บทที่ 5 กำราบชายหลายใจ

เหยียนเสี่ยวเตายืนอยู่ชั้นล่าง มองดูไฉจื่อเหย้าที่จิตใจล่องลอยอยู่ชั้นบน พลันขมวดคิ้ว นางเกลียดชายหลายใจที่สุด!

“นี่”

เซวียเป่ยฝานกวักมือเรียกเสี่ยวเตา “มานั่ง”

เสี่ยวเตานั่งเสร็จก็ถามเขา “ท่านไฉนไม่อธิบายกับห่าวจินเฟิงให้ชัดเจน”

“ห่าวจินเฟิงคนนั้นมีส่วนคล้ายเจ้าอยู่บ้างจริงๆ” เซวียเป่ยฝานเอ่ยลอยๆ ทำเอาเสี่ยวเตาตกใจเบิกตาโต ได้ยินเขากล่าวอีกว่า “ข้ายังไม่ทันอ้าปาก ก็กระโจนเข้าใส่อย่างกับหมาป่าแล้ว”

“ท่านต่างหากหมาป่า หมาป่าลามก” เสี่ยวเตาถือตะเกียบรอกับข้าว พลางชวนเสี่ยวเยว่คุย “เสี่ยวเยว่ เสิ่นซิงไห่ไม่อยู่ ถอดหน้ากากออกเถอะ”

เสี่ยวเยว่สั่นหน้า “นายน้อยเคยสั่งไว้ แหล่งที่มีคนพลุกพล่านต้องใส่หน้ากาก”

“เพราะอะไร”

“เป็นกฎ”

เสี่ยวเตากับเซวียเป่ยฝานสบตากันแวบหนึ่ง… เสิ่นซิงไห่คนนี้ก็ไม่คล้ายพวกชอบทารุณบริวารนี่นา หรือมีแค้นต้องชำระ?

“แล้วจะกินอาหารอย่างไร” เสี่ยวเตาสำรวจหน้ากากของนาง “ไม่อย่างนั้นลองต่อรองกับเสิ่นซิงไห่ดู แบบนี้ไม่สะดวกเลย”

“ไม่มีอะไรไม่สะดวก ข้าชินแล้ว” เสี่ยวเยว่คล้ายไม่นำพาปรารมภ์ “ใส่มาตั้งแต่เล็ก”

“ตั้งแต่เล็ก?” เสี่ยวเตาพลันฉุนเฉียวขึ้นมา “เขาไฉนปฏิบัติต่อเจ้าเยี่ยงนี้”

“ข้าขายชีวิตมาเป็นบ่าวติดตามนายน้อยตั้งแต่เล็ก นายหญิงผู้เฒ่าเข้มงวดมาก บอกว่าข้างกายนายน้อยมีสาวใช้เดินตามจะกลายเป็นที่ติฉินของผู้คนได้ ดังนั้นต้องใส่หน้ากากสวมชุดบุรุษ นานวันเข้าจึงเคยชิน” เสี่ยวเยว่พูดจบ แต่ไม่ลืมเสริมอีกประโยค “นายน้อยดีต่อข้ามาก”

เสี่ยวเตาอับจนปัญญาแล้ว อย่างนี้ยังเรียกดี แล้วอย่างใดเรียกไม่ดี

เด็กในร้านยกอาหารมา เสี่ยวเตาเห็นไม่ตรงกับที่สั่ง “พวกเราไม่ได้สั่งของพวกนี้”

โหลวจู่(คำเรียกเจ้าของหอ) กำชับไว้ว่า คุณชายเซวียเป็นลูกค้าชั้นดี ต้องต้อนรับเป็นพิเศษ” เด็กในร้านนอบน้อมมีมารยาท

เสี่ยวเตาพินิจเซวียเป่ยฝาน โจรราคะผู้นี้คงคบหากับเฟิงอู๋โยวมิใช่ผิวเผินกระมัง

เซวียเป่ยฝานกลับหามีความสนใจต่ออาหารไม่ มือหนึ่งถือจอกสุรา มือหนึ่งคีบกับข้าวให้เสี่ยวเตากับเสี่ยวเยว่ สายตาเหลือบเห็นกระเป๋าที่เอวของเสี่ยวเตาตุงๆ คล้ายบรรจุสิ่งของไม่น้อย เซวียเป่ยฝานจึงถาม “เหยียนหรูอวี้ในอดีตลักขโมยของล้ำค่าทั่วแคว้นแดนดิน บนตัวเจ้าคงพกพาไม่น้อยกระมัง นำออกมาให้ข้าเปิดหูเปิดตาได้หรือไม่?”

เสี่ยวเตาค้อนเขาวงหนึ่ง “ใช่ ทั้งควันพิษหมอกพิษงูพิษแมงป่องพิษเต็มไปหมด ท่านจะดูหรือไม่”

เซวียเป่ยฝานเขยิบไปด้านข้าง ยกตะเกียบขึ้นมาป้องไว้

โหลวเสี่ยวเยว่ถามเสียงฉงน “สิ่งของมีพิษเหล่านั้น เจ้าเก็บซ่อนไว้ตรงไหน”

เสี่ยวเตากับเซวียเป่ยฝานหันมองนางพร้อมกัน เสี่ยวเยว่ซักถามอย่างจริงจัง “ในขวดหรือ? จะเล็ดลอดออกมาหรือไม่”

เสียงพรืด เซวียเป่ยฝานถือตะเกียบหัวร่อความใสซื่อของเสี่ยวเยว่

เสี่ยวเยว่งุนงง

เหยียนเสี่ยวเตากลับล้วงขวดหยกสีขาวใบน้อยออกมาจากกระเป๋าข้างเอวจริงๆ แล้วเปิดจุกให้เสี่ยวเยว่ดู

เสี่ยวเยว่แม้สวมหน้ากากอยู่ ทำให้เห็นสีหน้าไม่ถนัด แต่ท่าทางนั้นแสดงชัดว่าอัศจรรย์ใจ

เสี่ยวเตาปิดจุกเข้าที่ โบกไปมาตรงหน้าเซวียเป่ยฝานอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง เซวียเป่ยฝานอุทาน “มีจริงๆ ด้วย?”

“ใช่ มีคนอย่างท่านจริงๆ ด้วย”

ด้านหลังมีคนต่อบทสนทนา ฉงหัวสืบเท้าเข้ามา นั่งลงข้างโต๊ะ หยิบกาน้ำชาขึ้นมารินชาให้ตนเอง พลางบ่นตำหนิเซวียเป่ยฝาน “ท่านขึ้นตึกเสพสุราเคล้านารี แต่ใช้ให้ข้าลากสังขารทำงานแทนท่าน”

“สืบได้หรือยัง?” เซวียเป่ยฝานโพล่งถามพลางจับตาอากัปกิริยาของไฉจื่อเหย้าชั้นบน เห็นชัดว่าเขาดื่มลงไปหลายจอกแล้ว เริ่มออกอาการมึนเมา

“นี่” ฉงหัวใช้สองนิ้วคีบกระดาษแผ่นหนึ่ง ส่งให้เซวียเป่ยฝาน

เซวียเป่ยฝานรับมา เห็นบนกระดาษวาดเป็นรูปเครื่องทองหลายแบบ มีกำไลสองวง สร้อยหนึ่งเส้น ยังมีปิ่นหนึ่งอันและต่างหูคู่หนึ่ง

พิจารณาจากรูปลักษณ์คล้ายเป็นชุดเดียวกัน เซวียเป่ยฝานยังคงมองหาต้นสายปลายเหตุไม่เจอ

เสี่ยวเตาแอบแง้มหน้ากากของเสี่ยวเยว่ ป้อนขนมชิ้นหนึ่งใส่ปากนาง ก่อนตบๆ น้ำตาลบนมือแล้วหยิบภาพมาดู

เซียนซื่อ(เครื่องประดับเซียน) เจี๋ยฉี่หลิน!”

เซวียเป่ยฝานฟังจนมึนงง “อะไรถึงแก่กรรม*”

[*คำว่า ถึงแก่กรรม ในภาษาจีนออกเสียงว่า “เซียนซื่อ” เช่นกัน]

“รู้จักเฉินซูเป่าหรือไม่?” เสี่ยวเตารู้สึกขนมเปี๊ยะข้าวโพดอร่อยดี จึงคีบใส่จานตรงหน้าเสี่ยวเยว่อีกครั้ง พลางเอ่ยถาม

“จักรพรรดิเฉินโฮ่วจู่ยุคราชวงศ์เหนือใต้ที่เขียนกลอน ‘อวี้ซู่โฮ่วถิงฮวา’?” เซวียเป่ยฝานคลึงจอกสุราในมือไปมา “เกี่ยวอะไรกับเขา”

“ตอนนั้น ข้างกายเฉินซูเป่ามีสาวงามสามคน เพื่อสร้างเรือนทองซ่อนพธู เขาจึงปลูกตำหนักสามหลัง ให้ชื่อว่า เจี๋ยฉี่ หลินชุนและวั่งเซียน ภายในตกแต่งด้วยเครื่องทอง จางลี่หัวที่เขาโปรดปรานที่สุดพำนักในตำหนักเจี๋ยฉี่ สาวงามอีกสองคนพำนักในตำหนักหลินชุนกับวั่งเซียน เพื่อแสดงให้เห็นว่าทรงโปรดปรานจางกุ้ยเฟย(พระสนมเอกจาง)เป็นพิเศษ จึงประทานเครื่องประดับทองที่มูลค่าระดับล่มเมืองให้แก่นางชุดหนึ่ง”

เซวียเป่ยฝานเลิกคิ้ว ถามฉงหัว “ของพวกนี้มีอะไรแปลกหรือ”

คำถามออกไปแล้ว ฉงหัวกลับมิได้ตอบ

เสี่ยวเตากับเซวียเป่ยฝานจึงเงยมอง เห็นฉงหัวกำลังถือจอกจ้องเสี่ยวเยว่ที่อยู่ตรงข้าม ทั้งสองหันกลับมาอีกครั้ง เพียงเห็นเสี่ยวเยว่กำลังยกหน้ากากขึ้นมาครึ่งหนึ่ง เผยเห็นส่วนคางที่ชวนมอง กัดกินขนมอย่างตั้งอกตั้งใจ

“นี่” เซวียเป่ยฝานดีดนิ้วที่เบื้องหน้าฉงหัว

“หืม?” ฉงหัวค่อยเรียกสติคืนมา มองเขา “อะไร”

เสี่ยวเตาใช้ตะเกียบชี้ไปที่ชามเปล่าตรงหน้าเขา “ลูกตาหล่นลงชามแล้ว รีบเก็บกลับไป”

ฉงหัวก้มมองตามสัญชาตญาณ เซวียเป่ยฝานกับเหยียนเสี่ยวเตาหัวร่อขบขัน เสี่ยวเยว่ถือขนมมองเขางงๆ

“เครื่องทองชุดนี้เป็นสินเดิมของวังหรุ่ย ก่อนนางเสียชีวิต ไฉจื่อเหย้าเอาเครื่องทองเหล่านี้มากำนัลให้กับเฟิงอู๋โยว ทั้งสองจึงมีปากเสียงกันอย่างรุนแรง” ฉงหัวรวบรวมสติ บอกกับเซวียเป่ยฝาน “วังหรุ่ยขู่ว่าจะกลับไปอยู่บ้านเดิม”

“ไฉจื่อเหย้าก็แค่เชื้อพระวงศ์ตกยากของราชวงศ์ก่อน ทรัพย์สินในมือมีจำกัด ทั้งยังไร้อำนาจ หากภรรยาทิ้งเขาไป เขาคงทุกข์...ระทม…” เซวียเป่ยฝานลากเสียง

“ชายหลายใจที่สมควรตาย!” เหยียนเสี่ยวเตาสบถจบก็หันมองไปทางประตูใหญ่

เซวียเป่ยฝานหันตาม...เห็นห่าวจินเฟิงที่หน้าดำทะมึนเดินอาดๆ เข้ามา

“เจ้าบ้านเสิ่นบอกข้าแล้ว” เห็นเซวียเป่ยฝานทำท่าจะเผ่น ห่าวจินเฟิงจึงชิงกล่าว “สำหรับเรื่องของไฉจื่อเหย้ากับเฟิงอู๋โยว เป็นไปได้ว่าไฉจื่อเหย้าเจตนาป้ายสีท่าน หมายกันข้าออกห่าง จะดีที่สุดถ้าท่านกับข้าห้ำหั่นจนหายนะทั้งคู่”

“ครานี้ประเสริฐแล้ว ข้าจะได้หมดข้อครหาเสียที” เซวียเป่ยฝานผ่อนลมหายใจ พลันโพล่งถามห่าวจินเฟิงอย่างนึกสนุก “แล้วท่านเล่า ก้าวต่อไปเตรียมการเช่นไร”

“เสิ่นซิงไห่บอกมีวิธีจับพิรุธของไฉจื่อเหย้า แต่ต้องขอความช่วยเหลือจากเฟิงอู๋โยว คืนนี้เขาจะจัดงานเลี้ยงที่บ้านสวนซิงไห่ เวลาประจวบเหมาะพอดี”

“ความคิดไม่เลวนี่” เสี่ยวเตาพยักหน้า “ไฉจื่อเหย้าหล

ใหลเฟิงอู๋โยวจนถอนตัวไม่ขึ้น ให้สาวงามตะล่อมหลอกถาม เขาต้องสารภาพหมดเปลือกแน่”

“อืม พูดมีเหตุผล” เซวียเป่ยฝานผงกศีรษะติดๆ กัน

เสี่ยวเตาเห็นเขาแย้มยิ้มซ่อนเล่ห์ พลันเครียดเขม็งขึ้นมา คนผู้นี้จะทำอะไร!

เพียงเห็นเซวียเป่ยฝานสอบถามห่าวจินเฟิงแบบไม่เร่งไม่ร้อน “มือปราบห่าว หากมีคนรับค่าตอบแทนหนึ่งพันหมื่นตำลึงเพื่อทำงานชิ้นหนึ่งจากผู้อื่น งานยังไม่แล้วเสร็จก็คิดหนีหน้า เช่นนี้สมควรคืนค่าตอบแทนหรือไม่”

“นั่นแน่นอน” ห่าวจินเฟิงพยักหน้า

“ถ้านางคิดบิดพลิ้วเล่า?”

“สามทางเลือก” ห่าวจินเฟิงชูสามนิ้ว “หนึ่ง ทำงานให้เสร็จแต่โดยดี สอง ชดใช้เงินหนึ่งพันหมื่นตำลึง”

“มีทางเลือกที่สามหรือไม่” เสี่ยวเตาโพล่งถาม

“ทางเลือกที่สามง่ายมาก” ห่าวจินเฟิงตบหน้าอก “ข้าจับเขาไปนอนคุก”

เสี่ยวเตาหน้ายู่เป็นซาลาเปาทันที เซวียเป่ยฝานที่นั่งตรงข้ามกลับยื่นสามนิ้วออกมาแกว่งตรงหน้านางอย่างได้ใจ คล้ายบอก… คิดให้ดี! ทางเลือกแรกถือว่าเข้าท่าที่สุด!

“พี่เซวียจะกลับพรรคเป่ยไห่?” ห่าวจินเฟิงพลันสอบถาม “เช่นนั้นข้าไปพร้อมท่านด้วย”

“หา?”

ครานี้ เซวียเป่ยฝาน ฉงหัว รวมทั้งเหยียนเสี่ยวเตาล้วนอุทานตกใจ “เพราะอะไร”

“การตายของเซวียเป่ยไห่มีพิรุธ เบื้องบนให้ข้าตรวจสอบสาเหตุการตายของเขา” ห่าวจินเฟิงยกถ้วยชา “ในคำฟ้องของพี่สะใภ้ท่านกล่าวว่า วันที่เกิดเรื่องมีสาวใช้คนหนึ่งปะปนเข้ามาในพรรคเป่ยไห่ เป็นเซวียฝูบ่าวคนสนิทของเซวียเป่ยไห่พาเข้ามา เซวียฝูหายตัวไปหลังจากเซวียเป่ยไห่เสียชีวิต ลายแทงห้ากระดูกมังกรกับร่มวิเศษกระดาษแดง ของวิเศษประจำพรรคเป่ยไห่ก็สาบสูญไร้ร่องรอย”

เสี่ยวเตาอ้าปากกว้าง พี่สะใภ้ของเซวียเป่ยฝานไม่ใช่คนที่ลักลอบมีชู้คนนั้นหรอกหรือ? ไฉนใส่ความผู้อื่น อำมหิตเกินไปแล้ว!

“สาวใช้คนนั้นชื่ออะไร”

“ไม่ทราบ ชื่อแซ่ถูกคนลบทิ้งหมดแล้ว”

“ฮู่…” เสี่ยวเตาระบายลมจากปากยาวๆ คำหนึ่ง เกือบหัวใจวาย นึกว่ายังเหลือ ‘หลักฐานเด็ด’ อะไรไว้เสียอีก โชคดีเซวียฝูฉลาดพอ

เซวียเป่ยฝานยักคิ้วให้เสี่ยวเตา คล้ายถาม...จะให้บอกออกไปหรือไม่?

เสี่ยวเตาสั่นหน้าหนักแน่น...ไม่ดี ไม่ดี!

เซวียเป่ยฝานขมวดคิ้ว...เจ้าปิดไปปิดมา ช้าเร็วต้องถูกจับได้

เสี่ยวเตาสะบัดหน้า...เกี่ยวไรกับท่าน จับได้ค่อยว่ากัน

เซวียเป่ยฝานถอนใจ...ตามใจเจ้า

ทั้งสองขยิบตาเสร็จยกชามน้ำแกงขึ้นดื่ม ทว่ายื่นมือไปคว้าช้อนคันเดียวกัน เสี่ยวเตามองเขม่นเซวียเป่ยฝานแวบหนึ่ง เซวียเป่ยฝานจำใจหดมือกลับไป เป็นเชิง...เจ้าก่อน!

เสี่ยวเตากระหยิ่มในใจ พลางตักน้ำแกงดื่ม

จังหวะนั้น ได้ยินห่าวจินเฟิงเอ่ยขึ้นอย่างอดไม่อยู่ “กิริยาเมื่อครู่ของพวกท่านสองคนใช่เรียกว่าเล่นหูเล่นตาหรือไม่”

“แค่ก แค่ก…”

ฉงหัวถูกใจยิ่งนัก พยักหน้าสนับสนุน “ใช่ๆ ก็คือเล่นหูเล่นตา”

เสี่ยวเตาประคองชามอย่างเคอะเขิน เป่าไอร้อนบนชาม เซวียเป่ยฝานกลับผ่าเผยอย่างเห็นได้ชัด จะอย่างไรหนังหน้าโจรราคะย่อมแข็งแกร่งไม่มีล้ม เขาหยิบช้อนพลางกล่าวเสียงนอบน้อมต่อห่าวจินเฟิง “มีมือปราบห่าวช่วยเหลือ เรื่องราวย่อมสำเร็จโดยง่าย ทว่าข้ายังไม่กลับพรรคเป่ยไห่ ต้องไปที่อื่นก่อน”

“ไปที่ใด”

“พวกเราจะเสาะหาลายแทงห้ากระดูกมังกร มือปราบห่าวมิสู้ไปด้วยกันกับพวกเรา?”

ห่าวจินเฟิงย่นคิ้วเล็กน้อย “ไยต้องเสาะหาลายแทง มิใช่ตรวจสอบสาเหตุการตายของเซวียเป่ยไห่หรอกหรือ?”

“พี่ชายข้าเกรงว่าคงจบชีวิตเพราะลายแทงห้ากระดูกมังกรนั่นเอง” เซวียเป่ยฝานส่ายหน้าถอนใจยืดยาว “พี่ชายข้ามีคุณธรรมน้ำใจมาชั่วชีวิต มีเมตตาต่อทุกคน ไม่เคยคิดร้ายกับใคร…”

“ถุ้ย!”

ทุกคนหันขวับ เห็นเสี่ยวเตากำลังถ่มก้างปลาออกมา ก่อนผุดยิ้มเห็นด้วยแบบหนังยิ้มเนื้อไม่ยิ้ม “ถูกต้อง! เซวียเป่ยไห่เป็นคนประเสริฐยิ่ง! ถุ้ย พฤติกรรมจำพวกไม่สำนึกบุญคุณ แทนคุณด้วยแค้น ตอบแทนด้วยกุศโลบาย เขาไม่ทำเด็ดขาด ขาก ขาก ถุ้ย! ปลานี่ทำไมก้างเยอะนัก”

“แค่ก” เซวียเป่ยฝานอดมิได้ต้องไอออกมาคำหนึ่ง และละอายที่จะสรรเสริญต่อ เพียงโบกมือไปมา “สรุปแล้ว พี่ชายข้าเก่งกล้าสามารถ จึงเป็นเป้าอิจฉาตาร้อน จะสืบหาฆาตกรตัวจริง ก็ต้องหาลายแทงห้ากระดูกมังกรให้ได้ก่อน”

ห่าวจินเฟิงรับฟังจบ เห็นว่าเซวียเป่ยฝานมีเบาะแสแล้ว จึงพยักหน้า “เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าไปกับทุกท่านเที่ยวหนึ่งแล้วกัน”

เซวียเป่ยฝานยิ้มย่องกับเสี่ยวเตา...ครานี้เจ้าหนีไม่รอดแล้ว!

เสี่ยวเตาโทสะผุดขึ้นต่อเนื่อง ระลอกหนึ่งไม่ทันจางระลอกสองก็ซัดมา ไม่ว่าอย่างไรนางไม่มีวันไปบ่อมังกรเก้ามุกเด็ดขาด!

กินได้สักพัก ปรากฏเสียงปรบมือดังจากชั้นบน

เสี่ยวเตายืดคอชะเง้อมอง “เกิดอะไรขึ้น”

“น่าจะเป็นเฟิงอู๋โยวออกมาบรรเลงพิณแล้ว”

“พวกเราขึ้นไปดูเถอะ” เสี่ยวเตาใคร่รู้ เฟิงอู๋โยวมีหน้าตาเช่นไร หญิงงามอันดับหนึ่งแห่งยุทธภพเชียวนา

“โต๊ะหรูบนชั้นสองต้องจ่ายหนึ่งร้อยตำลึงถึงจะขึ้นไปได้” ฉงหัวเอ่ยเตือนเสี่ยวเตา “และค่าอาหารยังคิดต่างหากด้วย”

“แพงขนาดนั้น?” เสี่ยวเตาย่นคิ้ว มองเซวียเป่ยฝาน “ท่านเลี้ยงหรือไม่เลี้ยง”

เซวียเป่ยฝานเหยียดมุมปาก ยกมือข้างหนึ่งเท้าคางเอื่อยเฉื่อย “บนโลกนี้ ข้าเพียงสนใจต่อสิ่งที่หาค่ามิได้ ส่วนสิ่งที่กำหนดราคาได้ ก็หาคุณค่าไม่ได้อีกแล้ว”

หนังสือแนะนำ