บทที่ 2 สองสิงห์เผชิญหน้า

      โอ้วกงจื้อไม่ขยับเคลื่อนไหว จับจ้องมองลี้เซี้ยโดยไม่กะพริบเห็นลี้เซี้ยแหงนเงยหน้าเล็กน้อย คล้ายครุ่นคิดอันใด ชั่วครู่ให้หลังค่อยเบือนสายตาไปยังโอ้วกงจื้อทีละน้อย

      ยามนี้บนลานที่ว่างเพียงหลงเหลือโอ้วกงจื้อคนเดียวทั้งสองทอดระยะห่างกันสี่ห้าวา เผชิญหน้ากันแต่ไกลโอ้วกงจื้อถือเป็นฝ่ายรับ ทั้งนี้เพราะเขาต้องคำนวณท่าทีของฝ่ายตรงข้าม ใคร่ครวญว่าลี้เซี้ยจะจัดการกับตัวเองอย่างไร ก่อนที่จะได้ผลสรุป เขาไม่กล้าดำเนินการเคลื่อนไหวอันใด

      ลี้เซี้ยเดินเข้าหาเขา บนใบหน้าอันซีดขาวกลับปรากฏรอยยิ้มวูบหนึ่งไม่ว่าเขาเผยอยิ้มอย่างไร ดวงตาและหว่างคิ้วของเขาล้วนทอประกายอำมหิตที่น่าหวาดหวั่นลี้เซี้ยหยุดยืนที่เบื้องหน้าโอ้วกงจื้อ กล่าวว่า

      “โอ้วกงจื้อ ท่านเห็นการต่อสู้ในวันนี้จนหมดสิ้นแล้ว” โอ้วกงจื้อรับคำว่า

      “ถูกแล้ว ข้าพเจ้าเห็นทั้งสิ้น”

      “โอ้วกงจื้อเมื่อเป็นตัวแทนของเทพกระบี่โอ้วอิดกี๋ซึ่งเป็นเจ้าสำนักหนึ่ง สมควรมีสายตาแตกต่างจากผู้คนทั่วไป ดังนั้นเราต้องการฟังความเห็นของท่าน”

      “ข้าพเจ้าใช้เวลามากมาย บทสรุปที่ได้มีแต่คำ ‘ร้ายกาจ’ สองคำ” ลี้เซี้ยกล่าวเสียงเย็นชา

      “คำพูดของโอ้วกงจื้อ เป็นที่ผิดหวังของผู้คนไปแล้ว”

      “ท่านเห็นว่าข้าพเจ้าสมควรหยั่งความตื้นลึกหนาบางของท่านออกหรือ?”

      “นั่นกลับมิใช่”

      “อย่างนั้นท่านผิดหวังที่ใด?” ลี้เซี้ยกล่าวว่า

      “ความผิดหวังของเราเกิดจากสองประการ หนึ่งนั้นสายตาของท่านยังไม่มีศักดิ์ศรีศึกษาเรา สอง ตัวท่านก็ไม่คู่ควรกับการเหลือบแล” เขากล่าวเสริมว่า

      "ตอนนี้กล่าวถึงตัวท่านก่อน ท่านเป็นทายาทเจ้าสำนักง้อไบ๊สมควรมีคุณธรรมประจำใจ แต่ท่านกลับชืดชาต่อความตายของผู้คนที่ร่วมทาง กระทั่งแค่นเสียงยังไม่กล้าแค่นเสียงออกมา ดังนั้นเราดูแคลนท่าน” โอ้วกงจื้อกล่าวว่า

      “หากข้าพเจ้าได้รับเกียรติจากท่าน ตอนนี้คงถูกท่านฆ่าทิ้งแล้ว เกียรติยศเช่นนี้มีประโยชน์ใด?”

      “ต่อให้คำกล่าวนี้ถือเป็นเหตุผล ก็แสดงว่าท่านเป็นคนเลือดเย็นเห็นแก่ตัว”

      “ท่านคิดสั่งสอนข้าพเจ้าหรือ?” ลี้เซี้ยกล่าวเสียงเย็นชา

      “ย่อมมิใช่ เราเห็นว่าท่านไม่มีคุณสมบัติศึกษาสังเกตการณ์ ดังนั้นต้องบีบบังคับท่านลงมือให้จงได้” คนผู้นี้มีเพลงดาบเกรี้ยวกราดอำมหิตปานนี้ หากต่อสู้กับเขา เท่ากับถูกพิพากษาประหารก็ปาน

      โอ้วกงจื้อถดถอยไปด้วยความตระหนก แต่กลางหลังเขาปะทะกับผนังกำแพง ไม่สามารถขยับเคลื่อนไหวได้ ลี้เซี้ยแม้ไม่ได้ชักดาบจากฝัก แต่ท่วงท่าของเขาบวกกับเค้าอำมหิตบนใบหน้า เพียงพอกับการคุกคามให้คนขวัญอ่อนคุกเข่าลงขอความกรุณา โอ้วกงจื้อพลันกล่าวว่า

      “รอสักครู่” ลี้เซี้ยกล่าวเสียงเย็นชา

      “ไม่มีใดต้องรอ”

      “หากท่านฆ่าข้าพเจ้าในลักษณะนี้ อย่าเพิ่งบอกว่ามีคนล้างแค้นให้กับข้าพเจ้าหรือไม่ เพียงขอที่ท่านตระบัดสัตย์ ก็สร้างความเสียหายแก่ท่านอย่างใหญ่หลวงแล้ว”

      “หากมีคนล้างแค้น ย่อมเป็นเทพกระบี่ผู้เป็นบิดาเจ้า เรากำลังภาวนาให้มันลงจากเขา หากมีคนรุดมาล้างแค้นให้กับท่าน ย่อมประเสริฐสุด”

      “ข้าพเจ้าล่วงรู้ความคิดอ่านของท่าน แต่ท่านยังคงได้รับความเสียหาย” ลี้เซี้ยตัดบทว่า

      “เราไม่มีความเสียหายใด”

      “ผู้ใดบอกว่าไม่มี ฝีมือที่ท่านใช้กับสามนักสู้ตระกูลเต๋ง ล้วนปรากฏแก่สายตาเล้าเล่าตั่วและพวกหลังจากนี้พวกมันยังจะเชื่อถือคำพูดของท่านหรือ?”

      “พวกมันเชื่อถือหรือไม่ หามีส่วนเกี่ยวข้องกับเราไม่” โอ้วกงจื้อกล่าวอย่างจริงจัง

      “นี่นับเป็นคำกล่าวไม่ตรงกับใจชัดๆ หากพวกมันไม่เชื่อถือคำพูดของท่าน หลังจากนี้จะให้ผู้ใดเสาะหาคู่มือมาให้ท่านฝึกฝนเพลงดาบอีก?”

      “พวกมันไม่กระทำ ยังมีบุคคลอื่น”

      “บุคคลอื่นใช้การได้หรือ ขบวนของเล้าเล่าตั่วเริ่มเชื่อมความสัมพันธ์กับยอดฝีมือชาวบู๊ลิ้ม กอปรกับพวกมันทราบความร้ายกาจของท่านดังนั้นผู้ที่เสาะหามาล้วนมีบรรทัดฐานฝีมือ หากท่านคิดเพาะสร้างสื่อกลางเช่นมันขึ้นใหม่ อย่างน้อยต้องใช้เวลาสองสามปี ดังนั้นท่านสมควรรักษาบุคคลเช่นนี้ไว้”

      ลี้เซี้ยกล่าวว่า

      “หากมีความจำเป็น สมมุติว่าพวกมันไม่ไว้วางใจเรา เรายังสามารถบีบบังคับให้พวกมันกระทำเรื่องราวที่เราต้องการ”

      “ในความคาดคิดข้าพเจ้า ท่านใช้วิธีการบีบบังคับพวกอยู่แล้ว ขณะเดียวกัน ท่านก็ให้ทางออกแก่พวกมันสายหนึ่ง ให้พวกมันเชือ่มั่นว่ายังมีโอกาสฟื้นทุน โอกาสที่ว่าคือเชื้อเชิญยอดฝีมือที่แท้จริงมาฆ่าท่านอย่างนั้นพวกมันจะหลุดพ้นจากห้วงความบีบคั้น เพราะเหตุนี้พวกมันไม่เสียดายกับการทุ่มเทความสามารถที่มีอยู่ เชื้อเชิญผู้มีฝีมือรุดมา”

      ลี้เซี้ยกล่าวเสียงเย็นชา

      “ท่านกลับรู้จักขบคิดคาดเดานัก”

      “แต่หากท่านตระบัดสัตย์ พวกมันจะเริ่มระแวงสงสัยว่า หากท่านสู้แพ้ ใช่จะจากไปตามข้อตกลงหรือไม่ มาตรว่าท่านไม่ยอมไป ผู้ที่พวกมันเชื้อเชิญมา ได้แต่โค่นท่านพ่ายแพ้ ไม่สามารถฆ่าท่าน อย่างนั้นท่านจะกลับกลายเป็นเชื้อโรคเกาะกินกระดูกพวกมัน เมื่อถึงเวลานั้นพวกมันอาจตัดใจหลบลี้หนีหน้าไปไกลแสนไกล” ลี้เซี้ยเงียบงันไม่ตอบคำ ซิมอูที่อยู่ภายในห้องพอฟังคำวิจารณ์ของโอ้วกงจื้อ ถึงกับแทบโห่ร้องชมเชยออกมา ชั่วครู่ให้หลัง ลี้เซี้ยค่อยกล่าวเสียงเย็นชา

      “ท่านชักอาวุธเถอะ”

      โอ้วกงจื้อใจหายวูบ ร้องโพล่งว่า

      “ท่านยังไม่ปล่อยปละละเว้นข้าพเจ้า?”

      “มิผิด” โอ้วกงจื้อยกมือช้าๆ นิ้วมือแตะสัมผัสถูกด้ามกระบี่เหนือไหล่กลับรีรอลังเลไม่ชักออกมา ลี้เซี้ยเร่งรัดว่า

      “รีบชักกระบี่ตระเตรียมพร้อม หาไม่ท่านสำนึกเสียใจก็สายเกินการณ์” โอ้วกงจื้อพลันลดมือลงกล่าวว่า

      “หากข้าพเจ้ายืนกรานไม่ชักกระบี่ ท่านจะทำอย่างไร?”

      “ท่านเข้าใจว่าเราไม่สามารถลงมือปลิดชีวิตท่านหรือ?”

      “ข้าพเจ้ากลับไม่มีความคิดเหลวไหลเช่นนั้น ข้าพเจ้าเพียงต้องการทราบว่า การฆ่าคนที่ไม่ยอมต่อสู้ขัดขืนผู้หนึ่งสำหรับกับท่าน ใช่เป็นความสุขประการหนึ่งหรือไม่?” ลีเซี้ยแค่นหัวร่อกล่าวว่า

      “ท่านมิใช่คนที่ใช้วีธีดื้อด้านต่อหน้าเราเป็นคนแรก เรามีประสบการณ์จัดการกับคนเหล่านี้มาแล้ว” โอ้วกงจื้อยิ้มเล็กน้อย ท่วงท่าปลอดโปรงเฉื่อยชายิ่ง กล่าวโดยไม่รีบร้อน ลนลานว่า

      “ตกลง อย่างมากเพียงแค่ตายเท่านั้น”

      “เช่นนี้เป็นว่า ท่านเป็นคนไม่กลัวตาย?”

      “ผู้ใดไม่กลัวตาย ข้าพเจ้าหมายความว่าต่อให้ท่านดุร้ายกว่านี้อย่างมากเพียงปลิดชีวิตข้าพเจ้าเท่านั้น ใช่หรือไม่?”

      “นั่นไม่แน่นัก” โอ้วกงจื้อคาดคั้นถามว่า

      “เป็นไร หรือท่านยังมีวิธีที่ดุร้ายกว่านี้?”

      “ย่อมแน่นอน”

      “ท่านลองบอกมาฟังดู หากเป็นความจริง ข้าพเจ้าจะชักกระบี่เข้าเสี่ยงชีวิตกับท่าน”

      “คนโบราณว่าไว้ ‘ความชังยิ่งกว่าความตาย’ หมายความว่ามีเรื่องบางประการน่าชังและน่ากลัวยิ่งกว่าความตาย แสดงว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในโลกไม่แน่ว่าเป็นความตาย สมมุติเช่นท่าน มีเรื่องบางประการสร้างความปวดร้าวแก่ท่าน ถึงกับยอมตาย ไม่ยอมรับความปวดร้าวเช่นนั้น”

      “ฟังดูน่าตระหนกนัก แต่ท่านทำได้หรือ?” ลี้เซี้ยกล่าวเสียงเย็นชา

      “ท่านทางที่ดีอย่าได้บีบบังคับเรา” โอ้วกงจื้อมีสีหน้าตื่นตระหนก มองดูคนหน้าซีดขาวเบื้องหน้าไม่กล้ากล่าวกระตุ้นอีก ลี้เซี้ยกวาดสายตาไปยังบ้านช่องทางด้านหลังโอ้วกงจื้อ จับจ้องมองชั่วขณะจึงกล่าว

      “ภายในห้องยังมีผู้ใด?” โอ้วกงจื้อถามโพล่งว่า

      “ท่านเข้าใจว่าเป็นผู้ใด?”

      “หลังจากที่เราปรากฏกาย ท่านค่อยออกจากห้อง ภายในห้องหากไม่มีบุคคลอื่น ท่านไหนเลยรั้งอยู่นานปานนั้น” โอ้วกงจื้อยักไหล่กล่าวว่า

      “คิดไม่ถึงท่านเป็นคนละเอียดรอบคอบถึงเพียงนี้ ภายในห้องมีคนจริง”

      “เป็นผู้ใด?”

      “ท่านไยไม่เข้าไปชมดูเอง?” ลี้เซี้ยหน้าเคร่งเครียดลง ดวงตาทอแววอำมหิต กล่าวว่า

      “ที่แท้เป็นผู้ใด?” โอ้วกงจื้อเห็นอีกฝ่ายหนึ่งบังเกิดเพลงโทสะอยู่บ้าง ต้องลอบหัวร่อครุ่นคิดขึ้น

      ‘คนผู้นี้มีอารมณ์ร้อนแรง ไม่อาจทนทานการกระตุ้น นี่นับเป็น ‘จุดอ่อน’ ของมันแล้ว’ ดังนั้นเขากล่าวว่า

      “ข้าพเจ้าจะเรียกมันออกมา”

      เขาเคลื่อนกายถึงข้างงประตู เห็นซิมอูนอนคลุมโปงอยู่บนเตียง หญิงสาวชนบทตั้งชุนฮี้ยืนซึมเซาอยู่ด้านข้าง โอ้วกงจื้อยิ้มให้กับนาง กล่าวว่า

      “ชุนฮี้ ออกมาเถอะ” ตั้งชุนฮี้สาวเท้าออกไป เดินไปไม่กี่ก้าวก็หยุดยั้งลง โอ้วกงจื้อกล่าวว่า

      “ไม่ต้องกลัว ไม่มีผู้ใดทำร้ายท่าน” ตั้งชุนฮี้ค่อยสาวเท้าสืบต่อ ก้าวออกจากประตูบ้าน ลี้เซี้ยเห็นเป็นหญิงสาวชนบทที่หมดจดงดงามนางหนึ่ง พลันขมวดคิ้วกล่าวว่า

      “ภายในห้องยังมีบุคคลอื่น” โอ้วกงจื้อกล่าวว่า

      “ท่านทราบได้อย่างไร?”

      “เรามีเหตุผลสองประการ มิหนำซ้ำเรากล้าระบุว่าคนในห้องเป็นบุรุษผู้หนึ่ง” โอ้วกงจื้อแม้เจ้าปัญญาความคิด พอฟังต้องตะลึงลานกับที่ ลี้เซี้ยตาทอประกายดุร้าย กล่าวเสียงเย็นชา

      “เรียกมันไสหัวออกมา” ตั้งชุนฮี้ร้องโพล่งว่า

      “เขาทำไม่ได้” ลี้เซี้ยถามว่า

      “มันเป็นอะไรกับท่าน?”

      “เป็นกอกอ (พี่ชาย) ข้าพเจ้า”

      “เหลวไหล มันไม่ใช่กอกอท่าน” โอ้วกงจื้อระงับสติแล้วกล่าว

      “ท่านยังไม่เห็น ทราบได้อย่างไรว่าคนผู้นั้นไม่ใช่กอกอของนาง?” ลี้เซี้ยกล่าวเสียงเย็นชา

      “ทุกเรื่องราวต้องเห็นกับตา จึงทราบได้หรือ เราไม่ต้องเห็นและไม่ได้ยินเสียง ก็ทราบว่าภายในห้องมีคน มิหนำซ้ำยังเป็นบุรุษ”

      “ท่านอาศัยอะไร?”

      “เรามีวิธีการของเรา”

      “เอาเถอะ นับว่าท่านมีวิธีการอื่นอีก แต่คนผู้นั้นเป็นกอกอของชุนฮี้จริงๆ”

หนังสือแนะนำ

Special Deal