บทที่ 5 พบราชินีกระบี่

      ห้าวันให้หลัง ล้อเท้งเง็กปรากฏกายขึ้นที่เมืองโฮว้อิมจับเส้นทางสายตะวันตกเฉียงเหนือ มุ่งสู่เมืองฉื่อจิว

      ยามนี้เขาแต่งกายเป็นกงจื้อสูงศักดิ์ ควบขับม้าสมบูรณ์ ผู้ร่วมทางยังมีนักศึกษาอายุยี่สิบเศษ ใบหน้าซูบเรียว หน้าผากผายกว้าง ดวงตาทอประกายฉลาดเฉลียวผู้หนึ่ง นอกจากนั้นยังมีบ่าวฉกรรจ์สี่คน พกพาหีบห่อสัมภาระทั้งตำรับตำรา พิณโบราณครบถ้วน

      ขบวนของพวกเขาเป็นที่สะดุดตาผู้คน ต่างใช้สายตาที่อิจฉาเลื่อมใสจับจ้องมองมา เข้าใจว่าเขาเป็นนักศึกษาที่ออกเดินทางหาประสบการณ์ เนื่องด้วยสะดุดตาเกินไป ชาวยุทธจักรกลับไม่ให้ความสนใจกระทั่งเหลือบแลยังไม่แยแสเหลือบแล

      การเหยียบย่างเข้าสู่ยุทธจักรของล้อเท้งเง็กครั้งนี้ ผ่านการวางแผนโดยรอบคอบ ค่อยกำหนดรูปแบบและเส้นทางขึ้น ไม่เพียงแต่เขา ทุกผู้คนที่ออกจากเกาะ ก็ผ่านการวางแผนโดยละเอียดยิบแผนการอันละเอียดถี่ถ้วนเหล่านี้ กำหนดขึ้นโดยบุตรหลานของบริวารเก่าแก่ของนครเขียวเรืองโรจน์ผู้หนึ่ง เรียกว่าเอี้ยซือเต๋า ผ่านการพิจารณาจากล้อเท้งเง็ก กับเตียเอ็ก ค่อยสั่งการออกไป

      เอี้ยซือเต๋าผู้นี้ถนัดในการวางแผน มีคุณสมบัติของกุนซือ (เสนาธิการ) ยามนี้ก็ปลอมเป็นสหายของล้อเท้งเง็ก ร่วมทางด้วยกัน บ่าวฉกรรจ์ทั้งสี่ก็อยู่ในกองกำลังบุตรหลาน จัดอยู่ในเจ็ดมือดีของสี่สิบนักบู๊ เรียกว่าพัวตั่ว (ที่หนึ่งแซ่พัว) โซวยี่ (ที่สองแซ่โซว) ฉิ้งโหงว (ที่ห้าแซ่ฉิ้ง) และตั้งลัก (ที่หกแซ่ตั้ง)

      คนทั้งหมดจัดเตรียมรถม้าคันหนึ่ง และม้าพ่วงพีสามตัว ดังนั้นล้อเท้งเง็กกับเอี้ยซือเต๋าบางครั้งนั่งรถบางคราควบขับม้า ในที่สุดบรรลุถึงเมืองฉื่อจิว ล้อเท้งเง็กกับเอี้ยซือเต๋าล้วนปลอมแปลงชาติตระกูลแต่แรก ดังนั้นพอบรรลุถึงเมืองฉื่อจิว ก็ถือเทียบ (นามบัตร) ไปเยี่ยมคารวะบัณฑิตผู้รู้ต่างๆ ประพฤติตรงกันข้ามกับชาวยุทธจักร

      หลายวันให้หลัง ทั้งหมดถือจดหมายแนะนำจำนวนหนึ่งออกจากเมืองฉื่อจิว เดินทางลงใต้ ครึ่งเดือนให้หลังบรรลุถึงเมืองนานกิง ไม่นานก็คบหาปราชญ์บัณฑิตและจินตกวีไม่น้อย เข้าร่วมการชุมนุมทางอักษรศาสตร์ อย่างไม่ขาดสาย

      ล้อเท้งเง็กมีภูมิความรู้เชิงกวี ทั้งมากน้ำใจ เอี้ยซือเต๋ารอบรู้กว้างขวาง ความทรงจำแม่นยำ ดังนั้นภูมิปัญญาของพวกเขาเป็นที่เลื่อมใสแก่เหล่าบัณฑิตเมืองนานกิง พากันมาทำความรู้จัก ทั้งหมดพักอยู่ที่เมืองนานกิงหกเจ็ดวัน มาตรว่าใกล้ถึงกำหนดนัดหนึ่งเดือน แต่ล้อเท้งเง็กยังปลอดโปร่งเฉื่อยชา ออกท่องเที่ยวชมทิวทัศน์เยี่ยมเยียนบัณทิตคงแก่เรียน แม้แต่เอี้ยซือเต๋าที่เจ้าปัญญา ก็ลอบตื่นเต้นสงสัย เห็นว่าเขาเฉื่อยชาเกินไปแล้ว ซึ่งความจริงล้อเท้งเง็กอาศัยเครือข่ายข่าวสารของเกี้ยซิมจั้ว รับทราบข่าวลับเฉพาะมากหลาย มีบ้างประการที่แม้กระทั่งเอี้ยซือเต๋ายังไม่ทราบ

      วันนี้ทั้งหมดเดินทางไปยังภูเขาชีเฮี้ยซัว ซึ่งอยู่ที่นอกเมืองนานกิงไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือหลายสิบลี้ โดยมีบัณฑิตนักศึกษาร่วมทางเป็นจำนวนมาก ทำให้วัดชีเฮี้ยยี่ที่เงียบสงบพลอยครึกครื้นขึ้นมา

      บัณฑิตนักศึกษาเหล่านี้ท่องชมวัดชีเฮี้ยยี่ และผาโชยฮุดง้ำ (ผาพันพุทธรูป) ที่หลังวัด พากันเอื้อนโคลงแต่งบทกลอน เมื่อถึงยามพลบค่ำบ้างรับประทานอาหารเจภายในวัด บ้างจัดเตรียมสุราอาหาร ชัดชวนสหายผู้รู้ใจออกไปดื่มกินยังสถานที่น่ารื่นรมย์ที่นอกวัด

      เอี้ยซือเต๋าพบว่าล้อเท้งเง็กในวันนี้มีท่าทีผิดแผกจากที่แล้วมาที่เด่นชัดที่สุดคืน วันนี้เขาไม่แต่งกลอนแม้สักบทเดียว ยังมีเขาคอยหลบเลี่ยงสหายกวี เปลือกนอกเดินท่องชมทิวทัศน์ แท้ที่จริงกำลังค้นหาร่องรอยผู้คนอันใด

      การพบเห็นครั้งนี้ สร้างความตื่นเต้นแก่เอี้ยซือเต๋าขึ้นมา ปลุกปลอบสติสมาธิ ตระเตรียมรับเหตุเปลี่ยนแปลงทุกเมื่อ ในที่สุดล้อเท้งเง็กเลือกโขดหินใกล้ธารน้ำตกแห่งหนึ่งเป็นที่ดื่มกิน จัดแจงปูเสื่อ เรียงรายสุราอาหาร บ่าวฉกรรจ์ทั้งสี่นอกจากแบ่งผู้คนสองคนคอยดูแลรถม้าที่เชิงเขา อีกสองคนล้วนถอยห่างออกไป

      ล้อเท้งเง็กชูจอกต่อเอี้ยซือเต๋า กล่าวว่า

      “วันนี้อารมณ์ท่องเที่ยวแม้เข้มข้น แต่อารมณ์กวีจืดจางยิ่ง ซือเต๋าเฮียก็ไม่มีผลงานออกมา สมควรขอขมาต่อขุนเขาเลื่องชื่อ ดื่มเถอะ”

      เอี้ยซือเต๋ากล่าวว่า

      “บุ้นกื้อเฮียกล่าวถูกต้อง หากไม่รำสุราขอขมา เกรงว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์บนภูเขาต้องไม่ยินยอม” ที่แท้ล้อเท้งเง็กออกท่องเที่ยวในคราบบัณฑิตนักศึกษา ใช้ชื่อว่าล้อบุ้นกื้อ (เชิดชูอักษร) ทั้งสองดื่มสุราหลายจอก ล้อเท้งเง็กพลันถอนใจเบาๆ ออกมา เอี้ยซือเต้าเข้าใจเจตนาของเขากล่าวถามว่า

      บุ้นกื้อเฮียไฉนทอดถอนใจไม่ยินดี หรือทิวทัศน์ตระการปานนี้ยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการของท่าน?”

      ล้อเท้งเง็กกล่าวว่า

      “นั่นกลับมิใช่ ขอบอกตามความสัตย์ เที่ยงวันนี้ผู้น้องท่องชมผาโชยฮุดง้ำ บังเอิญพบเห็นในกลุ่มคนมีชายหนุ่มชุดเขียวผู้หนึ่ง กอปรไปด้วยบุคลิกอันสูงสง่า เป็นที่นิยมเลื่อมใสนัก น่าเสียงดายตอนนั้นไม่สามารถปลีกตัวไปทักทายถามไถ่ นึกดูเศร้าเสียดายยิ่ง?”

      เอี้ยซือเต๋ายิ้มพลางกล่าวว่า

      “บุ้นกื้อเฮียเมื่อมีความคิดงมงายเช่นนี้ ไยไม่ออกแสวงหา เชื่อว่าต้องได้พบหน้า”

      “หากเจาะจงแสวงหา ก็จะไร้คุณค่า ต้องพบหน้าโดยบังเอิญจึงมีความหมาย ท่านว่าใช่หรือไม่?”

      “ย่อมต้องคบหาโดยบังเอิญ จึงเกิดอารมณ์กวี แต่บางครั้งก็ไม่ต้องยึดถือเกินไป ควรมีข้อยกเว้น ท่านเมื่อไม่เห็นด้วย ก็แล้วกันไปเถอะ นี่เรียกว่าพบพานพาเศร้าหมอง มิสู้อย่าได้พบ”

      ล้อเท้งเง็กกล่าวว่า

      คำ “พบพานพาเศร้าหมอง มิสู้อย่าได้พบ อันประเสริฐ...” เขายกจอกถึงมุมปาก อากัปกิริยาพลันชะงักค้าง จ้องจับไปยังโขดหินด้านตรงข้าม เอี้ยซือเต๋าก็ได้ยินเสียงฝีเท้าแต่แรก แต่จวบจนบัดนี้ค่อยเงยหน้าขึ้น เห็นหลังก้อนหินปรากฏชายหนุ่มผู้หนึ่งอ้อมออกมา เสื้อยาวสีเขียวโชยพัดพลิ้วตามลม บวกกับท่วงท่าที่งดงาม ขับเน้นเห็นถึงความเฉิดฉายกรุยกราย

      ชายหนุ่มชุดเขียวยิ้มเล็กน้อย เผยเห็นฟันที่ขาวสะอาดเรียบร้อยกล่าวว่า

      “พี่ท่านทั้งสองนั่งดื่มกินกลางทิวทัศน์ธรรมชาติ โปรดอภัยที่ข้าพเจ้ามารบกวน”

      ล้อเท้งเง็กรีบกล่าวว่า

      “พี่ท่านกล่าววาจาใด หากไม่รังเกียจ ขอเชิญร่วมดื่มสักจอกเป็นอย่างไร?” ชายหนุ่มชุดเขียวผงกศีรษะรับ ล้อเท้งเง็กฉุดดึงมันเข้าร่วมวงพบว่ามือของมันนุ่มนิ้มดุจใยแพร ไม่แข็งแกร่งเช่นฝ่ามือของตน ดังนั้นแนะนำตัวเองว่า

      “ผู้น้องล้อบุ้นกื้อ ท่านนี้คือเอี้ยซือเต๋าเฮียเป็นสหายสนิทของผู้น้องยังไม่เรียนถามนามสูงส่งของพี่ท่าน” ชายหนุ่มชุดเขียวกล่าวว่า

      “ผู้น้องแซ่ฉิ้งนามเอ้ยนั้ง (คนว่างเว้น)” เห็นชายหนุ่มทั้งสองมีสีหน้าตื่นเต้นสงสัย ดังนั้นอธิบายว่า

      “ผู้น้องชืดชาต่อทรัพย์ศฤงคาร ถือเป็นคนว่างเว้นในแวดวงชื่อเสียงลาภยศ ดังนั้นตั้งชื่อนี้ ขอพี่ท่านทั้งสองอย่าได้หัวร่อเยาะดูแคลน” ล้อเท้งเง็กจับจ้องมองมันอย่างลึกซึ้ง ชั่วครู่ให้หลังจึงกล่าว

      “ฉิ้งเฮียถือชื่อเสียงลาภยศเฉกเช่นเมฆหมอกผ่านตา นับเป็นจิตใจเปิดกว้างเพียงไหน ผู้น้องอดละอายในตัวเองมิได้”

      เอี้ยซือเต๋าก็กล่าววาจาดุจเดียวกัน ฉิ้งเอ้ยนั้ง กล่าวว่า

      “พี่ท่านทั้งสองชมเกินไปแล้ว” มันชักมือข้างที่ถูกล้อเท้งเง็กยึดกุมไว้ กล่าวอีกว่า

      “ผู้น้องร่างกายแบบบางตั้งแต่เล็ก ทั้งไม่มีพี่น้องร่วมอุทร กอปรกับได้รับการตามใจจากบิดามารดา ไม่อาจทนรับความลำบากของการศึกษาหาความรู้ เวลาพอนานเข้า พลอยเห็นซึ้งชืดชาจริงๆ” มันถ่ายทอดบอกเหตุผลที่ชืดชาต่อลาภยศออกมา ล้อเท้งเง็กกับเอี้ยซือเต๋าล้วนไม่ยอมเชื่อ แต่เปลือกนอกยังคงรับเหตุผลข้อนี้

      ล้อเท้งเง็กเรียกหาคำหนึ่ง ก็ปรากฏบ่าวฉกรรจ์เข้ามาจุดโคมไฟ ทั้งเคลื่อนย้ายโต๊ะเตี้ยและกระดาษพู่กันมา คนเหล่านี้ได้รับการฝึกอบรมเป็นอย่างดี มิจำเป็นต้องกล่าวมากความ ทุกประการล้วนจัดการอย่างเรียบร้อยไม่ต้องขุ่นข้องหมองใจแต่อย่างไร

      ฉิ้งเอ้ยนั้งชมเชยว่า

      “คนของล้อเฮียฉลาดเฉลียวคล่องแคล่วปานนี้น้อยครั้งจะพบพานจริงๆ ระหว่างที่ออกเดินทาง มีคนเช่นนี้อยู่ข้างกาย นับว่าสะดวกสบายยิ่ง”

      “อย่างนั้นขอยกคนผู้หนึ่งให้ฉิ้งเฮียใช้สอยอย่างเต็มที่” ฉิงเอ้ยนั้งโบกมือขวักไขว่ กล่าวว่า

      “นี่จะได้อย่างไร ทำไม่ได้”

      “ผู้น้องกับฉิ้งเฮียพอพบหน้าก็ถูกชะตา บ่าวไพร่คนหนึ่งไม่ควรแก่การเอ่ยอ้าง ฉิ้งเฮียหากยังปฏิเสธ เท่ากับดูแคลนผู้น้องแล้ว”  ฉิ้งเอ้ยนั้งคล้ายไม่สามารถรับมือสภาพอันห้าวหาญเช่นชาวยุทธจักรนี้ ยามกะทันหันไม่ทราบปฏิเสธอย่างไรดี เอี้ยซื่อเต๋ากล่าวเสริมว่า

      “โซวยี่ผู้นี้เป็นบ่าวไพร่ที่ประเปรียวที่สุดของล้อเฮีย ฉิ้งเฮียหากต้องการความสะดวกในระหว่างทาง ก็ไม่ต้องปฏิเสธแล้ว ผู้น้องล่วงรู้ฐานะของล้อเฮียเป็นอย่างดี บ่าวไพร่คนหนึ่งไม่นับเป็นอย่างไรได้” ที่แท้ยุคสมัยนั้นผู้มีศักดิ์ฐานะ มักซื้อตัวบ่าวไพร่หญิงรับใช้ไว้มีการยกบ่าวไพร่หญิงรับใช้ ถึงกับกำนัลนางบำเรอให้ ไม่น่าประหลาดแต่อย่างไร

      ฉิ้งเอ้ยนั้นระงับท่าทีที่ประหวั่นลนลานโดยเร็ว กล่าวอย่างแช่มช้าว่า

      “เรื่องนี้รอสักครู่แล้วค่อยว่ากล่าว เพียงไม่ทราบม้วนกระดาษบนโต๊ะเตี้ยของล้อเฮียเหล่านี้...”

      ล้อเท้งเง็กกล่าวว่า

      “นี่เป็นบนกลอนที่ผู้น้องกับเอี้ยเฮียได้รับตามรายทาง คืนนี้ลองจุดโคมคลี่อ่านดู แยกประเภทเป็นหมวดหมู่” กล่าวพลางมองดูฉิ้งเอ้ยนั้ง ฉิ้งเอ้ยนั้งทราบว่าอีกฝ่ายหนึ่งต้องการทราบความเห็นของตัวเอง จะได้กำหนดว่าตัวเองจัดเป็นบุคคลประเภทใด ดังนั้นกล่าวว่า

      “ชนชาวโลกช่างประจบ ล้อเฮียสมควรแยกแยะสักคราจริงๆ” ล้อเท้งเง็กหยิบฉวยม้วนกระดาษม้วนหนึ่ง คลี่อ่านดูใต้แสงไฟเอื้อนออกเสียงว่า

      “หอน้อยขึงหน้าต่างแพร่เขียวใส บุปผาแต้มสีสันในสิบลี้ เหยียบย่ำเสาะหาหญ้าเขียวขจี ลงเรือล่องวารีทั้งเมามาย ม่านพลบค่ำคลี่คลุมหลงผิดทาง สายชลรินหลั่งสู่แม่น้ำใหญ่ แจวเรือสดับเพลงประโลมใจ ระลอกพรายนางนวลบินเคียงคู่ไป”

ฉิ้งเอ้ยนั้งพอฟังจบ ยิ้มพลางกล่าวว่า

      “บุ้นกือเฮียเลือกบนกลอนดีเยี่ยม แฝงกลิ่นอายของขงจื้อกรุยกรายยอดคนเหนือวิสัย” เอี้ยซือเต๋าก็เลือกบทกลอน อ่านออกเสียงว่า

      “ทางสัญจรสายฝนพรำพาหนาวสั่น บุปผชาติโรยร่วงชวนโศกศัลย์ ถามไถ่ผู้สัญจรตามรายทาง อุทยานบ้านเดิมเป็นฉันใด” ฉิ้งเอ้ยนั้งพอฟัง ให้คำวิจารณ์ว่า

      “ซือเต๋าเฮียเลือกบทกลอนชั้นกลาง เมื่อต้องตรากตรำเดินทางไกลทั้งแฝงความหมายตัดพ้อ ไยไม่ย้อนกลับไป?” ล้อเท้งเง็กปรบมือกล่าวว่า

      “มีความหมายหนัก ฉิ้งเฮียไยไม่ลองคัดเลือกบทกลอนหนึ่งบ้างอย่าให้พวกเราเสียเปรียบถ่ายเดียว”

      ฉิ้งเอ้ยนั้งรื้อค้นกองกระดาษบนโต๊ะเตี้ยเล็กน้อย จากนั้นเอื้อนออกมาว่า

      “ออกจากแดนตงง้วนสู่หนใด ได้ยินท่านร้องเพลงฮึกหาญ พบพานพญาเหยี่ยวกลางเส้นทาง ธารน้ำเหลืองทอดอยู่หน้าอาชา ควันพิรุณเจือจางมลายสูญ มรสุมยังหนุนเนื่องไม่รู้คลาย เคยฝึกฝนกระบี่เมื่อเยาว์วัย คงไว้ซึ่งความทระนงองอาจ” ล้อเท้งเง็กกับเอี้ยซือเต๋าหันไปมองหน้ากัน ในที่สุดล้อเท้งเง็กกล่าวว่า

      “ฉิ้งเฮียร่างกายอ่อนแอ แต่จิตใจฮึกหาญขนานนามเอ้ยนั้ง แท้ที่จริงมีความหมายมุ่ง เป็นที่เลื่อมใสนัก”

หนังสือแนะนำ

Special Deal