บทที่ 2 สองสิงห์เผชิญหน้า (หน้า 2)

      ลี้เซี้ยขมวดคิ้วกล่าวว่า

      “เหลวไหล พวกท่านล้วนเข้าไป”โอ้วกงจื้อได้แต่ปฏิบัติตาม ผลักไสตั้งชุนฮี้เข้าห้อง ลี้เซี้ยก็ติดตามเข้ามาโดยกระชั้นชิด

โอ้วกงจื้อฉุกคิดขึ้น

      “มันให้พวกเราเข้าห้อง จุดประสงค์เพื่อเฝ้าควบคุม แต่ด้วยพลังฝีมือของมัน ต่อให้ปล่อยให้เราอยู่เบื้องนอก ก็ไม่กลัวว่าเราหลบหนีทั้งนี้เพราะพลังฝีมือของมันบรรลุถึงขั้นใช้ออกตามใจปรารถนา หากเราคิดหลบหนี มันก็สามารถตามล่าสังหาร ถึงกับคุมดาบจู่โจมสังหารเราในรัศมีสิบวา” ครุ่นคิดถึงตอนนี้ ต้องสยิวกายด้วยความหนาวเหน็บ แต่ความคิดอ่านยังไม่หยุดชะงัก ครุ่นคิดสืบต่อ

      ‘อย่างนั้นมันไฉนสั่งให้พวกเราเข้าห้อง หากไม่มีเหตุผลที่ลึกซึ้งอ่านกว่านี้ คำตอบมีเพียงหนึ่งเดียวคือมันไม่คิดฆ่าเรา’

      ผลสรุปที่ได้รับคือความรู้สึกปลอดโปร่งใจ แต่ที่อุบัติตามมาคือความเคลือบแคลงสงสัยอย่างใหญ่หลวง ทั้งนี้เพราะลี้เซี้ยแม้ฆ่ายอดฝีมือฝ่ายมิจฉาชีพ แต่ตัวเขาก็มิใช่ผู้ผดุงคุณธรรมแทนฟ้า ในสายตาของโอ้วกงจื้อ ลี้เซี้ยที่ไม่ลงมือต่อคนของสำนักใหญ่ จุดประสงค์เพื่อหลีกเลี่ยงจากแรงกดดันของบู๊ลิ้ม ซึ่งก็หมายความว่า ตอนนี้เขายังอยู่ในช่วงเวลาฝึกฝนเพลงดาบอันเกรี้ยวกราดลึกซึ้ง ไม่คิดเพาะศัตรูมากเกินไป หากลงมือต่อยอดฝีมือค่ายสำนักใหญ่ พฤติการณ์ของเขาคงแพร่สะบัดไปทั่วยุทธจักร ไม่เป็นความลับอีกต่อไป สรุปแล้ว ลี้เซี้ยไม่ได้ประกอบวีรกรรมผดุงธรรม ดังนั้นเมื่อเขาเห็นว่ามีความจำเป็นต้องรักษาความลับไว้ เขาจะสังหารผู้ที่อาจแพร่งพรายความลับออกไป

      อย่างนั้นโอ้วกงจื้อนับว่าอยู่ในข่ายสังหารด้วย ลี้เซี้ยไฉนไม่ลงมือหรือว่าคนกระด้างกว่าหินผาเช่นเขา ยังมีมุทิตาจิตด้วย? โอ้วกงจื้อใช้ความคิดดุจสายฟ้า ลี้เซี้ยก็เดินถึงหน้าเตียงแล้ว โอ้วกงจื้อพลันเกาะกุมโอกาส กระโดดปราดออกนอกประตูทุ่มเทวิชาตัวเบาวิ่งตะบึงออกไปโลดแล่นไปหกเจ็ดวา โอ้วกงจื้อพบว่าไม่ถูกต้อง มาตรว่าเขาไม่ได้ยินสุ้มเสียงใด และไม่พบเห็นอันใด แต่ในความรู้สึกคล้ายลากหางอยู่เส้นหนึ่ง คล้ายกับว่าทุกฝีเท้าก้าวย่างของเขา มีคนเคลื่อนไหวตามอยู่ที่ด้านหลังก็ปาน ความรู้สึกที่แปลกประหลาดนี้ ทำให้โอ้วกงจื้อไม่สามารถสลัดหลุดได้ ก่อให้เกิดความท้อแท้ขึ้นมา ดังนั้นเขาตกลงใจหยุดเท้าลงตรวจดู

      โอ้วกงจื้อชะงักเท้าเหลียวหน้ามอง เห็นลี้เซี้ยอยู่ที่ด้านหลัง ห่างเพียงสามวาจริงๆ ลี้เซี้ยโลดแล่นถึงเบื้องหน้าโอ้วกงจื้อดุจพายุหอบหนึ่ง กระชากเสียงว่า

      “ครั้งหน้าท่านกล้าเคลื่อนไหวโดยพลการอีก เราจะให้ท่านหลั่งเลือดชโลมดินภายในสิบวา” โอ้วกงจื้อยักไหล่กล่าวว่า

      “ข้าพเจ้าทราบแต่แรกว่าท่านมีความสามารถเช่นนี้”

      “อย่างนั้นท่านไฉนกล้าหลบหนี?”

      “เมื่อครู่ท่านยังไม่มีความคิดฆ่าข้าพเจ้า ดังนั้นข้าพเจ้าคิดฉกฉวยโอกาสให้เป็นประโยชน์ ตอนนี้ท่านเปลี่ยนความตั้งใจ ข้าพเจ้าจึงไม่กล้าทดสอบเสี่ยงอีก” ลี้เซี้ยถลึงมองเขาชั่วขณะจึงกล่าว

      “ท่านแม้มีไหวพริบหลักแหลม แต่เมื่อเผชิญเรา นับเป็นคราเคราะห์ของท่าน”

      “ข้าพเจ้าก็คาดคิดเช่นนี้” ลี้เซี้ยค่อยคลายโทสะ โบกมือให้เขากลับไป ทางหนึ่งถามว่า

      “ท่านทราบได้อย่างไรว่าเราไม่มีความคิดฆ่าท่าน?” โอ้วกงจื้อไม่บอกความจริง เพียงกล่าวว่า

      “ข้าพเจ้าเพียงมีความรู้สึกเช่นนี้” ลี้เซี้ยไม่ถามต่อ เมื่อกลับเข้าห้อง เห็นหญิงสาวชบทตั้งชุนฮี้ยังยืนซึมเซาอยู่ที่เดิม ลี้เซี้ยก้าวยาวๆ ถึงข้างเตียง แต่ไม่เลิกผ้าห่มขึ้น เหลียวหน้าไปยังโอ้วกงจื้อ ถามว่า

      “ท่านบอกอีกครา มันเป็นใคร?” โอ้วกงจื้อกล่าวว่า

      “เป็นกอกอของชุนฮี้ เพิ่งล้มป่วยลง” เขาจงใจบอกว่าเพิ่งล้มป่วย จะได้มีคำอธิบายว่า ภายในห้องไฉนไม่มีกลิ่นเหงื่อไคลและกลิ่นยา ทั้งนี้เพราะเวลาฉุกละหุกไป ไม่มีเวลาไปเจียดยา

ลี้เซี้ยกล่าวว่า

      “ท่านทราบได้อย่างไร เป็นนางบอกต่อท่าน?”

      “ตอนแรกนางเป็นคนบอก แต่พวกเราพร้อมด้วยเล้าเล่าตั่วล้วนไม่เชื่อ เมื่อตรวจสอบดู พบว่ามันเป็นไข้ขึ้นสูงจริงๆ”

      “ขอเพียงเป็นผู้มีฝีมือ ผู้ใดแสร้งเป็นมีพิษไข้ขึ้นสูงไม่ได้?”

      “เล้าเล่าตั่วก็กล่าวเช่นนี้ ความจริงคิดฆ่ามัน แต่ข้าพเจ้าเห็นว่าการฆ่าคนวุ่นวายมิใช่เรื่องดี ดังนั้นเสนอความเห็นประการหนึ่ง” ลี้เซี้ยส่งเสียงดังอ้อกล่าวว่า

      “ที่แท้เป็นข้อเสนอของท่าน”

      “ถูกแล้ว ข้าพเจ้าเสนอให้ตรวจดูเสื้อชั้นในของคนผู้นี้ หากว่ามันปลอมเป็นชาวประมง ตอนเปลี่ยนเสื้อผ้า คงไม่เปลี่ยนเสื้อชั้นในด้วยเล้าเล่าตั่วและพวกพอตรวจดูเสื้อในของมัน พบว่าเป็นชาวประมุงผู้หนึ่งจริงๆ ค่อยปล่อยปละละเว้นมัน”

      “ตอนนั้นหากเปลี่ยนเป็นเรา ก็เชื่อโดยสนิทใจ”

      “ท่านสามารถตรวจสอบดูด้วยตัวเอง” ลี้เซี้ยแหงนหน้าหัวร่อกล่าวว่า

      “เราไยต้องตรวจสอบ?”

      “ท่านหมายความว่าอย่างไร?”

      “เราหมายความว่าคนผู้นี้มิใช่ชาวประมงจริงๆ” โอ้วกงจื้อกล่าวอย่างจริงจัง

      “คนผู้นี้มีที่ใดทำให้ท่านเห็นว่าเขาไม่ใช่ชาวประมง ยังหวังให้ท่านชี้แนะ”

      “เรามีหลักฐานสองประการ” โอ้วกงจื้อนึกไม่ออกว่า ซิมอูมีพิรุธอันใดถูกคนผู้นี้พบเห็น เขากระทั่งหลักฐานประการเดียวยังนึกไม่ออก อย่าว่าแต่สองประการ แต่สีหน้าของเขาเป็นปรกติไม่เปลี่ยนแปร กล่าวว่า

      “หากท่านต้องการให้ข้าพเจ้ายอมรับนับถือ นี่นับเป็นโอกาสอันประเสริฐ”

      “ท่านหมายความว่าหากเราสามารถแสดงหลักฐาน ท่านก็มิอาจไม่ยอมรับนับถือ ใช่หรือไม่?”

      “ถูกแล้ว ขอเพียงท่านมีปัญญาแสดงหลักฐานที่สมเหตุผลออกมา ต่อให้ผลปรากฏว่าผิดพลาด ข้าพเจ้ายังยอมรับนับถือท่าน” ลี้เซี้ยกล่าวเสียงเย็นชา

      “หากเราสามารถแสดงหลักฐานมีสมเหตุสมผล ผลที่ปรากฏต้องไม่ผิดพลาดแน่นอน”

      “พวกเราไม่ต้องถกเถียงถึงข้อปลีกย่อย ท่านแสดงหลักฐานออกมาดีหรือไม่?” ลี้เซี้ยกล่าวอย่างแช่มช้า

      “เราจะทำการสันนิษฐาน บรรยายรูปลักษณะของคนในผ้าห่มโดยคร่าวๆ ก่อน” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น ฟังดูหนักน่านมีพลัง โอ้วกงจื้อกล่าวว่า

      “เชิญ ผู้น้องล้างหูรอรับฟัง” ลี้เซี้ยถลึงตาใส่กล่าวว่า

      “อย่าได้เรียกพี่เรียกน้องกับเรา”

      “ตกลง ท่านบอกต่อเถอะ”

      “คนในผ้าห่มเป็นเด็กหนุ่มเยาว์วัยผู้หนึ่ง แน่นอน ความข้อนี้ไม่น่าประหลาดใจ หากว่ามันไม่เยาว์วัย ก็ไม่แอบอ้างเป็นกอกอของทารกหญิงนั้นแล้ว”

      “คำพูดนี้มีเหตุผล” ลี้เซี้ยกล่าวว่า

      “มันฝึกวิทยายุทธ์ ขวัญกล้าเกินคน มาตรว่าไม่หล่อเหลา แต่มีธาตุแท้ของลูกผู้ชาย”

      “ท่านอาศัยอะไรคำนวณว่าเขาฝึกวิทยายุทธ์?”

      “เราอาศัยหลักฐานสองข้อ หนึ่งนั้นตอนแรกเราอยู่นอกประตู เคยปลีกเวลาสดับฟังสุ้มเสียงภายในห้อง กลับไม่ได้ยินเสียงลมหายใจ แต่ตอนนี้มันหายใจอย่างหนักหน่วง แสดงว่าตอนแรกมันแอบดูอยู่ข้างประตู ดังนั้นกลั้นลมหายใจไว้” เขาไม่สังเกตสีหน้าโอ้วกงจื้อ ดังนั้นโอ้วกงจื้อสามารถแสดงท่าทีตื่นตระหนกได้ ลี้เซี้ยกล่าวอีกว่า

      “หลักฐานข้อที่สองมีน้ำหนักกว่าข้อแรก แต่เรายังไม่คิดบอกออกมา” โอ้วกงจื้ออดกล่าวมิได้

      “ข้าพเจ้านึกไม่ออกว่ามีหลักฐานใด ที่มีน้ำหนักกว่าข้อแรกอีก” ลี้เซี้ยไม่ตอบคำ กล่าวสืบต่อ

      “เด็กหนุ่มผู้นี้ผิวค่อนข้างคล้ำ รูปกายแข็งแรง ถูกต้องหรือไม่?”

      “ท่านทราบได้อย่างไร?”

      “หากเป็นนักศึกษาอ่อนแอ ผิวพรรณขาวเกลี้ยงเกลา ไหนเลยปลอมเป็นชาวประมงได้?” โอ้วกงจื้อยอมรับว่ามีเหตุผล ลี้เซี้ยค่อยกวาดตามายังใบหน้าโอ้วกงจื้อ กล่าวว่า

      “เลิกผ้าห่มขึ้น” โอ้วกงจื้อลังเลเล็กน้อย ค่อยเดินเข้า ยื่นมือเลิกผ้าห่มคลุมกายซิมอูขึ้น ซิมอูนอนขดตัว ความจริงหลับตาแนบแน่น ยามนี้ค่อยลืมขึ้นเล็กน้อย ลี้เซี้ยกล่าวเสียงเย็นชา

      “โอ้วจิน เราดูแคลนบุคคลเช่นนี้ที่สุด” โอ้วกงจื้อกล่าวว่า

      “ไฉนดูแคลนมัน ข้าพเจ้าเห็นว่าความยากจนหาใช่เรื่องน่ารังเกียจไม่”

      “มันร่ำรวยหรือยากจน หามีส่วนเกี่ยวข้องกับเรา เราหมายความว่ามันอยู่เบื้องหน้าท่าน ยังไม่อาจแสดงธาตุแท้ลูกผู้ชายออกมา ดังนั้นเราดูแคลนมัน” โอ้วกงจื้อกล่าวอย่างอับจนปัญญาว่า

      “ท่านยังเห็นว่าเขาไม่ใช่กอกอของชุนฮี้?” ลี้เซี้ยพลันถอยกายไปหลายก้าว กล่าวเสียงเย็นชา

      “คนที่ไม่มีความเข้มแข็ง ลุกขึ้นเถอะ ยังเสแสร้งอันใด” ซิมอูความจริงตั้งใจว่าจะรอจนอีกฝ่ายหนึ่งแสดงหลักฐานที่แน่ชัดออกมา ค่อยผุดลุกขึ้น แต่ยามนี้พลันเปลี่ยนความตั้งใจ ลืมตาลุกขึ้นนั่งช้าๆ โอ้วกงจื้อบังเกิดความตื่นตระหนก ลี้เซี้ยพลันแหงนหน้าหัวร่อกล่าวว่า

      “จะอย่างไรคนหนุ่มไม่อาจทนการกระตุ้น บอกตามความสัตย์หากมิใช่เราคิดทดสอบความอดทนของท่าน คงลงมือแต่แรก ในชีวิตเราน้อยครั้งจะพูดมากเช่นนี้”

ซิมอูกล่าวว่า

      “ท่านไม่ชมชอบพูดมากหรือ?”

      “นั่นต้องดูว่าเป็นสภาพอย่างไร หากบังเกิดเพลิงอำมหิตจะไม่กล่าวมากความ” โอ้วกงจื้ออดถามมิได้

      “ท่านที่แท้เป็นคนดี หรือเป็นปีศาจร้าย”

      “ในความเห็นท่านเล่า?”

      “เกรงว่าเป็นปีศาจร้ายมากกว่า” ลี้เซี้ยยักไหล่โดยไม่นำพา กล่าวกับซิมอูว่า

      “ท่านเรียกว่าอะไร?” ซิมอูบ่งบอกชื่อแซ่ออกไป จากนั้นกล่าวว่า

      “ท่านต้องแสดงหลักฐานออกมา ไม่เช่นนั้นข้าพเจ้าจะไม่ต่อสู้กับท่าน” ลี้เซี้ยขมวดคิ้วกล่าวว่า

      “เป็นคนใช้ลัทธิ ‘ไม่ขัดขืน’ มาข่มขู่เราอีกผู้หนึ่งแล้ว เราจะไม่ลำบากใจกับการฆ่าท่านเด็ดขาด” ซิมอูกล่าวด้วยความเยือกเย็นว่า

      “ข้าพเจ้าทราบ แต่เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านจะไม่มีวันทราบว่าข้าพเจ้ามีแนวทางฝีมืออย่างไร ความเป็นมาอย่างไร ปัญหาเหล่านี้เพียงพอกับการสร้างความขุ่นข้องใจแก่ท่าน”

      “เราฆ่าท่านเฉกเช่นบดขยี้มดปลวกตัวหนึ่ง ไม่นำพาแต่อย่างไร”

      “ไม่หรอก ข้าพเจ้าเห็นฝีมือของท่านมา ยังกล้าถกเถียงกับท่าน ท่านต้องประเมินว่าข้าพเจ้ามิใช่ชาวยุทธจักรธรรมดา หากท่านไม่สามารถล่วงรู้ความตื้นลึกหนาบางของฝีมือ ตลอดจนความเป็นมาข้าพเจ้า รวมทั้งเหตุผลที่ปรากฏตัวในที่นี้ ท่านต้องถือเป็นเรื่องน่าเสียใจไปชั่วชีวิต” กำลังขวัญของเขา บวกกับข้อสันนิษฐานอันหลักแหลมของเขาทำให้ลี้เซี้ยเพิ่มความสนใจต่อเขาจริงๆ ยามนี้โอ้วกงจื้อคล้ายถอนตัวอยู่นอกเหตุการณ์ เพียงกลอกตาสำรวจมองคนทั้งสองไปมา ลี้เซี้ยแค่นเสียงอย่างเย็นชากล่าวว่า

      “ต่อให้ท่านไม่ยกอ้างเงื่อนไขข่มขู่ เราก็จะบ่งบอกหลักฐานทั้งสองข้อออกมา เพื่อให้โอ้วจินยอมรับนับถือทั้งปากและใจ” หยุดเล็กน้อยจึงกล่าวว่า

      “หลักฐานข้อแรกที่ว่าซิมอูฝึกวิทยายุทธ์ สืบเนื่องจากเมื่อครู่ซิมอูตักน้ำขึ้นจากบ่อ ท่วงท่าและพลังที่ใช้ แสดงว่ามันมีพลังฝีมือกล้าแข็ง...” โอ้วจินสอดคำขึ้น

      “ที่แท้ท่านลอบจับตาดูมันแต่แรก”

      “เราไม่เห็นมัน เราซ่อนตัวอยู่ก้นบ่อ อาศัยหญ้าปล้องท่อนหนึ่งเปลี่ยนลมหายใจ ดังนั้นทุกครั้งที่เราปรากฏกายขึ้น พวกมันล้วนไม่ทราบว่าเรามาจากที่ใด” โอ้วกงจื้อค่อยเข้าใจในบัดดล กล่าวว่า

      “ที่แท้เป็นเช่นนี้ ท่านซ่อนเสื้อชั้นนอกอยู่ในซอกผนังที่ไม่มีน้ำภายในบ่อ หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าค่อยโผพุ่งขึ้นจากบ่อ” ลี้เซี้ยผงกศีรษะรับ ค่อยกล่าวว่า

      “ขณะที่เราอยู่ก้นบ่อ รู้สึกถึงความสั่นสะเทือนของถังไม้ที่ปะทะกับน้ำ แสดงว่าเป็นฝีมือของคนที่ฝึกวิทยายุทธ์ เรายังเข้าใจว่าพวกมันมาถึงแล้ว แต่เมื่อเราปรากฏกายถามไถ่ดู ค่อยทราบว่าพวกท่านบรรลุถึงหลังจากที่มีการตักน้ำ ดังนั้นเราล่วงรู้ว่ามียอดฝีมือผู้หนึ่งกบด้านอยู่ในหมู่บ้านตั้งแต่แรก” ซิมอูรับฟังถึงตอนนี้ จึงกล่าว

      “เป็นหลักฐานที่ถูกต้องสมจริง เพียงไม่ทราบท่านยังมีหลักฐานอันใด ลี้เซี้ยแค่นหัวร่อกล่าวว่า

      “หลักฐานนี้ได้จากตัวโอ้วจิน เชื่อว่าสามารถทำให้ท่านยอมรับนับถือ”

      เขายิ่งกล่าวเช่นนี้ ยิ่งกระตุ้นให้ผู้คนต้องการทราบ แต่ลี้เซี้ยคล้ายกำลังใช้สงครามจิตวิทยา จงใจไม่บอกออกมา โอ้วกงจื้อเห็นอีกฝ่ายหนึ่งเงียบงันนิ่งนาน อดกล่าวมิได้

      “นี่ ลี้...เซี้ย ท่านที่แท้บอกหรือไม่?” เขาความจริงคิดยกย่องเป็นลี้เฮีย แต่หวนนึกถึงอีกฝ่ายหนึ่งกล่าวเตือนมิให้เรียกพี่เรียกน้อง ดังนั้นพานเรียกหาชื่อของเขา ลี้เซี้ยก็ไม่ปฏิเสธคำเรียกหานี้ กล่าวว่า

      “เราย่อมต้องบอก”

      “อย่างนั้นท่านไฉนหยุดไว้แต่กลางคัน?”

      “เราจะให้โอกาสท่านครั้งหนึ่ง ดูว่าท่านคาดเดาออกหรือไม่”

      “ท่านต้องการให้ข้าพเจ้าพิสูจน์หลักฐานของท่าน”

      “มิผิด หากท่านมีสติปัญญาถึงระดับนั้นจริงๆ วันนี้เราจะปลดปล่อยท่านโดยปราศจากเงื่อนไข โอ้วกงจื้อ กล่าวอย่างจริงจัง

      “หมายความว่าข้อสันนิษฐาน หากไม่ตรงกับความจริงข้าพเจ้าสามารถจากไป ใช่หรือไม่?”

      “ถูกต้อง”

      “บอกตามความสัตย์ คำรับรองของท่านไม่น่าไว้วางใจ แต่ข้าพเจ้าไม่มีทางเลือกอื่นอีก ตกลง ท่านบอกเถอะ” ลี้เซี้ยกล่าวว่า

      “ไม่ มีบทบำเหน็จ ต้องมีข้อลงโทษจึงยุติธรรม หากเราแสดงหลักฐานแน่ชัด ท่านต้องตามเราไป ห้ามไม่ให้หลบลี้หนีหน้า”

      “หรือท่านไม่คิดฆ่าข้าพเจ้าแล้ว?”

      “นี่เพียงเป็นเงื่อนไขข้อหนึ่ง หากว่าฆ่าท่านเท่ากับหมดเรื่องสิ้นราว เงื่อนไขนี้ย่อมยกเลิกไป”

      “ตกลง ท่านบอกเถอะ” ลี้เซี้ยงยื่นมือคว้าแขนโอ้วกงจื้อ กล่าวเสียงเย็นชา

      “ท่านมิใช่บุรุษ แต่เป็นหญิงสาวที่ขวัญกล้าซุกซน ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำนางหนึ่ง” โอ้วกงจื้อสะท้านคราหนึ่ง กล่าวว่า

      “ท่านว่าอะไร?”

      “คำพูดนี้พิสูจน์ได้ไม่ยากนัก เราเพียงลูบคลำจะทราบเอง” ยามนี้โอ้วกงจื้อถูกสยบจุด แขนข้างหนึ่งถูกคว้าจับไว้ ไม่สามารถขัดขืนดิ้นรน ดังนั้นกล่าวอย่างร้อนรุ่ม

      “ท่านกล้า...”

      “ไฉนไม่กล้า?” โอ้วกงจื้อทางหนึ่งหดตัวไปด้านหลังอย่างสุดกำลัง ทางหนึ่งกล่าวว่า

      “ท่าน...ห้ามไม่ให้ท่านเคลื่อนไหว...” ลี้เซี้ยไม่ได้ยื่นมือออกลูบคลำ แต่คำพูดของโอ้วกงจื้อสะกิดโทสะของเขาขึ้น ดังนั้นฉุดลากโอ้วกงจื้อถึงข้างกาย กล่าวเสียงเย็นชา

      “เราพานจะลูบคลำ ทั้งยังจะเปลื้องเสื้อผ้าของท่านออกมาชมดูให้กระจ่างชัด”

หนังสือแนะนำ

Special Deal