บทที่ 2 สองสิงห์เผชิญหน้า (หน้า 4)

      ลี้เซี้ยรอจนนางเดินเข้าใกล้ ค่อยกล่าวว่า

      “เหล่าโจรสลัดล่าถอยไปแล้ว คนในหมู่บ้านไฉนยังไม่กลับมา?” ตั้งชุนฮี้กล่าวอย่างขลาดเขลา

      “เพราะว่าพวกท่าน...ยังอยู่ที่นี้...” ลี้เซี้ยแค่นเสียงดังเฮอะ กล่าวว่า

      “พวกท่านจะติดต่อกับชาวประมงที่หลบลี้หนีหน้าอย่างไร?”

      “พวกเรานัดแนะว่าทุกบ้านช่องจะไม่ก่อไฟ รอจนไร้เรื่องราวค่อยก่อไฟหุงข้าว พวกเขาพอเห็นควันไฟพวยพุ่งจากปล่องควันก็จะกลับมา”

      “วิธีนี้ไม่เลว เจ้าไปก่อไฟ” ตั้งชุนฮี้รับคำ แต่ไม่ขยับเคลื่อนกาย ลี้เซี้ยกล่าวเสียงเย็นชา

      “เจ้ากล้าขัดคำสั่งเราหรือ?” ตั้งชุนฮี้หน้าซีดขาว ตลอดทั้งร่างสั่นระริก คล้ายคิดกล่าววาจา แต่แตกตื่นจนไม่สามารถส่งเสียงออกมา ซิมอูกล่าวว่า

      “ไม่ต้องกลัว ท่านมีคำพูดใดบอกได้อย่างเต็มที่” ตั้งชุนฮี้พอได้ยินเสียงของเขา จิตใจค่อยสงบลงกล่าวว่า

      “คนเหล่านั้นเมื่อกลับมา ท่านจะฆ่าพวกเขาหรือไม่?” ลี้เซี้ยกล่าวอย่างเยียบเย็นไร้น้ำใจว่า

      “ย่อมต้องฆ่าสักสี่ห้าคน” ตั้งชุนฮี้ลำบากยากใจยิ่ง หากไปก่อไฟ เกรงว่าญาติพี่น้องจะประสบภัย หากไม่ก่อไฟ ตัวเองจะได้รับอันตรายก่อน ลี้เซี้ยประกาศว่า

      “หากเจ้าขัดคำสั่งเรา เราจะฆ่าเจ้าก่อน” ตั้งชุนฮี้แตกตื่นจนมือเท้าอ่อนระทวย แต่ยังไม่มีท่าทีเดินไปก่อไฟ ลี้เซี้ยแค่นเสียงเบาๆ สะบัดฝ่ามือฟาดใส่ทรวงอกนาง ตั้งชุนฮี้ร้องโอยคำหนึ่ง คนก็ล้มหงายไปด้านหลัง

      ซิมอูหน้าแปรเปลี่ยนไป กระโดดปราดถึงข้างกายตั้งชุนฮึ้ เห็นนางหลับตาสิ้นสติไป มุมปากปรากฏโลหิตไหลซึมออกมา แสดงว่าฝ่ามือของกระแทกทำอวัยวะภายในของนาง แม้ไม่ตายก็รับบาดเจ็บสาหัส ลี้เซี้ยกลับลงมือต่อหญิงสาวชนบทที่ไม่มีปัญญาต่อสู้ขัดขืนเช่นนี้นับว่าชั่วร้ายอำมหิตไปแล้ว ดังนั้นซิมอูหันขวับไปถลึงมองลี้เซี้ยอย่างขุ่นแค้น

      ลี้เซี้ยคิดกระตุ้นโทสะซิมอู ลงมือต่อสู้กับเขา ดังนั้นซิมอูยิ่งเดือดดาลคั่งแค้น ในใจเขายิ่งปิติยินดี โอ้วเง็กจินได้ยินสุ้มเสียง ก็เดินออกจากห้องเห็นตั้งชุนฮี้ล้มลงนอนกับพื้น คล้ายเสียชีวิตแล้ว ถึงกับใจหายวาบ ได้ยินลี้เซี้ยกล่าวว่า

      “ตอนนี้ถึงรอบโอ้วเง็กจินแล้ว” พลางกวาดกราดสายตาไปยังหญิงงามนางนั้น ดวงตาทอประกายเยียบเย็นอำมหิตขึ้น ซิมอูร้องดังๆ ว่า

      “โอ้วโกวเนี้ยไม่ต้องกลัว” ที่แท้เขากวาดตามอง เห็นหญิงสาวที่ยังสวมใส่เสื้อผ้าบุรุษแตกตื่นจนร่างสั่นระริก พลันกระตุ้นความฮึกหาญของเขาขึ้น ลี้เซี้ยแสร้งเป็นงงงันวูบกล่าวว่า

      “ท่านว่าอะไร?” ซิมอูบังเกิดความฮึกหาญเปี่ยมล้น เบิกตากล่าวว่า

      “ข้าพเจ้าบอกให้นางไม่ต้องกลัว”

      ลี้เซี้ยแค่นหัวร่อกล่าวว่า

      “เช่นนี้เป็นว่าเราต้องจัดการท่านก่อน จึงทำร้ายนางได้ ใช่หรือไม่?”

      “เป็นเช่นนั้นจริง”

      “ประเสริฐมาก ท่านใช้อาวุธใด?”

      “อาวุธใดก็ได้”

พลางก้าวยาวๆ ไปยังลานที่ว่าง ก้มกายเก็บอาวุธขึ้นมาชนิดหนึ่งที่แท้เป็นตาขอด้ามหนึ่งตาขอนี้เป็นอาวุธของสามนักสู้ตระกูลเต๋ง ซากศพพวกมันถูกเหล่าโจรสลัดเคลื่อนย้ายไปซิมอูเดาะตาขอดู พบว่ามีน้ำหนักกว่าตาขอทั่วไปแต่เขาไม่นำพาหันหน้าหาลี้เซี้ยอย่างแช่มช้า ลี้เว้ยยกดาบยาวขึ้น ปลายดาบจ่อจี้ใส่ซิมอูแต่ไกลปรากฏรังสีดาบอันเกรี้ยวกราดสายหนึ่งคุกคามใส่ซิมอู รังสีดาบนี้คล้ายวัตถุมีสภาพ สามารถปลิดปลงสังหารสิ่งมีชีวิตลงได้ซิมอูย่อตัวลงเล็กน้อย ยื่นปลายตาขอออกไปเชียะเศษตั้งท่าต้านรับขึ้นปรากฏพลังสภาวะอันกล้าแข็งสายหนึ่งหนุนเนื่องออกไป พลังสภาวะนี้หาได้ด้อยกว่าฝ่ายตรงข้ามไม่

      ลี้เซี้ยใจสั่นสะท้าน ครุ่นคิดขึ้น ‘เราเข้าใจว่าสองปีมานี้มีพลังฝีมือรุดหน้าเพิ่มพูน รังสีดาบนี้บรรลุถึงขั้นทำลายทุกสิ่ง มิคาดชายหนุ่มที่ไร้ชื่อเสียงเรียงนามนี้กลับต้านทานรับไว้ได้’ ดังนั้นเขาประเมินฝีมือของซิมอูขึ้นใหม่ ซิมอูตั้งท่ารับมือ ท่วงท่าที่แสดงออกลึกล้ำสุดหยั่งคาด มองปราดเดียวก็ทราบว่าเขาสืบทอดฝีมือแท้จริงมา

      ลี้เซี้ยตวาดก้อง ตวัดดาบจู่โจมออกนี่เป็นท่าจู่โจมอย่างหักโหม สภาวะดาบฟาดฟันลงยังศีรษะ แม้ปราศจากการพลิกแพลง แต่ดุร้ายยิ่ง ซิมอูกวัดแกว่งตาขอขวางปะทะ พร้อมกับตบฟาดฝ่ามือซ้ายลงพอดีรับเท้าที่เตะกราดขึ้นมาของลี้เซี้ยไว้ ยามอาวุธทั้งสองชนิดก็กระทบกัน บังเกิดเสียงเคร้งใหญ่ประกายไฟแลบกระจาย ซิมอูรู้สึกอาวุธตัวเองได้รับความกระทบกระเทือน ยามกวาดมองอย่างรีบร้อน พบว่าตัวตาขอถูกฟันเป็นรอยแตกเส้นหนึ่ง อาวุธของเขาแม้ได้รับความเสียหาย ซิมอูกลับคลายใจลง ที่แท้เขาอาศัยการปะทะอาวุธ พบว่าดาบในมือฝ่ายตรงข้ามเป็นยอดศัสตราวุธ จึงสามารถฟันตาขอเหล็กกล้าด้ามหนึ่งเป็นรอยแตก จากดาบวิเศษที่ใช้ เป็นที่คำนวณได้ว่าพลังการฝึกปรือของฝ่ายตรงข้าม หาได้สูงส่งดังที่คาดคิดไว้ไม่ควรทราบว่ายอดศัสตราวุธคมกล้า มีอานุภาพในตัวมันเองสามารถเสริมสภาวะจู่โจมของผู้ใช้ ผลที่ปรากฏหาได้เกิดจากพลังการฝึกปรือของผู้ใช้เพียงฝ่ายเดียวไม่ยังมีตาขอในมือของเขามิใช่อาวุธประจำตัว ต่อให้ถูกฟันหักเป็นสองท่อน ก็ไม่รู้สึกเสียดาย อย่าว่าแต่บนพื้นยังมีตาขออีกสองด้าม สามารถสับเปลี่ยนได้

      หนึ่งดาบหนึ่งเท้าของลี้เซี้ย เพียงเป็นการทดสอบหยั่ง ยามนี้พิสูจน์ทราบว่า อีกฝ่ายหนึ่งมีกำลังข้อกล้าแข็ง กระบวนท่ารัดกุม ปฏิกิริยาปราดเปรียว หากไม่ใช้ท่าไม้ตายออก ยากที่จะรวบรัดเผด็จศึกได้ ลี้เซี้ยเลิกคิ้วสูงชัน สีหน้าปกคลุมด้วยแววอำมหิต ส่งเสียงตวาดก้อง สะบัดดาบวิเศษ กรีดเป็นภาพสลับซับซ้อนภาพหนึ่งเห็นปลายดาบพุ่งฉวัดเฉวียนอยู่เบื้องหน้าซิมอู ทำให้ผู้คนคำนวณไม่ออกว่า ดาบนี้จะจู่โจมศัตรูไม่ได้ควรทราบว่ายอดฝีมือชิงชัย หากเผชิญท่าไม้ตายพิสดารที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน วิธีคลี่คลายทำลายเพียงหนึ่งเดียวคือใช้กระบวนท่าไม้ตายชิงจู่โจมใส่ศัตรู นับเป็นยุทธวิธี “จู่โจมแทนการจู่โจม” ในหลักพิชัยสงคราม

      แต่ตอนนี้ซิมอูค้นหาช่องว่างตีโต้กลับไปไม่พบ รู้สึกว่าหากเคลื่อนย้ายสภาวะตาขอออกเล็กน้อย ต้องถูกจู่โจมสังหารถึงแก่ชีวิตก่อน ไม่มีเวลาตีโต้กลับไปได้เขาถอยแล้วถอยอีก ถอยร่นถึงข้างบ่อแล้ว

      เพลงดาบของลี้เซี้ยใช้ออกถึงที่สุด พลันฟาดฟันดาบออก แต่จากสภาวะดาบที่เปลี่ยนแปรคำนวณออกว่าดาบนี้จะจู่โจมออกเมื่อใด เมื่อลี้เซี้ยใช้ดาบออก ซิมอูก็ย่อตัวลง คมดาบของลี้เซี้ยพอดีกรีดผ่านเบื้องบนศีรษะไปแต่นี่มิใช่หมายความว่า ซิมอูทำลายสภาวะดาบของฝ่ายตรงข้ามไปได้ ตรงกันข้ามกลับสูญความสามารถในการปิดป้องไปที่แท้ลี้เซี้ยพอฟาดฟันดาบออก ยังรักษาพลังหวนวนไว้ หลังจากคำนวณทิศทางถลันหลบของศัตรู ค่อยพลิกแพลงสภาวะดาบฟันลงในสภาพเช่นนี้ สามารถฟันดาบถูกเป้าหมายที่ต้องการ โดยไม่ผิดเพี้ยนแม้แต่น้อย เห็นลี้เซี้ยบิดข้อมือวูบ ประกายดาบคล้ายสายฟ้า ฟาดฟันลงยังด้านขวาเบื้องล่าง ดาบนี้ผ่านการคำนวณเป็นมั่นเหมาะ ซิมอูซึ่งอยู่ในท่วงท่าย่อตัวพุ่งถอยไปด้านหลังขวามือ ไม่มีทางกระโดดไปอีกทิศทางหนึ่ง อย่างนั้นต้องถูกดาบนี้ฟันใส่แน่นอน เพลงดาบของลี้เซี้ยแฝงความดุร้ายอำมหิต ต่อให้ตัวเองยั้งมือไม่คิดฆ่าฝ่ายตรงข้าม กระบวนท่าดาบนี้พอใช้ออก แม้แต่เราก็ไม่มีปัญญาควบคุมบังคับได้ ต้องฟันถูกตำแหน่งสำคัญของศัตรู มิคาดประกายดาบพอฟันลง กลับไม่ได้ฟันถูกซิมอู ที่แท้ซิมอูพุ่งผ่านด้านซ้ายของเขาไป ทิ้งตัวลงที่ด้านหลังของเขา

      นี่เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยข้อเท็จจริงและเหตุผลนับว่าเป็นไปไม่ได้ ลี้เซี้ยหันขวับไป ดาบวิเศษจ่อจี้ใส่ฝ่ายตรงข้าม แต่ดาบของเขาไม่สามารถจู่โจมออก พลังสภาวะอันดุร้ายก็ลดทอนลง ซิมอูรอดพ้นจากห้วงความตาย มาตรว่าเขาไม่นำพากับความเป็นตาย แต่เรื่องราวเมื่อเกิดแก่ตัวเอง ยังบังเกิดความตื่นตระหนกจนหลั่งเหงื่อเย็นเยียบออกมา

      ซิมอูทราบว่า เมื่อครู่ที่สามารถรอดจากชะตากรรม เป็นเพราะโชคเข้าข้าง หาใช่ความสามารถส่วนตัวไม่ ที่แท้เขาถอยแล้วถอยอีก ล่าถอยถึงข้างบ่อ เมื่อเขาย่อตัวลง ตะโพกพอดีเสียดสีกับลูกกรงกั้นบ่อ

     ช่วงเวลานั้นเขาไม่สามารถล่าถอยต่อไป แต่เนื่องด้วยลูกกรงกั้นบ่อชนกับกระดูกก้นกบของเขา ขอเพียงขยับตะโพกขึ้น ก็สามารถหยิบยืมพลังปะทะ เปลี่ยนจากถอยเป็นรุก ฉกฉวยช่องว่างพุ่งผ่านข้างกายฝ่ายตรงข้ามไป หากตอนที่เขาย่อตัวลง ห่างจากลูกกรงกั้นบ่อหนึ่งนิ้ว ไม่สามารถหยิบยืมพลังได้ หากล่าถอยเพิ่มอีกหนึ่งนิ้ว ส่วนตะโพกจะนั่งกับลูกกรงกั้นบ่อ ไม่สามารถย่อตัวลงได้ นับว่าโชคช่วยวาสนาอำนวยจริงๆ เนื่องด้วยลี้เซี้ยหันขวับมาอย่างรีบร้อน ดังนั้นไม่ทันพบเห็นความลับของลูกกรงกั้นบ่อ ดังนั้นขบคิดไม่เข้าใจว่า ซิมอูพุ่งตัวไปอีกทิศทางหนึ่งได้อย่างไร ซิมอูเห็นดวงตาลี้เซี้ยทอแววเคลือบแคลงสงสัย พลันบังเกิดปฏิภาณวูบ โยนตาขอในมือทิ้ง กล่าวอย่างเฉื่อยชา

      “ลี้เซี้ย พวกเราไม่ต้องต่อสู้อีกแล้ว” ลี้เซี้ยงงงันวูบจึงกล่าว

      “หมายความว่าอย่างไร?”

      “เพลงดาบของท่านแม้ยากพบพานคู่มือเปรียบติด พลังฝีมือก็สูงเยี่ยม แต่ยังมีช่องโหว่...” ไม่รอฟังคำตอบของฝ่ายตรงข้ามก็หันกายไป

      ยามนี้ลี้เซี้ยหากติดตามไป สะบัดดาบจู่โจม ซิมอูก็ยากรอดพ้นจากคมดาบได้ แต่ลี้เซี้ยไม่ได้ลงมือ ทั้งนี้เพราะเขาสูญเสียความกระตือรือร้นต่อการฆ่าซิมอูอีก ตอนแรกลี้เซี้ยเฝ้าบีบคั้น จุดประสงค์เพื่อต้องการชมดูฝีมือการฆ่าซิมอูอีก ตอนแรกลี้เซี้ยเฝ้าบีบคั้น จุดประสงค์เพียงเพื่อต้องการชมดูฝีมือของเขา ตอนนี้ซิมอูแสดงฝีมือน่าตระหนกออกมา ต่อให้ลี้เซี้ยมีโอกาสอย่างเต็มเปี่ยม ก็ไม่ลงมืออีก

      อย่าว่าแต่ต่อให้ลงมืออีก ก็ไม่แน่ว่าจะประสบผลซิมอูเดินถึงหน้าบ้าน สายตาพอพบเห็นตั้งชุนฮี้ก็สะกิดความคั่งแค้นขึ้น เขาย่อกายลง โอบอุ้มหญิงสาวชนบทผู้บริสุทธิ์นี้ขึ้นสาวเท้าเข้าห้อง วางร่างลงบนเตียง ทอดถอนใจพึมพำว่า

      “ขออภัย เป็นข้าพเจ้าทำร้ายท่าน แต่คนยากรอดพ้นจากความตาย วิญญาณในปรภพของท่านหากมีญาณรับรู้ก็ไม่ต้องโศกศัลย์ไป ทั้งนี้เพราะผู้คนชนชาวโลกต้องมีจุดจบเช่นนี้” ลี้เซี้ยกับโอ้วเง็กจินที่เบื้องนอกได้ยินอย่างชัดเจน ลี้เซี้ยร้องถามว่า

      “ซิมอู ในใจท่านแค้นเราหรือไม่?” ซิมอูกล่าวเสียงเย็นชา

      “ย่อมแค้นท่าน หรือข้าพเจ้ายังรักท่านได้?”

      “ท่านเมื่อแค้นเรา ไยไม่ออกมาพิสูจน์ความเป็นตายกับเรา หากท่านฆ่าเราได้ ก็ล้างแค้นชำระอัปยศเป็นผลสำเร็จ”

      “ข้าพเจ้าฆ่าท่านได้หรือไม่ ล้วนเป็นเช่นเดียวกัน เมื่อถึงตอนท้ายท่านสามารถรอดพ้นจากความตายหรือ?”

      “หากเราฝึกถึงขั้นคนหลอมรวมกับดาบ มิเพียงพิชิตโดยไร้ผู้ต่อต้าน ทั้งยังจะคงความเป็นอมตะไว้”

      ซิมอูสอดคำขึ้น

      “ท่านไม่ต้องเพ้อฝันไป ยังคงค้นหาช่องโหว่ในเพลงดาบของท่านก่อนเถอะ ข้าพเจ้าทราบว่าเรื่องนี้ยากเย็นยิ่งกว่าปีนป่ายขึ้นสู่สรวงสวรรค์ดังนั้นปล่อยให้ท่านมีชีวิตอยู่ในภวังค์ครุ่นคิด เฝ้าปวดร้าวไปชั่วชีวิต ไยมิใช่ประเสริฐกว่าฆ่าท่านอีก?”

      ลี้เซี้ยรับฟังจนตะลึงลาน ครุ่นคิดขึ้น

      “หากแม้นเป็นเช่นนั้น เราต้องตกอยู่ในห้วงความปวดร้าวจริงๆ”

      ควรทราบว่าเขาฝึกปรือเพลงดาบชุดนี้เป็นเวลานาน การเปลี่ยนแปลงข้อปลีกย่อยในเพลงดาบ ล้วนคุ้นเคยเป็นอย่างดี ดังนั้นทราบว่าต่อให้ครุ่นคิดจนสมองแตก ก็นึกหาช่องว่างรอยโหว่ นี่นับว่าตรงกับคำ “ผู้อยู่ในเหตุการณ์งมงาย” ลี้เซี้ยหลบรอดพ้นจากคมดาบ กลับเข้าใจว่าเพลงดาบของตัวเองปรากฏ..................................................

      ลี้เซี้ยกล่าวถามว่า

      “ซิมอู ท่านต้องทำอย่างไร จึงยอมประมือกับเรา ซิมอูกล่าวเสียงเย็นชา

      “ข้าพเจ้าจะไม่สนทนากับท่าน นอกจากท่านสามารถชุบชีวิตของทารกหญิงนางนี้” นี่ย่อมจงใจแส่หาเรื่อง คนตายแล้วไหนเลยฟื้นคืนชีวิตได้ ลี้เซี้ยกล่าวว่า

      “ท่านเมื่อฝึกวิทยายุทธ์ เราไม่เชื่อว่าท่านยอมรามือรอความตายจริงๆ ขอเพียงท่านต่อสู้ขัดขืน เราก็สามารถหักหาญกับท่าน” ซิมอูไม่แยแสสนใจอีกฝ่ายหนึ่ง ก้มศีรษะมองดูหญิงสาวบนเตียงอย่างเงียบงัน ลี้เซี้ยก็ไม่ส่งเสียง ดังนั้นภายในห้องเปลี่ยนเป็นเงียบสงัด หมู่บ้านประมงทั้งหลังก็เปลี่ยนเป็นเงียบงันปานวังเวง บรรยากาศอันหนักอึ้งตึงเครียดปกคลุมทั่วห้อง ที่ห่างไกลบังเกิดเสียงคลื่นสาดซัดสู้ฝั่งดังมา ฟังดูโดดเดี่ยวจำเพาะ สร้างความเบื่อหน่ายรำคาญแก่ผู้คน ชั่วครู่ให้หลัง ลี้เซี้ยค่อยยอมรับว่า ชายหนุ่มที่มีลักษณะโดดเด่นเฉพาะผู้นี้ไม่ยอมสยบเด็ดขาด ดังนั้นเขามีวิธีอยู่สองประการ หนึ่งคือฆ่าเขา แต่เมื่อเป็นเช่นนี้ ไม่ทราบวันเดือนปีใดจึงค้นพบ....ของเพลงดาบได้ หนทางอีกสายหนึ่งคือปลดปล่อยเขา แล้วค่อยคิดอ่านต่อไป ลี้เซี้ยชั่งน้ำหนักดู จากนั้นสาวเท้าเข้าหา เห็นลี้เซี้ยเดินถึงด้านหลังซิมอูค่อยชะงักเท้าลงโอ้วเง็กจินทีหน้าบ้านอดร้องมิได้

      “ลี้เซี้ย ท่านไม่อาจฆ่าเขา” ลี้เซี้ยกล่าวเสียงเย็นชา

      “เพราะเหตุใด?”

      “ท่านหากลงมือ ออกจะขาดความเปิดเผย มิใช่บุคลิกของชายชาติ”

      “ท่านไม่เห็นว่าพฤติการณ์ของมันแทบเป็นความดื้อด้านหรอกหรือ?”

      “เขา...เขาคงมีความคับแค้นจำเป็น จึงไม่ยอมลงมือ” ลี้เซี้ยโบกมือด้วยความรำคาญ ห้ามไม่ให้นางเอ่ยปาก

      เขาประกบนิ้วข้างซ้าย จี้ใส่ ต่อให้เป็นเทพยดายังไม่อาจรักษา พร้อมกับนั้นเขาแผ่พุ่งพลังจากปลายนิ้ว คล้ายสว่านเหล็กอันแหลมคม ซิมอูต้องรู้สึกตัวในบัดดล ซิมอูขบกรามกรอด ตัดใจรักษาสภาพเช่นนี้ต่อไป ทั้งนี้เพราะหนึ่งนั้นเขาชืดชาต่อความเป็นตายจริงๆ สองเขาเห็นว่าลี้เซี้ยไม่ลงมือเด็ดขาด

      หากว่าเขาตัดสินใจผิดพลาด ได้แต่ยอมรับชะตากรรมแล้ว ทุกผู้คนในโลกต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจผิดพลาด แต่การตัดสินใจที่ใช้ชีวิตเป็นเดิมพันเช่นนี้ ยากที่จะพบพาน นอกจากผู้ที่ตกอยู่ในสภาพเช่นซิมอูที่ไม่นำพากับความตาย จึงสามารถรับความผิดพลาดเช่นนี้ได้ นิ้วมือของลี้เซี้ยยิ่งมายิ่งคุกคามเข้าใกล้ แต่ซิมอูยืนหยัดดุจขุนเขา ไม่โยกคลอนแม้แต่น้อย

      จนบัดนี้ลี้เซี้ยมิอาจไม่ยอมรับว่า ชายหนุ่มผู้นี้มีความตั้งใจเผชิญกับความตายจริงๆ เพียงความหาญกล้านี้ สุดที่ผู้คนทั่วไปจะทัดเทียมเปรียบได้ ลี้เซี้ยพลันเร่งระดับความเร็วขึ้น นิ้วมือเปลี่ยนจากจี้สกัดเป็นตะปบ นิ้วทั้งห้าแตะกับหัวไหล่ของซิมอู ปาดไปทางขวาวูบหนึ่ง

      ซิมอูไม่ได้เกร็งลมปราณต่อต้าน ดังนั้นถูกปาดกระเด็นไปทางขวา ร่วงฟาดกับพื้นดังป้าบใหญ่ ลี้เซี้ยไม่แยแสเหลือบแลเขาอีก ก้มกายฟาดฝ่ามือใส่ร่างตั้งชุนฮี้

      เขาตบฟาดติดต่อกันสี่ห้าฝ่ามือ ค่อยล่วงขาดเล็กๆ ออกมาใบหนึ่งเทเม็ดสีเงินเม็ดหนึ่งส่งเข้าปากนาง พริบตาต่อมา ตั้งชุนฮี้ว่า

      “เจ้าพักผ่อนสักวันสองวัน จะทุเลาเป็นปรกติ” กล่าวจบหันกายก้าวยาวๆ ออกจากห้องไป โดยไม่เหลียวแลซิมอูกับโอ้วเง็กจินแม้สักแวบเดียว ชุดขาวที่พัดพลิ้วเรือนร่างที่ผอมสูง คล้ายเทพแห่งความตายก็ปาน

หนังสือแนะนำ

Special Deal