร์ เจ้าจะให้เขาเอาอะไรไปประลองกับเจ้า หลู่เกียรติเขาเช่นนี้ สนุกมากหรือ” เซียวจั้นตบโต๊ะเปรี้ยง เพลิงโทสะลุกโพลง

“ท่านอาเซียว เรื่องการถอนหมั้นจำพวกนี้ อย่างไรก็ต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไปแบกความรับผิดชอบ หากมิใช่เพื่อรักษาหน้าของท่าน เยียนหรานคงบีบคั้นให้ยกเลิกสัญญาเดี๋ยวนี้! จากนั้นประกาศต่อธารกำนัล”โดนสกัดหลายครั้ง น่าหลันเยียนหรานเริ่มหงุดหงิดเช่นกัน หันหน้าไปตะคอกใส่เซียวเหยียนที่นิ่งเงียบ “ในเมื่อท่านไม่อยากให้ท่านอาเซียวอับอายขายหน้า เช่นนั้นก็รับคำท้า! สามปีถัดไปกับตอนนี้ ท่านจะเลือกอย่างแรกหรืออย่างหลัง?”

“น่าหลันเยียนหราน เจ้าไม่ต้องทำกิริยาขู่เข็ญเช่นนี้ เจ้าอยากถอนหมั้น ไยมิใช่เพราะเห็นข้าเซียวเหยียนเป็นเศษสวะไม่คู่ควรกับสตรีสูงศักดิ์เยี่ยงเจ้า อภัยที่ก้าวร้าว เจ้านอกจากรูปงามแล้ว อื่นใดล้วนไม่อยู่ในสายตาของเรานายน้อยเซียวสักนิด! สำนักม่านเมฆาแข็งแกร่งก็จริง แต่ข้ายังอ่อนวัย มีเวลาอีกมาก ข้าสิบสองขวบก็กลายเป็นนักยุทธ์คนหนึ่งแล้ว แต่เจ้า น่าหลันเยียนหราน ตอนที่เจ้าสิบสองขวบ ปราณแห่งยุทธ์อยู่ในช่วงใด? มิผิด ข้าในตอนนี้คือเศษสวะจริง แต่ในเมื่อสามปีก่อนข้าสามารถสร้างปาฏิหาริย์ได้ เช่นนั้นวันเวลาในภายหน้า เจ้าอาศัยอะไรมาตัดสินว่าข้าไม่สามารถกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งได้”

เผชิญท่าทีคุกคามของสาวน้อย เซียวเหยียนที่นิ่งเงียบพลันระเบิดออกมาราวภูเขาไฟในที่สุด ใบหน้าเย็นชา วาจาชุดใหญ่ทำเอาคนทั้งโถงตกตะลึงตาค้าง ผู้ใดจะคาดคิด เด็กหนุ่มที่เงียบขรึมพูดน้อยมาตลอดคนนั้น ถึงกับฉาดฉานปานนี้

น่าหลันเยียนหรานขมุบขมิบเรียวปาก แม้ถูกเซียวเหยียนวิพากษ์จนโมโหหน้าดำหน้าแดง แต่กลับหมดปัญญาโต้แย้ง สิ่งที่เซียวเหยียนกล่าวมานั้นคือเรื่องจริง ไม่ว่าตอนนี้เขาจะไร้ค่าปานใด แต่อายุสิบสองกลายเป็นนักยุทธ์คนหนึ่ง กลับจริงแท้แน่นอน และน่าหลันเยียนหรานในตอนนั้นเพียงมีปราณแห่งยุทธ์ช่วงที่แปดเท่านั้น

“คุณหนูน่าหลัน เห็นแก่ท่านผู้เฒ่าน่าหลัน เซียวเหยียนขอเตือนสติเจ้าสักหลายคำ สามสิบปีกระแสธารผกผันตะวันออก สามสิบปีกระแสธารผกผันตะวันตก อย่าได้สบประมาทหนุ่มน้อยตกอับ” สดับสุ้มเสียงเยียบเย็นเน้นชัดของเซียวเหยียน น่าหลันเยียนหรานถึงกับตัวสั่นเบาๆ

“ดี กล่าวได้ดี! ลูกชายของข้าเซียวจั้น ย่อมไม่ธรรมดา!”บนตำแหน่งประธาน เซียวจั้นสองตาเป็นประกาย สองฝ่ามือตบฟาดโต๊ะเต็มแรง น้ำชาสาดกระจาย

จ้องมองหนุ่มน้อยที่ยิ้มเย็นตรงหน้าอย่างเข็ดเขี้ยวเคี้ยวฟัน น่าหลันเยียนหรานซึ่งมีแต่คนพะเน้าพะนอ ไหนเลยเคยถูกสั่งสอนด้วยคนวัยเดียวกัน ยามนั้นโมโหจนหน้ามืด สุ้มเสียงที่เจือแววไร้เดียงสาพลันเปลี่ยนเป็นเกรี้ยวกราด

“ท่านอาศัยอะไรมาสั่งสอนข้า ต่อให้ในอดีตท่านมีพรสวรรค์เหนือผู้อื่น แต่ในตอนนี้ก็คือเศษสวะชิ้นหนึ่ง! ดี ข้าน่าหลันเยียนหรานจะคอยดูวันที่ท่านสามารถเอาชนะข้า เรื่องยกเลิกสัญญาหมั้นในวันนี้ ข้าจะไม่เอ่ยถึงอีก ทว่าหลังจากนี้สามปี ข้าจะรอท่านอยู่ที่สำนักม่านเมฆา ถ้าเก่งจริงก็ทำให้ข้าได้เห็นว่าท่านสามารถกลับมายิ่งใหญ่ได้ถึงระดับใด หากถึงเวลานั้นท่านโค่นข้าลงได้ ข้าน่าหลันเยียนหรานยินดีเป็นทาสเป็นบ่าวใต้บัญชาท่านชั่วชีวิต!

“แน่นอน หากสามปีข้างหน้าท่านยังเป็นเศษสวะเหมือนเดิม เช่นนั้นหนังสือสัญญาถอนหมั้น ท่านก็ต้องมอบให้ข้าแต่โดยดี”

มองดูสาวน้อยที่หน้าดำหน้าแดง เซียวเหยียนยิ้มเยาะ “ไม่ต้องสามปีให้หลัง สำหรับเจ้า ข้าไม่รู้สึกสนใจแม้แต่น้อย”พูดจบ เขาไม่ไยดีน่าหลันเยียนหรานที่ปั้นหน้าบูดบึ้ง หมุนตัวฉับพลัน ซอยเท้าถึงหน้าโต๊ะ ตวัดพู่กันขีดเขียน!

น้ำหมึกจาง พู่กันหยุด!

มือขวาของเซียวเหยียนพลันชักกระบี่สั้นบนโต๊ะ คมกระบี่ที่คมปลาบพาดบนฝ่ามือซ้าย เฉือนเป็นแผลโลหิตแนวหนึ่ง อุ้งมือที่เปื้อนเลือดแดงสด ทิ้งตราโลหิตสีแสบตาบนกระดาษขาว

หยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาอย่างเบามือ เซียวเหยียนเปล่งเสียงแค่นหัวเราะ ขณะผ่านหน้าน่าหลันเยียนหราน กระแทกวางบนโต๊ะแรงๆ

“อย่าคิดว่าข้าเซียวเหยียนแยแสภรรยาอัจฉริยะเยี่ยงเจ้านักหนา หนังสือฉบับนี้ไม่ใช่หนังสือยกเลิกสัญญาหมั้น แต่เป็นหนังสือหย่าที่เรานายน้อยเซียวขอขับเจ้าออกจากตระกูลเซียว! นับแต่นี้เป็นต้นไป เจ้า น่าหลันเยียนหรานกับตระกูลเซียวของข้า ไม่เกี่ยวข้องกันอีกต่อไป”

“ท่าน ท่านกล้าหย่าข้า?”มองดูสัญญาฝ่ามือเลือดบนโต๊ะ ดวงตาคู่งามของน่าหลันเยียนหรานเบิกกว้างอย่างไม่อยากเชื่อ ด้วยรูปโฉม พรสวรรค์และภูมิหลังของนาง ถึงกับถูกเศษสวะคนหนึ่งของตระกูลเล็กๆ หย่าขาด? สถานการณ์ที่มาเยือนกะทันหันนี้ ทำให้นางรู้สึกเหมือนฝันไป

สายตาเย็นชาจ้องมองท่าทางตะลึงลานของน่าหลันเยียนหราน เซียวเหยียนพลันหมุนกาย คุกเข่าต่อเซียวจั้น โขกศีรษะหนักๆ หนึ่งที ริมฝีปากขบแน่น ท่าทีดึงดันปราศจากวาจา

ถึงแม้ในนาม เป็นเขาขับน่าหลันเยียนหรานออกจากตระกูล แต่เมื่อเรื่องแพร่กระจายออกไป ผู้อื่นกลับไม่คิดเช่นนั้น คนที่ไม่ชัดแจ้งในเหตุการณ์ เพียงจะเข้าใจว่า เป็นน่าหลันเยียนหรานใช้ท่าทีคุกคาม บีบบังคับให้ตระกูลเซียวถอนหมั้น

เพราะถึงอย่างไร ด้วยพรสวรรค์ รูปโฉมและภูมิหลังของน่าหลันเยียนหราน คู่กับนายน้อยฟืนผุของตระกูลเซียว นั่นนับว่าเหลือเฟือ คงไม่มีใครคิดว่า เซียวเหยียนจะมีความเด็ดเดี่ยวถึงระดับหย่าภรรยาซึ่งเป็นผู้คุมหางเสือของสำนักม่านเมฆาในอนาคต หากเป็นเช่นนั้นจริง ในฐานะบิดาของเซียวเหยียน เซียวจั้นต้องได้รับการถากถางไม่จบสิ้นเป็นแน่

มองเซียวเหยียนที่หมอบคุกเข่า เซียวจั้นกระจ่างถึงความรู้สึกผิดในใจเขา หากยังคงยิ้มชืด “ข้าเชื่อว่า ลูกชายข้าต้องไม่ใช่เศษสวะตลอดไป เสียงซุบซิบนินทาในวันนี้ เมื่อเผชิญกับความจริงในภายหน้า ย่อมจะแตกพ่ายเองโดยไม่ต้องโจมตี”

“ท่านพ่อ อีกสามปี เหยียนเอ๋อร์จะไปสำนักม่านเมฆา ลบล้างความอัปยศในวันนี้ให้แก่ท่านด้วยตนเอง!” หางตาเปียกซึม เซียวเหยียนโขกหัวหนักๆ อีกที จากนั้นลุกขึ้นยืน ก้าวเดินออกจากโถงใหญ่โดยปราศจากความลังเล

ขณะผ่านน่าหลันเยียนหราน เซียวเหยียนชะงักเท้า เปล่งถ้อยคำอันชืดชา “ถัดจากนี้สามปี ข้าจะไปหาเจ้า!”

เงาหลังของหนุ่มน้อยภายใต้แสงตะวันฉาย ถูกลากจนยาวเหยียด แลดูเงียบเหงาเดียวดาย

น่าหลันเยียนหรานเผยอปากเล็กน้อย จับจ้องเงาร่างที่ค่อยๆ ลับไปสายนั้นอย่างว้าวุ่น หนังสือหย่าในมือเปลี่ยนเป็นหนักอึ้งในบัดดล

“ท่านทั้งสาม ในเมื่อเป้าหมายของพวกท่านลุล่วง เช่นนั้นก็เชิญกลับเถอะ” มองส่งเงาหลังที่จากไปของหนุ่มน้อย เซียวจั้นสีหน้ามึนตึง กำปั้นที่ซ่อนเร้นในแขนเสื้อ กลับบีบแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด

“ท่านอาเซียว เรื่องในวันนี้ เยียนหรานต้องขออภัยต่อท่านด้วย วันหน้าหากมีเวลา ขอเชิญท่านไปเป็นแขกที่ตระกูลน่าหลัน” ก้มคำนับเซียวจั้นที่สีหน้าเมินเฉย น่าหลันเยียนหรานก็ไม่คิดรั้งอยู่นาน ลุกขึ้นเดินออกนอกโถงไป เก่อเย่และชายหนุ่มรูปหล่อคนนั้นรีบไล่ตาม

“เอาโอสถผนึกปราณกลับไปด้วย!”ตวัดมือคราหนึ่ง กล่องหยกบนโต๊ะถูกเซียวจั้นสะบัดลอยออกไป

เก่อเย่ยื่นมือไปด้านหลัง คว้ากล่องหยกไว้ได้ราวจับวาง ยิ้มเจื่อนคราหนึ่งเมื่อเก็บกล่องใส่ลงแหวน

“คุณหนูตระกูลน่าหลัน หวังว่าวันหน้าอย่าได้สำนึกเสียใจต่อการกระทำในวันนี้ อีกอย่าง อย่าคิดว่ามีสำนักม่านเมฆาหนุนหลังก็วางก้ามไม่กลัวเกรงผู้ใด มหาพิภพโต้วชี่กว้างใหญ่ คนที่แข็งแกร่งกว่าหยุนยุ่นก็มีไม่น้อย…” พริบตาที่น่าหลันเยียนหรานและพวกกำลังพ้นประตู สุ้มเสียงกังวานใสเจือแววเย็นชาของสาวน้อย พลันดังขึ้น

สามคนหยุดเท้ากึก สายตาแปรเปลี่ยนเล็กน้อยเมื่อเพ่งมองไปยังเด็กสาวในชุดกระโปรงสีม่วงซึ่งกำลังพลิกเปิดหน้าหนังสืออยู่ตรงมุมห้องคนนั้น

แสงอาทิตย์สาดลอดเข้ามาตามช่องประตูหน้าต่าง พอดีห่อหุ้มเด็กสาวไว้ภายใน แลจากมุมไกล ประดุจดอกบัวสีม่วงที่เบ่งบานเหนือโลกีย์ ใสสะอาดหมดจด ปราศจากราคี

คล้ายรู้สึกได้ถึงสายตาของทั้งสามที่พุ่งตรงมา เด็กสาวเงยหน้าที่สวยใสขึ้นจากหน้าหนังสือเก่าคร่ำ ดวงตาคู่งามดุจน้ำค้างฤดูสารท พลันโชนแสงแห่งเปลวเพลิงสีทองที่เล็กละเอียดขุมหนึ่ง

แลเห็นเปลวเพลิงสีทองจุดเล็กๆ ในดวงตาของเด็กสาว เก่อเย่สะท้านไปทั้งตัว ความพรั่นพรึงปกคลุมใบหน้าชราภาพในบัดดล ฝ่ามือแห้งกร้านลนลานไขว่คว้าน่าหลันเยียนหรานและบุรุษหนุ่มที่อยู่ในอาการพิศวง จากนั้นรีบบึ่งออกจากโถงใหญ่ราวหนีตาย

เห็นท่าทางของเก่อเย่ ในห้องโถงนอกจากไม่กี่คนนั้น คนอื่นที่เหลือต่างตกตะลึงตาค้าง

หนังสือแนะนำ

Special Deal