บทที่ 5 พบราชินีกระบี่ (หน้า 4)

      สองสามปีมานี้ ไหนเลยเคยมีคนกล้าวิพากษ์วิจารณ์อั้งฮึงต่อหน้าเช่นนี้ กระทั่งท่าทีที่หยาบกระด้าง มันก็ไม่เคยพบพาน ฉิ้งซึงปอนับเป็นบุคคลชั้นพิเศษ อั้งฮึงจึงกล่าว

      “ข้าพเจ้าต้องสอบปากคำสหายท่านสักสองสามคำพิสูจน์ว่าพวกมันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับยุทธจักรจริงหรือไม่หวังว่าฉิ้งโกวเนี้ยไม่ถึงกับปฏิเสธกระมัง?” ฉิ้งซึงปอกล่าวว่า

      “ตกลงตามนี้ แต่พวกท่านต้องเปลี่ยนแปลงท่าทีผู้อื่นเป็นนักศึกษาที่แท้จริง พวกท่านสมควรสรรหาเหตุผลอธิบายเรื่องนี้” นางซุกเก็บกระบี่ ทรุดนั่งลงภายใต้คำเชื้อเชิญของอั้งฮึง เด็กรับใช้ส่งผลไม้อาหารว่างเข้ามา บรรยากาศค่อยกลมกลืนกว่าเดิม หัวหน้านิกายบำเพ็ญคู่สองสามีภรรยาสนทนาเป็นเพื่อน เปลือกนอกคล้ายไม่ถือสาเรื่องราวเมื่อครู่ ประการนี้เป็นที่นับถือเลื่อมใสของฉิ้งซึงปอยิ่ง คนผู้หนึ่งมีขันติถึงเพียงนี้ ยากที่จะหาได้

      เจียมฮูหยินนำพาฉิ้งซึงปอเข้าสู่ตึกใน ล้างหน้าล้างตาเที่ยวหนึ่ง ฉิ้งซึงปอเร่งรุดเดินทางตลอดคืนย่อมอ่อนเพลียอยู่บ้าง ดังนั้นไม่เกรงอกเกรงใจ พักผ่อนอย่างเต็มที่ เมื่อถึงยามซิง (สิบหกนาฬิกา) เจียมฮูหยินเข้าห้องมาปลุกนางด้วยตนเอง กล่าวว่า

      “หมู่ตึกเราได้รับแจ้งว่า สหายท่านถูกส่งตัวมายังที่นี่จริงๆ ตอนนั้นโกวเนี้ยหลับสนิท ดังนั้นไม่กล้ารบกวน ตอนนี้สหายท่านใกล้มาถึงขอเชิญโกวเนี้ยตระเตรียมพบหน้าพวกมัน” ฉิ้งซึงปอกล่าวว่า

      “ข้าพเจ้าพบหน้าหรือไม่ หาเป็นไรไม่ กลับเป็นอั้งเสียวปังจู้คิดสอบปากคำพวกเขาอย่างไร?” เจียมฮูหยินกล่าวว่า

      “พวกเราจัดเตรียมไว้แล้ว โกวเนี้ยท่านอยู่ห้องข้างเคียง จะได้ยินได้เห็นความเคลื่อนไหวทั้งหมด” ดังนั้นฉิงซึงปอติดตามนางเดินออกไป นี่เป็นครั้งแรกที่นางมีสีหน้าครุ่นคิด คล้ายใคร่ครวญถึงปัญหาสำคัญข้อหนึ่ง แต่เนื่องด้วยนางติดตามอยู่ด้านหลังเจียมฮูหยิน ดังนั้นฝ่ายตรงข้ามไม่พบเห็นแต่อย่างไร

      ทั้งสองเข้าสู่ตัวตึกหลัง เจียมฮูหยินเปิดประตูห้องหลังหนึ่งเข้าไป เห็นภายในห้องตกแต่งอย่างเลิศหรู มีทั้งโต๊ะเตียงเก้าอี้ กระทั่งโต๊ะเครื่องแป้งยังจัดไว้ ทั้งยังมีประตูอีกบานหนึ่ง เจียมฮูหยินอธิบายว่า

      “ที่หลังประตูเป็นห้องน้ำ นับเป็นการออกแบบใหม่ต่อให้เป็นครอบครัวคนมั่งคั่ง ก็ไม่มีการติดตั้งเช่นนี้” ฉิ้งซึงปอผงกศีรษะรับ แต่ไม่มีท่าทีเดินเข้าไปชมดู เจียมฮูหยินชี้มือไปยังผ้าม่านบนผนัง กล่าวว่า

      “รอสักครู่พวกเราดึงผ้าม่านออก ก็จะเห็นความเคลื่อนไหวที่ห้องข้างแล้ว” ฉิ้งซึงปอกล่าวว่า

      “วิธีของพวกท่านนี้ดียิ่ง พวกเราจะชมดูในที่นี้” นางกวาดตามองรอบห้องอีกเที่ยวหนึ่ง กล่าวถามว่า

      “ห้องหลังนี้เป็นผู้ใดพักอาศัย?” เจียมฮูหยินกล่าวว่า

      “นี่เป็นห้องพักอาคันตุกะ ปกติไม่เปิดใช้” ฉิ้งซึงปอผงกศีรษะ กล่าวว่า

      “ข้าพเจ้าก็คาดว่าความจริงไม่มีผู้อยู่อาศัย มิน่าเล่าข้าพเจ้ารู้สึกว่า ไม่ถูกต้อง ที่แท้ห้องหับนี้มีปัญหา ฮูหยินลองเข้ามาชมดู” พลางชี้มือไปยังโต๊ะเครื่องแป้ง ที่จัดทำจากไม้แดงน้ำเสียงแฝงพลังที่ผู้คนมิอาจไม่ปฏิบัติตาม เจียมฮูหยินเดินเข้าไปชมดู หนึ่งนั้นนางไม่สามารถปฏิเสธคำร้องขอของฝ่ายตรงข้าม สองนางต้องการดูว่าโต๊ะเครื่องแป้งนี้มีพิรุธใด ถูกฉิ้งซึงปอจับออกได้ เห็นฉิ้งซึงปอยื่นมือแตะมุมโต๊ะ เคลื่อนย้ายโต๊ะเครื่องแป้งออกไปสองเชียะ กล่าวว่า

      “ท่านดู พื้นด้านล่างไม่มีริ้วรอย แสดงว่าเพิ่งเคลื่อนย้ายเข้ามา” ที่แท้เครื่องเรือนทั่วไปเมื่อจัดตั้งเป็นเวลา ต่อให้เช็ดถูทุกวี่วันหากเคลื่อนย้ายออก จะทิ้งริ้วรอยอยู่บนพื้น เจียมฮูหยินรับคำว่า

      “ถูกแล้ว โต๊ะเครื่องแป้งตัวนี้เพิ่งเคลื่อนย้ายเข้ามา” ฉิ้งซึงปอกล่าวว่า

      “ท่านยอมรับก็ประเสริฐ พวกท่านใช่คิดรั้งตัวข้าพเจ้าไว้ที่นี้กระมั่ง?” คำพูดพอกล่าว เจียมฮูหยินอดหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อยมิได้ ที่แท้ฉิ้งซึงปอนอกจากเปิดโปงแผนอุบายของหมู่ตึกเอกะ ยังแผ่พุ่งรังสีกระบี่สายหนึ่งครอบคลุมใส่นาง หากว่านางคิดหลบหนี ต้องไม่อาจรอดพ้นจากกระบี่นี้ได้ ฉิ้งซึงปอกล่าวเสียงเย็นชาว่า

      “อั้งเสียวจึงจู้เบาปัญญาไปแล้ว หากเป็นพวกท่านสองสามีภรรยาตัดสินใจ ต้องไม่ทำเช่นนี้ ใช่หรือไม่?” เจียมฮูหยินผงกศีรษะรับ ดวงตาทอแววหวาดหวั่นพรั่นพรึงนี่เป็นเพราะรังสีกระบี่ที่ครอบคลุมใส่นางเยือกเย็นยะเยียบ ทำให้นางพบว่าตัวเองตกอยู่ในห้วงความเป็นความตาย

      ฉิ้งซึงปอกล่าวอย่างขุ่นเคืองว่า

      “ข้าพเจ้าเห็นแก่เกาะจู้ (ประมุขหอ) เรามีไมตรีคบหากับเงี่ยมจึงจู้ ดังนั้นสองสามปีนี้ไม่แตะต้องหมู่ตึกเอกะ อั้งฮึงกระทำเช่นนี้ คงคิดบีบบังคับให้ข้าพเจ้าตัดสินใจเลือกเฟ้นแล้ว” เจียมฮูหยินรีบกล่าวว่า

      “ฉิ้งโกวเนี้ยอย่าได้ขุ่นเคืองใจ อั้งซาเอี้ย (นายที่สามแซ่อั้ง) ไม่มีเจตนาเช่นนี้ มัน...เขาเพียงคิดหาโอกาสใกล้ชิดกับโกวเนี้ย” ฉิ้งซึงปอเงียบงันไม่ส่งเสียง ในใจครุ่นคิดขึ้น

      ‘สตรีนางนี้เจ้าเล่ห์ยิ่ง กลับบิดเบือนแผนอุบายนี้เป็นเรื่องราวระหว่างบุรุษสตรี เข้าใจว่าเช่นนี้สามารถหลอกลวงเรา’ นับแต่นางเหยียบย่างเข้าสู่ยุทธจักร ไม่ว่าเผชิญเรื่องราวใดล้วนสงบจิตใจเยือกเย็น ไม่เคยขุ่นข้องเคืองใจมาก่อน แต่เรื่องราวในวันนี้สร้างความขุ่นเคืองแก่นางยิ่ง

      ควรทราบว่าฉิ้งซึงปอน้อยครั้งจะแสดงออก ทั้งยังซุกงำประกายเนื่องด้วยนางหมกหมุ่นอยู่กับมรรคากระบี่ เพราะเป็นความสามารถเหนือปุถุชน สมมุติเช่นมีความรู้สึกรับรู้ภัยอันตรายและเหตุร้ายเป็นพิเศษพอเหยียบย่างเข้าสู่ห้องหลังนี้ พลันบังเกิดลางสังหรณ์ สร้างความตื่นตัวขึ้น

      จากนั้นนางเพ่งตาปัญญาตรวจดูห้องหลังนี้ พบว่าผนังศิลานี้หนาทึบเป็นพิเศษ ประตูห้องก็มีลักษณะพิเศษ คล้ายกับมีประตูลับบานหนึ่งสามารถปิดลงทุกเมื่อ นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งที่ประหลาดพิกล ใช้จัดการกับผู้ที่หลงพลัดเข้ามาภายในห้อง

      ฉิ้งซึงปอสาวเท้าออกจากห้องอย่างรวดเร็วและไร้เสียง เห็นหลังเสาด้านขวามือ มีคนซ่อนตัวไว้อย่างเร่งร้อน ดังนั้นกระโดดปราดเข้าไป เห็นเป็นชายฉกรรจ์ชุดขาว สะพายกระบี่กลางหลังผู้หนึ่งจริงๆ

      ชายฉกรรจ์ชุดขาวมีสีหน้าตื่นเต้นสงสัย เหม่อมองดูหญิงสาวที่สดใสเย็นชานางนี้ ฉิ้งซึงปอกล่าวว่า

      “ปิดประตูลง” พลางผนึกพลังสมาธิ ลอบกดคุกคามใส่ฝ่ายตรงข้าม

      สีหน้าชายฉกรรจ์ชุดขาวทอแววเลื่อนลอย ยื่นมือหักแท่งเหล็กบนเสาซี่หนึ่ง เหนือประตูปรากฏแผ่นเหล็กแผ่นหนึ่งเลื่อนลงมา ปิดประตูห้องเอาไว้

      ชายฉกรรจ์ชุดขาวพอกระทำตาม ค่อยบังเกิดความตื่นตระหนก รีบผลักแท่งเหล็กขึ้น แผ่นเหล็กบางนั้นก็ลอยขึ้นไป กลับคืนสู่สภาพเดิม

      ฉิ้งซึงปอเพ่งตามองเส้าต้นนั้น เห็นมีช่องสี่เหลี่ยมยุบเข้าไปช่องหนึ่ง จัดสร้างคันบังคับเหล็กกล้าสามซี่ สามารถควบคุมกลไกกับดักสามชนิด ดังนั้นทุ่มเทพลังสมาธิต่อฝ่ายตรงข้ามอีกครา ถามว่า

      “แท่งเหล็กซี่กลางมีประโยชน์อันใด?” ชายฉกรรจ์ชุดขาวกล่าวอย่างเลื่อนลอยว่า

      “สามารถระเบิดสังหารผู้ที่ออกจากปากทางออก”

      “ซี่ที่สามเล่า?”

      “ซี่นี้พองัดลงมา ทั่วทั้งห้องจะเกิดเพลิงไหม้ขึ้น” ฉิ้งซึงปอตาทอประกายพิสดาร คุกคามใส่ชายฉกรรจ์ชุดขาวซักถามว่า

      “เจ้าได้รับคำสั่งอันใด?”

      “ให้ปิดประตูห้อง”

      “ไม่มีคำสั่งพิเศษหรือ?”

      “ไม่มี” ฉิ้งซึงปอแค่นเสียงดังเฮอะ เกร็งลมปราณถ่ายทอดเสียงเข้าไปภายในห้องว่า

      “ฮูหยินยังซ่อนตัวอยู่ภายในห้องทำอะไร?” เจียมฮูหยินเดินออกมาด้วยใบหน้าซีดขาว จับจ้องมองเสาหินต้นนั้น นางไม่เห็นความเคลื่อนไหวของฉิ้งซึงปอ กริ่งเกรงนางบังคับโยกระเบิดสังหารนาง ฉิ้งซึงปอยื่นมือยึดจับคันบังคับซี่หนึ่ง บังคับกดลง เสียงพึบเมื่อภายในห้องเกิดเปลวไฟลุกไหม้ ควันดำคละคลุ้งอบอวล พริบตานั้น ชายฉกรรจ์ชุดขาวยี่สิบกว่าคนฮือออกจากรอบข้าง หัวหน้านิกายบำเพ็ญคู่ก็ปรากฏกายขึ้น สั่งการให้บริวารสาดน้ำดับไฟ บริวารเหล่านั้นล้วนเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ไม่สับสนลนลานแม้แต่น้อย

หัวหน้านิกายบำเพ็ญคู่เดินเข้ามา ขับไล่ชายฉกรรจ์ชุดขาวเหล่านั้นล่าถอยไป ขอขมาต่อฉิ้งซึงปอก่อน กล่าวว่า

      “โกวเนี้ยคงไม่ยอมยกโทษให้กับหมู่ตึกเอกะกระมัง?” ฉิ้งซึงปอกล่าวว่า

      “นั้นไม่แน่นัก” คำตอบของนางเหนือความคาดหมายหัวหน้านิกายบำเพ็ญคู่นัก ดังนั้นถ้อยคำที่มันตระเตรียมไว้ล้วนใช้การไม่ได้ ดีที่มันเป็นจอมเฒ่าเจ้าเล่ห์ ขบคิดอย่างว่องไวแล้วกล่าว

      “โกวเนี้ยหากยินยอมยกโทษให้กับพฤติการณ์ที่ไร้มารยาทของหมู่ตึกเรา นับเป็นข่าวที่น่ายินดี”

      “นี่ไม่ง่ายดายปานนั้น” หัวหน้านิกายบำเพ็ญคู่รู้สึกว่านางเป็นฝ่ายรุกอยู่ทุกด้าน ยามลงมือเป็นเช่นนี้ ขณะที่กล่าววาจาก็เป็นเช่นนี้กล่าวอย่างอย่างรวบรัดประโยคเดียวก็เพียงพอให้ผู้คนรับมือเป็นพัลวัน ดังนั้นกล่าวอย่างระมัดระวังว่า

      “เราคาดเดาความหมายในวาจาโกวเนี้ยไม่ออก ขอให้ประทานบอก” มันความจริงมีศักดิ์เป็นก่าจู้นิกายหนึ่ง ไม่เคยกล่าวเสียงอ่อนถึงเพียงนี้ แต่แงซึงปอชิงเป็นฝ่ายเหนือกว่า ทำให้มันสำนึกตัวว่ามิใช่คู่มือของมัน

ฉิ้งซึงปอกล่าวว่า

      “เรื่องในวันนี้สมควรให้อั้งฮึงรับผิดชอบ ข้าพเจ้าต้องการพบผู้ที่สามารถควบคุมอั้งฮึงได้” หัวหน้านิกายบำเพ็ญคู่ร้องโพล่งว่า

      “ลุ้ยตั่วเอี้ย (นายใหญ่แซ่ลุ้ย) ไม่อยู่ที่นี้”

      “อย่างนั้นเรียกอั้งฮึงออกมาเองเถอะ” หัวหน้านิกายบำเพ็ญคู่กล่าวอย่างอับจนปัญญาว่า

      “มันก็ไปแล้ว ซาเอี้ยสำนึกตัวว่าไม่มีคำว่ากล่าว ดังนั้นผละจากไป”

      “มันกลับสุขสำราญนัก ทิ้งสถานการณ์ให้พวกท่านคลี่คลาย แต่ข้าพเจ้าฟังว่าลุ้ยสี่ฮ้งประจำอยู่ที่นี่ มันไฉนไม่อยู่?” หัวหน้านิกายบำเพ็ญคู่ไม่ทราบว่าฝ่ายตรงข้ามล่วงรู้ความลับมากน้อยเท่าใด ดังนั้นตอบด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษว่า

      “ลุ้ยตั่วเอี้ยประจวบกับมีเรื่อง จากไปตั้งแต่เมื่อวาน” ฉิ้งซึงปอครุ่นคิดในใจ

      ‘หากว่าลุ้ยสี่ฮ้งไม่อยู่ที่นี้จริงๆ คงต้องเกิดเรื่องสำคัญอันใด มิอาจไม่ไปจัดการด้วยตัวเอง เราลอบเลียนเคียงถามดูว่า ลุ้ยสี่ฮ้งจากไปไกลเท่าใด’ พอได้คิด กล่าวว่า

      “อย่างนั้นข้าพเจ้าจะรั้งอยู่ที่นี้สามสี่วัน รอให้มันกลับมาสะสางเรื่องอั้งฮึง” หัวหน้านิกายบำเพ็ญคู่รีบกล่าวว่า

      “ในเวลาอันสั้นลุ้ยตั่วเอี้ยไม่กลับมา โกวเนี้ยมิต้องเสียเวลารอคอยโดยเปล่าประโยชน์แล้ว”

      “ไม่เป็นไร นี่เป็นความยินยอมพร้อมใจของข้าพเจ้าเอง ไม่โทษว่าตำหนิพวกท่าน หากพวกท่านมีเรื่องต้องกระทำ ก็มิต้องอยู่เป็นเพื่อนข้าพเจ้า แต่สหายทั้งสองของข้าพเจ้า ต้องส่งมอบแก่ข้าพเจ้า” หัวหน้านิกายบำเพ็ญคู่รีบกล่าวว่า

      “สหายท่านมาถึงหมู่ตึกเราแล้ว หากโกวเนี้ยยินยอมเห็นแก่สหายท่านที่ปลอดภัยไร้เรื่องราว อย่าได้สืบสาวเอาความ เราจะสำนึกในพระคุณอย่างสุดซึ้ง” มันสั่งต่อผู้คนทีด้านหลังคนหนึ่ง ก็มีคนวิ่งปราดออกจากลานตึกไป

      ฉิ้งซึงปอในยามนี้ลงความเห็นว่า ลุ้ยสี่ฮ้งอยู่ห่างจากที่นี้ไม่ไกล มิหนำซ้ำต้องมีส่วนเกี่ยวขอ้งกับเรื่องราวที่ชาวยุทธ์จักรซ่องสุมกันคิดต่อต้านหมู่ตึกเอกะ

      นึกถึงเรื่องราวนอกกาย สร้างความตื่นตัวแก่นางขึ้น ทั้งนี้เพราะนางกำลังก้าวเข้าสู่ขอบเขตขั้นสูงสุดของมรรคากระบี่ เพื่อครองความเป็นราชินีกระบี่ หากถูกเรื่องทางโลกผูกมัดตัวไว้ คงไม่สามารถบรรลุถึงปณิธานความหวังได้

      ฉิ้งซึงปอความจริงถือกำเนิดจากตระกูลใหญ่ มารดาเสียชีวิตแต่แรก บิดาเป็นบัณฑิตที่ชืดชาต่อชื่อเสียงลาภยศ ทุกวี่วันดื่มสุราแต่งโคลงกลอน ไม่หวังความก้าวหน้า เมื่อนางมีอายุสิบสามปี บิดานางก็ถึงแก่กรรม ดีที่นางเป็นพึงตาต้องใจของประมุขหอฟังเสียงคลื่น นำพานางกลับหอฟังเสียงคลื่น ภูเขาโพวท้อซัว ฝึกปรือเพลงกระบี่ถึงทุกวันนี้

      ชีวิตช่วงนี้คล้ายรวบรัดธรรมดา แต่ประทับอยู่ในความทรงจำของนางเป็นพิเศษ แต่ยังแฝงรสชาติที่โศกซึ้งชนิดหนึ่ง สมมติเช่นนางมักครุ่นคิด สักวันหนึ่งนางได้เป็นราชินีกระบี่ บิดามารดากลับไม่มีส่วนร่วมยินดี นางพลันรู้สึกว่ามีเรื่องหนึ่งที่สำคัญยิ่ง นั่นคือต้องมีคนร่วมรับรู้ความสุขสันต์และเศ้าโศกของนาง

      เสียงกระแอมของหัวหน้านิกายบำเพ็ญคู่ ปลุกให้ฉิ้งซึงปอตื่นจากภวังค์ กล่าวว่า

      “ตกลง ข้าพเจ้าจะไปพบกับพวกเขา”

      หัวหน้านิกายบำเพ็ญคู่นำพานางตัดผ่านตัวตึกหลายหลัง มาถึงหน้าห้องโถงจำลองหลังหนึ่ง เมื่อมองลอดกรอบหน้าต่างเข้าไป เห็ฯล้อเท้งเง็กกับเอี้ยซือเต๋านั่งบนเก้าอี้ ทั้งสองไม่ได้มีเครื่องพันธนาการ หรือถูกจี้สกัดจุด สีหน้าปรากฏแววขุ่นข้องคลางแคลง สบตาปลอบโยนซึ่งกันและกันตลอดเวลา

      ฉิ้งซึงปอชมดูชั่วขณะ ก็ล่าถอยเข้าสู่ห้องข้าง กล่าวกับหัวหน้านิกายบำเพ็ญคู่ว่า

      “ท่านนำพาล้อบุ้นกื้อมาพบกับข้าพเจ้า”

      หัวหน้านิกายบำเพ็ญคู่ถามว่า

      “เพียงนำพามันมาคนเดียว?”

      ฉิ้งซึงปอผงกศีรษะรับ หัวหน้านิกายบำเพ็ญคู่เดนออกไป ชั่วครู่ให้หลังก็ชักนำล้อเท้งเง็กเข้ามา มันส่งคนเข้ามาก็ล่าถอยออกไป พร้อมกับปิดประตูห้องลงเพื่อแสดงออกถึงความจริงใจของตัวเองมันหลบลี้หนีห่าง ไม่กล้าแอบฟังแต่อย่างไร ฉิ้งซึงปอกับล้อเท้งเง็กภายในห้องนั่งหันหน้าเข้าหากัน ล้อเท้งเง็กขมวดคิ้ว รอให้นางเอ่ยปาก เนื่องด้วยนางอยู่ในคราบบุรุษ ดังนั้นล้อเท้งเง็กจับจ้องมองหน้านางโดยปราศจากข้อกริ่งเกรง ชัวครู่ให้หลังฉิ้งซึงปอค่อยกล่าวว่า

      “ท่านที่แท้เป็นใคร?” ล้อเท้งเง็กใจสะท้าน ครุ่นคิดขึ้น

      ‘นางมีสายตาแหลมคมถึงเพียงนี้ ดูออกว่าเรามิใช่บัณฑิตนักศึกษา?’

      จากนั้นหวนนึกถึงตัวเองหากไม่ยอมเปิดเผยศักดิ์ศรีที่แท้จริงภายภาคหน้าพบกัน ก็ยากจะคลี่คลายได้ ล้อเท้งเง็กฝืนยิ้มคราหนึ่ง รู้สึกท้อแท้อยู่บ้าง ทั้งนี้เพราะเขาทุ่มเทปัญญาความคิดไม่น้อย ค่อยปลอมแปลงศักดิ์ศรีเช่นนี้ขึ้น มิคาดกลับถูกนางดูออกได้

ฉิ้งซึงปอดูออกว่า รอยฝืนยิ้มของเขาเกิดจากใจจริง ดังนั้นกล่าวอย่างเสียใจว่า อาจบางทีข้าพเจ้าระแวงสงสัยเกินไป เมื่อครู่ตอนที่ข้าพเจ้าแอบดูอยู่หลังกรอบหน้าต่าง อยู่ดีๆ มีความรู้สึกว่าท่านมิใช่นักศึกษาธรรมดาความคิดนี้อออกจะเหลวไหลเกินไป หากว่าชาติตระกูลของท่านมีปัญหาหมู่ตึกเอกะไหนเลยตรวจสอบไม่ออกได้?”

      ล้อเท้งเง็กค่อยทราบว่า ตัวเองไม่ได้เผยพิรุธ หากแต่นางมีความรู้สึกปราดเปรียวเป็นพิเศษ บังเกิดความระแวงสังสัยขึ้น คนผู้หนึ่งมีความรู้สึกปราดเปรียวปานนี้ แสดงว่ามีพลังกากรฝึกปรือลึกล้ำเท่าใด จิตสำนึกกระจ่างแจ่มใสเพียงนี้ ดังนั้นกล่าวว่า

      “อย่างนั้นเอ้ยนั้งเฮียท่านเป็นใคร?” ฉิ้งซึงปอกล่าวว่า

      “ข้าพเจ้ามิใช่คนชั่ว ย่อมเป็นคนดี เอยนั้งเฮียไฉนกล่าวเช่นนี้” ฉิ้งซึงปอกล่าวว่า

      “ข้าพเจ้าเพียงประคองตัวเอง ไม่สนใจเรื่องของผู้อื่น เมื่อเห็นแก่ตัวเช่นนี้ ไหนเลยนับเป็นคนดีได้ แน่นอนข้าพเจ้าไม่กระทำชั่ว ดังนั้นมิใช่คนชั่ว สถานที่นี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้าพเจ้า เพียงแต่พวกท่านได้รับความลำบากเพราะข้าพเจ้า ถูผู้คนที่นี้ลักพาตัวมา ข้าพเจ้าค่อยรุดมาถกเยงกับพวกมัน น่าเสียดายผู้นำของหมู่ตึกนี้มีกิจธุระจากไป ไม่เช่นนั้นข้าพเจ้าจะให้มันขอขมาโทษต่อท่าน” ล้อเท้งเง็กกล่าวว่า

      “เจียมซิงแซที่ชักนำผู้น้องเข้ามาคล้ายมีตำแหน่งสูงยิ่ง มันมิใช่ผู้นำหรือ อย่งนั้นผู้นำเป็นใคร?” ฉิ้งซึงปอกล่าวว่า

      “ผู้นำที่ข้าพเจ้าเอ่ยถึงแซ่ลุ้ยนามสี่ฮ้ง มีศักดิ์ตำแหน่งสูงกว่าเจียมซิงแซอีก วันสองวันนี้มีเรื่องสำคัญประการหนึ่งอุบัติขึ้น ดังนั้นมันจึงออกศึกด้วยตัวเอง”

      นางพลันกล้ำกลืนคำพูดไว้ พึมพำว่า

      “ความลับของบู๊ลิ้มเช่นนี้ ข้าพเจ้าไยต้องบอกต่อท่าน?” ล้อเท้งเง็กยิ้มพลางกล่าวว่า

      “คาดว่าผู้น้อยแสดงความกระตือรือร้นสนใจ ดังนั้นท่านจึงกล่าวสืบต่อ ก่อนหน้านี้ผู้น้องยังพบพานชายหนุ่มผู้หนึ่งแซ่อั้งนามฮึง มันก็มีศักดิ์ศรีตำแหน่งสูงยิ่ง” พลางลดซุ่มเสียงแผ่วเบาลง กล่าวอีกว่า

      “คนผู้นี้หยิงยโส ผู้น้อยไม่ชมชอบมัน”

      ฉิ้งซึงปอกล่าวว่า

      “มิผิด แต่มันกลับคิดร้ายต่อข้าพเจ้า ดีที่ข้าพเจ้าพบเห็ฯแต่แรก ดังนั้นมันชิงหลบหนีไป” ล้อเท้งเง็กครุ่นคิดเล็กน้อย ตกลงใจบ่งบอกศักดิ์ศรีที่แท้จริงของตัวเองออกไป กล่าวว่า

      “ผู้น้อยมีเรื่องหนึ่ง คิดบ่งบอกตามความสัตย์” ไม่ทันขาดคำ ฉิ้งซึงปอโบกมือกล่าวว่า

      “อื่นๆ ไม่ต้องกล่าวแล้ว เมื่อครู่พวกเราเอ่ยถึงอั้งฮึง ให้ท่านระมัดระวัง มันต้องหาโอกาสแก้แค้นต่อท่าน”

      “ข้าพเจ้าหาได้ล่วงเกินมันไม่” นั่นก็มิผิด แต่มันระบายโทสะต่อพวกท่าน นี่หามีเหตุผลไม่” ล้อเท้งเง็กยืดอกขึ้น กล่าวว่า

      “ผู้น้องไม่เกรงกลัวอั้งฮึง ทั้งนี้เพราะ...” ขณะจะอธิบายสาเหตุความนัย ฉิ้งซึงปอก็กล่าวอีกว่า

      “ดูท่าพวกเรายังไม่อาจแยกทางกัน หากล้อเฮียไม่รังเกียจเดียดฉันท์ ข้าพเจ้าจะร่วมทางกับพวกท่านระยะเวลาหนึ่ง รอจนข้าพเจ้าพบกับลุ้ยสี่ฮ้ง ค่อยไร้เรื่องราว” ล้อเท้งเง็กคิดเปิดเผยศักดิ์ศรีตัวเองหลายครา ล้วนไม่เป็นผลยามนี้ความจริงมีโอกาส แต่รูปการณ์พลันกลับกลาย ต้องครุ่นคิดขึ้น

      ‘หากเราเปิดเผยศักดิ์ศรี นางต้องแยกทางกับเราอย่างวางใจ ไม่ทราบวันเดือนปีใดจึงได้พบหน้า แน่นอน เราไม่มีอกศุลจิตอันใด เพียงต้องการคบหากับนาง และอาศัยความสัมพันธ์กับนาง ทำการติดต่อกับจงซ้วง’ นึกถึงตอนนี้ เลิกล้มความคิดเปิดเผยศักดิ์ศรี ยิ้มพลางกล่าวว่า “คิดไม่ถึงเพระการณ์นี้กลับมีโอกาสใกล้ชิดกับที่ท่านสมควรขอบคุณอั้งฮึงแล้ว”

      ฉิ้งซึงปอใจสะท้าน หวนนึกถึงตัวเองทำเช่นนี้ เพราะเกรงว่าอั้งฮึงจะทำร้ายพวกเขาหรือว่าส่วนลึกของจิตใจต้องการพบหน้าพวกเขาจึงนึกหาหัวข้อเช่นนี้ หากว่าเป็ฯการะการหลัง ล้อบุ้นกื้อผู้นี้จะเป็นขวากหนามสำคัญในการฝึกปรือวิชากระบี่ขั้นสูงของตัวเอง

      นางจิตใจสับสนว้าวุ่น ต้องจมอยู่ในภวังค์ครุ่นคิด ล้อเท้งเง็กกลับใคร่ครวญถึงอีกเรื่องหนึ่ง นั่นคือลุ้ยสี่ฮ้งออกจากหมู่ตึกไปด้วยเรื่องสำคัญประกาหนึ่ง ใช่เป็นเรื่องที่ฉิ้งเจียวแห่งนครเขียวเรืองโรจน์นัดประชุมชาวยุทธจักรที่เมืองนานกิงหรือไม่?

      ฉิ้งเจียวนัดประชุมด้วยความรอบคอบรัดกุม กำหนดตายชื่อบุคคลจำนวนหนึ่งขึ้น คนเล่านี้ต้องไม่แพร่งพรายข่าวคราวออกไป แต่หากว่าฉิ้งซึงปอทราบได้ หมู่ตึกเอกะสมควรสืบทราบแล้ว

      การชุมนุมที่เมืองนานกิงครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด จุดประสงค์เพื่อแนะนำล้อเท้งเง็กต่อเหล่าผู้กล้า กอปรเป็นขุมกำลังต่อต้านหมู่ตึกเอกะขึ้น ก่อนถึงเวลาอันควร ข่าวการเข้าสู่ยุทธจักรของล้อเท้งเง็กต้องปกปิดเป็นความลับสุดยอด เพื่อมิให้ฝ่ายตรงข้ามเปลี่ยนแปลงแผนการจัดขุมกำลังใหม่ได้

      ซุ่มเสียงของฉิ้งซึงปอดังทำลายภวังค์ความคิดของเขาว่า

      “พวกเราไปสมทบกับเอี้ยซือเต๋าเฮีย จะได้ไปจากที่นี้” ล้อเท้งเง็กรับคำว่า

      “ตกลง พวกเราไป" พลางติดตามนางออกไป สมทบกับเอี้ยซือเต๋าที่ห้องโถง

      ฉิ้งซึงปออธิบายเรื่องราวต่อเอี้ยซือเต๋า หัวหน้านิกายบำเพ็ญคู่สองสามีภรรยาก็ปรากฎกายขึ้น ฉิ้งซึงปอจึงกล่าว ข้าพเจ้าจะเป็นเพื่อนพวกเขาไปยังเมืองนานกิง แต่เรื่องนี้ยังไม่ยุติอีกหลายวันข้าพเจ้าจะมาหาลุ้ยเสียวจึงจู้ใหม่” หัวหน้านิกายบำเพ็ญรีบกล่าวว่า

      “เราจะถ่ายทอดวาจานี้ต่อลุ้ยตั่วเอี้ย ท่านทั้งหลายออกเดินทางคิดโดยสารเรือหรือนั่งรถม้า หมู่ตึกเราล้วนจัดเตรียมไว้แล้ว”

      ฉิ้งซึงปอกล่าวว่า

      “โดยสารเรือเถอะ บุ้งเกื้อเฮียกับซือเต๋าเฮียเห็นเป็นอย่างไร?” ล้อเท้งเง็กกับเอี้ยซือเต๋าส่งเสียงสนับสนุน ดังนั้นทั้งสามออกจากหมู่ตึก เดินถึงท่าเทียบเรือ เห็นเรือเร็วลำหนึ่งจอดรออยู่ ทั้งสามพอลงเรือก็ถอนสมอออกเดินทางในบัดดล

หนังสือแนะนำ

Special Deal