บทที่ 2 สองสิงห์เผชิญหน้า (หน้า 3)

      โอ้วกงจื้อร้อนรุ่มใจจริงๆ ทั้งนี้เพราะมืออีกข้างหนึ่งของลี้เซี้ยซุกเก็บดาบ ยื่นมายังทรวงอกของเขา ดังนั้นรีบกล่าวว่า

      “ข้าพเจ้ายอมรับแล้ว ข้าพเจ้าเป็นสตรี...” ลี้เซี้ยกล่าวเสียงเย็นชา

      “เราสามารถลูบคลำท่านหรือไม่?” โอ้วกงจื้อไม่กล้าแข็งข้อกับเขาอีก ใช้สุ้มเสียงของสตรีกล่าวว่า

      “สามารถ...แต่ข้าพเจ้าวิงวอนท่าน อย่าได้กระทำต่อข้าพเจ้าเช่นนี้”...

      ลี้เซี้ยยกมือปลดหมวกของเขาลงมา ก็เผยเห็นมุ่นมวนผมที่ม้วนพันรัดแน่น เขาสยายมวยผมของโอ้วกงจื้อออก ผมนุ่มสลวยเต็มศีรษะก็หลุดลุ่ยลงมา พลิกโฉมของโอ้วกงจื้อเป็นหญิงสาวงามงดนางหนึ่ง ลี้เซี้ยกล่าวว่า

      “ท่านเรียกว่าอะไร?” โอ้วกงจื้อกล่าวว่า

      “ข้าพเจ้ามีชื่อจริงว่า โอ้วเง็กจิน (หยกแท้จริง)” ลี้เซี้ยกวาดตาไปยังซิมอู ที่ยืนตะลึงลานอยู่ด้านข้าง ถามว่า

      “ในความเห็นท่าน ชื่อแซ่ของนางเป็นชื่อแซ่แท้จริงหรือไม่?” ซิมอูกล่าวว่า

      “คาดว่าไม่แปลกปลอม”

      ขณะที่ลี้เซี้ยคิดปลดเปลื้องเสื้อผ้าโอ้วกงจื้อ หรืออีกนัยหนึ่งโอ้วเง็กจิน เขาตกลงใจว่าขอเพียงลี้เซี้ยลงมือ เขาจะทำการขัดขวาง แต่ในฐานะบุรุษ ซิมอูเห็นว่าลี้เซี้ยไม่ทำเช่นนั้นจริงๆ ดังนั้นเขาไม่หวั่นวิตกเท่าใด ลี้เซี้ยกล่าวว่า

      “ท่านสันนิษฐานเช่นนี้ ใช่มีเหตุผลสนับสนุนหรือไม่?” ซิมอูกล่าวว่า

      “ข้าพเจ้าเห็นว่านางเมื่อใช้ชื่อปลอมว่าโอ้วจิน อย่างนั้นชื่อโอ้วเง็กจินกลับสมเหตุผล ทั้งนี้เพราะผู้คนทั่วไปหากปลอมชื่อ มันชมชอบเปลี่ยนแปลงชื่อของตัวเอง ดังนั้นนางจงใจตัดทอนคำ “เง็ก” ไป กลับน่าเชื่อถืออยู่บ้าง”

      “อย่างนั้นท่านบอกความเป็นมาของนางต่อเรา จดจำไว้หากท่านพูดปด หรือจงใจกล่าวผิดพลาด นางจะประสบภัยเป็นบุคคลแรก” ซิมอูยักไหล่กล่าวว่า

      “ข้าพเจ้าเพิ่งพบเห็นนางเป็นครั้งแรก ไม่ล่วงรู้ว่านางเป็นสตรีปลอมเป็นบุรุษ ยิ่งไม่อาจทราบความเป็นมาของนาง” ลี้เซี้ยกล่าวเสียงเย็นชา

      “คำพูดของท่านนี้ เราไหนเลยเชื่อถือได้?”

      “ลี้เล่าซือไฉนไม่เชื่อ?” ลี้เซี้ยถูกท่าทีของเขากระตุ้นโทสะขึ้น ตกลงใจว่าจะใช้ “เหตุผล” เข้าหักล้าง ดังนั้นกล่าวว่า

      “ทั้งนี้เพราะนางรั้งอยู่ภายในห้องเป็นเวลานาน คู่สนทนาของนางย่อมเป็นท่าน มิใช่หญิงสาวชนบทนั้น ดังนั้นเราไม่เห็นว่า พวกท่านไม่รู้จักกันมาก่อน” หยุดเล็กน้อยจึงกล่าวว่า

      “เนื่องด้วยเราดูออกว่า นางเป็นสตรีปลอมเป็นบุรุษ ย่อมไม่มีเหตุผลที่รั้งอยู่สนทนากับหญิงสาวชนบทนางนี้อยู่เนิ่นนาน ดังนั้นสันนิษฐานว่านางซ่อนตัวอยู่ภายในห้อง” ข้อสันนิษฐานของเขาละเอียดลึกซึ้งยิ่ง หากมิใช่คนที่มีจินตนาการความคด ยากที่จะกระทำได้

ซิมอูกล่าวว่า

      “ข้าพเจ้าเลื่อมใสในความคาดคิดของท่าน แต่ท่านหากยืนกรานว่าข้าพเจ้ากับนางรู้จักกัน นับเป็นการปรักปรำอันยิ่งใหญ่” ลี้เซี้ยกล่าวเสียงเย็นชา

      “ร่ำร้องถูกปรักปรำไม่มีประโยชน์ ต้องมีเหตุผลจึงถูกต้อง” ซิมอูใช้ความคิดอย่างว่องไวแล้วกล่าว

      “หากข้าพเจ้ารู้จักนาง ตอนที่ท่านเข้ามา นางเคยหลบหนไปครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าย่อมสมควรช่วยเหลือนาง แต่ข้าพเจ้าไม่ได้ทำเช่นนั้น ทั้งนี้เพราะข้าพเจ้าแม้สำนึกบุญคุณของนางจนใจที่ไม่ล่วงรู้ความเป็นมาของนาง ไม่ทราบว่านางสามารถรับมือท่านหรือไม่ ดังนั้นได้แต่รอดูเหตุการณ์”

      “เอาเถอะ นับว่าระหว่างพวกท่านไม่มีความสัมพันธ์กัน แต่โอ้วเง้กจินอยู่สนทนากับท่านภายในห้องเป็นเวลานาน มิหนำซ้ำคอยปกป้องท่าน ตอนแรกตบตาเหล่าโจรสลัด จากนั้นคิดปิดบังเรา ดังนั้นระหว่างพวกท่านต้องผูกความสัมพันธ์ขึ้น” โอ้วเง็กจินที่ด้านข้างกล่าวว่า

      “คนโบราณว่าไว้ “คิดกำหนดความผิด ไหนเลยไร้ข้ออ้าง” หากท่านคิดตั้งข้อหาต่อพวกเรา ก็กระทำได้” ลี้เซี้ยกล่าวเสียงเย็นชา

      “เมื่อเราถกเหตุผลจะถือเหตุผล หากไม่ถกเหตุผลก็บุกบั่นโดยไม่นำพา สามารถตั้งข้อหาพวกท่าน จากนั้นปลิดชีวิตพวกท่าน” โอ้วเง็กจินรับฟังจนหลั่งเหงื่อเย็นเยียบ รู้สึกคนผู้นี้นากลัวดุจปีศาจร้ายตนหนึ่งจริงๆ ซิมอูกลับบังเกิดปฏิภาณวูบ ความทรงจำตอนแรกผุดขึ้นในห้วงสมอง เห็นว่าอาจรอดจากเภทภัยครั้งนี้ได้

      นี่ย่อมเป็นการคาดคิดในทางทีดี หากว่ารับมือไม่ถูกต้อง ยังคงไม่อาจรอดพ้นได้ซิมอูจำได้ว่า ตอนแรกลี้เซี้ยฆ่าคนติดต่อกัน ดูไปคล้ายโหดเหี้ยมอำมหิตยิ่ง แต่เพียงเป็นการดูโดยผิวเผิน หากศึกษาอย่างลึกซึ้ง จะพบว่า ลี้เซี้ยมิใช่ผู้ที่ฆ่าคนตามอำเภอใจ

ทั้งนี้เพราะเขาจะบอกความลับของตัวเองต่อคนเหล่านั้นก่อนจากนั้นค่อยเห็นว่ามีความจำเป็นต้องฆ่าคนเหล่านั้นให้หมดสิ้น ซึ่งก็หมายความว่า เขาต้องหยิบยืมวิธีการทางหนึ่งสร้างสถานการณ์มิอาจไม่ฆ่าอีกทางหนึ่งกระตุ้นเพลิงอำมหิตในจิตใจขึ้น

แต่คำพูดต้องย้อนกลับมากล่าว ลี้เซี้ยมิใช่ฆ่าคนเพื่อผดุงคุณธรรมอย่างนั้นซิมอูกับโอ้วเง็กจินหากรับมือไม่ดี ยังคงถูกเขาฆ่าทิ้ง

      ซิมอูครุ่นคิดขึ้น

      ‘ขอเพียงพวกเราไม่กระตุ้นเพลิงอำมหิตของลี้เซี้ยขึ้น เขาคงยากจะลงมือได้ ทั้งนี้เพราะเพลงดาบของเขาเป็นแนวทางดุร้ายเกรียวกราดหากเพลงดาบอำมหิตไม่เต็มเปี่ยม เพลงดาบของเขาจะปรากฏช่องโหว่ขึ้น...’

      แต่โอ้วเง็กจินตกอยู่ในเงื้อมมือฝ่ายตรงข้าม ยามว้าวุ่นใจไม่สามารถใช้ความคิดอย่างเยือกเย็น ตะกุกตะกักว่า

      “ลี้เล่าซือ ท่านอย่าได้ดุร้ายปานนี้ ได้หรือไม่?” ดวงตาลี้เซี้ยทอแววเกรี้ยวกราดน่าตระหนก กล่าวเสียงเย็นชา

      “ท่านวิงวอนอย่างไรก็ไม่มีประโยชน์ เราเตือนสติท่านคำหนึ่ง ท่านต้องปฏิบัติตามคำสัญญา ติดตามเราไป” โอ้วเง็กจินคลายใจลง ครุ่นคิดขึ้น

      “อย่างน้อยมันไม่ฆ่าเราแล้ว” ลี้เซี้ยคล้ายล่วงรู้ความในใจนาง กล่าวในบัดดลว่า

      “ไม่แน่นัก เราอาจปลิดชีวิตท่าน”

      “เพราะเหตุใด?”

      “ทั้งนี้เพราะท่านอาจไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง”

      “ข้าพเจ้าต้องปฏิบัติตามคำสั่งอันใด?” ลี้เซี้ยกล่าวว่า

      “คำสั่งทุกประการ...”

      มุมปากของเขาปรากฏรอยยิ้มอันชั่วร้ายขึ้นวูบ กล่าวอีกว่า “ได้ยินหรือไม่ ท่านต้องปฏิบัติตามคำสั่งทุกประการของเรา” โอ้วเง็กจินย่อมเข้าใจความหมายของเขา แต่ไม่กล้าแสดงท่าทีคัดค้าน ลี้เซี้ยกล่าวว่า

      “เมื่อท่านคิดติดสอยห้อยตามเรา จะมีสภาพเช่นหญิงรับใช้ ต้องหุงข้าวซักเสื้อผ้า ปูผ้าปูที่นอน จัดการให้เรียบร้อย”

      “ข้าพเจ้าไม่กระทำเรื่องเช่นนี้”

      “มีผู้ใดกระทำเรื่องเช่นนี้แต่กำเนิด สตรีที่ชาญฉลาดเช่นท่านขอเพียงกระทำครั้งหนึ่ง เชื่อว่าจะกระทำได้ดีกว่าสตรีอื่นอีก " โอ้วเง็กจินถามว่า

      “ท่านไฉนเหยียบย่ำข้าพเจ้าเช่นนี้?”

      “นี่นับเป็นการเหยียบย่ำหรือ กลางวันท่านเป็นหญิงรับใช้ ยามค่ำคืนจะเป็นนางบำเรอเรา หากเราพอใจ ไม่แน่นักว่าจะรับท่านเป็นภรรยาหลวง เมื่อถึงเวลาย่อมมีหญิงรับใช้ปรนนิบัติท่านแล้ว” โอ้วเง็กจินมีโทสะขึ้นมา ร้องว่า

      “ท่านเข้าใจว่าข้าพเจ้าเป็นสตรีเยี่ยงไร หรือข้าพเจ้าต้องประจบท่าน หวังให้ท่านรับเป็นภรรยา?” ลี้เซี้ยหน้าเคร่งเครียดลง กล่าวว่า

      “ท่านพูดจาระมัดระวังกว่านี้”  โอ้วเง็กจินพอสบสายตากับเขา ถึงกับใจสั่นสะท้าน ได้แต่ปิดปากลง ลี้เซี้ยสลัดมือวูบ โอ้วเง็กจินต้องเซถอยไปหกเจ็ดก้าว เมื่อทรงกายมั่น รีบสูดลมหายใจเข้าปอด ค่อยทราบว่าจุดเส้นถูกสยบไว้ ยามนี้มีแต่บุรุษสองคนเผชิญหน้ากัน สถานการณ์พลันเขม็งตึงเครียดขึ้นมา

      ซิมอูยิ้มเล็กน้อยกล่าวว่า

      “ข้าพเจ้าทราบว่าท่านคิดปลิดชีวิตข้าพเจ้าจริงๆ แต่ข้าพเจ้าไม่กลัว” ลี้เซี้ยกล่าวอย่างรวบรัดว่า

      “ไม่กลัวก็ประเสริฐสุด”

      “โดยส่วนตัวข้าพเจ้าแม้ไม่กลัว แต่ภายหน้าท่านต้องสำนึกเสียใจ” ลี้เซี้ยความจริงคิดยุติการสนทนา พอฟังคำ “สำนึกเสียใจ” กลับลอบยินดี ทั้งนี้เพราะหากฝ่ายตรงข้ามคิดบอกว่าเขาเป็นคนมีความเป็นมาใหญ่หลวง หากลี้เซี้ยฆ่าเขา วันหน้าต้องมียอดฝีมือมารังควานล้างแค้นลี้เซี้ยกลับยินดียิ่ง

      ทั้งนี้เพราะลี้เซี้ยหากพิสูจน์ยืนยันความคิดเช่นนี้ เขาจะบังเกิดเพลิงอำมหิตกว่าเดิม สามารถปลิดชีวิตคู่ต่อสู้โดยง่ายดาย ควรทราบว่าในใจลี้เซี้ยยึดถือชายหนุ่มผิวคล้ำอยู่ในชุดชาวประมงผู้นี้เป็นศัตรูอันเข้มแข็ง ดังนั้นเขาต้องเร่งเร้าเพลิงอำมหิต จึงสามารถใช้เพลงดาบถึงขั้นสุดยอด ลี้เซี้ยกล่าวว่า

      “สำนึกเสียใจ หากเราฆ่าท่านจะเกิดปัญหายุ่งยากหรือ?”

      “ตรงกันข้าม ท่านฆ่าข้าพเจ้า กล่าวได้ว่าคลื่นลมสงบ ไม่มีเรื่องราวใด”

      “ที่แท้เป็นเช่นนี้...” ซิมอู กล่าวว่า

      “ข้าพเจ้าเพียงเป็นคนร่อนเร่พเนจร ทั้งไม่มีกำลังหนุน ทั้งไร้ญาติขาดมิตร มาตรว่าฝึกปรือวิทยายุทธ์ แต่ก็เคยถูกผู้คนทุบตีจนหน้าฟกช้ำดำเขียว...” ลี้เซี้ยแค่นหัวร่อกล่าวว่า

      “ท่านกล่าวคำพูดเหล่านี้เพื่อพิสูจน์อันใด?”

      “ข้าพเจ้าเป็นคนไร้ชื่อเสียงเรียงนาม ท่านฆ่าข้าพเจ้าก็ไร้เกียรติ”

      “สภาวะดาบของเราพอเปล่งออก เชื่อว่าท่านไม่ใช่คนไร้ชื่อเสียงเรียงนามแล้ว” ซิมอู กล่าวว่า

      “แล้วแต่ท่านคิดอย่างไร ตอนนี้ข้าพเจ้าไม่ได้วิงวอนท่านอย่าได้ฆ่าข้าพเจ้า...”

      “ไม่ได้วิงวอน อย่างนั้นทำอะไร?”

      “ข้าพเจ้าหากลัวตายไม่” ดวงตาลี้เซี้ยปรากฏรอยยิ้มขึ้น กล่าวว่า

      “เราชมชอบคนไม่กลัวตายที่สุด คนเช่นนี้ยากที่จะพบพาน”

      “วันนี้ท่านพบกับข้าพเจ้าแล้ว” ลี้เซี้ยมีจิตใจสงบอย่างยิ่ง ทั้งนี้เพราะคนผู้นี้ประกาศว่าไม่กลัวตายเพียงพอกับการกระตุ้นเพลิงอำมหิตของเขาขึ้น ซึ่งก็หมายความว่า เขาได้สร้างสถานการณ์ที่มิอาจไม่ฆ่าฝ่ายตรงข้ามเพื่อพิสูจน์ว่าฝ่ายตรงข้ามไม่กลัวตายจริงหรือไม่

ลี้เซี้ยกล่าวว่า

      “เราเชื่อว่าที่ท่านกล่าวเป็นความจริง แต่นั่นเป็นเพราะเหตุใด?”

      “เหตุผลคือข้าพเจ้าเห็นว่า อยู่ไปไม่มีความหมายอันใด” ลี้เซี้ยกับโอ้วเง็กจินรู้สึกเหนือความคาดหมาย มองดูเขาอย่างแปลกใจ ซิมอูกล่าวอย่างเฉื่อยชา

      “พวกท่านไม่เคยนึกถึงปัญหาข้อนี้หรือ?” โอ้วเง็กจินร้องดังๆ ว่า

      “ท่านอยู่ดีๆ ไฉนคิดตาย?”

      ข้าพเจ้าก็ยอมรับว่านี่เป็นความคิดอันเหลวไหล แต่ข้าพเจ้านึกถึงปัญหาข้อนี้ตั้งแต่เล็ก ดังนั้นเฝ้าค้นหาคำตอบ เพียงไม่ทราบท่านทั้งสองมีคำตอบหรือไม่?” โอ้วเง้กจินเงียบงันไม่ส่งเสียง ลี้เซี้ยกลับกล่าวว่า

      “เรามี” ซิมอูกล่าวว่า

      “ท่านมิใช่ชนชั้นธรรมดา คาดว่าเหตุผลของการมีชีวิตสืบต่อของท่านต้องแตกต่างออกไป”

      “ผิดแล้ว เราเห็นว่าคนผู้หนึ่งเมื่อถือกำเนิดเกิดมาสมควรมีชีวิตให้ดี หากท่านไม่เห็นด้วย เรากลับคิดถาม่านไฉนไม่คิดมีชีวิตอยู่สืบไป?”

      “ข้าพเจ้าก็ถามไถ่ตัวเอง แม้ไม่สามารถตอบได้ แต่ก็ไม่เห็นควรมีชีวิตสืบไป” น้ำเสียงและท่าทีของเขาเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้ม แม้แต่ลี้เซี้ยก็มิอาจไม่คล้อยตาม ครุ่นคิดขึ้น

      ‘คนผู้นี้เมื่อเห็นว่าอยู่ไปก็ไร้ความหมาย หากเราฆ่ามันก็ไม่มีความหมายอันใด...’ ลี้เซี้ยแม้ฆ่าคนไม่น้อย เคยผ่านพบบุคคลประหลาดพิกลมากหลาย แต่สภาพของซิมอูเช่นนี้ อย่าว่าแต่เคยพบเห็น กระทั่งคาดฝันยังไม่เคยคาดฝันมาก่อน ดังนั้นยามกะทันหันไม่ทราบสะสางอย่างไรดี

      พลันเห็นซิมอูสาวเท้าออกจากห้อง จากสีหน้าท่าทีของเขา แสดงออกซึ่งความอึดอัดกลัดกลุ้ม ดังนั้นเป็นที่เห็นได้ว่าเขาไม่คิดหลบหนีเพียงต้องการออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ที่เบื้องนอกเท่านั้น ลี้เซี้ยไม่ได้ขัดขวาง โอ้วเง็กจินก็เงียบงันไม่ส่งเสียง ซิมอูเดินออกจากห้อง สูดอากาศที่แฝงกลิ่นอายจองทะเลหลายคำ ทำให้ประหวัดนึกถึงท้องทะเลอันไพศาล ตลอดจนระลอกคลื่นที่หนุนเนื่องไม่ขาดตอน จิตใจก็ปลอดโปร่งขึ้นมา

      ท้องทะเลไพศาลไร้ขอบเขต ระลอกคลื่นที่ทยอยไล่ คล้ายชีพจรของห้วงสมุทร ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าท้องทะเลก็มีชีวิต เพียงแต่รูปแบบของการคงอยู่ของมันแตกต่างจากชีวิตทั่วไป ความคิดคำนึงของซิมอู เปลี่ยนเป็นเคลิบเคลิ้มเลื่อนลอยขึ้นมา ยามกะทันหันลืมเลือนเรื่องราวที่สนทนากับลี้เซี้ย ทั้งลืมเลือนภัยอันตรายของโอ้วเง็กจิน ซึ่งรอการช่วยเหลือจากเขา แต่ลี้เซี้ยไม่ยอมปล่อยปละละเว้นเขาโดยง่ายดาย ยามนั้นก้าวตามติดออกจากห้อง ภายใต้แสงอาทิตย์สาดส่อง ลี้เซี้ยพอดีเห็นหน้าด้านข้างของซิมอู ลี้เซี้ยค่อยพบว่า ชายหนุ่มผู้นี้มีหน้าผากกว้างอิ่มเอิบ แสดงวาเป็นคนเจ้าความคิด เปี่ยมไปด้วยปัญญา ยังมีดั้งจมูกที่โด่งเป็นสัน แสดงออกซึ่งนิสัยอันเด็ดเดี่ยว เพียงแต่สีหน้าของเขาปรากฏแววเวิ้งว้าง และท้อแท้ระทดคนก็จมอยู่ในภวังค์ครุ่นคิดอันเลอะเลือนเลื่อนลอย

      ลี้เซี้ยชะงักเท้าครุ่นคิดขึ้น

      ‘เรามีวิธีจัดการกับมันสองประการ หนึ่งคือสะบัดดาบจู่โมใส่สร้างความตื่นตัวแก่เขา ลงมือต่อต้านตามสัญชาตญาณ อีกสายหนึ่งคือหาทางทำให้มันมีชีวิตสืบไป อย่างนั้นมันก็จะต่อสู้กับเราอย่างสุดกำลัง’ เขาเห็นว่าวิธีแรกเพียงเหมาะกับการจัดการกับผู้ที่มีสมองโง่ทึบ วิธีหลังหากประสบความสำเร็จ จะบังเกิดผลอย่างคาดไม่ถึง ปัญหาอยู่ที่จะกระตุ้นอีกฝ่ายหนึ่งบังเกิดความคิดมีชีวิตอย่างไร

      นี่เป็นปัญหายุ่งยากประการหนึ่ง ทั้งนี้เพราะซิมอูไม่อาลัยอาวรณ์ต่อชีวิต ดังนั้นจึงชืดชาต่อความตาย

      ลี้เซี้ยพอใช้ความคิด ภาพเงาร่างของโอ้วเง็กจินก็ผุดขึ้นในห้วงสมอง ยังมีหญิงสาวชนบทตั้งชุนฮี้ พริบตานั้นบังเกิดปฏิภาณวูบ ครุ่นคิดขึ้น

      ‘ซิมอูผู้นี้มีคุณธรรมประจำใจ ดังนั้นมันแม้ชืดชาต่อความเป็นตายของตัวเอง แต่ต้องไม่นิ่งดูดายต่อความปลอดภัยของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับมัน หากเราผลักภาระต่อมัน มันก็จะลงมือเพื่อผู้อื่นแล้ว...’ ลี้เซี้ยพลันกระแอมเสียงหนักๆ สั่นสะเทือนแก้วหูซิมอูลั่นอึงอล ต้องระงับความคิดอันฟุ้งซ่านสับสน เหลียวมองไปยังลี้เซี้ย

      เห็นจอมดาบชุดขาวผู้นี้หน้าเคร่งเครียดเย็นชา ร้องเรียกว่า

      “ตั้งชุนฮี้ ออกมา”

      หญิงสาวชนบทที่สงบปากคำอยู่ครึ่งค่อนวันรับฟังจนใจหายวาบ ไม่กล้าอิดเอื้อนขัดขืน เดินออกจากห้องอย่างขลาดเขลา

หนังสือแนะนำ

Special Deal