บทที่ 4 นอนเตียงฟืนเลียดีขม (ตอน 2)

ล้อเท้งเง็กตะลึงลานชั่วขณะ ครุ่นคิดขึ้น

      “ครั้งกระโน้นหากบิดาทราบว่ามีวันนี้ คงไม่แต่งบทกลอนนี้ฟังจากคำ “ดาราทอแสงจ้า ผู้กล้าฝนดาบยาว” ท่านผู้เฒ่าคงอ้างว้างยิ่ง ขณะครุ่นคิด ดึงม้วนภาพขึ้นมาอีกม้วนหนึ่ง เมื่อคลี่ออกดู เห็นมีข้อความไม่กี่ประโยค ตัวหนังสือสวยงาม ต่างกับลายมือล้อฮีอู้ที่ตวัดเข้มแข้ง ดังนั้นอ่านว่า

      “ชีวิตนี้ช่างอาภัพ น้ำใจท่านสุดจะพรรณนา เฉกเช่นพัดน้อยด้อยค่า ไม่กล้าตำหนิลมชิวเทียน” ล้อเท้งเง็กงงงันวูบ ไม่ทราบว่าบทกลอนที่ทั้งตัดพ้อรัดทน ทั้งรักซึ้งตรึงตรานี้เป็นเรื่องราวใด เมื่อกวาดตามอง เห็นหัวข้อเขียนว่า หญิงสาวเมืองกังอิม เอี้ยเซี่ยตังมอบแด่ฮีอู้นึ้งกุน (คำเรียกชายคนรัก) ด้านล่างยังมีตราประทับอันหนึ่ง แกะสลักข้อความ “ดอกท้อเฉิดฉายรอยยิ้มพริ้มพราย”

      ล้อเท้งเง็กค่อยทราบว่า ม้วนภาพนี้เป็นหนีรักของบิดาเมื่อยามหนุ่มฉกรรจ์ คาดว่าสตรีเมืองกังอิมนามเอี้ยเซี่ยวตังนี้คงเลิศล้ำทั้งรูปโฉมและสติปัญญา นางหลงรักล้อฮีอู้ พร้อมกับนั้นทราบว่าล้อฮีอู้ไม่ตบแต่งนาง มาตรแม้นเป็นเช่นนั้น นางยังไม่เคียดขึ้งล้อฮีอู้ เพียงตัดพ้อตัวเองชะตาอาภัพ

      คำกลอนที่เขียนขึ้นนี้ หยิบยกมาจากลำนำเพลงคับแค้น ที่แต่งโดยปังจิอื้อ สมัยฮั่น เปรียบเปรยสตรีที่ถูกละทิ้งเป็นพัดโบกฤดูชิวเทียน เนื่องด้วยอากาศเยียบเย็น จึงถูกปล่อยวางไม่ใช้ ต่อให้เป็นคนใจหินผา ก็ยากจะไม่ถูกหลอมละลาย ล้อเท้งเง็กครองตัวเป็นโสด ดังนั้นน้อยครั้งจะครุ่นคิดถึงเรื่องราวระหว่างบุรุษสตรี แต่จะอย่างไรเขาเป็นชายหนุ่มที่มีอารมณ์อ่อนไหวอดเคลิบเคลิ้มซึมเซามิได้ ครุ่นคิดขึ้น

      “ภายหลังเอี้ยโกวเนี้ยนางนี้ไม่ทราบได้รับความเวทนาจากบิดาหรือไม่ หากว่าบิดาไม่แยแสสนใจนาง นางออกจะน่าสมเพชไปแล้วเพียงหวังว่าบิดาอย่าได้ใจแข็งปานนั้น” จากนั้นเขาพบว่าตัวเองคิดมากเกินไป เรื่องราวอันพิศวาสชวนวาบหวามนี้เกิดขึ้นเมื่อยี่สิบสามปีก่อน ตอนนั้นเขายังไม่ได้ลืมตาดูโลกยามนี้ล้อฮีอู้สิ้นบุญ เอี้ยเซี่ยวตังอาจลาโลกไปก่อน มาตรว่ายังมีชีวิตอยู่ก็ชราร่วงโรยมากแล้ว เขาตกใจว่าจะเข้านอนก่อน หากมีเวลาค่อยพลิกดูมรดกตกทอดของบิดา เพื่อทำความเข้าใจกับเรื่องราวเมื่อครั้งบิดายังมีชีวิตอยู่

      เมื่อยามพลบค่ำ ล้อเท้งเง็กเดินเข้าสู่ห้องศิลาอีกหลังหนึ่ง ภายในห้องจุดโคมไฟสว่างไสว กลิ่นสุราและเนื้อหอมอบอวล ชายฉกรรจ์สิบห้าสิบหกคนแยกย้ายนั่งโต๊ะสองโต๊ะ กำลังรับประทานอาหารอยู่ ล้อเท้งเง็กพอปรากฏกาย สรรพเสียงภายในห้องล้วนขาดหายสายตาสิบกว่าคู่จ้องจับมาที่เสียวจู้ยิ้น (เจ้านายน้อย) ที่แบกหนี้โลหิตผู้นี้เป็นจุดเดียว

      ชายกลางคนสองคนผุดลุกขึ้นก่อน ที่หลงเหลือทยอยลุกตามล้อเท้งเง็กผงกศีรษะต่อทั้งหมด โบกมือให้พวกมันนั่งลง ตัวเองเดินไปนั่งลงที่ข้างกายของชายกลางคนทั้งสอง ชายกลางคนทางซ้ายมือของเขาคือ เกี้ยซมจั่ว คนผู้นี้เจ้าปัญญามีวิชาฝีมือสูงเยี่ยม เท่ากับเป็นพี่ใหญ่ของสามขุนพลโดยปริยาย คนทางขวาคือเตียเอ็ก เป็นชายกลางคนสูงตระหง่าน กำลังแขนกล้าแข็งยิ่ง ก่อนที่ล้อเท้งเง็กจะเอ่ยปาก ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่กล้ากล่าววาจา ทั้งนี้เพราะทุกคนทราบว่าเขาประสบชะตากรรมอันคับแค้นเกินไป นอกจากให้ความเคารพแล้ว ยังแฝงความรู้สึกที่เวทนาเห็นใจต่อเขาล้อเท้งเง็กกวาดตาแวววับผ่านหน้าทุกผู้คนเที่ยวหนึ่ง สุดท้ายหยุดนิ่งบนใบหน้าเกี้ยซิมจั่ว ถามว่า

      “ฉิ้งซาเจ่ก (อาที่สามแซ่ฉิ้ง) เล่า?” เกี้ยซิมจั้วกล่าวว่า

      “มันตรวจตราเวรยามตามจุดต่างๆ ต้องอีกหนึ่งชั่วยามค่อยกลับมา” ล้อเท้งเง็กผงกศีรษะ ยกจอกสุราขึ้น กล่าวเสียงกังวานว่า

      “วันนี้เป็นวาระสำคัญ ขอดื่มพร้อมกับพี่น้องทั้งหลาย อีกไม่นานพวกเราจะกลับแผ่นดินตงง้วน ฟื้นฟูนครเขียวเรืองโรจน์ขึ้นใหม่” น้ำเสียงของเขาหนักแน่นเข้มแข็ง เต็มไปด้วยความมั่นใจ ทุกผู้คนล้วนระเบิดเสียงโห่ร้องด้วยความยินดี ดื่มสุราโดยพร้อมเพรียง

ล้อเท้งเง็กก็ดื่มกินอย่างเบิกบานใจ นี่เป็นครั้งแรก ในปีเศษนี้ที่เขาสลัดความในใจจากสมอง ใบหน้าเปล่งรประการของความหนุ่มเตียเอ็กกับเกี้ยซิมจั้วก็ลิงโลดยินดี คารวะสุราต่อเขาหลังสุราอาหาร เตียเอ็กกับเกี้ยซิมจั้วเป็นเพื่อนเขาเดินออกจากห้องอาหาร เหยียบย่ำพื้นหญ้าใต้แสงจันทร์ ประจวบกับฉิ้งเจียวกลับจากการตรวจเวรยาม พอทราบข่าวว่าล้อเท้งเง็กตระเตรียมกลับแผ่นดินตงง้วนพลอยหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง ล้อเท้งเง็กกล่าวว่า

      “จนบัดนี้ข้าพเจ้าค่อยตีความของเพลงดาบขั้นสุดยอดจนแตกฉาน เกาะกุมเคล็ดลับหักโค่นเงี่ยมบ้ออุ้ยได้ แต่ก่อนที่ข้าพเจ้าจะออกเดินทางพวกเราต้องเตรียมการเคลื่อนไหวโดยรอบคอบก่อน” สามขุนพลนครเขียวเรืองโรจน์ล้วนกระตือรือร้นจนคึกคัก ฉิ้งเจียวกล่าวถามว่า

      “ไม่ทราบเสียวจู้ (นายเล็ก) คิดอกศึกเมื่อใด?” ล้อเท้งเง็กขบคิดแล้วกล่าว

      “บิดากำหนดเวลาสามปี ให้ข้าพเจ้าฟื้นฟูนครเขียวเรืองโรจน์อีกปีเศษจะครบกำหนดสามปี เมื่อถึงเวลาค่อยเคลื่อนไหวเถอะ” เวลาปีเศษไม่นับว่าสั้น แต่ทั้งหมดมีภารกิจมากหลายต้องกระทำ ตอนที่ทุกผู้คนเดินทางมายังเกาะโชยเอียะเต้า ความจริงเข้าใจว่าต้องจับเจ่าอยู่แปดปีสิบปี ค่อยหวนกลับไปได้ พอฟังว่าลดลงเหลือปีเศษ ล้วนลิงโลดยินดียิ่ง

      เตียเอ็กกล่าวว่า

      “เสียวจู้บอกว่าช่วงเวลานี้ต้องเตรียมการเคลื่อนไหว โปรดสั่งการมา พวกเราจะได้ถือปฏิบัติในบัดดล”

      ล้อเท้งเง็กกล่าวว่า

      “ข้าพเจ้าต้องทบทวนฝึกปรือเพลงดาบขั้นสูงไม่อาจแบ่งแยกสมาธิติดตามเรื่องราวปลีกย่อย งานเตรียมการให้พวกท่านรับผิดชอบ ไม่ทราบเกี้ยตั่วเจ่ก (อาใหญ่แซ่เกี้ย) มีความคิดอ่านอยู่ก่อนหรืออไม่?”

เกี้ยซิมจั้วขบคิดแล้วกล่าว

      “งานเตรียมการแบ่งเป็นสองส่วนสำคัญ หนึ่งคือหยั่งความตื้นลึกหนาบางของศัตรู มาตรว่าไม่ถึงกับรู้ซึ้งกระจ่างดุจนิ้วบนฝ่ามือ แต่ก็ต้องมีเบาะแสอยู่บ้าง สมุมุติเช่นเงี่ยมบ้ออุ้ยแผ่อิทธิพลถึงขั้นใด ตัวมันอยู่ที่ใด ส่วนที่สองคือทำการติดต่อกับนักสู้ผู้กล้าทั้งแผ่นดิน รอจนถึงโอกาสอันเหมาะสม เสียวจู้ชูธงธัมมะขึ้น ทั้งหมดก็จะเข้าร่วมขบวนการล้างอธรรม

      ล้อเท้งเง้กและพวกล้วนผงกศีรษะเห็นพ้องเกี้ยซิมจั้วกล่าวอีกว่า

      “ในพวกเราทั้งสาม ต้องทิ้งคนผู้หนึ่งอยู่เป็นเพื่อนเสียวจู้ พร้อมกับคัดเลือกบริวารสองคนคอยเฝ้ารักษา ที่หลงเหลือออกเคลื่อนไหวตั้งแต่วันมะรืนเป็นต้นไป”

      ทุกผู้คนรวมทั้งล้อเท้งเง็ก ล้วนบังเกิดความลิงโลดร้อนรุ่ม ในที่สุดทั้งหมดค่อยพบเห็นแสงรำไรจากห้วงฝันร้าย มาตรว่าหนทางเบื้องหน้ายังเปี่ยมขวากหนามอันตราย แต่หากต้องจมอยู่กลางเกาะร้างไปชั่วชีวิตมิสู้หลั่งโลหิตชโลมพื้นพสุธาแผ่นดินตงง้วน

      ล้อเท้งเง็กต้องฝึกฝีมือ ไม่ได้เข้าร่วมการหารือของพวกมัน เกรงว่าเกิดอารมณ์พลุ่งพล่าน จะกระทบกระเทือนถึงเพลงดาบขั้นสูงและการฝึกปรือกำลังภายใน เกี้ยซิมจั้ว เตียเอ็กและฉิ้งเจียวกลับหารือตลอดราตรี ก่อนอื่นพวกมันจัดสรรกำลังคน จากนั้นเป็นปัญหาการส่งข่าวค่อยกำหนดข้อปลีกย่อยของการงานในสองวันนี้ หลังจากฟ้าสางสว่างก็มารอคอยล้อเท้งเง้กที่ห้องโถงซ้ายมือ หนึ่งชั่วยามให้หลัง ล้อเท้งเง็กกลับจากฝึกฝีมือ เกี้ยซิมจั่วก็รายงานว่า

      “บริวารทั้งสามหารือตลอดราตรี ขอรายงานสรุปต่อเสี้ยวจู้ พวกเราทางหนึ่งสืบหยั่งขุมกำลังของศัตรู และถิ่นที่อยู่ของเงี่ยมบ้ออุ้ย ทางหนึ่งเคลื่อนไหวเป็นการลับ ติดต่อกับชาวยุทธจักรทั่วแผ่นดิน รวมตัวเป็นขุมกำลังลับก่อน รอจนเสียวจู้ออกศึก ก็จะรุกตอบโต้ศัตรู ในพวกเราทั้งสามจะทิ้งเตียเอ็กไว้ มันกับบริวารอีกสองคนไม่เพียงรับหน้าที่เฝ้าดูแลเกาะและปรนนิบัติต่อเสียวจู้ ยังจะคอยถ่ายทอดคำสั่งเสียวจู้และรับข่าวสารจากภายนอก เตียเอ็กเฮียมีวิชาทางน้ำยอดเยี่ยม เหมาะสมกับหน้าที่นี้ที่สุด”

      ล้อเท้งเง็กกล่าวถามว่า

      “ในภาระหน้าที่ของมัน ต้องใช้วิชาทางน้ำด้วยหรือ?” เกี้ยซิมจั่วกล่าวว่า

      “พวกเราต้องรักษาความลับของฐานที่มั่นนี้ ดังนั้นทุกครั้งที่เตียเอ็กเดินทางขึ้นแผ่นดินใหญ่ ไม่อาจใช้เรือโดยสาร แต่เส้นทางน้ำยาวไกล ไม่สามารถดำน้ำไปกลับ ดังนั้นมันจะอาศัยทางลับออกไป อ้อมเกาะดำน้ำถึงครอบครัวชาวประมงทางฟากตะวันตก ในครอบครัวชาวประมงทั้งหลายสิบหลังคาเรือน มีคนผู้หนึ่งเป็นคนของพวกเรา เรียกว่าอึ้งเก้ายังครองตัวเป็นโสด วันพรุ่งนี้มันจะซื้อหาเรือเร็วลำหนึ่ง ให้เตียเอ็กเฮียแล่นไปยังอ่าวไท้เพ้งกั้ง ที่นั้นมีชาวประมงห้าคน ถูกบริวารซื้อตัวไว้ เพยงพอให้พวกเราใช้สอยประโยชน์”

      ล้อเท้งเง็กตั้งใจรับฟัง ในใจบังเกิดความนิยมเลื่อมใส หากมิใช่เกี้ยซิมจั้วดำเนินการเรื่องเหล่านี้อยู่ก่อน ยามนี้คิดเคลื่อนไหว คงจับต้นชนปลายไม่ถูก เกี้ยซิมจั้วหยุดเล็กน้อย จึงกล่าวอีกว่า

      “ฉิ้งเจียวรับหน้าที่ติดต่อกับชาวยุทธจักรตามที่ต่างๆ โดยเริ่มจากผู้ที่มีไมตรีคบหาอยู่ก่อน พยายามปกปิดเป็นความลับ มิให้รั่วไหลออกไปได้ ซึ่งความจริง นครเขียวเรืองโรจน์เรามีรากฐานร้อยกว่าปี ยากที่จะทำลายล้างได้ เฉกเช่นตัวหนอนร้อยขา แม้ตายยังไม่แข็งทื่อ พวกเรามีศูนย์กลางติดต่อที่ปลอดภัย อยู่ตามตัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ ศูนย์กลางติดต่อเหล่านี้จะรายงานผลความคืบหน้าและส่วนที่ต้องการความช่วยเหลือของฉิ้งเจียวต่อพวกเรา” มันจับจ้องมองล้อเท้งเง็ก กล่าวอีกว่า

      “ตอนนี้ขอให้เสียวจู้สั่งโอนคลังสมบัติแห่งหนึ่ง เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายของความเคลื่อนไหวครั้งนี้” ล้อเท้งเง็กผงกศีรษะกล่าวว่า

      “นครเรามีเงินฝากอยู่ตามร้านแลกเงินทั่วประเทศนับร้อยหมื่น แต่เงินเหล่านี้ทางที่ดีอย่าได้แตะต้อง ทั้งนี้เพราะฝ่ายตรงข้ามเป็นผู้เหี้ยมหาญแห่งยุค อาจสืบทราบว่าพวกเราฝากเงินเอาไว้ หากนำออกใช้พวกมันจะต้องรู้ว่านครเราดำเนินการตอบโต้แล้ว” เอ่ยถึงตอนนี้หยุดเล็กน้อย ค่อยกล่าวสืบต่อ

      “นครเรามีคลังสมบัติอยู่ที่นครไฮว้อิม เป็นจำนวนไม่มากนักเป็นทองคำแท่งมูลค่าห้าหมื่นตำลึง แต่ขั้นแรกนี้เพียงพอให้ท่านใช้จ่าย อีกสักครู่ข้าพเจ้าจะมอบแผนผังของคลังสมบัติแก่ท่าน ค่าใช้จ่ายในภายหน้า เกรงว่าต้องลำเลียงออกจากอ่าวไท้เพ้งกั้งแล้ว”

      ความหมายในวาจาคือ ภายในเกาะยังมีคลังสมบัติลับ ซุกซ่อนสมบัติเป็นจำนวนมหาศาล เกี้ยซิมจั้วกล่าวอีกว่า

      “ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง ต้องขออนุมัติต่อเสียวจู้บริวารคิดจัดส่งบุตรหลานของบริวารเก่าแก่สังกัดนครเราสี่ห้าสิบคน มารับการฝึกอบรมบนเกาะ ภายภาคหน้าคิดทำศึกพันลี้ ฟื้นฟูนครเขียวเรืองโรจน์ พวกมันจะเป็นฐานกำลังสำคัญ” ล้อเท้งเง็กกล่าวว่า

      “สมควรทำเช่นนี้ หากข้าพเจ้ามีเวลาว่าง จะถ่ายทอดวิทยายุทธ์แก่พวกมันด้วยตัวเอง” ทั้งหมดยังหารือรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากมาย จวบกระทั่งกลางดึก เกี้ยซิมจั้วก็นำบริวารสิบคนลอบออกเดินทาง เกี้ยซิมจั้วจะวางกำลังคนเหล่านี้อยู่ตามศูนย์กลางติดต่อที่สำคัญดังนั้นอีกไม่นานยังมีบริวารอีกหกคนออกเดินทาง เพื่อรับใช้เกี้ยซิมจั้ว

      หนึ่งเดือนให้หลัง ฉิ้งเจียวก็นำบริวารสองคนจากไป เป้าหมายการเดินทางอยู่ที่ทำการติดต่อกับยอดฝีมือชาวบู๊ลิ้มที่มีความสัมพันธ์กับนครเขียวเรืองโรจน์หลายสิบท่าน หลังจากตรวจสอบความประพฤติให้แน่ชัดค่อยทำการติดต่อด้วย

      ยามนี้บนเกาะเพียงหลงเหลือผู้คนสี่คน ทุกวันเว้นวัน เตียเอ็กต้องไปยังอ่าวไท้เพ้งกั้งคราหนึ่ง นี่เป็นการเดินทางไกล เมื่ออยู่ในทะเล ยังต้องเผชิญกับฝูงปลาที่ดุร้าย หากมิใช่มันมีวิชาทางน้ำสูงเยี่ยม ยากที่จะกระทำได้

      เตียเอ็กพอออกไปเป็นเที่ยวที่สอง ก็นำข่าวดีกลับมาไม่น้อย มีอยู่เรื่องหนึ่งคือ กองกำลังบุตรหลานรวบรวมได้สามสิบห้าคน อีกไม่นานจะเดินทางถึงอ่าวไท่เพ้งกั้งแล้ว

      ควรทราบว่า นครเขียวเรืองโรจน์ก่อตั้งเป็นเวลานับร้อยปี ไม่ว่าหกมณฑลภาคเหนือ เจ็ดมณฑลภาคใต้ ตลอดจนชายแดนตะวันตกท้องทะเลทรายและดินแดนนอกกำแพงใหญ่ ล้วนมีสำนักคุ้มกันภัยนครเขียวเรืองโรจน์ตั้งอยู่ ผู้ที่มีความสัมพันธ์กับนครเขียวเรืองโรจน์มีจำนวนหลายหมื่นคน ดังนั้นแผนการระดมกำลังบุตรหลานของเกี้ยซิมจั้วจึงสำเร็จลุล่วงโดยเร็ว ในเวลาอันสั้น สามารถคัดเลือกมาได้สามสิบห้าคน

      จากข่าวคราวที่เกี้ยซิมจั้ว รายงานกลับมายังบ่งบอกว่า เงี่ยมบ้ออุ้ยก่อตั้งหมูตึกเอกะ โดยได้รับการสนับสนุนจากพรรคเลิศล้ำ ตึกพิชิตชัยนิกายพรายขาวค่ายภูพาไผ่ และนิกายบำเพ็ญคู่ นอกจากนั้นยังจัดตั้งหน่วยซึงอีตุ่ย (หน่วยเสื้อขาว) มีจำนวนนับร้อยคนแทบเหยียบย่ำยุทธจักรไว้ใต้เท้าแล้วยังมี ค่ายสำนักต่างๆ แม้มีความแค้นกับหมู่ตึกเอกะ แต่ล้วนไม่กล้าเคลื่อนไหวโดยพลการ แม้แต่ค่ายสำนักมาตรฐานเช่น เสียวลิ้ม บู๊ติงก็จำกัดความเคลื่อนไหว สั่งห้ามไม่ให้ศิษย์ในสังกัดก่อเรื่องวิวาทขึ้น

      หลายวันให้หลัง เตียเอ็กลอบเดินทางไปอ่าวไท้เพ้งกั้ง นำชายหนุ่มเที่ยวแรกจำนวนสิบคนมายังเกาะโชยเอียะเต้า จากนั้นทยอยรับตัวชายหนุ่มอีกยี่สิบห้าคนมาจนหมดสิ้น บิดามารดาตลอดจนปู่ย่าของชายหนุ่มเหล่านี้ ล้วนถือกำเนิดจากนครเขียวเรืองโรจน์ เคยรับตำแหน่งในสำนักคุ้มกันภัยสาขาต่างๆ เมื่อชายหนุ่มเหล่านี้เป็นที่ต้องตาของเกี้ยซิมจั้ว ออกปากวาจะนำพาไป บิดามารดาพวกมันล้วนปราบปลื้มยิน ไม่ถามไถ่ว่าจะนำพาไปที่ใด ส่งมอบบุตรหลานแก่เกี้ยซิมจั้ว อย่างวางใจ แน่นอนเกี้ยซิมจั้วไม่นำพาผู้คนไปโดยผลีผลาม หากแต่อาศัยสภาพแวดล้อมที่แตกต่างของแต่ละครอบครัว ทำการกลบเกลื่อนอำพรางไม่เปิดโอกาสให้ผู้อื่นสืบสาวราวเรื่องได้

      ชายหนุ่มเหล่านี้มีอายุตั้งแต่สิบแปดถึงยี่สิบเอ็ดปี ล้วนมีฝีมือมิใช่ชั่วอยู่แล้ว ล้อเท้งเง็กใช้เวลาหกเจ็ดวัน พบปะสนทนากับพวกมัน พร้อมกับทดสอบภูมิปฏิภาณของแต่ละคน แบ่งแยกประเภทของศิษย์ทั้งสามสิบห้าคน เพื่อที่ภายหน้าจะได้มอบหมายการงานให้

ล้อเท้งเง็กแม้อายุยังเยาว์ แต่มีคุณสมบัติของผู้บัญชาการ ครั้งกระโน้นร่ำเรียนทั้งบุ๋นและบู๊ อ่านตำราทุกแขนง นอกจากบันทึกประวัติศาสตร์แล้ว ยังศึกษาตำราพิชัยสงคราม เรียนรู้วิชาพิณ หมากรุก ภาพวาดเป็นบ่มนิสัย ดังนั้นชายหนุ่มทั้งหลายสิบคนหลังจากพบหน้าสนทนากับเขา ล้วนนับถือเลื่อมใสต่อเสียวจู้ผู้นี้จนหมดหัวใจ บวกกับศักดิ์ฐานะฉันนายบ่าว ทุกผู้คนล้วนสาบานจงรักภักดี มอบกายถวายชีวิตให้

      เกี้ยซิมจั้ว อยู่ที่เบื้องนอก คอยเลือกสรรผู้คน จัดตั้งศูนย์กลางการติดต่อเพิ่มเติม หลังจากนั้นทยอยจัดส่งบุตรหลานมา อีกสามสิบห้าคน รวมกับเมื่อก่อนเป็นเจ็ดสิบคน ล้อเท้งเง็กทราบจากปากคำของชายหนุ่มเหล่านี้ว่า ในยุทธจักรปรากฏมือกระบี่อายุเยาว์ผู้หนึ่ง แซ่จงนามซ้วง คนผู้นี้ไม่กลัวเกรงหมู่ตึกเอกะ มักปรากฏกายพร้อมกับหญิงสาวสะคราญโฉมนางหนึ่ง แต่พวกมันไม่คล้ายเป็นคู่รัก ทั้งนี้เพราะจำนวนครั้งที่พวกมันปรากฏกายตามลำพังมีมากกว่า

      หญิงสาวสะคราญโฉมนางนี้เป็นยอดฝีมือในเชิงกระบี่ แซ่ฉิ้งนามซึงปอ ผู้ที่เคยพบพานนางล้วนชมเชยว่า นางมีบุคลิกสูงสง่า ชืดชาต่อทุกสิ่งเฉกเช่นเทพธิดาจุติลงสู่หล้า ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่กล้าแตะต้องล่วงเกิน ล้อเท้งเง็กสรุปจากข่าวสารต่างๆ ทราบว่าคนของหมู่ตึกเอกะไม่กล้ารังความต่อฉิ้งซึงปอ แต่ไม่เกรงอกเกรงใจต่อจงซ้วง มีอยู่หลายครั้งก็ไล่ล่าฆ่าฟัน จงซ้วงมักอาศัยเพลงกระบี่อันเลิศล้ำหลุดรอดได้ ฟังว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งที่ ฉิ้งซึงปอให้การช่วยเหลือมัน วันเวลาคล้ายติดปีกบิน โดยมิรู้สึกตัว ผ่านพ้นอีกหนึ่งปี เพลงดาบและกำลังภายในของล้อเท้งเง็ก ไม่ทราบรุดหน้าอีกกี่เท่า ความจริงสามารถกลับเข้าแผ่นดินตงง้วน ฟื้นฟูนครเขียวเรืองโรจน์ ล้างแค้นต่อศัตรูแล้ว แต่เขาสำนึกตัวว่าในมรรคาดาบ ยังมีขอบเขตขั้นสูงสุดที่ยังไม่บรรลุถึงขอบเขตขั้นสูงสุดนั้นคือด่านอุปสรรคของผู้ฝึกปรือเพลงดาบในรอบร้อยพันปี หากสามารถผ่านพ้นได้ เขาจะเป็นจักรพรรดิดาบของบู๊ลิ้ม หนึ่งเดียวที่เป็นคู่มือเขาคือราชินีกระบี่ แห่งหอฟังเสียงคลื่น แต่ต่อให้ปรากฏราชินีกระบี่จริงๆ เกรงว่ายังด้อยกว่าจักรพรรดิดาบขั้นหนึ่ง

      ล้อเท้งเง็กหวังบรรลุถึงเป้าหมายสุดยอดนี้ แม้ยามหลับฝันยังไม่ลืมเลือน ยามนี้พลังที่ผลักดันเขามิใช่บุญคุณความแค้นทางโลก หากแต่เป็นความกระตือรือร้นที่มีต่อมรรคาดาบ หวังไต่เต้าขึ้นถึงขั้นสูงสุด กองกำลังบุตรหลานทั้งเจ็ดสิบคนผ่านการฝึกอบรมเป็นแรมปีล้วนปรากฏเป็นรูปเป็นร่าง ในจำนวนนี้มีอยู่ยี่สิบคนที่มีความสามารถพิเศษเฉพาะ นอกจากความสำเร็จในเชิงฝีมือแล้ว ยังเชี่ยวชาญการก่อสร้างเสี่ยงทายค่ายกล ดูลักษณะม้า และซ่อมแซมรถรา ผู้คนห้าสิบคนที่หลงเหลือ มีสิบคนที่ถนัดจัดเจนวิชาเกาทัณฑ์ดังนั้นก่อตั้งเป็นหน่วยเกาทัณฑ์ สี่สิบคนสุดท้ายล้วนห้าวหาญชาญศึก ภายหน้าเกิดการสัประยุทธ์ จะถือผู้คนสี่สิบคนนี้เป็นแกนกลาง

      พวกมันทั้งเจ็ดสิบคนฝึกปรือเพลงดาบสัประยุทธ์ของตระกูลล้อเป็นหลัก ล้อเท้งเง็กก็อาศัยปฏิภาณอันปราดเปรื่อง แบ่งแยกเพลงดาบเป็นสองชนิด แต่ละชนิดมีเพียงสิบสองท่า ชนิดหนึ่งเน้นการจู่โจมสังหาร ชนิดหนึ่งเน้นการตั้งรับ ทุกผู้คนล้วนฝึกซ้อมเพลงดาบทั้งสองชนิด แต่เนื่องด้วยธาตุแท้ใจคอของแต่ละคนผิดแผกแตกต่าง ดังนั้นมีความสำเร็จไม่ละม้ายเหมือนกัน บ้างถนัดในการจู่โจมสังหาร บ้างชำนาญการตั้งรับหาโอกาสตีโต้

      สรุปแล้ว พวกมันล้วนคร่ำเคร่งฝึกปรือ เป็นเหตุให้ความสำเร็จในรอบปีนี้ เทียบเท่ากับผู้อื่นใช้เวลาฝึกปรือห้าปี พวกมันความจริงมีพื้นฐานพลังฝีมือไม่เลวอยู่แล้ว ยามนี้ยังเป็นมือดาบที่ยากจะพบพาน เตียเอ็กบังเกิดความพึงพอใจยิ่ง ส่งข่าวออกไปไม่หยุดยั้ง ให้เกี้ยซิมจั้วกับฉิ้งเจียวที่เบื้องนอกล่วงรู้ความรุดหน้าบนเกาะ เพียงแต่มันไม่ล่วงรู้สภาพของล้อเท้งเง็ก ดังนั้นไม่เคยเอ่ยถึงมาก่อน ยามนี้ยังห่างจากกำหนดเวลาสามปีอีกครึ่งปี พลันเกิดข่าวใหญ่สะท้านบู๊ลิ้มประการหนึ่ง หากมิใช่เพราะข่าวคราวนี้ ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่ทราบว่า เมื่อใดล้อเท้งเง็กจึงยอมหยุดยั้งการแสวงหาขอบเขตขั้นสุดยอดของมรรคาดาบ พาตัวเข้าสู่วังวนของบุญคุณความแค้นทางโลก ที่แท้ยุทธจักรพลันโจษจันว่า หัวหน้าหมู่ตึกเอกะไม้เท้าเจ็ดสังหาร เงี่ยมบ้ออุ้ยมีพลังฝีมือไม่เหมือนเดิม ทั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อสามปีก่อน มันต่อสู้กับล้อฮีอู้ที่นครเขียวเรืองโรจน์ ได้รับบาดเจ็บสาหัส เป็นเหตุให้อำนาจบาตรใหญ่ของหมู่ตึกเอกะเสื่อมโทรมลงมากนัก

      นอกจากนั้นยังมีข่าวลืออีกประการหนึ่งคือ เจ้านครเขียวเรืองโรจน์ ล้อฮีอู้กำลังเผยโฉมขึ้นใหม่ นำทุกค่ายสำนักในยุทธจักรจัดการกับหมู่ตึกเอกะ พร้อมกับฟื้นฟูนครเขียวเรืองโรจน์ ในข่าวลือนี้ยังกล่าวขวัญถึงล้อเท้งเง็ก แต่เนื่องด้วยเขาอายุยังเยาว์ชาวยุทธจักรแม้ให้ความสำคัญต่อเขา ยังคงถือล้อฮีอู้เป็นหลัก

      ล้อเท้งเง็กได้รับรายงานลับจากเกี้ยซิมจั้ว ค่อยล่วงรู้เบื้องหลังของข่าวลือทั้งสองประการ ข่าวลือที่เงี่ยมบ้ออุ้ยรับบาดเจ็บ แพร่จากปากของชายหนุ่มแซ่จิวผู้หนึ่ง มันหลังจากดื่มสุราพลั้งปากออกมาว่า มันเป็นลูกเรือของเรือใหญ่ที่บรรทุกเงี่ยมบ้ออุ้ยไปยังเมืองเก้าอิ้ว หลังจากที่บุกทำลายนครเขียวเรืองโรจน์ เห็นกับตาว่าลุ้ยสี่ฮ้งโอบอุ้มเงี่ยมบ้ออุ้ยลงเรือทั้งยังได้ยินเงี่ยมบ้ออุ้ยสั่งให้ฆ่าปิดปากลูกเรือทั้งหมด ดังนั้นชิงกระโดดลงน้ำหลบหนีไปก่อน

      เกี้ยซิมจั้วพอทราบข่าวนี้ ก็รีบรุดไปหาชายหนุ่มแซ่จิวนั้น เพื่อหาหนทางคุ้มครอง มิให้ถูกหมู่ตึกเอกะฆ่าปิดปาก แต่ยังไปสายก้าวหนึ่ง ผู้ที่รับตัวชายหนุ่มแซ่จิวไปก่อนคือ จงซ้วงเอง เกี้ยซิมจั้วเห็นว่าเพื่อสร้างความระส่ำระสายแก่ฝ่ายตรงข้าม และกระตุ้นขวัญกำลังใจของชาวยุทธจักร จึงปล่อยข่าวว่าล้อฮีอู้กับล้อเท้งเง็กจะกลับเข้าสู่ยุทธจักร

      ยามนี้สถานการณ์ทวีความตึงเครียดขึ้น ล้อเท้งเง็กคาดคำนวณว่าหากตัวเองยังไม่ปรากฏกาย ไม่เพียงแต่เกี้ยซิมจั้วกับฉิ้งเจียวต้องประสบภัยชายยุทธจักรก็จะผิดหวังในตัวสองพ่อลูกตระกูลล้อ ดังนั้นแจ้งต่อเตียเอ็กว่า

      “วันพรุ่งนี้พวกเราจะแยกย้ายออกเดินทาง หนึ่งเดือนให้หลังสมทบกันที่เมืองติ่งกัง” เตียเอ็กลิงโลดจนหน้าแดงก่ำ แต่ในใจยังอดห่วงใยมิได้ ถามว่า

      “เสียวจู้มั่นใจว่าสามารถเอาชัยเงี่ยมบ้ออุ้ยแล้ว?” ล้อเท้งเง็กกล่าวว่า

      “ผลแพ้ชนะต้องประมือค่อยทราบได้ แต่อย่างน้อยมีพลังสามารถหาญหักสักครา ท่านไม่ต้องห่วงใยแทนข้าพเจ้า กลับเป็นบิดาเรา ไม่ทราบตอนนี้เป็นไรแล้ว”

      ที่แท้หลังจากที่นครเขียวเรืองโรจน์ถูกล้มล้าง เกี้ยซิมจั้วก็สืบทราบว่าล้อฮีอู้ไม่ได้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ หากแต่ไม่ทราบเป็นตายร้ายดี ข่าวคราวนี้พอเข้าหูล้อเท้งเง็ก บังเกิดเป็นความหวังรำไร แต่ตามเหตุผลทั่วไป ล้อฮีอู้แม้ไม่ตาย ก็ต้องรับบาดเจ็บสาหัส ไม่เช่นนั้นคงรุดมาสมทบกับทั้งหมดที่เกาะโชยเอียะเต้า

      ครั้นแล้ว เตียเอ็กรับหน้าที่จัดขบวนผู้คนออกเดินทาง ผู้คนบนเกาะพอทราบข่าว ล้วนพลุ่งพล่านลิงโลด ทั้งนี้เพราะวันเวลาที่รอคอยมาถึงแล้ว เมื่อถึงวันรุ่งขึ้น ทั้งหมดก็ทยอยออกเดินทาง

หนังสือแนะนำ

Special Deal