บทที่ 5 พบราชินีกระบี่ (หน้า 3)

      นางหันกายวิ่งปราดออกนอกวัด ความรวดเร็วแคล่วคล่องของท่าร่าง สะกดจนพัวตั่วที่ปลอมเป็นบ่าวไพร่ปากอ้าตาค้างไป ฉิ้งซึงปอกลับมายังสถานที่ซึ่งดื่มสุราเมื่อครู่ สำรวจตรวจตราดูก็พบเห็นบทกลอนม้วนหนึ่งถูกทิ้งอยู่ในซอกหิน นางมีจิตใจละเอียดรอบคอบ พอเพ่งตาครุ่นคิด ล่วงรู้ว่าล้อเท้งเง็กกับเอี้ยซือเต๋าต้องประสบเหตุไม่คาดหมาย ไม่เช่นนั้นคงไม่ทิ้งบทกลอนอยู่ในซอกหิน เพียงแต่พวกเขาประสบเหตุไม่คาดหมายอันใด นางเพียงครุ่นคิดมีคาดการณ์ว่า นี่เป็นพฤติการณ์ของหมู่ตึกเอกะ

      นางทราบว่าหมู่ตึกเอกะบังเกิดความกริ่งเกรงต่อตัวเอง เฝ้าจับตาดูตัวเอง พร้อมกับปฏิบัติต่อจงซ้วงเช่นกัน การหายสาบสูญของล้อเท้งเง็กกับเอี้ยซือเต๋า ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับหมู่ตึกเอกะแน่นอน

      ดูท่าทีฝ่ายตรงข้ามพบว่าจงซ้วงมาหานาง ดังนั้นคิดล้วงถามจากล้อเท้งเง็กกับเอี้ยซือเต๋า ในสายตาพวกมันย่อมยึดถือชีวิตทั้งสองชีวิตนี้เฉกเช่นมดปลวกไร้ค่า แต่ล้อเท้งเง็กกับเอี้ยซือเต๋านิยมชมชื่นนาง หกต้องเสียชีวิตกลับเป็นเคราะห์กรรมอย่างใหญ่หลวง นางไม่ว่าอย่างไรไม่อาจนิ่งดูดายได้

      ฉิ้งซึงปอรีบรุดกลับวัด สั่งพัวตั่วและพวกมิต้องแตกตื่น ให้กลับไปรอฟังข่าวที่เมืองนานกิง ตัวเองออกจากภูเขาชีเฮี้ยซัว ข้ามเขาเขินเนินไสล มุ่งหน้าไปยังเมืองเกาอิ้ว

      เที่ยงวันรุ่งขึ้น นางบรรลุถึงที่หมาย มองแต่ไกลเห็นริมลำธารสายหนึ่ง ตั้งตระหง่านด้วยตัวตึกหลังหนึ่ง รอบข้างล้วนปลูกไม้ยืนต้น มีสภาพภูมิฐานยิ่ง

      ตึกหลังนี้ยึดครองพื้นที่กว้างขวาง ห้องหับแน่นขนัด บรรจุผู้คนไว้นับพันนับหมื่น นางครุ่นคิดเล็กน้อย แน่ใจว่าภายในตึกต้องมีความประหลาดพิกลเคลือบแฝง อย่างน้อยศัตรูอาศัยสภาพห้องหับปิดบังพื้นที่ศูนย์กลางของพวกมันไว้ หากมีคนคิดรุกราน ต้องจ่ายค่าตอบแทนอย่างใหญ่หลวง ค่อยบุกทะลวงถึงพื้นที่ศูนย์กลางได้

      นางทุ่มเทฝีเท้ามุ่งตรงไปยังตึกหลังนั้น ไม่นานก็บรรลุถึงหน้าประตูใหญ่ เห็นป้ายขวางเหนือประตูจารึกอักษรสีทอง “ต๊กจุน ซัวจึง” (หมูตึกเอกะ) ยามนั้น ภายในห้องของคนเฝ้าประตู ปรากฏชายฉกรรจ์สวมเสื้อยาวสีขาวผู้หนึ่งเดินออกมา สำรวจมองนักศึกษาสะพายกระบี่ผู้นี้เที่ยวหนึ่ง กล่าวว่า

      “ท่านใช่หลงทางหรือไม่?” ฉิ้งซึงปอสั่นศีรษะกล่าวว่า

      “ข้าพเจ้ามาเยี่ยมคารวะผู้อาวุโสท่านหนึ่งโดยเฉพาะ เพียงไม่ทราบเขาพักอยู่ที่นี้หรือไม่?” ชายฉกรรจ์ชุดขาวกล่าวว่า

      “เพียงไม่ทราบท่านมาเยือนผู้ใด?”

      “ผู้อาวุโสท่านนี้แซ่เงี่ยมนามบ้ออุ้ย รบกวนท่านเข้าไปรายงานสักคราเถอะ” ชายฉกรรจ์ชุดขาวมีสีหน้าตื่นเต้นสงสัย แต่ไม่ได้ออกปากตวาดว่า สำรวจมองนางอีกเที่ยวหนึ่ง ค่อยกล่าวว่า

      “ท่านมีนามสูงส่งว่ากระไร นิวาสถานอยู่ที่ใด เราจะได้รายงานขึ้นไป”

      “ข้าพเจ้าแซ่ฉิ้ง มาจากหอฟังเสียงคลื่นภูเขาโพวท้อซัว” ชายฉกรรจ์ชุดขาวคาดว่าเคยได้ยินชื่อหอฟังเสียงคลื่น หรือได้รับคำเตือนจากเบื้องบนมา รีบกล่าวว่า

      “ที่แท้เป็นอาคันตุกะจากหอฟังเสียงคลื่น ขอเชิญเข้าห้องโถงไปรับน้ำชา เราจะรายงานไปในบัดดล” พลางเบี่ยงกายผายมืออย่างนอบน้อม ฉิ้งซึงปอสาวเท้าเข้าไป ผ่านลานแจ้งแถบใหญ่ เข้าสู้ห้องโถงอันรโหฐาน ชายฉกรรจ์ชุดขาวไม่ทราบส่งรหัสสัญญาณเมื่อใด นางเพิ่งทรุดนั่งลง ก็ปรากฏเด็กรับใช้ยกน้ำชามา

      ฉิ้งซึงปอเห็นถ้วยชาเป็นเนื้อเคลือบมีชื่อของเมืองเก้งเต๊ก น้ำชาส่งกลิ่นหอมฉุย แสดงว่าเป็นชาชั้นดี จากชายฉกรรจ์ชุดขาวจนถึงใบชาเป็นที่เห็นได้ว่าเงี่ยมบ้ออุ้ยนับเป็นผู้เหี้ยมหาญที่ละเอียดถี่ถ้วนแห่งยุค เพียงวิธีการต้อนรับ ตลอดจนการฝึกอบรมบริวาร ก็ต่างกับผู้ห้าวหาญทั่วไป

      ชายฉกรรจ์ชุดขาวรีบเข้าไปรายงาน ฉิ้งซึงปอก็นั่งแน่วนิ่ง สีหน้าปลอดโปร่งเฉื่อยชา ทั้งไม่มีท่าทีไม่สบายใจ และไม่มีวี่แววมารังควานหาเรื่องแต่อย่างไร

      นางเร่งรุดตลอดทาง ใช้แต่เส้นทางลัด ทั้งไม่ได้หยุดพักผ่อน เชื่อมั่นว่ารวดเร็วกว่าล้อเท้งเง็กกับเอี้ยซือเต๋าที่ถูกคร่ากุมมากนัก ดังนั้นชายฉกรรจ์ชุดขาวคาดเดาเจตนาที่นางมาเยือนไม่ออก สีหน้าปรากฏแววเคลือบแคลงสงสัยขึ้น

      นางดำเนินการทางโลกดุจเดียวกับมรรคากระบี่ ไม่เคลื่อนไหวก็แล้วกันไป พอเคลื่อนไหวต้องถูกเป้าหมาย มิหนำซ้ำเน้นหลักการจับโจรจับหัวหน้า ทุกประการชิงเป็นฝ่ายสยบก่อน พ้องกับหลักการของวิชากระบี่ขั้นสูง ควรทราบว่าศัตรูซ่อนเร้นตัวเองเปิดเผย โดยรูปการณ์นางยากจะเป็นฝ่ายรุกได้ นอกจากนั้นฝ่ายตรงข้ามหากต้องการหลบหน้า สามารถอาศัยพื้นที่กบดานซ่อนตัว ดังนั้นนางชิงเคลื่อนไหวก่อน มิหนำซ้ำขอเข้าพบอย่างเปิดเผย ขอเพียงพบหน้าชนชั้นผู้นำของฝ่ายตรงข้าม ก็จะคลี่คลายได้แล้ว

      ชั่วครู่ให้หลัง ปรากฏผู้คนสองคนเดินเข้าห้องโถง เห็นเป็นสามีภรรยาวัยกลางคนคู่หนึ่ง บุรุษคมคายสง่างาม สตรีหยาดเยิ้มยั่วยวนรักษาเค้าความความงามเอาไว้

ฉิ้งซึงปอแม้ไม่เคยพบหน้าสามีภรรยาคู่นี้มาก่อน แต่มองปราดเดียวก็ทราบว่า พวกมันเป็นหนึ่งในหัวหน้าค่ายพรรคที่เข้าสังกัดหมู่ตึกเอกะ...หัวหน้านิกายบำเพ็ญคู่เจียมซิงแซและฮูหยิน ดังนั้นผุดลุกขึ้นยิ้มพลางกล่าวว่า

      “รบกวนการบำเพ็ญภาวนาของก่าจู้ รู้สึกเสียใจยิ่ง” หัวหน้านิกายบำเพ็ญคู่รีบกล่าวว่า

      “ฉิ้งโกวเนี้ยกล่าวรุนแรงไป ท่านเดินทางมาเยือน เพิ่มประกายแก่หมู่ตึกเรา นับเป็นเกียรติอย่างสูง”

เจียมฮูหยินกล่าวเสริมขึ้น

      “ฉิ้งโกวเนี้ยมีบุคลิกภาพน่าเลื่อมใส มิน่าเล่าหอฟังเสียงคลื่นมีชื่อเสียงเกริกไกร เราสองสามีภรรยานับว่าได้เปิดหูเปิดตา” ฉิ้งซึงปอเห็นสามีภรรยาคู่นี้มีถ้อยร้อยวาจาไม่เลว สร้างความตื่นตัวขึ้น ยิ้มพลางกล่าวว่า

      “เจียมฮูหยินชมเกินไป ข้าพเจ้ามาคราวนี้มีเรื่องราวคิดหารือ มาตรว่าไม่พบเห็นเงี่ยมจึงจู้กับล็ยเสียวจึงจู้ แต่ได้พบพานท่านสองสามีภรรยาก็เป็นเฉกเช่นกัน” หัวหน้านิกายบำเพ็ญคู่กล่าวว่า

      “โกวเนี้ยโปรดประทานบอก พวกเราล้างหูรอรับฟัง”

      “ข้าพเจ้าคิดขอให้ก่าจู้ปลดปล่อยผู้คนสองคน ไม่ทราบพวกท่านสองสามีภรรยาสามารถรับผิดชอบนี้หรือไม่?” หัวหน้านิกายบำเพ็ญคู่ใจหายวาบ กล่าวว่า

      “นั่นต้องดูว่าปลดปล่อยผู้ใด?”

      “ข้าพเจ้าหมายถึงนักศึกษาสองคน หนึ่งแซ่ล้อนามบุ้นกื้อ หนึ่งแซ่เอี้ยนามซือเต๋า พวกเขาอ่านบทกลอนกับข้าพเจ้าบนภูเขาชีเฮี้ยซัวประจวบพบพานจงซ้วง จงซ้วงคงล่วงรู้ว่ามีคนสะกดรอยตาม รีบผละจากไป จากนั้นข้าพเจ้าติดตามจากไป ไม่นานให้หลัง ก็ทราบข่าวพวกเขาหายสาบสูญ ดังนั้นเร่งรุดมายังที่นี้” หัวหน้านิกายบำเพ็ญคู่ขมวดคิ้วกล่าวว่า

      “ฟังจากคำบ่งบอกบรรยายของโกวเนี้ย หามีหลักฐานยืนยันว่าเป็นการลงมือของคนในหมู่ตึกเราไม่” ฉิ้งซึงปอยิ้มเล็กน้อย หันเหหัวเรื่องว่า

      “ฟังว่าพวกท่านสองสามีภรรยาบำเพ็ญภาวนาร่วมกัน มีวิชาฝีมืออีกแนวทางหนึ่ง วันนี้ได้พบพาน ไหนเลยยอมพลาดโอกาส ข้าพเจ้าคิดขอรับการสอนสั่งสักหลายกระบวนท่า” กล่าวพลางสาวเท้าเข้าหา ขณะห่างจากที่นั่งทั้งสองหกเจ็ดก้าวก็ชะงักเท้าลง ยามนี้นางยังไม่ได้ชักกระบี่จากฝัก แต่ก็ปรากฏรังสีกระบี่อันเกรี้ยวกราดสายหนึ่งคุกคามใส่ ทำให้พวกมันไม่กล้าเคลื่อนไหวโดยพลการ

      นี่เป็นเคล็ดวิชากระบี่ขั้นสูง ไม่ต้องชักกระบี่ตั้งท่า ก็ชิงเป็นฝ่ายรุก ขอเพียงศัตรูมีความเคลื่อนไหว กระบี่ของนางจะก่อเกิดปฏิกิริยา แผ่พุ่งออกดุจรุ้งยาวผ่านฟ้า หัวหน้านิกายบำเพ็ญคู่สองสามีภรรยาเป็นชนชั้นยอดฝีมือ ไหนเลยไม่ล่วงรู้ความร้ายกาจได้ ทั้งสองนั่งแน่วนิ่งดุจเดิม หัวหน้านิกายบำเพ็ญคู่กล่าวว่า

      “ฉิ้งโกวเนี้ยนับว่าเรียนรู้ยอดวิชา หอฟังเสียงคลื่นมีชื่อสมดังคำร่ำลือ แต่เราสองสามีภรรยายังไม่อาจรับการพ่ายแพ้ ขอรับการแนะนำสั่งสอนสักสองสามกระบวนท่า” ฉิ้งซึงปอกล่าวว่า

      “อย่างนั้นท่านทั้งสองเชิญเถอะ” นางกล่าวเช่นนี้ หัวหน้านิกายบำเพ็ญคู่สองสามีภรรยาจึงกล้าผุดลุกขึ้น ทั้งสองปลดผ้าโพกศีรษะลงมาก่อน เผยเห็นผมเผ้าหงอกขาวขับกับใบหน้าที่หมดจดงดงาม นับว่าประหลาดลี้ลับยิ่ง ทั้งสองพอผุดลุกขึ้น ก็แยกย้ายไปสองก้าว ทำให้ศัตรูไม่สามารถผนึกรวมสมาธิได้ หัวหน้านิกายบำเพ็ญคู่กล่าวว่า

      “เราสองสามีภรรยาลงมือคราใดไม่ใช้อาวุธ แต่ฉิ้งโกวเนี้ยมิใช่ชนชั้นธรรมดา พวกเราได้แต่แสดงความทุเรศแล้ว” ฉิ้งซึงปอกล่าวอย่างปลอดโปร่งว่า

      “ได้รับเกียรติจากท่านทั้งสอง เชิญชักอาวุธเถอะ” หัวหน้านิกายบำเพ็ญคู่ปรบมือสองครา ชั่วครู่ให้หลับปรากฏชายหนุ่มรูปงามผู้หนึ่งวิ่งปราดเข้ามา มือขวามันถือไม้เท้าเหล็กหยาบเท่าไข่เป็ดด้ามหนึ่ง อีกมือหนึ่งถือกระบี่ บนฝักกระบี่ประดับมูกมณีแพรวพรายเล่มหนึ่ง

      ขณะที่มันเดินเข้าห้องโถง ฉิ้งซึงปอเคยเหลียวมองมันแวบหนึ่งจากนั้นก็ไม่ได้ใส่ใจอีก ชายหนุ่มรูปงามท่วงท่าเข้มแข็งผู้นี้เดินตรงเข้ามา คล้ายคิดเดินผ่านข้างกายฉิ้งซึงปอ พอเคลื่อนเข้าใกล้ดวงตาพลันสาดประกายดุร้าย จับจ้องมองเงาหลังของนาง ยกชูไม้เท้าเหล็กในมือขวาขึ้น

      หัวหน้านิกายบำเพ็ญคู่สองสามีภรรยากระทั่งเหลือบแลยังไม่เหลือบแลผู้มาแม้สักแวบเดียว ทำให้ผู้คนเข้าใจว่าผู้มาเพียงเป็นมือชั้นธรรมดา มีหน้าที่จัดส่งอาวุธมาเท่านั้น

      ฉิ้งซึงปอพลันสืบเท้าออกไปครึ่งก้าว เอี้ยวตัวเล็กน้อย แต่ไม่ได้หมุนตัวไป เสียงฝีเท้าทางด้านหลังพลันขาดหาย คล้ายกับถูกอริยาบถของนางสะกดเอาไว้ ไม่อาจรุดหน้ามาอีก

      ซึ่งความจริงเป็นเช่นนี้ ฉิ้งซึงป้อเฝ้าสดับฟังเสียงฝีเท้าของฝ่ายตรงข้าม คำนวณระยะห่าง ค่อยมีความเคลื่อนไหว นางแม้ขยับเอี้ยวตัวเพียงเล็กน้อย แต่ก็เป็นท่าร่างอันลึกล้ำ ผู้คนทั้งหน้าหลังล้วนตกอยู่ภายใต้สภาวะกระบี่ของนาง ไม่ว่าผู้ใดมีความเคลื่อนไหว กระบี่ของนางจะหลุดจากฝัก จู่โจมออกดุจสายฟ้า

      หากว่าชายหนุ่มที่ด้านหลังเป็นชนชั้นธรรมดา คงต้องวิ่งตะบึงสืบต่อ เมื่อถึงเวลานั้น กระบี่ของฉิ้งซึงปอไม่แน่ว่าจะแทงทะลุอกมันไป แต่มันกลับชะงักเท้าทันท่วงที จากข้อนี้แสดงว่า มันเป็นชายหนุ่มยอดฝีมือผู้หนึ่ง ฉิ้งซึงปอแม้แต่ท่าตระเตรียมพร้อม สีหน้ายังคงเป็นปรกติ กระทั่งสีหน้ายังไม่เปลี่ยนแปร กล่าวว่า

      “ผู้มาเป็นอะไรกับเงี่ยมบ้ออุ้ยผู้อาวุโส?” หัวหน้านิกายบำเพ็ญคู่สองสามีภรรยาอดมีสีหน้าตื่นเต้นสงสัยมิได้ จนบัดนี้พวกมันค่อยพบว่า หญิงสาวรูปโฉมงดงามนางนี้ชาญฉลาดปราดเปรื่อง ไม่ว่าเวลาใด ล้วนคำนวณศัตรูอย่างแม่นยำ ชิงเป็นฝ่ายสยบทุกฝีก้าว

ชายหนุ่มท่าทางแข็งแรงนั้นรับคำว่า

      “ข้าพเจ้าอั้งฮึง ที่โกวเนี้ยกล่าวถึงคือซือแป๋เรา ในสำนักอาจารย์ข้าพเจ้าจัดอยู่อันดับสาม” มันลดไม้เท้าเหล็กลง แต่เพียงตั้งท่าตระเตรียมพร้อม กระโดดหลบไปด้านข้างหลายเชียะ ฉิ้งซึงปอทั้งไม่ชักกระบี่ และไม่เคลื่อนไหวอีก แต่อั้งฮึงยังรู้สึกว่า พลังสมาธิและรังสีกระบี่ของฝ่ายตรงข้ามยังครอบคลุมใส่ตัวเอง นี่เป็นครั้งแรกที่มันลิ้มลองรสชาติเช่นนี้ มิกล้าไม่ระวังพรักพร้อม

      หัวหน้านิกายบำเพ็ญคู่สองสามีภรรยา ก็รู้สึกถึงรังสีกระบี่คุกคามกาย อดเย็นเยียบจับใจมิได้ นี่ก็เป็นประสบการณ์ที่น้อยครั้งจะเผชิญพบมา ดังนั้นพวกมันกระทั่งเคลื่อนไหว ยังไม่กล้าเคลื่อนไหว โดยพลการ ฉิ้งซึงปอกล่าวว่า

      “ข้าพเจ้าแม้เหลือบแลอั้งเสียวจึงจู้ท่านเพียงแวบเดียว แต่ก็ดูออกว่าท่านมีบุคลิกภาพเหนือธรรมดา ดังนั้นไม่ได้ชะล่าใจ นับว่าดูไม่ผิดจริงๆ” นางเอ่ยถึงตอนนี้หยุดเล็กน้อย แต่ผลสะท้อนจากคำพูดเหล่านี้ ทำให้อั้งฮึงจิตใจพลุ่งพล่าน เนิ่นนานยังไม่สามารถสงบลง นางเมื่อยอมรับว่า อั้งฮึงมีบุคลิกภาพเหนือธรรมดา ถึงกับสร้างความเคลิบเคลิ้มงมงายแก่มัน

      ฉิ้งซึงปอกล่าวอีกว่า

      “ข้าพเจ้าจะประมือกับเจียมก่าจู้ อั้งเสียวจึงจู้คิดเป็นสักขีพยานหรือตระเตรียมลงมือช่วยเหลือ?” อั้งฮึงตอบโดยไม่ขบคิดว่า

      “ย่อมเป็นสักขีพยาน”

      “อย่างนั้นท่านมอบอาวุธแก่พวกเขาเถอะ” อั้งฮึงโยนกระบี่ออกไปแต่โดยดี พลันพบว่ารังสีกระบี่ของฝ่ายตรงข้ามสลายคลาย ไม่คุกคามต่อตัวเองอีก ดังนั้นถือไม้เท้าถอยห่างไป หัวหน้านิกายบำเพ็ญคู่สองสามีภรรยาไม่พอใจต่อปฏิกิริยาของอั้งฮึงยิ่ง แต่ด้วยตำแหน่งของพวกมัน ยังไม่เพียงพอกับการสั่งสอนอั้งฮึง ได้แต่ซุกงำไว้ในใจ หัวหน้านิกายบำเพ็ญคู่รับกระบี่ไว้ เลิกชายเสื้อยาวขึ้น สอดไว้กับข้างเอว เจียมฮูหยินก็ล้วงอาวุธจากอกเสื้อ กลับเป็นสายรักสีชมพูยาววาเศษสองเส้น แต่ละเส้นประดับกระดิ่งเล็กๆ สีทองสิบกว่าอัน พอล้วงออกมา ก็บังเกิดเสียงกระดิ่งดังไพเราะเสนาะหู

      สายรัดของนางคู่นี้เรียกว่าเทียนนึ่งตั่ว (สายรัดเทพธิดา) กระดิ่งสีทองบนสายรัดเรียกว่าฮุ้นเล็ง (กระดิ่งสะกดวิญญาณ) เป็นของวิเศษของนิกายอสูร มีอำนาจในการสะกดจิตวิญญาณผู้คน ฉิ้งซึงปอกวาดมองอาวุธประหลาดในมือนางอย่างเฉื่อยชาแวบหนึ่ง นี่คือส่วนลึกล้ำสุดหยั่งคาดของนาง ไม่ว่าเกิดเรื่องใด นางเพียงกวาดมองอย่างเฉื่อยชาแวบหนึ่งก็พอ

      หัวหน้านิกายบำเพ็ญคู่ชักกระบี่จากฝัก ตัวกระบี่เปล่งประกายเย็นเยียบ แสดงว่าเป็นกระบี่คมกล้าเล่มหนึ่ง มันโอบกระบี่กล่าวว่า

      “ใช้กระบี่ต่อหน้าโกวเนี้ย เฉกเช่นอวดบทความต่อหน้าอาจารย์แต่ด้วยนิสัยความเคยชิน ไม่อาจแก้ไขกลับกลาย” ฉิ้งซึงปอกล่าวว่า

      “เจียมก่าจู้กล่าวรุนแรงไป มรรคากระบี่ลึกล้ำสุดหยั่งคาด ข้าพเจ้าก็เพิ่งเล่าเรียน ล่วงรู้เพียงผิวเผินเท่านั้น”

      นางโน้มตัวไปเบื้องหน้าเล็กน้อย พลังกระบี่ลึกล้ำสุดหยั่งคาด ข้าพเจ้าก็เพิ่งเล่าเรียน ล่วงรู้เพียงผิวเผินเท่านั้น”

      นางโน้มตัวไปเบื้องหน้าเล็กน้อย พลังกระบี่ก็หนุนเนื่องออก มาตรว่าไม่ลงมือ แต่ก็เพียงพอกับการข่มขวัญศัตรู วุ่นวายกับการหาทางรับมือ ไม่มีเวลานึกถึงการจู่โจม ทุกความเคลื่อนไหวแฝงความหมายลึกล้ำ เกาะกุมโอกาสรุกอยู่ทุกวิถีทาง

      เจียมฮูหยินพลันขยับสองแขน ลากพาสายรัดยาวทั้งสองเส้นขึ้นฟ้า หนึ่งในสองเส้นโฉบปราดไปด้านหลัง บังเกิดเสียงโครมคราม สลัดเหวี่ยงโต๊ะเก้าอี้แถวหนึ่งไปไกลโข จุดมุ่งหมายเพื่อต้องการพื้นที่ว่างสำหรับลงมือ แต่สายรัดทั้งคู่พอเคลื่อนไหว ฉิ้งซึงปอก็ชักกระบี่จู่โจมออกดุจสายฟ้า

      เห็นประกายกระบี่เจิดจ้า แฝงไว้ด้วยเสียงครืนครันปานฟ้าร้อง มุ่งใส่เจียมฮูหยิน กระบี่ของนางนี้เกิดจากการกระตุ้นเตือน ใช้ออกไปเอง หากเจียมฮูหยินไม่เคลื่อนไหว นางอาจไม่ลงมือ เนื่องด้วยเป็นสภาวะกระบี่ที่ใช้ออกเอง จึงเกรี้ยวกราดรุนแรงกว่าท่ากระบี่ที่ตั้งใจควบคุมบังคับมากนัก

      เจียมฮูหยินรู้สึกว่าสภาวะกระบี่เกรี้ยวกราดอย่างที่ในชีวิตไม่เคยเผชิญมาก่อน สำนึกตัวว่าไม่อาจต้านทานท่าจู่โจมนี้ได้ ถึงกับสูญเสียความคิดต่อสู้ หงายร่างพุ่งถอยออกไป

นางแม้หลบจากกระบี่นี้ กลับผลักไสเคราะห์กรรมใส่สามี ฉิ้งซึงปอเปลี่ยนแปลงท่ากระบี่ เป็นมุ่งใส่หัวหน้านิกายบำเพ็ญคู่ กระบี่นี้ก็เป็นสภาวะที่ก่อเกิดขึ้นเอง เจียมฮูหยินความจริงเป็นเป้าหมายแรก พอสูญเสียไป ก็วกใส่หัวหน้านิกายบำเพ็ญคู่

      เมื่อเป็นเช่นนี้ สภาวะกระบี่ทวีความเกรี้ยวกราดรุนแรง คล้ายกับทะลวงทะลุจักรวาล อย่าว่าแต่หัวหน้านิกายบำเพ็ญคู่ ต่อให้เปลี่ยนเป็นเงี่ยมบ้ออุ้ย ก็ไม่กล้าปิดป้องปะทะกระบี่นี้ แน่นอน หากเงี่ยมบ้ออุ้ยประจันหน้ากับนาง ต้องไม่เปิดโอกาสให้นางเปลี่ยนอานุภาพกระบี่อย่างเต็มที่

      หัวหน้านิกายบำเพ็ญคู่ไม่ว่าอย่างไรก็คิดไม่ถึงว่า ฝ่ายตรงข้ามมีเพลงกระบี่กล้าแข็งเพียงนี้ ยามรีบร้อนสะบัดกระบี่ด้วยท่าฮุ้นฮงเซียนตั่ง (เมฆปิดถ้ำวิเศษ) ร่างหมุนคว้างไปยังทิศทางด้านตรงข้าม มันฝึกกระบี่เป็นเวลาสิบปี คราครั้งนี้นับว่าปิดสกัดกระบี่ของฉิ้งซึงปอไว้ได้ เสียงเคร้งพอดัง เงาคนพลันผละจาก หัวหน้านิกายบำเพ็ญคู่พุ่งถอยไปแปดเชียะ ปากหอบหายใจออกมา ทั้งสองแม้ประมือเพียงกระบวนท่าเดียว แต่ต่างทุ่มเทพลังฝีมือทั้งหมด เทียบเท่ากับผู้อื่นหักหาญกันร้อยพันกระบวนท่า

      หัวหน้านิกายบำเพ็ญคู่มีพลังการฝึกปรือลึกล้ำ ยามนี้ยังอดหอบหายใจมิได้ พอทรงกายมั่น รู้สึกกระบี่ในมือเบาหวิว ปลายกระบี่ท่อนหนึ่งหักร่วงหล่นลงบนพื้น บังเกิดเสียงดังสดใสคราหนึ่ง

      นอกจากหัวหน้านิกายบำเพ็ญคู่บังเกิดความตื่นตระหนกแล้ว อั้งฮึงก็ชมดูจนปากอ้าตาค้าง ลอบใคร่ครวญว่ากระบี่ของนางนี้มีอานุภาพถึงระดับใด ฉิ้งซึงปอยืนชดช้อยดุจเดิม กล่าวว่า

      “เจียมก่าจู้ ยินยอมออกคำสั่งปล่อยตัวผู้คนหรือไม่” หัวหน้านิกายบำเพ็ญคู่ระงับสติแล้วกล่าว

      “โกวเนี้ยมีเพลงกระบี่เลิศล้ำปานเทพยดา เรานับถือเลื่อมใสยิ่ง เรื่องของสหายท่าน ต้องให้เสียวจึงจู้ตัดสินชี้ขาด” ฉิ้งซึงปอทราบแน่ว่าต้องได้รับผลสรุปเช่นนี้ ดังนั้นไม่มีท่าทีประหลาดใจ กวาดตาไปยังอั้งฮึง กล่าวว่า

      “หมู่ตึกท่านลักพาตัวสหายข้าพเจ้าสองคน พวกเขาล้วนเป็นนักศึกษาคงแก่เรียน ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับยุทธจักร การมาของข้าพเจ้าครั้งนี้เพื่อปรับความเข้าใจกับหมู่ตึกท่าน ขอให้ออกคำสั่งปล่อยตัว” อั้งฮึงผงกศีรษะกล่าวว่า

      “ข้าพเจ้าได้ยินคำพูดเมื่อก่อนหน้านี้ของโกวเนี้ยแล้ว เรื่องนี้ข้าพเจ้าสามารถตัดสินใจ”

      “ประเสริฐมาก ท่านเมื่อสามารถตัดสินใจ โปรดให้คำตอบที่แน่นอนแก่ข้าพเจ้า” อั้งฮึงกล่าวว่า

      “ก่อนอื่นข้าพเจ้าต้องทำความเข้าใจว่า สหายท่านใช่ถูกคนของหมู่ตึกเรานำพามาหรือไม่ หากไม่แปลกปลอมพวกมันต้องถูกส่งตัวมายังที่นี้ ข้าพเจ้าคิดขอให้โกวเนี้ยหยุดยั้งรั้งรอฟังข่าวก่อน หากว่าคนถูกส่งตัวมาถึงที่นี้ ข้าพเจ้าคิดร้องขอเรื่องหนึ่ง....”

ฉิ้งซึงปอกล่าวอย่างเฉื่อยชาว่า

      “คิดไม่ถึงท่านกลับพิรี้พิไรปานนี้ แต่ท่านลองบอกต่อไป ให้ข้าพเจ้ารับฟังความเห็นของท่านดู”

หนังสือแนะนำ

Special Deal