สัประยุทธ์ทะลุฟ้า

บทที่ 1 อัจฉริยะผู้ตกต่ำ

 

“ปราณแห่งยุทธ์: ช่วงที่สาม!”

สีหน้าเด็กหนุ่มปราศจากความรู้สึก เมื่อแหงนมองอักขระขนาดใหญ่ที่เรืองแสงจนแสบนัยน์ตาบนป้ายศิลาศักดิ์สิทธิ์ทดสอบพลัง มุมปากผุดแววเยาะหยันตนเอง ฝ่ามือกำแน่น เพราะบีบแรง ส่งผลให้ปลายเล็บที่แหลมคมเล็กน้อยจิกลึกในอุ้งมือ ความปวดร้าวแล่นจับหัวใจเป็นระลอก…

“เซียวเหยียน ปราณแห่งยุทธ์ ช่วงที่สาม! ระดับขั้น: ขั้นต้น!” ข้างป้ายศิลาศักดิ์สิทธิ์ทดสอบพลัง บุรุษวัยกลางคนท่านหนึ่งชำเลืองข้อมูลบนป้ายที่แสดงชัดออกมา ก่อนประกาศด้วยน้ำเสียงเฉยชา…

บุรุษวัยกลางคนเพิ่งขาดคำ พลันเกิดเสียงฮือฮาปรามาสในฝูงชนกลางสนามกว้างตามคาด

“ช่วงที่สาม? เฮอะๆ อย่างที่ข้าคิดไว้ไม่ผิด หนึ่งปีที่ผ่านมา  ‘อัจฉริยะ’ ผู้นี้ยังคงย่ำเท้าอยู่กับที่!”

“เฮ่อ เจ้าเศษสวะนี่ทำให้คนในตระกูลขายหน้าจริงๆ”

“ถ้าประมุขตระกูลไม่ใช่บิดาเขา เศษสวะเยี่ยงนี้คงถูกขับออกจากตระกูล ปล่อยให้แตกดับไปเองนานแล้ว ไหนเลยยังมีโอกาสลอยหน้าลอยตาอยู่ในตระกูลได้”

“เฮ่อ หนุ่มน้อยอัจฉิรยะแห่งเมืองอูถ่านในวันวานคนนั้น ไฉนตกต่ำถึงระดับนี้ได้”

“ใครจะไปรู้ บางทีอาจกระทำเรื่องน่าละอาย ทำให้เทพเจ้าเบื้องบนบันดาลโทสะลงมา...”

เสียงดูแคลนและสะท้อนใจดังขึ้นทั่วทิศ ลอดเข้าหูหนุ่มน้อยที่ยืนนิ่งเป็นเสาไม้อยู่ที่เดิมคนนั้น ประหนึ่งหนามแหลมนับไม่ถ้วนทิ่มตำกลางใจ ทำให้หนุ่มน้อยหายใจกระชั้นขึ้น

หนุ่มน้อยเงยศีรษะ เผยเห็นดวงหน้าเยาว์วัยอ่อนใส ลูกตาดำจัดกวาดผ่านเรือนร่างของคนวัยเดียวกันโดยรอบซึ่งกำลังเย้ยหยันด้วยแววตาชืดชา รอยยิ้มเยาะตนเองบนมุมปากของหนุ่มน้อย คล้ายเปลี่ยนเป็นขื่นขึ้นกว่าเดิม

คนเหล่านี้ ไฉนเห็นแก่ผลประโยชน์และใจคอโหดร้ายปานนี้ หรือเป็นเพราะสามปีก่อนพวกเขาเคยผุดยิ้มที่สุดจะนอบน้อมเบื้องหน้าตน ดังนั้น ยามนี้จึงใคร่ทวงคืนกระมัง…’ ยิ้มหม่นคราหนึ่ง เซียวเหยียนหมุนตัวอย่างซึมเซา กลับเข้าไปยืนในแถวสุดท้ายของกลุ่มคนอย่างสงบ เงาร่างอันเดียวดาย ค่อนข้างแปลกแยกกับสภาวะโดยรอบ

“คนต่อไป เซียวเม่ย!”

ได้ยินเสียงเรียกของผู้ดำเนินการทดสอบ สาวน้อยคนหนึ่งวิ่งออกมาจากฝูงชนอย่างรวดเร็ว ทันทีที่นางเข้าสู่สนาม เสียงวิพากษ์ในบริเวณใกล้เคียงพลันเงียบลงเป็นอันมาก สายตาร้อนแรงแต่ละคู่ ตรึงแน่นบนใบหน้าของสาวน้อย

อายุของสาวน้อยไม่เกินสิบสี่ แม้ไม่นับว่าเลอโฉม หากดวงหน้าที่ยังคงความอ่อนใสนั้นกลับเจือรอยพริ้มเพราเบาบาง การผสมผสานที่ย้อนแย้งระหว่างความใสพิสุทธิ์กับความพริ้มเพรา ส่งให้นางประสบความสำเร็จกลายเป็นจุดสนใจของสายตาทุกคู่ในสนาม

สาวน้อยซอยเท้าขึ้นหน้า มือเรียวเล็กสัมผัสป้ายศิลาศักดิ์สิทธิ์สีดำทะมึนอย่างคุ้นเคย จากนั้นปิดเปลือกตาช้าๆ

ชั่ววูบถัดมา เหนือป้ายศิลาศักดิ์สิทธิ์สีดำทะมึนพลันเรืองแสงสว่างวาบอีกครั้ง

“ปราณแห่งยุทธ์ : ช่วงที่เจ็ด!”

“เซียวเม่ย ปราณแห่งยุทธ์ : ช่วงที่เจ็ด! ระดับขั้น : ขั้นสูง!”

“เย่!” สิ้นเสียงประกาศของผู้ดำเนินการทดสอบ รอยยิ้มปริ่มผุดขึ้นบนดวงหน้าสาวน้อย

“จุๆ ปราณแห่งยุทธ์ช่วงที่เจ็ด ยอดเยี่ยมจริงๆ ถ้าดูตามอัตราความก้าวหน้านี้ เกรงว่าแค่สามปี นางต้องกลายเป็นนักยุทธ์ที่แท้จริงคนหนึ่งได้แน่นอน…”

“มิเสียทีเป็นบุคคลระดับเมล็ดพันธุ์ของตระกูล”

สดับเสียงอิจฉาแกมชื่นชมที่ดังมาไม่ขาด รอยยิ้มบนหน้าสาวน้อยยิ่งกดลึกมากขึ้น ความมีหน้ามีตาคือสิ่งยั่วยวนใจที่ไม่อาจต่อต้านของเด็กสาวจำนวนมาก

ขณะพูดคุยกับพี่น้องที่สนิทกัน สายตาของเซียวเม่ย พลันมองฝ่าฝูงชนโดยรอบ ก่อนหยุดลงบนเงาร่างโดดเดี่ยวซึ่งแยกตัวจากผู้อื่นคนนั้น

มุ่นคิ้วครุ่นคิดนิดหนึ่ง เซียวเม่ยยังคงสลายความคิดในอดีตทิ้งไป สองคนในเวลานี้มิได้อยู่บนระดับชั้นเดียวกันอีกแล้ว จากสถานการณ์หลายปีที่ผ่านมาของเซียวเหยียน หลังจากโตเต็มวัย อย่างดีก็เป็นได้แค่สมาชิกชั้นล่างของตระกูลเท่านั้น ส่วนนางซึ่งมีพรสวรรค์โดดเด่น ย่อมจะกลายเป็นผู้แกร่งกล้าที่วงศ์ตระกูลให้ความสำคัญ พูดได้ว่าอนาคตก้าวไกลไร้ขีดจำกัด

“เฮ่อ” นางถอนใจเบาๆ ในหัวของเซียวเม่ยพลันปรากฏภาพหนุ่มน้อยที่เหิมฮึกคึกคักเมื่อสามปีก่อนคนนั้นขึ้นมา : สี่ขวบฝึกพลังลมปราณ สิบขวบครอบครองปราณแห่งยุทธ์ช่วงที่เก้า สิบเอ็ดขวบบรรลุปราณแห่งยุทธ์ช่วงที่สิบ ผนึกปราณจักระแห่งยุทธ์เป็นผลสำเร็จ กลายเป็นนักยุทธ์อายุน้อยที่สุดในรอบร้อยปีของตระกูลแบบก้าวกระโดด!

หนุ่มน้อยในครานั้น กอปรด้วยความมั่นใจในตนเองและศักยภาพที่ไม่อาจประเมิน ไม่ทราบเป็นที่หลงใหลคลั่งไคล้ของประดาสาวน้อยมากมายเท่าไร แน่นอน หนึ่งในนั้นมีเซียวเม่ยในอดีตรวมอยู่ด้วย

ทว่าเส้นทางแห่งอัจฉริยะมักหักเหเสมอ สามปีก่อน หนุ่มน้อยอัจฉริยะที่ชื่อเสียงทะยานสู่จุดสูงสุด กลับพลันได้รับความสะเทือนใจอันแสนโหดร้ายนับแต่ถือกำเนิดเกิดมา ไม่เพียงปราณจักระแห่งยุทธ์ที่สั่งสมมาสิบกว่าปีอย่างยากลำบาก มลายสูญในชั่วคืน หนำซ้ำปราณแห่งยุทธ์ในกายก็เหือดหายไปตามกาลเวลา ลดลงเรื่อยๆ อย่างน่าพิศวง

ผลทางตรงของการสูญเสียปราณแห่งยุทธ์ คือทำให้พลังฝีมือของเขาถดถอยไม่หยุด

จากฐานะอัจฉริยะสูงสุด ตกต่ำถึงระดับที่เทียบไม่ได้กระทั่งคนธรรมดาในชั่วคืน ความสะเทือนใจชนิดนี้ ทำให้หนุ่มน้อยท้อแท้สิ้นหวังนับแต่นั้นมา ชื่อเสียงที่ลือลั่นค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยเสียงเยาะหยันดูแคลน

ยืนยิ่งสูง ตกยิ่งแรง การหล่นร่วงครั้งนี้ อาจบางทีไม่มีโอกาสตะกายขึ้นมาอีกแล้ว

“คนถัดไป เซียวซวินเอ๋อร์!”

เสียงของผู้ดำเนินการทดสอบดังขึ้นอีกครั้งท่ามกลางฝูงชนที่อึงอล

สิ้นเสียงเรียกขานนามกรอันเพราะพริ้ง ผู้คนเงียบกริบ สายตาทั้งหมดเคลื่อนย้ายโดยพลัน

ณ จุดรวมสายตาของผู้คน สาวน้อยในชุดกระโปรงสีม่วงนางหนึ่ง กำลังหยัดยืนเงียบเชียบ ดวงหน้าอ่อนใสสงบนิ่ง หาได้แปรเปลี่ยนเพราะการจับจ้องของผู้คนไม่

สาวน้อยบุคลิกสุภาพเยือกเย็น ดุจปทุมาแรกแย้ม อายุยังเยาว์ กลับปรากฏบุคลิกงามสง่าเช่นนี้ ยากจะนึกภาพ วันหน้าคราเติบใหญ่ สาวน้อยจะงามล่มเมืองปานใด

สาวน้อยชุดม่วงผู้นี้ หากกล่าวถึงด้านบุคลิกและรูปโฉม เทียบกับเซียวเม่ยคนก่อนหน้ายังเหนือกว่าหลายส่วนอย่างไร้ข้อกังขา มิน่าเล่าฝูงชนบนสนามต่างสะกดใจจ้องมอง

สาวน้อยนามว่าเซียวซวินเอ๋อร์เยื้องกรายถึงเบื้องหน้าป้ายศิลาศักดิ์สิทธิ์ ยื่นมือเรียวเล็กออกไป แขนเสื้อสีม่วงที่เดินขอบด้วยไหมสีดำทองเลื่อนร่นลงมา เผยเห็นข้อมือขาวผ่องนวลเนียน ยื่นแตะป้ายศิลาเบาๆ

นิ่งเงียบเล็กน้อย บนป้ายศิลาปรากฏแสงอันแสบตาวาบขึ้นอีกครั้ง

“ปราณแห่งยุทธ์ : ช่วงที่เก้า! ระดับขั้น : ขั้นสูง!”

แหงนมองอักษรบนป้ายศิลา ทั่วสนามตกอยู่ในความเงียบสงัด

“ถึงกับบรรลุช่วงที่เก้าแล้ว น่ากลัวจริงๆ! อันดับหนึ่งของรุ่นเยาว์ในวงศ์ตระกูล เกรงว่าตกเป็นของคุณหนูซวินเอ๋อร์แน่แล้ว” หลังความเงียบ เด็กหนุ่มทั่วบริเวณ ล้วนกลืนน้ำลายไม่รู้ตัว แววกริ่งเกรงฉายชัดในดวงตา

ปราณแห่งยุทธ์ คือเส้นทางบังคับที่นักยุทธ์ทุกคนต้องก้าวผ่าน ปราณแห่งยุทธ์เบื้องต้นแบ่งออกเป็นช่วงที่หนึ่งถึงช่วงที่สิบ เมื่อปราณแห่งยุทธ์ในร่างบรรลุถึงช่วงที่สิบก็สามารถรวบรวมปราณจักระแห่งยุทธ์ กลายเป็นนักยุทธ์ที่ผู้คนให้ความเคารพยกย่องคนหนึ่ง!

กลางฝูงชน เซียวเม่ยขมวดคิ้วเรียวงามจ้องมองสาวน้อยชุดกระโปรงสีม่วงตรงหน้าป้ายศิลา รอยริษยาผุดขึ้นบนใบหน้า

แหงนมองข้อมูลบนป้ายศิลา ใบหน้าเฉยชาของผู้ดำเนินการทดสอบวัยกลางคนทางด้านข้างถึงกับเผยรอยยิ้มที่น้อยครั้งจะเห็น เมื่อกล่าวกับสาวน้อยด้วยน้ำเสียงแกมอ่อนน้อม “คุณหนูซวินเอ๋อร์ ครึ่งปีให้หลัง ท่านคงสามารถรวบรวมปราณจักระแห่งยุทธ์ได้ หากท่านทำสำเร็จก็จะกลายเป็นนักยุทธ์โดยแท้ด้วยวัยเพียงสิบสี่ปี และท่านคือคนที่สองในรอบร้อยปีของตระกูลเซียว!”

ถูกต้อง คนที่สอง คนที่หนึ่งท่านนั้นก็คือเซียวเหยียนที่วงแสงแห่งอัจฉริยะหลุดหายไป

“ขอบคุณ” สาวน้อยพยักหน้านิดหนึ่ง  ดวงหน้าที่เฉยเมยหามิได้ปรากฏความปลื้มปีติเพราะคำชมของอีกฝ่าย นางหมุนตัวกลับอย่างเงียบงัน จากนั้นย่างเท้าเนิบช้าฝ่าสายตาอันร้อนแรงของกลุ่มคน ไปทางหนุ่มน้อยที่ยืนซังกะตายอยู่ด้านหลังสุดคนนั้น

“พี่เซียวเหยียน” ขณะผ่านข้างกายเด็กหนุ่ม สาวน้อยหยุดเท้าลง ค้อมเอวคำนับเซียวเหยียน บนใบหน้างามแฉล้ม ถึงกับปรากฏรอยยิ้มสวยพิสุทธิ์ที่นำมาซึ่งความริษยาของสาวน้อยโดยรอบ

“ตอนนี้ข้ายังมีคุณสมบัติใดให้เจ้าเรียกขานเช่นนั้น” เซียวเหยียนกล่าวขมขื่นเมื่อมองดูสาวน้อยตรงหน้าที่กลายเป็นมุกเม็ดงามที่สุดของวงศ์ตระกูล นางเป็นหนึ่งในคนจำนวนน้อยมากที่ยังคงรักษาความเคารพนับถือต่อตนดุจเดิม หลังจากที่ตนตกต่ำ

“พี่เซียวเหยียน เมื่อก่อนท่านเคยบอกกับซวินเอ๋อร์ว่า ต้องวางลงได้ จึงยกขึ้นได้ ยกวางดั่งใจ จึงเป็นผู้อิสระ!” เซียวซวินเอ๋อร์กล่าวด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน น้ำเสียงสดใสกลับอุ่นวาบถึงใจ

“หึๆ ผู้อิสระ? ข้าก็พูดไปอย่างนั้นเอง เจ้าดูสภาพข้าในตอนนี้ คล้ายผู้อิสระหรือไม่? อีกอย่าง...โลกนี้ เดิมก็ไม่ใช่โลกของข้า” เซียวเหยียนยิ้มเยาะตนเอง

เผชิญกับความท้อแท้ของเซียวเหยียน เซียวซวินเอ๋อร์มุ่นคิ้วเบาๆ กล่าวเสียงหนักแน่น “พี่เซียวเหยียน แม้ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกับท่านกันแน่ ทว่า ซวินเอ๋อร์เชื่อมั่นว่าท่านจะลุกขึ้นมาทวงคืนเกียรติยศและศักดิ์ศรีซึ่งเป็นของท่านอีกครั้งได้…” นางหยุดนิดหนึ่งเมื่อกล่าวถึงตรงนี้ ดวงหน้าผุดผาดเผยแววเอียงอาย “พี่เซียวเหยียนในปีนั้น ช่างมีเสน่ห์ดึงดูดจริงๆ”

“เฮอะๆ…” เผชิญคำพูดอันเปิดเผยไร้การเสแสร้งของสาวน้อย เด็กหนุ่มหัวเราะขัดเขิน แต่มิได้กล่าวอะไรอีก วัยหนุ่มน้อยไม่ควรวางตัวเคร่งขรึมเกินไปก็จริง ทว่าเขาในยามนี้ ไม่มีคุณสมบัติและอารมณ์สักนิด ได้แต่หมุนตัวอย่างหม่นหมอง ก้าวเดินเอื่อยเฉื่อยออกจากสนาม

เงาร่างที่ยืนโดดเดี่ยวจ้องมองหนุ่มน้อยที่ประหนึ่งตัดขาดจากโลกคนนั้น เซียวซวินเอ๋อร์รวนเรครู่หนึ่ง จากนั้นซอยเท้าไล่ตามไปเดินเคียงไหล่กับหนุ่มน้อย ท่ามกลางสายตาอิจฉาริษยาของกลุ่มคนด้านหลัง

*******************

พระจันทร์ดุจถาดเงิน ดวงดาวพราวนภา

ยอดผา เซียวเหยียนนอนตะแคงบนผืนหญ้า ในปากคาบหญ้าเขียวกิ่งหนึ่ง ขบเคี้ยวเบาๆ ปล่อยให้รสเฝื่อนอบอวลในปาก เขาชูมือขาวผ่องขึ้นตรงหน้า สายตาลอดผ่านหว่างนิ้ว ทอดมองจันทร์เพ็ญกลางนภาดวงนั้น

“เฮ่อ!” หวนคิดถึงการทดสอบเมื่อช่วงบ่าย เซียวเหยียนถอนใจแผ่วเบา หดมือกลับมาเอื่อยๆ แล้วหนุนไว้ใต้ศีรษะ สายตาเลื่อนลอย…

“นี่ก็สิบห้าปีแล้ว…” เสียงพึมพำหลุดจากปากหนุ่มน้อยออกมา

ในใจเซียวเหยียน มีความลับประการหนึ่งซึ่งมีเพียงเขาที่รู้ : เขาไม่ใช่คนของที่นี่ พูดอีกอย่างก็คือ วิญญาณของเซียวเหยียนมิได้เป็นของที่นี่ เขามาจากดาวเคราะห์สีครามดวงหนึ่งที่เรียกว่าโลก ส่วนเพราะอะไรจึงมาถึงที่นี่ เขาก็หมดปัญญาอธิบาย ทว่าหลังจากใช้ชีวิตที่นี่ได้ระยะหนึ่ง เขาจึงกระจ่างว่า : เขาทะลุมิติแล้ว!

การเติบโตของอายุ ทำให้เซียวเหยียนเข้าใจดินแดนแห่งนี้มากขึ้น แผ่นดินใหญ่ผืนนี้มีชื่อว่ามหาพิภพโต้วชี่ (ปราณยุทธ์) ทั่วทั้งพสุธาไม่มีมนต์คาถานานาชนิดเฉกเช่นที่เห็นเสมอในนวนิยาย

ปราณยุทธ์ต่างหากจึงเป็นกระแสหลักแห่งมหาพิภพ!

บนมหาพิภพแห่งนี้ การฝึกปราณยุทธ์เรียกได้ว่าพัฒนาถึงระดับสุดยอด ภายใต้ความมุมานะที่สืบทอดหลายชั่วอายุคน อีกทั้งเนื่องเพราะความแข็งแกร่งไม่มีเสื่อมคลายของปราณยุทธ์ ในที่สุดได้แผ่ขยายถึงหมู่ชนคนสามัญ และนี่จึงส่งผลให้ ปราณยุทธ์ผูกพันกับวิถีชีวิตของผู้คนอย่างแยกไม่ออก ดังนี้แล้ว ความสำคัญของปราณยุทธ์ในมหาพิภพ จึงเหนือกว่าสรรพสิ่งทั้งปวง!

เพราะวิถีแห่งปราณยุทธ์เป็นที่นิยมแพร่หลาย ส่งผลให้เส้นทางหลักสายนี้แตกแขนงออกเป็นสูตรการฝึกปราณยุทธ์อีกนับไม่ถ้วน ดังคำว่ามือมียาวสั้น คนมีสูงต่ำ วิธีฝึกปราณยุทธ์ที่แตกแขนงออกมา ย่อมมีแข็งมีอ่อนเป็นธรรมดา

จากการสรุปรวบรวม ระดับเคล็ดวิชาปราณยุทธ์ในมหาพิภพโต้วชี่ จากสูงถึงต่ำแบ่งออกเป็นสี่ชั้น : ชั้นฟ้า ชั้นดิน ชั้นนิล ชั้นทอง และทุกระดับชั้นยังแบ่งออกเป็นสามขั้นคือต้น กลาง สูง!

ความสูงต่ำของระดับเคล็ดวิชาปราณยุทธ์คือกุญแจสำคัญในการตัดสินระดับความสำเร็จในอนาคต ตัวอย่างเช่น คนที่ฝึกเคล็ดวิชาชั้นนิลขั้นกลาง ย่อมเก่งกว่าคนที่มีปราณยุทธ์ระดับเดียวกันซึ่งฝึกเคล็ดวิชาชั้นทองขั้นสูงอยู่หลายส่วน

บนมหาพิภพโต้วชี่นี้ การจำแนกความเข้มแข็งอ่อนแอ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขสามประการ

ประการแรก สำคัญที่สุดย่อมหนีไม่พ้นพลังฝีมือเฉพาะตัว หากพลังฝีมือเฉพาะตัวมีแค่ระดับนักยุทธ์หนึ่งดาว เช่นนั้นต่อให้เคล็ดวิชาที่ท่านฝึกปรือจะเลิศล้ำระดับชั้นฟ้า ก็ยากเอาชนะระดับคุรุยุทธ์ที่ฝึกเคล็ดวิชาชั้นทองผู้หนึ่งได้

ประการสอง ก็คือเคล็ดวิชา ผู้แกร่งกล้าที่พลังฝีมืออยู่ในระดับชั้นเดียวกัน หากระดับเคล็ดวิชาของท่านสูงกว่าคู่ต่อสู้อยู่มาก เช่นนั้นขณะประลองย่อมมีสถานะเป็นต่อ

ประการสุดท้าย เรียกว่าทักษะยุทธ์!

เห็นชื่อกระจ่างความหมาย นี่คือความชำนาญพิเศษในการสำแดงปราณยุทธ์ชนิดหนึ่ง ทักษะยุทธ์ในมหาพิภพมีการจำแนกระดับชั้นเช่นกัน โดยแบ่งออกเป็นชั้นฟ้า ดิน นิลและทอง สี่ระดับชั้นเช่นเดียวกับเคล็ดวิชา

ทักษะยุทธ์บนมหาพิภพโต้วชี่มีอยู่สุดคณานับ ทว่าทักษะยุทธ์โดยส่วนใหญ่ซึ่งสืบทอดกันมา ส่วนมากมักอยู่ในชั้นทองโดยประมาณ หากใคร่ได้รับทักษะยุทธ์ที่สูงขึ้นไป จำเป็นต้องเข้าเป็นศิษย์ในค่ายสำนักหรือสถาบันฝึกยุทธ์ต่างๆ

แน่นอน อาจมีบางคนประสบโชคได้รับเคล็ดวิชาที่คนรุ่นก่อนทิ้งไว้ให้ หรือไม่ก็มีทักษะยุทธ์ซึ่งผสมผสานขึ้นเอง ทักษะยุทธ์ที่พัฒนาออกมาจากเคล็ดวิชาเช่นนี้ เมื่อประกอบเข้าด้วยกัน อานุภาพย่อมจะรุนแรงยิ่งขึ้น

 

อาศัยเงื่อนไขสามประการนี้ จึงสามารถตัดสินได้ว่าคนผู้นั้นแข็งแกร่งหรืออ่อนแอ ด้วยเหตุนี้ หากสามารถครอบครองเคล็ดวิชาปราณยุทธ์ที่ระดับค่อนข้างสูง ผลดีในภายหน้าไม่ต้องบอกก็ทราบ

ทว่าเคล็ดการฝึกปราณยุทธ์ขั้นสูง คนทั่วไปยากจะได้มา เคล็ดวิชาที่มีอยู่ดาษดื่นโดยมากเป็นแค่ชั้นทอง ตระกูลที่มีอิทธิพลกว้างขวางหรือค่ายสำนักขนาดเล็กถึงกลาง จึงจะมีเคล็ดวิชาชั้นนิล ตัวอย่างเช่นตระกูลที่เซียวเหยียนอาศัยอยู่ เคล็ดวิชาระดับสุดยอด ‘สิงห์คลั่งวายุเดือด’ มีเพียงประมุขตระกูลจึงมีคุณสมบัติฝึกปรือได้ นี่คือเคล็ดปราณยุทธ์ชั้นนิลขั้นกลางสังกัดธาตุลม

เหนือชั้นนิลก็คือชั้นดิน ทว่าเคล็ดวิชาที่ลึกล้ำเช่นนี้ อาจบางทีมีเพียงพวกอิทธิพลล้ำฟ้าและมหาจักรวรรดิเท่านั้นที่อาจครอบครองได้

ส่วนเคล็ดวิชาชั้นฟ้าไม่เคยปรากฏให้เห็นหลายร้อยปีแล้ว

ในทางทฤษฎี คนทั่วไปใคร่ได้รับเคล็ดวิชาระดับสูง โดยพื้นฐานแล้วยากยิ่งกว่าไต่สวรรค์ ทว่าเรื่องราวบนโลกล้วนมีข้อยกเว้น มหาพิภพโต้วชี่กว้างใหญ่ไพศาล เผ่าพันธุ์นับหมื่น ฝั่งเหนือของมหาพิภพมีอนารยชนซึ่งได้ชื่อว่าพลังปราณมหาศาลและสามารถรวมร่างกับสัตว์อสูร ฝั่งใต้ของมหาพิภพ ก็มีเผ่าพันธุ์สัตว์อสูรชั้นสูงที่กอปรด้วยสติปัญญาลึกล้ำนานาชนิด นอกจากนี้ยังมีเผ่าพันธุ์อนธการที่สร้างชื่อจากความโหดเหี้ยมอำมหิตเป็นต้น

และยังมีผู้เร้นกายนิรนามอีกมาก พวกเขาซึ่งมีนิสัยสันโดษ อาจนำเคล็ดวิชาที่คิดค้นขึ้น ซุกซ่อนไว้ที่ใดที่หนึ่งขณะวาระสุดท้ายแห่งชีวิตมาเยือน รอคอยผู้มีวาสนาเสาะค้นเอาไป

บนมหาพิภพโต้วชี่ มีประโยคหนึ่งเล่าขานสืบต่อ : หากวันใดวันหนึ่ง ท่านพลัดตกเหว ร่วงหล่นสู่โพรงถ้ำ ไม่ต้องตื่นกลัว จงเดินหน้าสองก้าว ไม่แน่ท่านอาจกลายเป็นผู้แกร่งกล้า!

วาจานี้ไม่เท็จสักนิด ในประวัติศาสตร์นับพันปีของมหาพิภพ ไม่ขาดแคลนตำนานชนิดที่อาศัยเหตุมหัศจรรย์จนกลายเป็นวีรบุรุษ และผลสืบเนื่องที่เกิดจากตำนานจำพวกนี้ ทำให้มีผู้คนจำนวนมากมาจดจ่อเฝ้ารอตามขอบผา ตระเตรียมกระโดดเหวลึกเพื่อให้ได้มาซึ่งสุดยอดเคล็ดวิชา แน่นอน คนเหล่านี้โดยมากล้วนแขนขาหัก ก่อนกลับไปด้วยสภาพทุลักทุเล

สรุปแล้ว นี่คือมหาพิภพที่เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์และการสรรสร้างตำนานปาฎิหาริย์ผืนหนึ่ง!

แน่นอน ใคร่จะฝึกปรือเคล็ดวิชาปราณยุทธ์ อย่างน้อยที่สุดต้องกลายเป็นนักยุทธ์โดยแท้คนหนึ่ง จึงจะมีคุณสมบัติพอ ทว่าเซียวเหยียนในเวลานี้ ยังห่างจากเป้าหมายนั้นอีกไกล

“ถุย!” ถ่มหญ้าในปาก เซียวเหยียนพลันโดดลุกขึ้น ปั้นหน้าดุร้าย ตะโกนด่านภาหม่นอย่างเหลืออด “แกล้งส่งข้าทะลุมิติมาเป็นเศษสวะใช่ไหม”

ในภพก่อน เซียวเหยียนเป็นเพียงปุถุชนคนหนึ่ง เงินตรา สาวสวย สิ่งเหล่านี้สำหรับเขาแล้วคือเส้นขนานสองเส้น ปราศจากจุดตัดตลอดกาล แต่ทว่า หลังมาถึงมหาพิภพโต้วชี่ผืนนี้ เซียวเหยียนกลับค้นพบอย่างลิงโลด ด้วยประสบการณ์ของสองภพ จิตวิญญาณของเขาถึงกับแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปอยู่มากทีเดียว

พึงทราบว่า บนมหาพิภพโต้วชี่ จิตวิญญาณคือสิ่งที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ บางทีมันอาจสามารถแข็งแกร่งขึ้นตามการเติบโตของอายุ ทว่าไม่มีเคล็ดวิชาใดๆ สามารถฝึกปรือจิตวิญญาณโดยเฉพาะ ต่อให้เคล็ดวิชาชั้นฟ้า ก็เป็นไปไม่ได้! นี่คือความรู้ทั่วไปของมหาพิภพโต้วชี่

ความแข็งแกร่งของจิตวิญญาณ ก่อเกิดเป็นพรสวรรค์ในการฝึกฌานของเซียวเหยียน ขณะเดียวกันก็สร้างชื่อเสียงอัจฉริยะให้แก่เขา

ในฐานะคนธรรมดาสามัญผู้หนึ่ง เมื่อทราบว่าเขามีทุนรอนที่จะกลายเป็นอัจฉริยะซึ่งเป็นที่จับตาของผู้คนนับไม่ถ้วน หากปราศจากฌานตบะที่สูงพอก็ยากจะควบคุมจิตดั้งเดิม ชัดเจนอย่างยิ่ง เซียวเหยียนที่ภพก่อนเป็นแค่คนธรรมดา ไร้ซึ่งฌานตบะที่เหนือมนุษย์ชนิดนี้ ดังนั้น หลังจากที่เขาเริ่มฝึกปราณแห่งยุทธ์ เขาเลือกเส้นทางอัจฉริยะที่จะส่งผลให้กลายเป็นจุดรวมสายตาของผู้คน แต่กลับมิได้ค่อยๆ เติบโตในความสงบเงียบ

หากไม่มีเหตุเหนือคาด เซียวเหยียนอาจเติบใหญ่ขึ้นมาพร้อมกับชื่อเสียงอัจฉริยะได้อย่างแท้จริง ทว่าน่าเสียดายนัก ในปีที่เขาอายุสิบเอ็ด ชื่อเสียงอัจฉริยะของเขาพลันค่อยๆ ถูกช่วงชิงไปด้วยเหตุพลิกผันที่มาเยือนโดยไม่ทันตั้งตัว และแล้วอัจฉริยะก็ตกต่ำกลายเป็นเศษสวะที่ผู้คนเย้ยหยันดูแคลน

หลังผรุสวาทหลายยกผ่านไป อารมณ์ของเซียวเหยียนค่อยเริ่มสงบลง ความซึมเซาคืนสู่ใบหน้า เรื่องราวถึงขั้นนี้ ไม่ว่าเขาบันดาลโทสะอย่างไร ก็ตามหาปราณจักระแห่งยุทธ์ที่เขาเพียรสะสมอย่างยากเย็นคืนมาไม่ได้

สลัดศีรษะไปมาอย่างหม่นหมอง ความจริงเซียวเหยียนน้อยเนื้อต่ำใจอยู่บ้าง แต่เขาไม่รู้สักนิดว่าเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายตัวเอง เคยลองตรวจดูก็ไม่พบว่ามีส่วนใดผิดปกติ จิตวิญญาณนับวันยิ่งแก่กล้าตามอายุที่เพิ่มพูน ยิ่งกว่านั้นความเร็วในการดูดซับปราณจักระแห่งยุทธ์ยังเหนือกว่าเมื่อครั้งที่อยู่ในช่วงสภาวะสุดยอดเมื่อหลายปีก่อนอยู่หลายส่วน เงื่อนไขนานาประการเหล่านี้ ล้วนบ่งชัดว่าพรสวรรค์ของตนไม่เคยถดถอย ทว่าปราณจักระแห่งยุทธ์ที่เข้าสู่ภายในร่างกลับสูญสลายโดยไม่มีข้อยกเว้น เหตุการณ์อันแปลกประหลาดนี้ทำให้เซียวเหยียนจิตใจห่อเหี่ยว

ระบายลมหายใจคำหนึ่ง เซียวเหยียนชูฝ่ามือขึ้น จ้องมองแหวนสีดำบนนิ้ว เป็นแหวนเก่าแก่รูปแบบเรียบง่าย ไม่ทราบทำขึ้นจากวัสดุอะไร ด้านบนยังแกะลายเป็นริ้วจางๆ นี่คือมรดกชิ้นเดียวที่มารดาทิ้งไว้ให้เขาก่อนตาย

จากสี่ขวบถึงบัดนี้ เขาใส่มันมาสิบปีแล้ว สำหรับแหวนวงนี้ เซียวเหยียนมีความผูกพันลึกซึ้ง ลูบแหวนเบาๆ พลางพึมพำอย่างขมขื่น “หลายปีนี้ สร้างความผิดหวังต่อท่านแม่จริงๆ”

หลังถอนใจยืดยาว เซียวเหยียนพลันเหลียวหน้าขวับ กล่าวต่อพงไพรที่มืดมิดด้วยรอยยิ้มละมุน “ท่านพ่อ ท่านมาแล้ว?”

แม้เพียงบรรลุปราณแห่งยุทธ์ช่วงที่สาม แต่ญาณสัมผัสของเซียวเหยียนกลับฉับไวกว่านักยุทธ์ห้าดาวคนหนึ่งมากนัก ก่อนหน้านี้ขณะที่พึมพำถึงมารดา เขาก็รู้สึกได้ถึงความเคลื่อนไหวบางอย่างในป่าแล้ว

“เฮอะๆ เหยียนเอ๋อร์ ดึกแล้วทำไมยังนั่งอยู่บนนี้อีกเล่า” หลังความเงียบอึดใจหนึ่ง ปรากฏเสียงหัวร่อทุ้มนุ่มของบุรุษดังขึ้นจากกลางป่า

กิ่งไม้ไหววูบ บุรุษกลางคนผู้หนึ่งกระโดดออกมา ใบหน้าประดับรอยยิ้มเมื่อเพ่งมองบุตรชายของตนเองที่ยืนอยู่ใต้แสงจันทร์คนนั้น

บุรุษกลางคนในอาภรณ์สีเทาภูมิฐาน จังหวะย่างเท้าแฝงความน่าเกรงขาม คิ้วดกเข้มคู่หนึ่งยิ่งเติมความองอาจขึ้นหลายส่วน เขาก็คือประมุขคนปัจจุบันของตระกูลเซียว ขณะเดียวกันก็เป็นบิดาของเซียวเหยียน... มหาคุรุยุทธ์ห้าดาว เซียวจั้น!

“ท่านพ่อ ท่านก็ยังไม่พักผ่อนเช่นกันมิใช่หรือ?”แหงนมองบุรุษกลางคน รอยยิ้มบนหน้าเซียวเหยียนยิ่งกดลึก แม้ยังหลงเหลือความทรงจำของภพก่อน ทว่านับแต่ถือกำเนิดเกิดมา บิดาที่อยู่ตรงหน้าท่านนี้ก็รักและตามใจเขาเป็นที่สุด หลังจากตกต่ำ ความรักไม่ลดน้อยกลับเพิ่มพูน นี่ทำให้เซียวเหยียนตื้นตันและยอมรับบิดาท่านนี้จากใจจริง

“เหยียนเอ๋อร์ ยังครุ่นคิดเรื่องการทดสอบเมื่อบ่ายอีกหรือ”ก้าวยาวๆ ขึ้นหน้า เซียวจั้นยิ้มกล่าว

“เฮอะๆ มีอะไรให้ครุ่นคิด เป็นไปตามความคาดหมาย”เซียวเหยียนส่ายหน้าไปมาอย่างปลงตก รอยยิ้มกลับฝาดฝืนอยู่บ้าง

“เฮ่อ…”จ้องมองดวงหน้าอ่อนใสของเซียวเหยียน เซียวจั้นถอนใจคำหนึ่ง หลังเงียบงันไปอึดใจ พลันโพล่ง “เหยียนเอ๋อร์ เจ้าสิบห้าขวบแล้วกระมัง”

“ใช่ ท่านพ่อ”

“อีกหนึ่งปี ดูเหมือน...จะต้องเข้าพิธีโตเต็มวัยแล้ว” เซียวจั้นยิ้มขื่น

“ใช่ ท่านพ่อ ยังมีอีกหนึ่งปี!”กำมือเล็กน้อย เซียวเหยียนเอ่ยตอบเสียงเรียบ พิธีโตเต็มวัยหมายถึงอะไร เขาชัดแจ้งอย่างยิ่ง หลังผ่านพิธีโตเต็มวัย เขาซึ่งไม่มีศักยภาพในการฝึกยุทธ์ จะถูกตัดสิทธิ์ในการเข้าหอปราณยุทธ์เพื่อเสาะหาเคล็ดวิชาปราณยุทธ์ จากนั้นต้องถูกส่งตัวไปยังกิจการแต่ละแห่งเพื่อดูแลเรื่องทั่วไปของตระกูล นี่เป็นกฎของตระกูล ต่อให้บิดาเขาเป็นประมุขสูงสุด ยังคงไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ นอกจากนั้น ถ้ายังไม่อาจกลายเป็นนักยุทธ์คนหนึ่งก่อนอายุยี่สิบห้า นั่นจะไม่เป็นที่ยอมรับของคนในตระกูล!

“ขอโทษด้วย เหยียนเอ๋อร์ ถ้าหลังจากนี้หนึ่งปีปราณแห่งยุทธ์ของเจ้ายังไม่ถึงช่วงที่เจ็ด พ่อก็จำต้องตัดใจส่งเจ้าไปยังกิจการค้าของตระกูล เพราะในตระกูลเซียวนี้พ่อยังไม่มีอำนาจสิทธิ์ขาด ตาแก่หลายคนนั้นจ้องจับผิดพ่อตลอดเวลา…” แลเห็นเซียวเหยียนนิ่งเงียบ เซียวจั้นรำพันอย่างรู้สึกผิด

“ท่านพ่อ ข้าจะพยายามเต็มที่ หลังจากหนึ่งปี ข้าจะต้องบรรลุปราณแห่งยุทธ์ช่วงที่เจ็ดให้ได้” เซียวเหยียนกล่าวปลอบด้วยรอยยิ้ม

หนึ่งปี สี่ช่วง? เฮอะๆ ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ อาจบางทียังเป็นไปได้ แต่บัดนี้...แทบไม่มีโอกาสสักนิด แม้ปากกำลังเอ่ยปลอบบิดา ในใจเซียวเหยียนกลับยิ้มหยันตนเองอย่างขมขื่น

เซียวจั้นที่แจ่มกระจ่างในตื้นลึกหนาบางของเซียวเหยียน ได้แต่ถอนใจรับคำคราหนึ่ง เขาตระหนักดี หนึ่งปีฝึกปรือปราณแห่งยุทธ์สี่ช่วงมันยากเย็นปานใด

ตบศีรษะเซียวเหยียนเบาๆ เซียวจั้นพลันยิ้มบอก “ดึกแล้ว กลับไปพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้ที่บ้านมีแขกสำคัญ เจ้าอย่าได้เสียมารยาทเชียว”

“แขกสำคัญ? ใครกัน” เซียวเหยียนถามอย่างสงสัย

“พรุ่งนี้ก็รู้เอง”ขยิบตาให้เซียวเหยียน เซียวจั้นหัวร่อดังลั่นขณะผละไป

“วางใจเถอะ ท่านพ่อ ข้าจะทุ่มเทสุดกำลัง”คลำแหวนโบราณบนนิ้ว เซียวเหยียนเงยหน้าพึมพำ

พริบตาที่เซียวเหยียนเงยหน้า แหวนโบราณสีดำบนนิ้วพลันเปล่งแสงอ่อนจางขึ้นมาอย่างประหลาด

*************************

เหนือเตียง หนุ่มน้อยปิดตานั่งขัดสมาธิ สองมือวางอยู่เบื้องหน้าในท่าพิสดาร ทรวงอกสะท้อนขึ้นลงเบาๆ ช่วงหายใจเข้าและออกก่อเกิดเป็นวงโคจรอันสวยงาม และในห้วงเดินลมปราณ มีไอสีขาวจางๆ ไหลเวียนไปตามปากจมูก แทรกซึมเข้าสู่ร่าง หล่อเลี้ยงกระดูกและเนื้อหนังมังสา

ขณะหนุ่มน้อยหลับตาเข้าฌาน แหวนสีดำบนนิ้ววงนั้น เปล่งแสงอ่อนๆ ขึ้นอีกครั้งอย่างอัศจรรย์ และดับวูบไปในทันที

“ฮู…” ระบายลมหายใจช้าๆ หนุ่มน้อยพลันลืมตา ไอสีขาวจางหอบหนึ่งวูบผ่านครรลองสายตาที่มืดดำ นั่นคือปราณแห่งยุทธ์ที่เพิ่งถูกดูดซับและยังหล่อหลอมไม่เสร็จ

“อุตส่าห์ฝึกจนได้ปราณแห่งยุทธ์ขึ้นมาอย่างยากเย็น สลายไปอีกแล้ว...สมควรตาย!”ตั้งสมาธิรับรู้ภายในกาย ใบหน้าหนุ่มน้อยพลันฉุนเฉียวขึ้นมา สบถด่าด้วยน้ำเสียงสูงแหลม

กำปั้นบีบกันแนบแน่น อึดใจใหญ่ให้หลัง หนุ่มน้อยส่ายหน้ายิ้มขื่น ตะกายลงจากเตียงด้วยความอ่อนล้าทั้งกายใจ ยืดเหยียดแขนขาที่เริ่มชา เขาซึ่งมีแค่ปราณแห่งยุทธ์ช่วงที่สาม ปราศจากความสามารถที่จะมองข้ามความอ่อนล้าทุกชนิด ยืดเส้นยืดสายง่ายๆ อยู่ในห้องเสร็จ เซียวเหยียนได้ยินสุ้มเสียงชราภาพดังขึ้นนอกห้อง “นายน้อยสาม ท่านประมุขเชิญท่านไปที่ห้องโถงใหญ่”

เซียวเหยียนจัดอยู่ในอันดับสามของบ้าน ถัดขึ้นไปยังมีพี่ชายอีกสองคน ทว่าพวกเขาออกไปสั่งสมประสบการณ์นอกบ้านนานแล้ว ช่วงปลายปีจึงกลับมาสักครั้ง สรุปแล้ว พี่ชายทั้งสองปฏิบัติต่อเซียวเหยียนผู้เป็นน้องชายไม่เลว

“อืม”ส่งเสียงรับคำ ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า เซียวเหยียนเดินออกจากห้อง กล่าวกับผู้เฒ่าชุดเขียวที่อยู่นอกห้องด้วยรอยยิ้ม “ไปเถอะ พ่อบ้านโม่”

มองดูใบหน้าอ่อนเยาว์ของหนุ่มน้อย ผู้เฒ่าชุดเขียวผงกศีรษะอย่างอ่อนโยน พริบตาที่หมุนกาย สายตาพร่ามัวปรากฏแววเห็นใจอย่างยากสังเกต ‘เฮ่อ ด้วยพรสวรรค์ในอดีตของนายน้อยสาม น่าจะกลายเป็นนักยุทธ์ที่โดดเด่นคนหนึ่งไปนานแล้ว น่าเสียดาย…’

เซียวเหยียนเดินตามพ่อบ้านชราตัดผ่านสวนด้านหลัง สุดท้ายค่อยหยุดลงที่ด้านนอกโถงใหญ่อันทรงเกียรติ เคาะประตูอย่างนอบน้อม ค่อยผลักประตูเบาๆ แล้วเข้าไป

โถงใหญ่กว้างขวางมาก คนในนั้นก็ไม่น้อย หลายท่านที่นั่งอยู่ด้านบนสุดก็คือเซียวจั้นและผู้เฒ่าสีหน้าเฉยชาสามท่าน ผู้เฒ่าสามท่านคือผู้อาวุโสของตระกูล อำนาจไม่น้อยไปกว่าประมุขตระกูล

ด้านล่างซ้ายของทั้งสี่คน นั่งอยู่ด้วยญาติผู้ใหญ่ซึ่งพอมีอำนาจในตระกูลอยู่บ้าง ด้านข้างของพวกเขาเป็นสมาชิกรุ่นหนุ่มสาวที่แสดงผลงานโดดเด่นจำนวนหนึ่ง

อีกด้านหนึ่งนั่งอยู่ด้วยคนแปลกหน้าสามท่าน คิดว่าต้องเป็นแขกสำคัญที่เซียวจั้นพูดถึงเมื่อคืนเป็นแน่

เซียวเหยียนกวาดมองคนแปลกหน้าทั้งสามอย่างฉงนใจ ในสามคนนั้น มีผู้สูงวัยท่านหนึ่งสวมชุดสีขาวนวล ใบหน้าเปี่ยมรอยยิ้ม สองตาเรียวเล็กกลับทอประกายเป็นระยะ เส้นสายตาของเซียวเหยียนเคลื่อนลงเล็กน้อย หยุดอยู่บนทรวงอกของอีกฝ่าย พลันใจกระตุกวูบ เพราะบริเวณอกเสื้อของผู้สูงวัยท่านนั้นวาดไว้ด้วยจันทราสีเงินยวงเสี้ยวหนึ่ง รอบๆ จันทรายังแต่งแต้มด้วยดวงดาราระยิบระยับเจ็ดดวง

มหาคุรุยุทธ์เจ็ดดาว! ผู้สูงวัยท่านนี้ถึงกับเป็นมหาคุรุยุทธ์เจ็ดดาว? คนเราไม่อาจวัดที่หน้าตาจริงๆ’เซียวเหยียนอุทานตื่นตระหนกในใจ พลังฝีมือของผู้สูงวัยท่านนี้ถึงกับสูงกว่าบิดาตนถึงสองดาว

คนที่สามารถกลายเป็นมหาคุรุยุทธ์ได้ อย่างน้อยต้องเป็นผู้แกร่งกล้าที่เลื่องชื่อคนหนึ่ง พลังฝีมือระดับนั้นจะเป็นตัวดึงดูดกลุ่มอิทธิพลใดๆ ก็ตามเข้ามา

จู่ๆ ได้เห็นผู้แกร่งกล้าระดับนี้ มิน่าเซียวเหยียนจึงรู้สึกฉงนสนเท่ห์

ข้างกายผู้สูงวัยนั่งอยู่ด้วยบุรุษสตรีอ่อนเยาว์คู่หนึ่ง ทั้งสองสวมอาภรณ์สีขาวนวลเช่นกัน บุรุษอายุราวยี่สิบ รูปโฉมหล่อเหลา เรือนกายเหยียดตรง เปี่ยมเสน่ห์ดึงดูด และสำคัญที่สุด ย่อมเป็นดางทองห้าดวงเหนือหน้าอกตรงนั้น นี่คือตัวแทนพลังฝีมือของบุรุษหนุ่ม : นักยุทธ์ห้าดาว!สามารถกลายเป็นนักยุทธ์ห้าดาวคนหนึ่งด้วยวัยประมาณยี่สิบ นี่แสดงว่าพรสวรรค์ฝึกยุทธ์ของบุรุษหนุ่มไม่ธรรมดา

รูปโฉมที่หล่อเหลาบวกกับพลังฝีมือไม่ต่ำทราม บุรุษหนุ่มท่านนี้ทำให้จิตใจของสาวน้อยในตระกูลหวั่นไหว แม้แต่เซียวเม่ยที่นั่งอยู่ด้านข้าง ยามกลอกตามาทางนี้ยังทอประกายวิบวับ

ทว่ายามนี้ ความสนใจทั้งหมดของบุรุษหนุ่มท่านนั้น กลับตรึงอยู่บนร่างของสาวน้อยเลอโฉมข้างกาย สาวน้อยนางนี้วัยใกล้เคียงกับเซียวเหยียน

แต่สิ่งที่ทำให้เซียวเหยียนอัศจรรย์ใจก็คือ รูปโฉมของนางถึงกับงดงามกว่าเซียวเม่ยอยู่หลายส่วน ภายในตระกูลเซียว เกรงว่ามีเพียงเซียวซวินเอ๋อร์ที่งามพิสุทธิ์ประดุจบุษบงจึงสามารถเทียบเคียงได้ มิน่าบุรุษนี้ถึงไม่ไยดีสตรีอื่น

ติ่งหูนวลเนียนของสาวน้อยห้อยประดับด้วยต่างหูหยกสีเขียว ยามขยับเกิดเป็นเสียงกังวานใส แผ่ซ่านความอ่อนช้อยเปราะบางอยู่รำไร นอกจากนั้น เหนืออกเสื้อของสาวน้อยยังวาดอยู่ด้วยดาวทองสามดวง

นักยุทธ์สามดาว ถ้าสตรีนางนี้ไม่ได้อาศัยแรงกระตุ้นจากภายนอก ก็นับว่าเป็นอัจฉริยะฟ้าประทานคนหนึ่ง’สูดไอเย็นเบาๆ สายตาของเซียวเหยียนหยุดอยู่ที่ดวงหน้าพริ้มเพราของสาวน้อยเพียงพริบตาก็เบือนออก ไม่ว่าอย่างไร ภายใต้รูปลักษณ์ที่ไร้เดียงสาของเขา ยังคงมีจิตวิญญาณที่สุกงอม

อากัปกิริยานี้ของเซียวเหยียนคล้ายทำให้สาวน้อยประหลาดใจ แม้นางมิใช่เด็กสาวประเภทที่ทึกทักว่าโลกทั้งใบหมุนรอบตัวนาง ทว่าความงามและเสน่ห์ของตนเป็นเช่นไร นางกระจ่างชัดอย่างยิ่ง กิริยาท่าทีตามสบายของเซียวเหยียนนี้ชวนให้นางรู้สึกผิดคาดอยู่บ้าง

“ท่านพ่อ ผู้อาวุโสทั้งสาม” เซียวเหยียนซอยเท้าขึ้นหน้า ทำความเคารพต่อพวกเซียวจั้นที่นั่งอยู่ด้านบนอย่างนอบน้อม

“เฮอะๆ เหยียนเอ๋อร์ มาแล้วหรือ รีบนั่งลงเถอะ”เห็นเซียวเหยียนมาถึง เซียวจั้นหยุดการสนทนากับอาคันตุกะ หันมาพยักหน้าให้เขา กล่าวพลางโบกมือ

ยิ้มน้อยๆ พร้อมพยักหน้า เซียวเหยียนแสร้งไม่เห็นสายตาชืดชาระคนรำคาญใจที่พุ่งตรงมาจากผู้อาวุโสทั้งสามทางด้านข้าง เหลียวหน้ากวาดมองกลางโถง กลับค้นพบอย่างตระหนก ถึงกับไม่มีที่นั่งของตนเอง

เฮ่อ สถานะของเราในตระกูลนี้ ดูท่านับวันยิ่งต่ำต้อยด้อยค่าลงทุกที เวลานี้ถึงกับฉีกหน้าเราต่อหน้าแขกเหรื่อ ผู้อาวุโสสามคนนี้นี่ช่าง…’เยาะหยันในใจ เซียวเหยียนลอบส่ายหน้าเบาๆ

มองดูเซียวเหยียนที่ยืนนิ่งอยู่กับที่ สมาชิกรุ่นหนุ่มสาวของตระกูลต่างอดส่งเสียงค่อนแคะมิได้ เห็นชัดว่าชอบชมดูเขาเป็นตัวตลก

ยามนั้น เซียวจั้นที่ด้านบนสังเกตเห็นความกระอักกระอ่วนของเซียวเหยียนเช่นกัน บนหน้าปรากฏแววขุ่นเคือง หันไปมุ่นคิ้วกล่าวกับผู้อาวุโสทางด้านข้าง “ผู้อาวุโสรอง ท่าน…”

“แค่ก ขออภัยจริงๆ ถึงกับลืมนายน้อยสามเสียได้ ข้าจะเรียกคนไปเตรียมเดี๋ยวนี้” ผู้อาวุโสชุดเหลืองที่โดนเซียวจั้นถลึงตาใส่ เอ่ยยิ้มๆ พลางตบหน้าผากเป็นเชิง‘ตำหนิตนเอง’ทว่าแววเสียดสีในสายตาคู่นั้นกลับมิได้อำพรางสักเท่าไร

“พี่เซียวเหยียน นั่งตรงนี้เถอะ”สุ้มเสียงอ่อนใสของสาวน้อย พลันดังขึ้นกลางโถงใหญ่

ผู้อาวุโสทั้งสามผงะนิดหนึ่ง เบนสายตามาทางเซียวซวินเอ๋อร์ที่นั่งเงียบอยู่มุมหนึ่ง ริมฝีปากขยับเบาๆ ถึงกับไม่กล้าเปล่งเสียงพูดจา

ที่มุมหนึ่งของโถงใหญ่ เซียวซวินเอ๋อร์แย้มยิ้มเมื่อปิดหนังสือเล่มหนาในมือ เซียวเหยียนลังเลเล็กน้อย ถูจมูกผงกศีรษะขึ้นลง จากนั้นเดินตรงไปท่ามกลางสายตาริษยาของหนุ่มๆ มากมาย นั่งลงติดกับนาง

“เจ้าช่วยกู้หน้าให้ข้าอีกแล้ว”สูดกลิ่นกายหอมจางของสาวน้อยข้างตัว เซียวเหยียนยิ้มบอกเบาๆ

เซียวซวินเอ๋อร์ระบายยิ้ม บนดวงหน้าปรากฏลักยิ้มน่าเอ็นดู ปลายนิ้วเรียวเล็กเริ่มพลิกเปิดหนังสือโบราณในมือเล่มนั้นอีกครั้ง อายุยังเยาว์กลับมีสุนทรียภาพอันชาญฉลาดชนิดหนึ่ง

ขนตาที่งอนยาวกระพือไปตามหน้าหนังสือได้อึดใจ เซียวซวินเอ๋อร์พลันเอ่ยเสียงขรึม “พี่เซียวเหยียนไม่ได้นั่งข้างซวินเอ๋อร์ตามลำพังมาสามปีแล้วกระมัง?”

“เอ่อ...เวลานี้ซวินเอ๋อร์เป็นอัจฉริยะของตระกูลไปแล้ว อยากมีเพื่อนไยมิใช่ง่ายดายมาก”เห็นเสี้ยวหน้านวลเนียนที่เจือรอยตัดพ้ออยู่บ้าง เซียวเหยียนยิ้มแห้งเมื่อกล่าว

“ตอนที่ซวินเอ๋อร์สี่ขวบถึงหกขวบ ทุกคืนจะมีคนย่องเข้ามาในห้อง จากนั้นใช้ท่าฝ่ามือที่เงอะงะชนิดหนึ่งและปราณยุทธ์ที่ไม่ลึกล้ำ หล่อเลี้ยงบำรุงกระดูกและเส้นลมปราณให้ข้า ทุกครั้งล้วนทำจนตัวเองเหงื่อไหลเป็นน้ำ ค่อยจากไปอย่างอ่อนเพลีย พี่เซียวเหยียน ท่านว่า เขาคนนั้นเป็นใคร” ซวินเอ๋อร์เงียบงันอยู่นาน พลันผินหน้ามายิ้มหวานกับเซียวเหยียน แววตาที่ไม่เหมือนใครของสาวน้อยทำให้พวกหนุ่มน้อยโดยรอบสองตาแพรวพราว

“แค่ก...ข้า ข้าจะรู้ได้อย่างไร เด็กขนาดนั้น พวกเรายังคลานเล่นบนพื้นอยู่เลย” ใจเต้นโครม เซียวเหยียนหัวร่อสองคำ แล้วรีบเบนสายตาไปยังกลางโถงอย่างร้อนตัว

“คิกๆ” เห็นปฏิกิริยาของเซียวเหยียน เรียวปากน้อยๆ ของเซียวซวินเอ๋อร์ผุดยิ้มละมุน ย้ายสายตากลับไปที่หนังสือ ปากขมุบขมิบคล้ายพึมพำกับตัวเอง “แม้ทราบว่าเขาปรารถนาดี แต่จะอย่างไรซวินเอ๋อร์ก็เป็นเด็กหญิง ถ้าซวินเอ๋อร์หาคนผู้นั้นเจอ ฮึ…”

มุมปากฉีกยิ้มเล็กน้อย เซียวเหยียนร้อนตัวอยู่บ้าง ตามองจมูก จมูกมองใจ ไม่พูดไม่จา

หนังสือแนะนำ

Special Deal