บทที่ 1 กระบี่ลมรำเพยแห่งชิงเฉิง

     ชิงโจว ( อยู่ในเขตมณฑลชานตง) เป็นเมืองโบราณตั้งอยู่ระหว่างรัฐเอี้ยนกับรัฐจ้าวยุคเลียดก๊ก ตะวันออกติดกับภูเขาชิงเฉิงกับภูเขากุยซาน ตะวันตกหันหาแม่น้ำเจ่ยจี้ ดังนั้นตัวเมืองแม้ไม่ใหญ่โต แต่ภูมิประเทศงดงาม อากาศอบอุ่นสบาย บวกกับอยู่ใกล้กับนครหลวง อยู่บนเส้นทางจากจงหยวน (ภาคกลางของประเทศ) มุ่งหน้าขึ้นเหนือ ภายในเมืองปรากฏร้านรวงเรียงราย รถราม้าต่างแล่นขวักไขว่ เป็นลักษณะที่เจริญรุ่งเรือง

     สำนักชิงเฉิงซึ่งจัดอยู่อันดับสิบหกในบู๊ลิ้ม (ชื่อนี้ออกเสียงเป็นภาษาแต้จิ๋ว หากเป็นภาษาจีนกลางจะออกเสียงอู่หลิน เพื่อความเคยชินขอใช้คำบู๊ลิ้มแทน) ตั้งอยู่บนภูเขาชิงเฉิงซึ่งมีทิวทัศน์งามตระการนี้เอง

     ที่นั้นความจริงเป็นอารามนักพรตที่ถูกทิ้งร้างเป็นเวลานาน ต่อมาปฐมาจารย์สำนักชิงเฉิง ฉายาจอมกระบี่ลมรำเพยเว่ยเทียนเซี่ยวซื้อเอาไว้ ทำการปฏิสังขรณ์ใหม่ หลังจากที่ผู้นำรุ่นต่างๆ ทุ่มเทความเพียรพยายาม มุ่งมั่นตั้งใจประกอบการ ในที่สุดสร้างชื่อสำนักชิงเฉิงเลื่องระบือ มีความสำเร็จเช่นทุกวันนี้

     ปัจจุบันธุรกิจของสำนักชิงเฉิงกระจายทั่วเมืองชิงโจว ทั้งเปิดสำนักคุ้มกันภัย ร้านค้าผ้า ร้านวัสดุไม้ เหลาสุรา ทั้งเปิดรับศิษย์ถ่ายทอดฝีมือ ล้วนแต่ทำรายได้อย่างมหาศาล

     เพียงนับจำนวนคน โดยไม่นับลูกจ้าง ผู้ใช้แรงงานจิปาถะในเชิงธุรกิจ เพียงลูกศิษย์ที่ดั้นด้นมาฝึกวิชาฝีมือที่สำนักชิงเฉิงก็มีจำนวนสองร้อยคนเศษ

     หากว่าวิญญาณบนสรวงสวรรค์เหวยเทียนเซี่ยวมีญาณรับรู้ เห็นความสำเร็จของสำนักชิงเฉิง คงบังเกิดความภาคภูมิใจ และพึงพอใจในตัวเจ้าสำนักชิงเฉิงเหวยซีชง

     ค่ำคืนนี้หิมะปลิวโปรย เมื่อมองจากเมืองชิงโจว เห็นภูเขาชิงเฉิงตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ใต้ประการหิมะ หากไม่มีผู้ใดชื่นชมกับทิวทัศน์อันงดงามนี้ ท่ามกลางอากาศเหน็บหนาว ผู้คนต่างซ่อนตัวในห้องหับ ที่เบื้องนอกไหนเลยมีคนสัญจร?

     ที่เชิงเขาเป็น บนภูเขาที่ลมหนาวเสียดกระดูกยิ่งเป็นเช่นนี้ สำนักชิงเฉิงเงียบสงบไร้สุ้มเสียงตั้งแต่แรก ภายในสำนักอันกว้างใหญ่ มีแต่เสียงหิมะโปรยปราย

     แต่แล้วปรากฏรองเท้าเซวียจื่อ (รองเท้าบู๊ท) คู่หนึ่งเหยียบย่ำทำลายความเงียบสงัดนี้ มันย่ำไปในหิมะ พร้อมกับเสียงหอบหายใจของคนผู้หนึ่ง เริ่มจากหลังเขามุ่งหน้าไปยังสำนักชิงเฉิง

     คนผู้นี้เรียกว่าหวังเทียนอี้ (หวังเป็นแซ่ เทียนอี้แปลว่าฟ้าเลิศล้ำ) มันวิ่งอยู่บนพื้นหิมะ ประกายหิมะขับรอบบริเวณจนสว่างไสว และให้ความรู้สึกเหน็บหนาวยิ่งกว่า โดยเฉพาะที่เท้า รองเท้าเซวียจื่อที่ตัดเย็บจากหนังสุกรราคาถูกไม่อาจต้านทานการกัดกร่อนจากหิมะ เป็นเหตุให้ที่เท้าทั้งเปียกชื้น ทั้งเหนอะหนะ ทั้งเย็นเฉียบ ความเย็นเยือกแล่นขึ้นมาตามเท้าที่ชาด้านจนถึงข้อเท้า ท่าให้หวังเทียนอี้มิอาจไม่หยุดพักเป็นครั้งคราว รัดขากางเกงกระชับแน่น ขณะที่มือซึ่งอยู่นอกร่มผ้าบวมแดงตั้งแต่แรก นิ้วทั้งสิบดูไปคล้ายหัวผักกาดแดงสิบต้น มันที่หนาวเย็นแทบตายเพียงคิดรีบรุดกลับห้อง มุดร่างไปในผ้าห่ม เพิ่มความอบอุ่น

     ในที่สุดถึงแล้ว ห้องพักรวมของกลุ่มอู้ที่เป็นศิษย์รุ่นที่ห้าของสำนักชิงเฉิงอยู่ที่เบื้องหน้า แสงเทียนสีเรื่อเหลืองที่สาดลอดออกนอกหน้าต่างให้ความรู้สึกที่อบอุ่นแก่ผู้คน

     หวังเทียนอี้วิ่งขึ้นบันได หยุดเท้าที่หน้าม่านเนื้อผ้าฝ้าย ยกเท้าที่แข็งทื่อราวกับท่อนไม้ขึ้น กระทืบเท้าคราหนึ่ง ทิ้งคราบหิมะอยู่หน้าประตู

     พอเลิกม่านประตูเข้าไป ห้องหับคล้ายห้องคนใช้ของเจ้าสัว กว้างใหญ่และซอมซ่อ หลังประตูเป็นทางเดิน จัดตั้งโต๊ะสองตัว สองฟากข้างเป็นเตียงรวมคั่งที่นอน (คั่งเป็นเตียงที่ก่อด้วยอิฐทนไฟ ข้างล่าง) แถวยาวเหยียด แต่ละแถวนอนได้แปดคน นอกจากมันแล้ว ศิษย์ร่วมสำนักล้วนอยู่ครบถ้วน

     ยามนี้พวกมันต่างถอดเสื้อผ้าชั้นนอก ขดตัวอยู่ในผ้าห่ม แต่ไม่มีผู้ใดแสดงความประหลาดใจต่อหวังเทียนอี้ที่กลับมากลางวิกาลเหน็บหนาว ยังคงโอภาปราศรัยดุจเดิม คล้ายยึดถือเป็นเรื่องชาชิน

     ฮา เทียนอี้ช่างขยันขันแข็ง ทุกวันคืนออกไปฝึกกระบี่เพิ่มเติม ลมฝนหนักหนาอย่างไรก็หไม่ว่างเว้น แม้แต่ค่ำคืนอุบาทว์เช่นนี้ก็ไม่หยุดพัก ใช่คิดช่วงชิงตำแหน่งที่หนึ่งในการประลองยุทธ์หรือไร?

     คนกล่าววาจาตัวใหญ่โต ใบหน้าแดง  เป็นศิษย์ที่มีอายุมากที่สุดนามจางชวนซิ่ว ยามนี้กำลังกล่าวหยอกล้อหวังเทียนอี้อย่างยิ้มแย้ม

     คำสัพยอกของมันเรียกเสียงหัวร่อครืนใหญ่ว่า ระวังว่าพอช่วงชิงตำแหน่ง เจ้าสำนักจะรับเจ้าเป็นเขยยิบจ่าย (เขยที่แต่งเข้าบ้านฝ่ายหญิง)

     พวกเจ้ากล่าวอันใด? เจ้าสำนักมิใช่มีเพียงบุตรชายหรอกหรือ?Ž

     หวังเทียนอี้ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าที่แห้งสะอาดแล้วจากนั้นมุดเข้าผ้าห่ม มันคุ้นเคยกับการหยอกล้อของศิษย์พี่ศิษย์น้อง เพียงยิ้มโดยไม่ถือสา

     เทียนอี้ นับแต่เจ้าเข้าสำนักชิงเฉิง สามปีนี้ล้วนขยันขันแข็ง เราเลื่อมใสเจ้าจริงๆŽ

     คนกล่าววาจาคือจ้าวเฉียนเจี๋ย มันนั่งดูหนังสือบนเตียง คนผู้นี้เข้าสำนักชิงเฉิงพร้อมกับหวังเทียนอี้ จึงเป็นสหายสนิทของหวังเทียนอี้

     หวังเทียนอี้ทอดถอนใจกล่าวว่า ข้าพเจ้าภูมิปฏิภาณอ่อนด้อย ไหนเลยไม่ขยันขันแข็งได้ ข้าพเจ้าเพียงแต่ไม่ต้องการถูกพวกท่านทอดทิ้งล้าหลังเท่านั้นŽ

     ฟ่านเต๋อเอี่ยนซึ่งนอนอยู่ด้านตรงข้ามกล่าวว่า เทียนอี้เกอ (พี่เทียนอี้) ท่านความจริงฉลาดหลักแหลม เหตุใดทุกครั้ง...Ž เอ่ยถึงกลางคัน รู้สึกตัวว่าพลั้งปากไป

     

     ปีนี้หวังเทียนอี้อายุสิบเก้าปี เข้าสังกัดสำนักชิงเฉิง ฝึกฝีมือสำนักชิงเฉิงตั้งแต่อายุสิบหก มันเป็นหนึ่งในศิษย์รุ่นที่ห้าที่ขยันขนแข็งที่สุด ทุกวันหลังจากบำเพ็ญพรต ยังไปฝึกกระบี่ในดงไม้หลังเขา น่าเสียดายที่ฝึกฝีมือไม่สำเร็จ หากมิใช่ท่วงท่าไม่ถูกต้อง ก็รั้งกระบี่กลับเร็วเกินไป หาไม่ก็ขาดจังหวะจะโคน

     เพลงกระบี่ที่เลื่องชื่อที่สุดของสำนักชิงเฉิงคือเพลงกระบี่ลมรำเพย ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในเพลงกระบี่ที่หมดจดของบู๊ลิ้ม ยามร่ายรำใช้ออกคล้ายสายลมพัดผ่านผิวน้ำ หลังจากนั้นผ่านการศึกษาค้นคว้าจากรุ่นสู่รุ่น บัญญัติเป็นเพลงกระบี่ชิงเฉิง (คีรีเขียว) ยังคงงดงามสง่าไม่เสื่อมคลาย

     แต่ว่าหวังเทียนอี้ฝึกปรือเป็นเวลาสามปี ปีแรกยังได้รับการคาดหมายว่าเป็นศิษย์ที่มีอนาคตไกล แต่ยิ่งมายิ่งถดถอย ทุกครั้งที่ร่ายรำใช้ออกตามิใช่คล้ายร่ำสุราเมามาย ก็รวดเร็วเกิดไป อาจารย์ของพวกมันนามหยางเยี่ยไห่วิจารณ์เพลงกระบี่ของมันว่า เจ้าผู้นี้ทำลายภาพลักษณ์ของสำนักชิงเฉิงเรา ยอดฝีมือสำนักเราคล้ายคุณชายสำรวย เจ้ากลับคล้ายสุนัขบ้าแย่งชิงอาหารŽ

     คำวิจารณ์นี้กล่าวต่อหน้าศิษย์ทั้งหมด ตอนนั้นหวังเทียนอี้หน้าแดงจรดลำคอ นับแต่นั้นเป็นต้นมา หวังเทียนอี้ยิ่งพากเพียรกว่าเดิม แต่เพลงกระบี่ยิ่งมายิ่งย่ำแย่ ทุกครั้งที่หยางเยี่ยไห่เอ่ยถึงหวังเทียนอี้ มักสั่นศีรษะกล่าว ตอนแรกที่อบรมสั่งสอนมัน เห็นเป็นส่วนสัดอันประเสริฐ ตอนนี้ดูแล้วมันไม่เหมากับการฝึกกระบี่ ไม่มีพรสวรรค์ในการร่ำเรียนวิชาบู๊Ž

     หยางเยี่ยไห่อายุสี่สิบปี เมื่ออายุยี่สิบเจ็ดปีฝึกฝีมือสำเร็จลงจากเขา เป็นหัวหน้าสำนักคุ้มกันภัยฟูเว่ย ครั้นอายุสามสิบห้าปี เจ้าสำนักเว่ยซีชงเชื้อเชิญมันกลับมาเป็นผู้ฝึกสอน ศิษย์สำนักชิงเฉิงสองร้อยคนแบ่งออกเป็นกลุ่มเจี๋ย อี่ ปิ่ง ติง อู้ (เทียบเท่ากลุ่ม A B C D E) ห้ากลุ่ม แต่ละกลุ่มมีผู้ฝึกสอนหลายคน หยางเยี่ยไห่เป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนกลุ่มอู้ ทำหน้าที่ถ่ายทอดเพลงกระบี่ให้โดยเฉพาะ

     ส่วนหัวหน้าหัวหน้าผู้ฝึกสอนกลุ่มเจี๋ยเป็นเจ้าสำนักชิงเฉิง

     กลุ่มเจี๋ยเป็นศิษย์ที่มีอนาคตไกลที่สุด ในการประลองฝีมือของเหล่าศิษย์ ซึ่งสำนักชิงเฉิงจัดขึ้นปีละครั้ง กลุ่มต่างๆ จะส่งศิษย์ฝีมือดีที่สุดสิบคนเข้าประลอง ผู้ที่โดดเด่นจะได้ข้ามรุ่นไปยังกลุ่มที่ดีกว่า ผู้ที่อ่อนด้อยจะถูกลดชั้นลงยังกลุ่มที่ต่ำกว่า

     ตอนแรกที่เข้าสำนักชิงเฉิง หงังเทียนอี้อยู่ในกลุ่มเจี๋ย ปีที่สองไม่ทันเข้าประลองฝีมือ ก็ถูกลดขั้นลงมาอยู่ในกลุ่มปิ่ง (เทียบเท่ากลุ่ม C) พอเข้าประลองฝีมือ กลับถูกตำหนิอย่างรุนแรง สุดท้ายไหลรูดลงมาอยู่ในกลุ่มอู (เทียบเท่ากลุ่ม E)

     ครั้งกระโน้นเจ้าสำนักชิงเฉิงพอชมดูการประลองฝีมือของมัน ก็สอบถามคนข้างกายว่า ศิษย์ผู้นี้เป็นของสำนักชิงเฉิงเราหรือ?Ž

     เนื่องเพราะวิธีการต่อสู้ของหวังเทียนอี้ดุดันเกินไป ปราศจากริ้วรอยของสำนักชิงเฉิงแม้แต่น้อย

     ยกตัวอย่างเช่นกระบวนท่ารุก แสร้งฟันขวางใส่หว่างเอว ศัตรูพอตั้งรับเอาไว้ ก็เปลี่ยนจากฟันขวางเป็นโหมทิ่มแทงสามครา เมื่อถึงเวลานั้นให้ใช้ท่าลมวสันต์พัดอีกคราตอบสนองกลับไป

     คู่ต่อสู้ใช่ท่าน้ำนิ่งสามพันวา แต่ไม่ทันใช้ท่าลมวสันต์พัดอีกครา หวังเทียนอี้ก็ทุบกระบี่ลงบนกระบี่ของคู่ต่อสู้หักไป

     ไม่ว่าผู้ใดก็คิดไม่ถึงว่ากระบี่จะหักพร้อมกัน หวังเทียนอี้ถือกระบี่หัก ทำท่าเงื้อหมัดต่อยใส่ คู่ต่อสู้ของมันก็ยืนตะลึงลาน ไม่ทราบทำอย่างไรดี

     ความจริงแล้วทั้งสองต้องเปลี่ยนกระบี่ประลองต่อ แต่ยอดฝีมืออันดับสองของสำนักชิงเฉิงนามจางอู่บุย พลันถ่มน้ำลายออกมา ด่าทอว่า นี่เป็นการตะลุมบอนหรือไม่?Ž จากนั้นออกคำสั่งต่อหวังเทียนอี้ว่า ไม่ต้องขึ้นเวทีแล้ว วันพรุ่งนี้เจ้าย้ายไปยังกลุ่มอูเถอะŽ

     ดังนั้นหวังเทียนอี้ถูกลดชั้นลงมายังกลุ่มอูความขันแข็งของมัน ทำให้มันไม่อาจสู้หน้าผู้คนได้

     

     เราไฉนไหลรูดจากจากกลุ่มเจี๋ยมาถึงกลุ่มอู? เราโง่เขลาจริงหรือ?ž

     ข้างหูหวังเทียนอี้แว่วเสียงหัวร่อหยอกล้อของศิษย์พี่ศิษย์น้อง ความคิดคำนึงล่องลอยไปถึงตอนแรกเข้าสำนักชิงเฉิงเมื่อสามปีก่อน

     ตอนนั้นบิดามารดาของหวังเทียนอี้มอบเงินที่เก็บหอมรอมริบมาครึ่งชีวิตให้มันนำมามอบต่อสำนักชิงเฉิงเป็นค่าเล่าเรียน มันเมื่อเยาว์วัยเคยเรียนหนังสืออยู่หลายปี ต่อมาฝึกฝีมือขั้นพื้นฐานกับครูมวยสูงอายุที่มาจากสำนักเส้าหลิน ดังนั้นผ่านการทดสอบโดยง่ายดาย เข้าสู่สำนักชิงเฉิงครึ่งปี ร่ำเรียนเพลงกระบี่ชิงแง และฝึกวิชากำลังภายในอย่างคร่ำเคร่ง

     ในการคัดเลือกตัวผู้เข้าประลองของกลุ่มเจี๋ย หวังเทียนอี้แรกแสดงฝีมือ เพลงกระบี่จัดอยู่อันดับห้า มีสิทธิ์เข้าร่วมประลองฝีมือ

     ก่อนการประลองฝีมือสำนักชิงแงอนุญาตให้ลาพักสามวัน หวังเทียนอี้คิดเฉลิมฉลองสักคราย่อมเป็นการลงจากเขาไปเที่ยวเตร่ ดังนั้นมันกับศิษย์พี่นามหลอเทียนกับหลิวหยวนซันลงจากเขาเข้าเมืองชิงโจวไป

     เมืองชิงโจวไม่ใหญ่โต สู้นครหลวงหรือเมืองใหญ่ในแดนเจียงหนัน (ฝั่งใต้ของแม่น้ำแยงซีเกียง) ไม่ได้ แต่ศิษย์สำนักชิงเฉิงทุกคนชมชอบที่นี้ ไม่เพียงเพราะที่นี้ถือเป็นบ้านของพวกมันครึ่งหนึ่ง มิหนำซำศิษย์สำนักชิงเฉิงยังมีสิทธิพิเศษสามารถเดินส่ายอาดๆ ในเมืองชิงโจว เนื่องเพราะเจ้าของที่ดินนับพันไร่ รอบเมืองชิงดจวคือสำนักชิงเฉิงสำนักคุ้มกันภัยและโรงจำนำภายในเมืองล้วนเป็นสมบัติของสำนักชิงเฉิง เมื่อถึงเทศกาลตรุษสารท ร้านรวงภายในเมืองจะส่งมอบเงินทองต่อสำนักชิงเฉิง ถือเป็นค่าตอบแทนที่สำนักชิงเฉิงช่วยรักษาความสงบในที่นี้

     เมื่อสวมใส่ชุดนักบู๊สีเขียวเข้มของสำนักชิงเฉิง ปรากฏตัวขึ้นในตลาดร้านถิ่น ทุกผู้คนต่างใช้สายตาที่เคารพยำเกรงจ้องมองมา หวังเทียนอี้รู้สึกว่าทุกย่างก้าวคล้ายเหยียบอยู่บนหลังมังกรที่ลอยล่องท่องนภาก็มิปาน

     พอเตร็ดเตร่เข้าร้านสุรา ผู้รับใช้ที่รู้สถานการณ์ก็ชักนำไปยังที่นั่งริมหน้าต่างที่ดีที่สุด เด็กหนุ่มทั้งสามยิ้มให้แก่กัน สั่งสุราอาหารที่ตอนอยู่บนเขาไม่มีโอกาสลิ้มลองมาดื่มกินเป็นการใหญ่

     สุราอาหารความจริงธรรมดายิ่ง แต่ทั้งสามยามดื่มกิน คล้ายนึกวาดภาพว่าในอนาคตข้างหน้า อัจฉริยะหนุ่มแต่งกายเลิศหรูนั่งรับประทานอาหารเอมโอชบนเหลาสุรา นั่นไม่เพียงเป็นการรับประทานอาหาร หากซ่องเสพกับความสำเร็จและเกียรติยศ

     ดังนั้นหวังเทียนอี้ลุกขึ้นคารวะสุราต่อศิษย์พี่ทั้งสอง ในยามมึนเมา คนที่ด้านตรงข้ามทั้งสองมิใช่ศิษย์สำนักชิงเฉิง หากแต่เป็นพ่อค้าวาณิชใหญ่โต ส่วนตนเองกลายเป็นผู้คุ้มกันภัยหนุ่มที่มีอนาคตไกล

     แต่ว่าความฝันไม่ทันสะท้านตื่น เสียงกรีดร้องของสตรีเสียงหนึ่งสะกดมือที่คารวะสุราชะงักค้างไว้ นางกรีดร้องว่า จับโจร มันฉกชิงเงินของเราไปŽ

     หวังเทียนอี้ชะโงกศีรษะมองออกนอกหน้าต่าง เห็นหญิงชนบทนางหนึ่งกระแทกนั่งกับพื้น ชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งหยิบฉวยถุงผ้าสีเขียววิ่งตะบึงไปตามท้องถนน

     หวังเทียนอี้เดือดดาลเป็นการใหญ่ ร้องว่า โจรร้ายบังอาจนัก กลับชิงทรัพย์กลางถนนŽ พลางขอตัวต่อศิษย์พี่ทั้งสอง ตะปบคว้ากระบี่กระโดดออกทางหน้าต่าง ไล่กวดตามชายฉกรรจ์นั้นไป

     หวังเทียนอี้ไม่คุ้นกับสภาพพื้นที่ในเมืองชิงเฉิง แต่ว่ามันฝึกฝีมือมา จึงวิ่งเร็วกว่าโจรลักขโมยนั้น บวกกับฝึกปรือกำลังภายในตั้งแต่เล็ก ดังนั้นไล่ต้อนโจรลักขโมยนั้นเข้าตรอกซอยแห่งหนึ่ง

     หวังเทียนอี้ยกมือกอดอก เชิดหน้าสูงขึ้น ทำท่าเป็นจอมยุทธ์ กล่าวว่า มอบห่อผ้าแก่เรา ตามเราไปยังกรมเมืองŽ

     โจรร้ายนั้นสำรวจดูหวังเทียนอี้ ชุดนักบู๊รัดกุมและกระบี่ที่สะพายอยู่หว่างเอวของอีกฝ่าย สร้างความครั่นคร้ามแก่มันอยู่บ้าง แต่รูปกายที่ผอมซูบของหวังเทียนอี้ หาสร้างความกดดันแก่มันไม่

     มันลังเลเล็กน้อย จึงโยนห่อผ้าลงกับพื้นชักมีดสั้นออกมาเล่มหนึ่ง ถาโถมเข้ามา

     หวังเทียนอี้ยิ้มออกมา มันปรารถนาให้โจรร้ายลงมืออยู่แล้ว ไม่เช่นนั้นไหนเลยแสดงความเป็นจอมยุทธ์ออกมาได้ ยามนั้นยื่นมือซ้ายคว้าจับมีดสั้นของโจรร้าย พุ่งหมัดขวาใส่ใบหน้านั้น

     โจรร้ายนั้นแผดร้องออกมา โยนมีดสั้นทิ้ง ยกมือกุมเบ้าตาล้มฟาดลงกับพื้น

     หวังเทียนอี้ยิ้มเย้ยหยันกล่าวว่า คิดต่อกรกับเรา? ทราบความร้ายกาจของเราเส้าแหย (นายน้อย) แล้วกระมัง?Ž

     แต่ว่ารอยยิ้มของมันพลันชะงักค้าง เนื่องเพราบังเกิดเสียงลมขึ้นที่ต้นคอ

     หวังเทียนอี้ใจหายวาล ย่อตัวหดศีรษะลงไม้พลองด้ามหนึ่งก็กวาดผ่านศีรษะไป

     ...เป็นพวกพ้องของโจรลักขโมย

     หวังเทียนอี้ ไม่ทันเหลียวหน้าไป พานใช้มือข้างเดียวยันพื้น พร้อมทั้งเตะกลับหลัง พอดีเตะถูกตำแหน่งหัวใจของคนลอบทำร้าย ถีบศัตรูลอยลิ่วไป

     ยามนั้นหวังเทียนอี้ค่อยหันกายไป เห็นชายฉกรรจ์ร่างเตี้ยลำสันผู้หนึ่งกำลังคืบคลานขึ้นจากพื้น รูปกายที่กำยำคล้ายตอไม้ตอหนึ่ง

     ที่ข้างกายมันยังยืนไว้ด้วยพวกพ้องอีกคนหนึ่ง คนผู้นี้ไม่แยแสสนใจเพื่อนพ้องที่แทบเท้า สายตาจ้องจับบนร่างหวังเทียนอี้ มันมีรูปร่างสันทัด รอยแผลเป็นจากคมดาบบนใบหน้าคล้ายตัดหนอนคืบคืบคลานจากหน้าผากถึงมุมปาก ในมือไม่ได้ถือไม้พลอง หากแต่กุมกระชับดาบเล่มหนึ่ง

     รอยแผลเป็นบวกกับสายตาที่จับจ้องมองคู่ต่อสู้โดยไม่กะพริบ ขับเน้นมันจนดุร้ายเป็นพิเศษ

     หวังเทียนอี้ ยังไม่เคยเผชิญกับสายตาเช่นนี้มาก่อน ในใจกลับบังเกิดความประหวั่นคืบคลานขึ้น แต่แล้วมันเหยียบย่ำความกลัวนี้ไว้ใต้เท้า ครุ่นคิดขึ้น เราเป็นศิษย์สำนักชิงเฉิง เป็นจอมยุทธ์ในอนาคต ไหนเลยเกรงกลัวชาวมิจฉาชีพเช่นนี้ได้?ž

     คนเตี้ยล่ำสันคล้ายเป็นหัวหน้า กลอกตาแล้วกล่าว เซี่ยวเกอ (พี่ชายอายุเยาว์) พวกเราเฉกเช่นน้ำคลองกับน้ำบ่อไม่ก้าวก่ายกัน ปล่อยพวกเราไปเถอะ พวกเราไม่ต้องการห่อผ้าแล้วŽ

     หวังเทียนอี้ รู้สึกเสียศักดิ์ศรีของจอมยุทธ์นัก กระชากเสียงว่า อย่าได้เพ้อฝันไป หากไม่คิดถูกต่อยจนนอนราบกับพื้น ก็โยนอาวุธทิ้งติดตามเราไปยังกรมเมืองŽ

     คนเตี้ยล่ำสันถูกยันกลับมา พานอับอายกลายเป็นโทสะ ร้องว่า อย่าได้ไม่รู้จักดีชั่วไป ทราบหรือไม่ว่าเฉาเกอ (พี่ชายแซ่เฉา) ผู้นี้เป็นใคร?Ž พลางชี้มือไปยังชายฉกรรจ์ที่ถือดาบ กล่าวสืบต่อ เฉาเกอเพิ่งกลับจากกองทัพ คนเถื่อนที่มันฆ่าตายยังมากกว่าผู้คนที่เด็กน้อยเจ้าเคยพบมาอีกŽ

     ชายฉกรรจ์หน้ามีรอยแผลดาบก็กล่าวว่า เด็กน้อยหน้าขน เมื่อไว้หน้ายังคงรับไว้Ž

     หวังเทียนอี้บังเกิดโทสะ สานคำว่า ท่านจึงเป็นเด็กหน้าขน ต่อให้ท่านเลียเท้าให้กับสำนักชิงเฉิงเรายังไม่คู่ควรŽ

     ชายฉกรรจ์หน้ามีรอยแผลดาบไม่กล่าววาจามากความ พลันตวัดดาบ สืบเท้าปราด โถมใส่หวังเทียนอี้ โดยไม่บอกกล่าว

     หวังเทียนอี้คำรามก้อง สะบัดกระบี่เข้าหา ใช้ออกด้วยเพลงกระบี่ชิงเฉิง

     มีคำกล่าวไว้ ผู้มีฝีมือพอเคลื่อนไหว ก็ล่วงรู้ระดับฝีมือได้Ž ดาบกระบี่ของทั้งสองพอปะทะ หวังเทียนอี้ก็คลายใจลง

     ดูจากท่าร่างที่ถาโถม ท่วงท่าสะบัดดาบ ตำแหน่งมุมและพลังที่ฝ่ายตรงข้ามใช้อก เพียงแต่มีกำลังวังชา ทั้งฝึกซ้อมจนช่ำชอง ไม่อาจเทียบเปรียบกับตนเองที่ถือกำเนิดจากค่ายสำนักบู๊ลิ้ม

     หวังเทียนอี้ใช้กำลังผ่านกระบี่ ผลักดาบของฝ่ายตรงข้ามพ้นห่าง พริบตาที่ทั้งสองล่าถอยไปทางด้านหลัง หวังเทียนอี้ก็ค้นพบช่องว่างจุดอ่อน ดังนั้นโน้มร่างท่อนบนไป มือซ้ายประกบนิ้วทำท่า กระบี่ในมือขวาใช้จากนอกเข้าหาใน ฟันใส่แขนซ้ายของฝ่ายตรงข้าม

     นี่เป็นกระบวนท่าในเพลงกระบี่ชิงเฉิง นามแหวกหลิวแยกบุปผา ที่ฟันใส่แขนซ้ายเป็นท่าหลอกล่อ รอจนฝ่ายตรงข้ามร่ายรำดาบเข้าแก้ไข แขนขวาจะเปิดโล่งออก สภาวะกระบี่ก็เปลี่ยนเป็นทิ่มแทง ทำร้ายแขนขวาที่ถืออาวุธของฝ่ายตรงข้าม

     ขณะที่ใช้ท่ากระบี่นี้ ร่างของหวังเทียนอี้กลับกลายเป็นแผ่วพลิ้วดุจสายลม แขนซ้ายซ่อนไว้ด้านหลัง แขนขวายื่นเหยียดตรง เสื้อผ้าโชยพัดพลิ้ว งามสง่ายิ่งนัก หากว่าผู้ฝึกสอนสำนักชิงเฉิงพอพบเห็น ก็ต้องโห่ร้องชมเชยออกมา

     แต่ท่วงท่าที่สวยงาม เพลงกระบี่อันลึกล้ำพอใช้ต่อโจรมิจฉาชีพเช่นชายฉกรรจ์หน้ามีรอยแผลดาบ คล้ายหยิบยื่นข้าวสาลีป้อนเต่าตะพาบ รังแต่ย่ำยีสูญเปล่า

     แต่ว่าชายฉกรรจ์หน้ามีรอยแผลดาบคล้ายไม่ทราบว่าหากไม่หลบหลีกหรือปิดป้องดาบนี้ แขนซ้ายตนเองจะรับบาดเจ็บ อาจบางทีมันฝีมือต่ำต้อยเกินไป หามีจิตสำนึกของยอดฝีมือไม่ กลับไม่แยแสเหลือบแลท่ากระบี่ของหวังเทียนอี้ ใช้ดาบฟันใส่ชายโครงข้างซ้ายของหวังเทียนอี้

     วิธีการต่อสู้นี้ เป็นยุทธวิธีที่บาดเจ็บทั้งสองฝ่าย

     หวังเทียนอี้งงงันวูบ ด่าทอในใจ ตัวโง่งมนี้ใช้ดาบเป็นหรือไม่?ž

     แต่ว่าด่าทอส่วนด่าทอ โง่งมส่วนโง่งม หวังเทียนอี้มิอาจไม่ละทิ้งท่ากระบี่ วกกระบี่กลับม่าต้านทานดาบยาว

     เสียงตังเมื่อดาบกระบี่ของทั้งสองปะทะกันเป็นคำรบสอง เพียงฟังจากสุ้มเสียง ไม่ต้องดูก็ทราบว่ากระบี่เนื้อดีที่ตนเองเจียดเงินซื้อหามา คงถูกดาบชำรุดของฝ่ายตรงข้ามฟันเป็นรอยบิ่นแล้ว หวังเทียนอี้ทั้งเจ็บปวดใจทั้งโกรธแค้น เฉียดผ่านดาบกระบี่ที่บิดไขว้กัน ถลึงมองคู่ต่อสู้อย่างดุดัน

     ยังไม่เห็นสีหน้าฝ่ายตรงข้ามชัดตา ปรากฏวัตถุดำทะมึนหัวหนึ่งแหวกพุ่งมา หวังเทียนอี้ ไม่ไม่เข้าใจว่าเป็นเรื่องราวใด สมองก็ลั่นอึงอล หงายร่างล้มไปยังด้านหลัง

     มันไม่ว่าอย่างไรก็คาดคิดไม่ถึงว่า ฝ่ายตรงข้ามกลับฉวยโอกาสที่ร่างของทั้งสองประชิดเข้าใกล้ใช้ศีรษะพุ่งชนใส่ศีรษะตนเอง

     หวังเทียนอี้ใช้เท้าข้างหนึ่งยันร่างที่ล้มหงายไปด้านหลังเอไว้ ในใจทั้งแตกตื่นทั้งโกรธแค้น ครุ่นคิดขึ้น นี่มิใช่วิธีการต่อสู้ตะลุมบอนของอันธพาลข้างถนนหรอกหรือ?ž

     ผู้ฝึกสอนของสำนักชิงเฉิงซึ่งเป็นค่ายสำนักมาตรฐานไม่ได้สอนท่วงท่าเหล่านี้แต่อย่างไร

     หวังเทียนอี้รู้สึกว่าตนเองถูกหยามอัปยศอย่างใหญ่หลวง ต้องขู่คำรามก้อง สองมือยึดจับด้ามกระบี่ ใช้กระบี่ผลักดันดาบยาว ทางหนึ่งคิดพุ่งถอยไปด้านหลัง ยืดระยะห่างออก จะได้ร่ายรำใช้เพลงกระบี่อย่างเต็มที่

     แต่ว่าศัตรูไม่เปิดโอกาสให้มันยืดระยะห่างออกไป หลังจากใช้ศีรษะพุ่งชน ก็ควงหมัดซ้ายทุบใส่หวังเทียนอี้อย่างหักโหม

     หวังเทียนอี้คิดยืดระยะห่างออกไป สองมือจับด้ามกระบี่เพื่อผลักดันดาบ ร่างก็พุ่งถอยไปด้านหลัง เท้าไม่ทันสัมผัสพื้น ไหนเลยหลบรอดจากหมัดนี้ได้ ยามรีบร้อนคับขันได้แต่เบี่ยงศีรษะ ตาข้างขวาจึงถูกต่อยใส่ เบื้องหน้าสายตามืดทะมึน น้ำตาน้ำมูกไหลออกมา ถูกต่อยจนคุกเข่าลงข้างหนึ่ง

     ยังไม่ทันปรับสายตาการมองเห็น รู้สึกมีเสียงลมดังขึ้นที่เหนือศีรษะ ฝ่ายตรงข้ามกลับฟาดฟันดาบเข้ามา

     ยามคับขันเป็นตาย หวังเทียนอี้ไม่คานึ่งถึงหน้าตาของยอดฝีมือ ใช้ท่วงท่าลาเกียจคร้านพลิกตัว กลิ้งหลบไปด้านข้าง แต่ไหล่ซ้ายยังถูกดาบยาวกรีดเป็นบาดแผลสายหนึ่ง

     หวังเทียนอี้ได้แต่ทิ่มแทงวุ่นวาย สกัดยับยั้งฝ่ายตรงข้ามชั่วขณะ ยันกายลุกขึ้นยื่น ได้แต่ลืมตาเพียงข้างเดียว กล่าวอย่างลืมตัวว่า เจ้า...หรือว่าเจ้าคิดฆ่าคน?Ž

     ชายฉกรรจ์หน้ามีรอยแผลดาบงงงันวูบ จากนั้นแสยะยิ้มออกมา กล่าวว่า ไม่ฆ่าคน หรือยังควงดาบกระบี่เล่น?Ž ไม่ทันขาดคำ ส่งเสียงคำรามในลำคอ โถมเข้ามาดุจสัตว์ร้ายตัวหนึ่ง

     ที่ผ่านมามีแต่แมวกินมุสิก หวังเทียนอี้ที่เป็นศิษย์สำนักมาตรฐานคาดคิดไม่ถึงว่า ขณะที่มันคิดสั่งสอนโจรมิจฉาชีพผู้หนึ่ง กลับกลายเป็นโจรมิจฉาชีพคิดฆ่าคน

     หวังเทียนอี้ไม่กล้าใช้ท่าทิ่มแทงที่พลิกแพลง หากแต่เลือกท่าฟันขวางเช่นคนมุทะลุดัน คิดคุกคามคนที่ไม่กลัวตายผู้นี้ให้อยู่ห่างกว่านี้

     ห่างไกลเท่าใดถือว่าห่างไกลเท่านั้น

     แต่ว่าชายฉกรรจ์หน้ามีรอยแผลดาบหาเหลือบแลประกายกระบี่ไม่ พานจับดาบด้วยสองมือ ยกชูดาบขึ้น หันสันดาบหาตัวเอง ถาโถมใส่หวังเทียนอี้

     ท่วงท่านี้คล้ายกับหญิงสาวที่มากรักโผเข้าอ้อมอกของชายคนรัก ปัญหาอยู่ที่กระบี่ของท่านอาจฟันใส่ร่างหญิงสาวนางนี้ แต่สภาวะดาบของนางก็จะแหวกอกผ่าท้องของท่านออก

     เป็นวิธีการต่อสู้คิดตกตายตามกันอีก

     หวังเทียนอี้หลั่งเหงื่อโซมกาย หยีตาข้างที่รับบาดเจ็บ มิอาจไม่เบี่ยงตัวล่าถอยหลบเลี่ยง ชายฉกรรจ์หน้ามีรอยแผลดาบฉวยโอกาสถาโถมเข้าใกล้ ฟาดฟันดาบใส่ ดาบกระบี่ก็ปะทะกันเป็นคำรบสาม

     ทั้งสองประชิดติดพันอีกครา ชายฉกรรจ์หน้ามีรอยแผลดาบไม่ใช้ตัวดาบผลักดันกระบี่ หากแต่ตวัดแขนขึ้น พลิกดาบขึ้นไป คมดาบเสียดสีกับคมกระบี่เป็นเสียงดังระคายหู ด้ามดาบกลับกระทุ้งใส่ใบหน้าหวังเทียนอี้

     พลทหารที่ผ่านสมรภูมิสู้รบ กลับสามารถดัดแปลงใช้ด้ามดาบถึงเพียงนี้

     หวังเทียนอี้ทั้งแตกตื่นทั้งร้อนรุ่ม เบี่ยงศีรษะหลบเลี่ยง แต่ห่วงดาบที่เฉียดผ่านหน้าไปพร้อมกับกระแสลมหอบหนึ่ง เสียดสีหางคิ้วของมันเป็นบาดแผล

     ยังไม่ทันปรับตัวรับมือ ที่เท้าก็ถูกศัตรูเตะสกัดใสคราหนึ่ง ท่าจู่โจมของชายฉกรรจ์หน้ามีรอยแผลดาบไม่ต่างกับอันธพาลในตลาดร้านถิ่น แต่ทุกครั้งล้วนได้ผล ดีที่หวังเทียนอี้ไม่ได้ฝึกฝีมือสูญเปล่าร่างท่อนล่างหนักแน่นมั่นคง เท้าของชายฉกรรจ์หน้ามีรอยแผลดาบไม่ได้เตะหวังเทียนอีล้มลง คนต้องงงงันวูบหนึ่ง

     หวังเทียนอี้ข่มความเจ็บปวดที่กระดูกหน้าแข้ง ในที่สุดค้นพบช่องโหว่ของฝ่ายตรงข้าม สืบเท้าก้าวเฉียง ถีบเท้าใส่กระดูกตะโพกของชายฉกรรจ์หน้ามีรอยแผลดาบ

     เท้านี้ถีบถูกอย่างถนัดถนี่ ชายฉกรรจ์หน้ามีรอยแผลดาบไม่ได้ปรับพื้นฐานพลังฝีมือมาก่อนไม่อาจทนทานได้ เซถลาไปด้านข้างหลายก้าวกลายเป็นฝ่ายสะดุดล้มลงเอง

     แต่แล้วยามนั้น หวังเทียนอี้ปวดแปลบที่แขนซ้าย ส่งเสียงร้องคำหนึ่ง งอตัวลงราวกับกุ้งเผาตัวหนึ่ง

     ที่แท้คนเตี้ยล่ำสันฉวยโอกาสที่หวังเทียนอี้ต่อสู้กับชายฉกรรจ์หน้ามีรอยแผลดาบ หยิบฉวยไม้พลองลอบทำร้าย หวดไม้พลองใส่แขนขวาของหวังเทียนอี้

     หวังเทียนอี้เจ็บปวดจนแทบไม่อาจกุมกระบี่มั่น พลันเอี้ยวตัวไปพุ่งหมัดใส่ใบหน้าคนเตี้ยล่ำสันนั้น

     คนเตี้ยล่ำสันรักต่อยหมัดหนึ่ง เจ็บปวดจนแยกเขี้ยวยิงฟัน พลันโยนไม้พลองทิ้ง ถาโถมเข้ามา กอดรัดร่างของหวังเทียนอี้เอาไว้ ร้องบอกว่า เฉาเกอ (พี่แซ่แ) รีบมาŽ

     หวังเทียนอี้ดิ้นรนโดยแรง คล้ายปลาใหญ่ตัวหนึ่งดิ้นพรวดในอ้อมแขนของคนเตี้ยล่ำสัน

     แต่ว่าคนเตี้ยล่ำสันที่พละกำลังมหาศาล ท่อนแขนกับร่างของหวังเทียนอี้ถูกมัดกอดรัดไว้ บวกกับรับบาดเจ็บติดต่อกัน ไม่ว่าอย่างไรก็ดิ้นไม่หลุด

     สายตายามเหลือบแล เห็นชายฉกรรจ์หน้ามีรอยแผลดาบนั้นคืบคลานลุกขึ้น เก็บดาบเข่นฆ่าเข้ามา ดวงตาที่แดงก่ำดุร้าย ไม่ต่างกับสุนัขป่าที่กระหายเลือด

     หวังเทียนอี้ขนลุกชี้ชัน ในห้วงความเป็นความตาย ลืมเลือนว่าตนเองเป็นศิษย์กลุ่มเจี๋ยสำนักชิงเฉิง พลันก้มศีรษะลง อ้าปากกัดใบหูของคนเตี้ยล่ำสัน จากนั้นสะบัดศีรษะโดยแรง

     ในเสียงแผดร้องโหยหวน หยาดโลหิตกระเซ็นขึ้นสูง คนเตี้ยล่ำสันคลายมือปลดปล่อยหวังเทียนอี้ ยกมือกุมพื้น ยกมือกุมใบหูเกลือกกลิ้งเป็นพัลวัน หากโลหิตยังไหลซึมออกจากร่องนิ่ว

     ส่วนวีรชนสำนักชิงเฉิงถือกระบี่มั่น ปากคาบใบหูครึ่งใบของศัตรูเอาไว้

     ชายฉกรรจ์หน้ามีรอยแผลดาบคำรามว่า เราจะฆ่าเจ้าŽ เสือกดาบจ้วงแทงใส่โดยที่เปิดร่างให้กับฝ่ายตรงข้า เพียงคิดจ้วงแทงปลายดาบเข้าไป อื่นๆ ล้วนไม่คำนึงถึง

     คราครั้งนี้หวังเทียนอี้ไม่หลบหลีกท่าจู่โจมที่คิดหมายตกตายตามกัน เนื่องเพราะอยู่ใกล้เกินไป มิอาจหลบพ้นได้ พานฟันกระบี่เข้าปะทะกับดาบยาว พลังการถาโถมบวกกับพละกำลังของนักรบทั้งสองเผชิญพบกันกลางอากาศ จนปรากฏสะเก็ดไปแลบพุ่ง

หนังสือแนะนำ

Special Deal