บทที่ 5 พบราชินีกระบี่ (หน้า 2)

      ฉิ้งเอ้ยนั้ง กวาดมองเขาด้วยความนิยมเลื่อมใสแวบหนึ่ง กล่าวว่า

      “บุ้นกื้อเฮียกล่าวรุนแรงไป ผู้น้องกลับมีความรู้สึกว่า ได้พบพานผู้รู้ใจ...” ล้อเท้งเง็กขณะจะตอบคำ พลันได้ยินพัวตั่วส่งเสียงกระแอมไอ ทั้งสองฝ่ายอยู่ห่างไกล หากเป็นผู้คนธรรมดาทั่วไป ต้องไม่ได้ยิน แต่สำหรับล้อเท้งเง็ก นี่เป็นรหัสชนิดหนึ่ง แสดงว่ามีบุคคลน่าสงสัยบุกรุกเข้ามา สร้างความเคลือบแคลงใจยิ่ง ครุ่นคิดขึ้น

      “ผู้มาเป็นใคร หากเป็นชาวยุทธจักร ต้องไม่เข้าร่วมการชุมนุมของหนอนตำราเด็ดขาด” ขณะครุ่นคิด ปรากฏคนผู้หนึ่งสืบเสาะมาถึง หัวร่อฮาฮากล่าวว่า

      “ท่านทั้งหลายมีอารมณ์สุนทรีย์ไม่เบา ข้าพเจ้ามารบกวนแล้ว” ซุ่มเสียงกังวานแจ่มใส เมื่อมองดูฝีเท้ามัน ก็เต็มไปด้วยความอาจหาญ กลับเป็นชายหนุ่มอายุยี่สิบเศษ คิ้วเรียวยาวจรดจอน บุคลิกงามสง่าผู้หนึ่ง ล้อเท้งเง็กรีบกล่าวว่า

      “พี่ท่านกล่าววาจาใด หากไม่รังเกียจเดียดฉันท์...” ไม่ทันกล่าวจบ ฉิ้งเอ้ยนั้งชิงกล่าวว่า

      “ข้าพเจ้าขอแนะนำให้รู้จัก ท่านนี้คือล้อบุ้นกื้อเฮียกับเอี้ยซือเต๋าเฮีย อาคันตุกะไม่รับเชิญท่านนี้แซ่จงนามซ้วง เป็นวีรบุรุษผู้กล้าที่เปรื่องปราดทั้งบุ๋นและบู๊” ล้อเท้งเง็กพอฟังว่า ผู้มาคือชายหนุ่มยอดฝีมือนามจงซ้วง ในใจคิดสำรวจมองมันเป็นพิเศษ จนใจที่อยู่ในคราบปลอมแปลงเป็นนักศึกษาไม่กล้าเผยพิรุธ เพียงกล่าวคำ “เลื่อมใสมานาน” เท่านั้น จงซ้วงยิ้มพลางกล่าวว่า

      “เมื่อครู่พี่ท่านทั้งหลายคล้ายสนทนาอย่างถูกคอ เพียงไม่ทราบสนทนาอันใด?” ล้อเท้งเง็กถ่ายทอดบอกเรื่องการคัดเลือกบทกลอนให้ทราบจากนั้นกล่าวเสริมว่า

      “จงเฮียพอดีมาถึง ขอเชิญเลือกบทกลอนหนึ่ง เพื่อความสมบูรณ์พร้อม” จงซ้วงผงกศีรษะ รับคำว่า

      “ผู้น้องก็ขอหัดเดินเช่นชาวเมืองฮ่ำตัง (การหัดเดินเช่นชาวเมืองฮ่ำตังเป็นสุภาษิตบทหนึ่งของจีน ฮ่ำตังเป็นเมืองหลวงของแคว้นเตี่ย ชาวเมืองล้วนอ่อนแอ ชายหนุ่มแคว้นอี้กลับเดินทางมาลอกเลียนท่าเท้าก้าวเดินของชาวเมืองฮั่งตัว ละทิ้งบุคลิกที่งามสง่าของตัวเอง ใช้เปรียบเปรยการลอกเลียนแบบอย่างผู้อื่นสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง) เพียงหวังพี่ท่านท่านทั้งหลายอย่าได้หัวร่อเยาะ”

      พลางรื้อดูบทกลอนเที่ยวหนึ่ง ไม่นานก็เอื้อนออกมาว่า

      “ชาวตลาดหัวร่อเยาะ ระย่นย่อทั้งสามเหล่าทัพ ค่อยทราบเป็นยอดชายชาญ เพิกเฉยคำวิจารณ์รอบข้าง”

      ล้อเท้งเง็กและพวกทราบว่า นี่เป็นผลงานของเจ้าไฮว้อิมฮั่งซิ่ง (ห้องสิน) ครั้งกระโน้นฮั่งซิ่งได้รับความอัปยศมุดลอดหว่างขาอันธพาลชาวบ้านร้านตลาดล้วนหัวร่อเยาะ เมื่อท่านช่วยเหลือเล่าปังปราบดาภิเษกขึ้นเป็นฮั่นเกาโจ้วฮ่องเต้ ได้รับแต่งตั้งเป็นแม่ทัพใหญ่ ปกครองสามเหล่าทัพ ทั่วทั้งแผ่นดินล้วนสะท้านสะเทือน ส่วนประโยคที่สามและสี่หมายความว่าชนชาวโลกมักไม่รู้จักยอดวีรบุรุษ ดังนั้นการทำความเข้าใจคนผู้หนึ่ง ไม่อาจยึดถือจากคำวิจารณ์ นอกจากนี้ยังมีบทกลอนอีกสี่ประโยคแต่จงซ้วงไม่ได้เอื้อนสืบต่อ

      ล้อเท้งเง็กกล่าวว่า

      “ฟังจากบทกลอนของจงเฮีย แสดงว่าในอกบังเกิดความคับแค้นขุ่นข้อง” เอี้ยซือเต๋ากล่าวเสริมขึ้น

      “ยังมีจงเฮียเปรียบตัวเป็นยอดชายชาญ นับว่ามีความฮึกหาญไม่เบา” จงซ้วงประสานมือกล่าวว่า

      “ผู้น้องรีบร้อนเลือกบทกลอนเพื่อกลบเกลื่อน พี่ท่านทั้งหลายอย่าได้หัวร่อเยาะ” ฉิ้งเอ้ยนั้งกล่าวเสริมขึ้น

      “เท่าที่ข้าพเจ้าทราบ จงเฮียคู่ควรกับการรับคำ “ยอดชายชาญ” น่าเสียดายผู้น้องเป็นคนวางเฉย ไม่อาจติดสอยห้อยตาม” ล้อเท้งเง็กรับฟังจนฉุกคิดขึ้น

      “มันแสดงว่าวางตัวนิ่งเฉย ไม่ยอมม้วนเข้าสู่บุญคุณความแค้นในยุทธจักร” จงซ้วงกล่าวว่า

      “ฉิ้งเฮียเจนจบทุกศาสตร์สาขา ทอดตาทั่วแผ่นดิน ไม่มีผู้ใดเทียมทาน ไหนเลยประกาศตัวเป็นคนวางเฉย ไม่สนใจกับชะตากรรมของส่วนรวมได้?”

ฉิ้งเอ้ยนั้งยิ้มพลางกล่าวว่า

      “จงเฮียกล่าวรุนแรงไป ในโลกหล้าเต็มไปด้วยยอดคนพิสดารบุคคลเช่นข้าพเจ้า เพิ่มคนหนึ่งหรือลดน้อยคนหนึ่ง จะเป็นไรไป?”

      ล้อเท้งเง็กกับเอี้ยซือเต๋าแสร้งเป็นไม่เข้าใจ ทที่จริงทราบแน่แก่ใจ ที่แท้ฉิ้งเอ้ยนั้งคือฉิ้งซึงปอแห่งหอฟังเสียงคลื่น ล้อเท้งเง็กได้รับรายงานลับว่า นางเดินทางถึงที่นี้ ดังนั้นจับตาดูตลอดทั้งวัน ในที่สุดรอคอยจนพบพาน

      แต่ล้อเท้งเง็กคิดไม่ถึงว่า จงซ้วงจะปรากฏกาย ทั้งยังเป็นชายชาตรีที่เปรื่องปราดทั้งบุ๋นและบู๊ ถึงกับคิดเปิดเผยโฉมหน้าแท้จริง ตีแผ่หัวใจเข้าคบหา จนใจที่ฉิ้งซึงปอแสดงท่าทีว่าไม่ถามไถ่เรื่องราวในยุทธจักรทำให้ไม่กล้าเปิดเผยศักดิ์ศรีโดยผลีผลาม มิให้ฉิ้งซึงปอคอยหลบหน้าตัวเอง เช่นเดียวกับที่หลบหน้าจงซ้วง

      จงซ้วงถอนใจเบาๆ จากนั้นกลับคืนสู่บุคลิกอันงามสง่า ยิ้มพลางกล่าวว่า

      “ผู้น้องมาตาหาฉิ้งเฮีย เพื่อเรียนบอกเรื่องสำคัญประการหนึ่ง”

      ฉิ้งซึมปอกล่าวว่า

      “คาดว่าคงเป็นเรื่องสำคัญใหญ่หลวงแล้ว?” จงซ้วงรับคำ เอี้ยซือเต๋าจึงกล่าว

      “พี่ท่านทั้งสองหากมีเรื่องส่วนตัว พวกเราสมควรหลบเลี่ยงไป”ฉิ้งซึงปอกล่าวว่า 

      “คาดว่าคงเป็นเรื่องสำคัญใหญ่หลวงแล้ว?” จงซ้วงรับคำ เอี้ยซือเต๋าจึงกล่าว

      “พี่ท่านทั้งสองหากมีเรื่องส่วนตัว พวกเราสมควรหลบเลี่ยงไป” ฉิ้งซึงปอโบกมือกล่าวว่า

      “มิต้องหลบเลี่ยง พวกท่านแม้รับฟังก็ไม่เข้าใจ” จงซ้วงกล่าวว่า

      “ทางที่ดี พวกเขาฟังไม่เข้าใจ จะได้ไม่ต้องขุ่นข้องรำคาญ เรื่องแรกที่ผู้น้องคิดบอกกล่าวคือ ครั้งกระโน้นไม้เท้าเจ็ดสังหารเงี่ยมบ้ออุ้ยหักหาญกับเจ้านครเขียวเรืองโรจน์ล้อฮีอู้ ได้รับบาดเจ็บบอบช้ำสาหัส ฟังว่าแม้แต่ตอนลงเรือ ยังต้องให้ลุ้ยสี่ฮ้งแบกลงไป”

ฉิ้งซึงปอกล่าวว่า

      “สมควรเป็นเช่นนี้ ล้อเซี้ยจู้กับมันความจริงมีฝีมือคู่คี่ก้ำกึ่งหากต่อสู้กันอย่างยุติธรรม ยังไม่ทราบผู้ใดต้องตกตาย” จงซ้วงกล่าวอย่างตื่นเต้นสงสัยว่า

      “เช่นนี้เป็นว่า การต่อสู้ระหว่างเงี่ยมบ้ออุ้ยกับล้อเซี้ยจู้เมื่อครั้งกระโน้น มิใช่การต่อสู้อย่างยุติธรรมแล้ว?”

      “การต่อสู้เริ่มขึ้นหลังจากที่นครถูกเผาผลาญผู้คนล้มตาย ถือเป็นความยุติธรรมได้อย่างไร ต่อให้เปลี่ยนเป็นคนหนักแน่นเยือกเย็นเช่นจงเฮียท่าน ก็อดวอกแวกมิได้” จงซ้วงกล่าวว่า

      “คำพูดนี้มีเหตุผล ขอถามล้อเซี้ยจู้ในตอนนี้เป็นตายร้ายดีประการใด?” ฉิ้งซึงปอขบคิดแล้วกล่าว

      “ซากศพของมันเมื่อค้นหาไม่พบ ก็ไม่สามารถระบุความเป็นตายได้ แต่ต่อให้ยังมีชีวิตอยู่ อาการบาดเจ็บของมันต้องหนักหนาสาหัสกว่าเงี่ยมบ้ออุ้ยแน่นอน” ล้อเท้งเง็กรับฟังถึงตอนนี้ ถึงกับแทบสิ้นสติไป ได้แต่อาศัยการดื่มสุรา ปกปิดการเปลี่ยนแปลงของสีหน้า

      ระหว่างที่อยู่บนเกาะโชยเอียะเต้า เขาคร่ำเคร่งฝึกเพลงดาบ จากนั้นฝึกอบรมกองกำลังบุตรหลาน ทั้งยังต้องกำหนดแผนการเคลื่อนไหว ดังนั้นวุ่นวายจนไม่มีเวลานึกถึงเรื่องของบิดา ฟังจากปากคำพวกมันเมื่อค้นหาซากศพล้อฮ๊อู้ไม่พบ ท่านผู้เฒ่าอาจยังมีชีวิตอยู่แล้ว

      จงซ้วงผงกศีรษะกล่าวอีกว่า

      “เรื่องที่สองคือ ยอดฝีมือฮ่วงซัวตาขอเงินทองเซียงเอี้ยงที่ร่ำลือว่าเสียชีวิตแล้ว พลันปรากฏกายขึ้น แต่กลับกลายเป็นคนของหมู่ตึกเอกะ”

ฉิ้งซึงปอขบคิดแล้วกล่าวว่า

      “จงเฮียเอ่ยถึงเรื่องนี้ ไม่ทราบมีเจตนาใด?” จงซ้วงยิ้มเล็กน้อยกล่าวว่า

      “ครั้งกระโน้นยอดฝีมือที่ถูกหมายหัวขึ้นบัญชีดำ และถูกหลอกลวงไปยังเมืองเกาอิ้วจำนวนสามสิบห้าคน มีอยู่สิบสี่คนที่เสียชีวิตในเงื้อมมือของหัวหน้าค่ายพรรคทั้งห้าที่เข้าสังกัดหมู่ตึกเอกะ สมมุติเช่นเคียวอิดจือแห่งฮั่วซัว พี่ใหญ่ของสองผู้กล้าเมฆหมอกเม่งฉก และค่างวิเศษแปดแขนชุยงี้ ที่หลงเหลือบ้างรับบาดเจ็บ บ้างยอมสวามิภักดิ์ บ้างหายสาบสูญ มีแต่แส้บินขงเซี้ยง ลี้ฮ้วยเกี้ยแห่งทะเลสาบท่งเท้ง และตัวตั่วเนี้ยแห่งจี้ตึ้งที่หลงรอดชีวิต ยอดฝีมือที่หายสาบสูญทั้งสี่ประกอบด้วยตาขอเงินท้งเซียงเอี้ยง บัณฑิตเมฆรุ้งเขียวแห่งแชเซี้ย มือผลักบรรพตแห่งเสียวลิ้ม และหลวงจีนรื้อรังแห่งภูเขาโง้วไท้ พวกเรายังเข้าใจว่าคนทั้งสี่ล้วนถูกฆ่าทิ้ง คิดไม่ถึงตาขอเงินทองจะปรากฏกายขึ้น ทั้งยังนำสำนักฮ่วงซัวสวามิภักดิ์ต่อหมู่ตึกเอกะ” ฉิ้งซึงปอกวาดมองล้อเท้งเง็กกับเอี้ยซือเต๋าแวบหนึ่ง เห็นทั้งสองรับฟังจนปากอ้าตาค้าง ดังนั้นอดยิ้มมิได้ จงซ้วงกล่าวอีกว่า

      “ข่าวนี้ทำให้ผู้น้องคาดคิดว่า ยอดฝีมือที่หายสาบสูญ ใช่ถูกหมู่ตึกเอกะจับกุมคุมขัง เพื่อบีบบังคับให้ยอมสวามิภักดิ์หรือไม่ หากเป็นเช่นนั้น พวกเราไม่อาจนิ่งดูดาย สมควรหาทางช่วยเหลือจึงถูกต้อง”

ฉิ้งซึงปอกล่าวว่า

      “จงเฮียกล่าวถูกต้อง ท่านใช่สืบทราบร่องรอยเบาะแสใดหรือไม่?”

      “หมู่ตึกเอกะกระจายสาขาทั่วแผ่นดิน แต่ที่ตั้งอันแน่ชัด ยังไม่มีผู้ใดทราบ ผู้น้องกลับสืบทราบสถานที่หนึ่งอยู่ละแวกเมืองเกาอิ้วเอง” ฉิ้งซึงปอตาทอประกายเฉิดจ้าพิสดาร นางความจริงเป็นศิษย์ของหอฟังเสียงคลื่น ฝึกปรือเพลงกระบี่ขั้นสูง ดังนั้นไม่ต้องการม้วนเข้าสู่บุญคุณความแค้นในยุทธจักร กริ่งเกรงว่าจะเป็นอุปสรรคต่อความเจริญรุดหน้า แต่บางครั้งก็มิอาจไม่สอดมือเดี่ยวข้อง เห็นจงซ้วงดื่มสุราจอกหนึ่ง จากนั้นผุดลุกขึ้นกล่าวว่า

      “คืนนี้ได้ร่วมสนุกกับพี่ท่านทั้งสอง ไม่ทราบเมื่อใดจึงตอบแทนได้ รู้สึกละอายยิ่ง” ล้อเท้งเง็กกล่าวอย่างสงสัยใจว่า

      “จงเฮียไฉนกล่าวเช่นนี้ หรือว่าคิดจากไปแล้ว?” จงซ้วงรับคำว่า

      “ถูกแล้ว ผู้น้องถูกภารกิจผูกมัดตัว มิอาจไม่จากไป ขอบุ้นกื้อเฮียอย่าได้หัวร่อเยาะ” ล้อเท้งเง็กกล่าวว่า

      “คืนนี้จันทร์กระจ่างลมเฉื่อยฉิว ภูเขาศักดิ์สิทธิ์วัดเลื่องชื่อ จงเฮียไยไม่รั้งอยู่อีกครู่หนึ่ง?” ฉิ้งซึงปอใจสั่นสะท้าน ครุ่นคิดขึ้น

      “ความผิดถูกระหว่างผู้คน บุญคุณความแค้นในยุทธจักร มาตรว่าเป็นขวากหนามต่อความรุดหน้าของเรา แต่การชุมนุมกวี ท่องชมทิวทัศน์ราตรี ไยมิใช่เป็นห้วงมารหนึ่งด้วย?” ดังนั้นกล่าวถามว่า

      “จงเฮีย หมู่ตึกเอกะอยู่ตำแหน่งใดของเมืองเกาอิ้ว?”  จงซ้วงถ่ายทอดบอกต่อนางเบาๆ ไม่ได้ถามว่านางใช่จะรุดไปหรือไม่ จากนั้นกล่าวคำอำลา ผละจากไปอย่างรีบร้อน ท่าทีแสดงออกซึ่งความหม่นหมองตรมตรอม ฉิ้งซึงปอย่อมสังเกตออก ต้องลอบหัวร่อในใจครุ่นคิดขึ้น

      “นักศึกษาเช่นล้อบุ้นกื้อกับเอี้ยซือเต๋า มาตรว่ามีบุคลิกเด่นล้ำ แต่หากเอ่ยถึงเรื่องราวระหว่างบุรุษสตรี พวกมันยังไม่อาจทิ้งความทรงจำอยู่ในจิตใจเรา” นางสนทนาปราศรัยกับชายหนุ่มทั้งสองครู่หนึ่ง ก็อำลาจากไป นางเดินสู่ที่สูง ลมภูเขาโชยพัดเสื้อผ้าของนาง การชุมนุมกวีอันสุนทรีย์ ล้วนถูกสลัดลืมเลือนจากห้วงสมอง เดินไปหลายวา ฉิ้งซึงปอลอยตัวขึ้นบนโขดหินก้อนหนึ่ง แหงนหน้ามองจันทราบนท้องฟ้า เงาร่างของจงซ้วงผุดขึ้นในห้วงสมอง ไม่ทิ้งริ้วรอยใดอยู่ในจิตใจ เฉกเช่นโขดหินกลางลำน้ำ มาตรว่ามีกรวดทรายใบไม้ร่วง ไหลผ่าน ก็ไม่ทิ้งร่องรอยใดไว้” ที่สร้างความห่วงใยแก่นางคือ ก่อนนี้มีเพียงเงาร่างหนึ่งที่ต้องขจัด ยามนี้กลับมีถึงสองเงา

      เมื่อตอนกลางวัน นางแรกพบล้อเท้งเง็ก หัวใจต้องเกิดความพลุ่งพล่าน สร้างความขุ่นเคืองใจแก่นาง ทั้งนี้เพราะนางถือตนเป็นยอดสตรี ไม่สมควรถูกบุรุษใดสั่นไหวจิตใจได้ ดังนั้นค่ำคืนนี้นางค่อยปรากฏกาย เพื่อทำความรู้จักกับบุรุษผู้นี้กว่าเดิม จึงจะลบเลือนเงาร่างของเขาได้

      แต่นางจะอย่างไรอายุเยาว์เกินไป การพบกันในคืนนี้ทำให้จิตใจนางเพิ่มคนผู้หนึ่งขึ้น ถึงกับนำจงซ้วงมาเปรียบเทียบกับล้อเท้งเง็ก เป็นเหตุให้เงาร่างที่เลือนรางของจงซ้วงพลันแจ่มชัดขึ้นมาใหม่ นางเคลิบเคลิ้มเลื่อนลอยอยู่เนิ่นนาน นึกไม่ออกว่าจะจัดการกับเงาร่างของบุรุษทั้งสองนี้อย่างไร ต้องเดินทอดน่องอย่างลืมตัว ไม่ทราบผ่านไปนานเท่าใด พลันพบว่าตัวเองกลับมาที่วัดชีเฮี้ยยีแล้ว

      ยามนี้สรรพสิ่งไร้ซุ่มเสียง กวีทั้งหลายล้วนเข้านอน นางเดินไปหลายก้าว พลันพบเห็นคนผู้หนึ่งสอดส่ายตามองหา กลับเป็นหนึ่งในบ่าวรับใช้ของล้อบุ้นกื้อ บ่าวไพร่นั้นพอพบหน้านาง ก็ร้องโพล่งว่า

      “จู้ยินเรากับเอี้ยเสียวเอี้ย (นายน้อยแซ่เอี้ย) ล้วนหายสาบสูญไป” ฉิ้งซึงปอรับฟังจนใจหายวูบ แต่เปลือกนอกยังเยือกเย็นดุจเดิม กล่าวว่า

      “อาจบางทีพวกเขาไปชมทิวทัศน์ใต้แสงจันทร์” บ่าวไพร่นั้นสั่นศีรษะกล่าวว่า

      “เป็นไปไม่ได้ พวกเราค้นหาอยู่ละแวกใกล้เคียงเป็นเวลานานแล้ว...”ฉิ้งซึงปอกล่าวว่า

      “เจ้ารออยู่ที่นี้สักครู่ เราจะส่งข่าวมาให้กับเจ้า”

หนังสือแนะนำ

Special Deal