บทที่ 4 นอนเตียงฟืนเลียดีขม

       ระลอกคลื่นสาดซัดโขดหินไม่หยุดยั้ง สะเก็ดน้ำสาดกระจาย ภายใต้สกาวเดือดสาดส่อง เปล่งประกายสีเงินแพรวพรายลมราตรีกลางฤดูใบไม้ร่วงแฝงความเหน็บหนาว โชยพัดชายเสื้อของชายหนุ่มชุดเขียวผู้หนึ่งกระพือพลิ้วดังพึบพับ

มือขวาของชายหนุ่มชุดเขียวถือดาบยาว สาดประกายเย็นยะเยียบเล่มหนึ่ง เพ่งตามองท้องทะเลใต้แสงจันทร์แน่วนิ่ง สถานที่นี้เป็นเกาะโดดเดี่ยวที่อยู่กลางทะเลน่ำไฮ้ ด้านทิศตะวันตกของเกาะ มีครอบครัวชาวประมงหลายสิบหลังคาเรือน ใช้ชีวิตที่จืดชืดและลำเข็ญ

ชีวิตเช่นนี้สืบทอดกันมาทุกรุ่น ไม่ว่าผู้ใดถือกำเนิดในครอบครัวเช่นนี้ ก็ต้องจับปลาหาเลี้ยงชีพ ต่อสู้กับคลื่นลมไปชั่วนาตาปี

       พื้นที่ราบของตัวเกาะด้านตะวันตกกว้างขวางไม่น้อย เพียงพอให้ชาวประมงหลายสิบหลังคาเรือนใช้สอย หลังจากผ่านพื้นที่ราบแถบนี้ภูมิประเทศพลันสูงชันขึ้น โขดผาแน่นขนัด แม้ลิงค่างยากปีนป่ายข้ามไปได้

       ชาวประมงที่พักอาศัยอยู่ที่นี้ชั่วลูกชั่วหลานล้วนไม่ทราบว่าใจกลางของเกาะโชยเอียะเต้าแห่งนี้ เป็นที่แบนราบแห่งหนึ่ง ปรากฏต้นไม้เขียวชอุ่ม บุปผาประหลาดงอกงาม ขอเพียงขุดดินลงไป จะพบน้ำแร่หอมหวาน เนื่องด้วยปราศจากร่องรอยสัตว์ร้าย ดังนั้นมีสัตว์เล็กๆ ที่เชื่อง เชื่อถือกำเนิดขึ้นมากหลาย เพียงพอกับการเป็นอาหารของชายฉกรรจ์ที่เร่งรุดมาถึงกลุ่มนี้

       เกาะโชยเอียะเต้าแห่งนี้ เป็นฐานที่มั่นแรกเริ่มของตระกูลล้อเจ้านครเขียวเรืองโรจน์รุ่นที่หนึ่ง ล้อนี้ติดตามบิดามารดามายังที่นี้ ตั้งแต่อยู่ในวัยแบเบาะ พวกท่านได้รับการชี้แนะจากผู้อื่น อาศัยทางลับที่ตัดเริ่มจามตัวเกาะด้านทิศตะวันออก มาถึงดินแดนอันอุดมสมบูรณ์แห่งนี้

       นี่เป็นเรื่องเมื่อร้อยกว่าปีก่อน ตอนนี้ในหุบเขากลางเกาะโชยเอียะเต้า ยังทิ้งตึกศิลาอยู่หลายหลัง ยังคันเกาทัณฑ์และอาวุธที่โจรสลัดเมื่อก่อนหน้านี้ทิ้งเอาไว้ นี่ความจริงเป็นเทพยวิมานเหนือโลกีย์ แต่โจรสลัดทั้งหลายไม่รู้จักตั้งถิ่นฐาน ปล่อยทิ้งรกร้างนานปี

       สรุปแล้ว หลังจากที่ตระกูลล้อโยกย้ายมายังสถานที่นี้ ก็ไม่ได้จากไป จวบกระทั่งล้อนี้เติบใหญ่ญาติมิตรที่โยกย้ายมาพร้อมกับตระกูลล้อทยอยตายจากจำนวนผู้คนค่อยลดน้อยลง

       ภายหลังล้อนี้ฝึกปรือเพลงดาบสัประยุทธ์เลือดสำเร็จ ค่อยออกจากรังอันอบอุ่นนี้เพียงลำพัง ใช้เวลาไม่กี่ปี สร้างชื่อระบือลือลั่น จากนั้นตบแต่งภรรยากำเนิดบุตร ท่านให้บุตรภรรยากลับเกาะโชยเอียะเต้ามาปรนนิบัติบุพการีของท่าน จวบกระทั่งผู้เฒ่าทั้งสองสิ้นบุญ ค่อยนำบุตรหลานกลับแผ่นดินตงง้วน ก่อตั้งนครเขียวเรืองโรจน์ขึ้น พื้นฐานพลังฝีมือของล้อฮีอู้กลับเพาะสร้างบนเกาะนี้เอง

       ยามนี้ถึงรุ่นของล้อเท้งเง็กกลับมายังบ้านเดิม แต่อนาคตของเขากลับหมองหม่น เต็มไปด้วยความเคียดแค้นอาฆาตและปวดร้าว

       หุบเขากลางเกาะขนานนามฉุ่ยฮั้วก๊ก (หุบเขาเขียวเรืองโรจน์) ในหุบเขามีหอศิลาหลายหลัง ล้วนกว้างขวางน่าอยู่ พืชพันธุ์และสัตว์ที่นำมาเป็นอาหารก็อุดมสมบูรณ์ แต่เรื่องราวผู้คนพลันเปลี่ยนผันล้อฮีอู้ที่เป็นแกนกลางของฝ่ายธัมมะ ต้องย่อยยับอัปรา

       หลังจากที่เหล่าขุนพลคุ้มครองส่งล้อเท้งเง็กถึงเกาะกลางทะเลแห่งนี้ ล้อเท้งเง็กมักชมชอบยืนอยู่บนโขดหินชายฝั่งทะเล ทอดตามองท้องทะเลใหญ่ ที่นี้ห่างจากผิวทะเลสามสี่สิบวา สภาพพื้นที่สูงชันยิ่ง เมื่อล้อเท้งเง็กยืนอยู่บนโขดหินขนาดใหญ่นี้ นอกจากปุยเมฆบนท้องฟ้าที่อยู่สูงกว่าเขาแล้ว กระทั่งนกนางนวลก็น้อยครั้งจะบินขึ้นมา จันทราบนท้องฟ้าคอยเตือนสติเขาว่า คืนนี้เป็นวันคืนใด เขายังจำได้ว่าคืนนี้เมื่อหนึ่งปีก่อน นครเขียวเรืองโรจน์เกิดเพลิงไหม้ เสียงการฆ่าฟันดังจากทุกแห่งหน รูปโฉมและน้ำเสียงของบิดา ทำให้เขาอดน้ำตาคลอหน่วยมิได้

       เขาคับแค้น เขารันทด แต่ยามปรกติเขาไม่แสดงออกแม้แต่น้อย ดังนั้นแม้กระทั่งฉิ้งเจียว เตียเอ็ก และเกี้ยซิมจั้ว สามขุนพลนครเขียวเรืองโรจน์ยังไม่ล่วงรู้ หนึ่งปีมานี้ ล้อเท้งเง็กแทบใช้ชีวิตกว่าครึ่งบนโขดหินนี้ ทุกวันพอลุกจากเตียงอันอบอุ่น ก็มาฝึกปรือฝีมือที่นี้

ล้อเท้งเง็กอยู่ดีๆ ยอ่มไม่มาฝึกฝีมือบนโขดหินก้อนนี้ ความนี้ยังมีความลับประการหนึ่ง มีแต่คนของตระกูลล้อจึงทราบได้

       สถานที่นี้กว้างขวางยิ่ง แต่ด้านซ้ายขวาและด้านหลังยังมีผนังศิลาที่สูงยิ่งกว่า นอกจากผนังศิลาที่หันหาตะวันออกแล้ว ผนังศิลาที่หันหาทิศเหนือและใต้เต็มไปด้วยตะไคร่เขียวครึ้ม อันเนื่องมาจากแสงแดดส่องไม่ถึง

ผนังสีขาวทางด้านตรง บริเวณตำแหน่งที่อยู่เหนือระดับพื้นไม่ถึงสองเชียะ มีช่องสี่เหลี่ยมแห่งหนึ่งเว้าเข้าไป รอยเว้าลึกประมาณสี่เชียะ ดังนั้นพื้นผนังในช่องสี่เหลี่ยมไม่ถูกลมฝนกัดกร่อนแต่อย่างไร

ผิวหนังในช่องสี่เหลี่ยมฝนจนเรียบลื่น เป็นสีขาวนวล ภายในช่องสี่เหลี่ยมที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางวาเศษ แกะสลักรูปภาพคนจำนวนมากนอกจากส่วนหนึ่งอยู่ในท่วงท่านั่งขัดสมาธิ หรือท่าเดินเหินด้วยมือเปล่า ที่หลงเหลืออีกหลายสิบภาพ ล้วนถือดาบตั้งท่าอยู่ในอริยาบถต่างๆ

       รูปภาพคนในช่องสี่เหลี่ยมนี้ คือที่มาของเพลงดาบสัประยุทธเลือดของตระกูลล้อ เมื่อร้อยกว่าปีก่อน ล้อนี้ผู้เป็นโจ้วแป๋ (ปู่) ของล้อเท้งเง็กเรียนรู้เพลงดาบจากที่นี้ จึงสามารถก่อตั้งนครเขียวเรืองโรจน์ กลายเป็นเมืองสำคัญของบู๊ลิ้ม รูปภาพคนที่ถือดาบ ไม่ต้องบ่งบอกโดยละเอียด สำหรับท่วงท่านั่งขัดสมาธิและเดินเหิน เป็นวิชากำลงภายในและเดินลมปราณ ง่ายแก่การฝึกปรือ แต่มีอานุภาพลึกล้ำสุดเปรียบปาน

       ด้านซ้ายมือนอกช่องสี่เหลี่ยม มีหลักหินสูงประมาณสี่เชียะก้อนหนึ่ง แนบติดกับผนังศิลา แกะสลักจากโขดหินตามธรรมชาติต้นหนึ่ง

       เบื้องหน้าหลักหินประมาณห้าหกก้าว ยังมีฐานหินหลังหนึ่งบนฐานหินทิ้งริ้วรอยจางๆ ไว้ มองปราดเดียวก็ทราบว่ามีคนนั่งขัดสมาธิบนฐานหิน ผ่านวันเดือนปีอย่างยาวนาน

       ขณะที่ล้อเท้งเง็กฝึกปรือลมปราณ ก็นั่งขัดสมาธิบนฐานหินเขาพอลืมตาขึ้น สามารถเห็นข้อความบนหลักหินที่ว่า “กุนลิ้มทีแอ๋” (เลิศภพจบแดน) ซึ่งความจริงตระกูลล้อรุ่นแรกเคยเลิศภพจบแดน กลับกลายเป็นปรมาจารย์ของบู๊ลิ้ม แต่ผลบั้นปลายของล้อฮีอู้ กลับหักล้างข้อความบนหลักหิน

       ข้อความนี้ยักซุกซ่อนความลับประการหนึ่ง ที่แท้คำ “เลิศภพจบแดน” ไม่ได้หมายถึงความสำเร็จในเชิงฝีมือภายในช่องสี่เหลี่ยมนั้น หากแต่หมายถึงวิทยายุทธ์อีกแขนงหนึ่ง ซึ่งยังไม่ถูกพบเห็น หากสามารถตีความวิทยายุทธ์แขนงนี้จนแตกฉาน จึงสามารถครองความเป็นเลิศภพจบแดน

       ยามนั้นล้อเท้งเง็กปาดเช็ดคราบน้ำตา หันกายเดินมาถึงหน้าฐานหินทรุดกายนั่งลง เขาความจริงคิดฝึกกำลังภายใน แต่ค่ำคืนของตงชิว (ไหว้พระจันทร์) เช่นนี้ เขาไม่ว่าอย่างไรไม่อาจสงบจิตใจฝึกปรือได้

       เขาหันหน้าหาหลักหิน ข้อความบนหลักหินคล้ายกำลังหัวร่อเยาะเขา เมื่อเบือนสายตาไป ก็เห็นรูปภาพคนภายในช่องสี่เหลี่ยม ล้อเท้งเง็กนั่งสงบแน่วนิ่ง ในใจกลับบังเกิดระลอกปั่นป่วน ความปวดร้าวนานัปการรุมเร้าใส่ขา ทั้งสะทกสะท้อนต่อชาติกำเนิด ประหวัดนึกถึงอนาคต ปรารถนาใคร่โถมลงสู่ท้องทะเล ยุติชีวิตตัวเอง

       แต่เขามิใช่คนหลีกหนีสภาพความจริง เขาฝากความหวังไวกับความมานะเด็ดเดี่ยวของตัวเอง หวนนึกถึงวันใดที่มีพลังฝีมือเลิศล้ำเพลงดาบรุดหน้าอีกขั้นหนึ่ง ก็จะนำกำลังเข้าต่อต้านเงี่ยมบ้ออุ้ย โค่นมันพ่ายแพ้ ฟื้นฟูนครเขียวเรืองโรจน์ขึ้นใหม่ เขามักหวนนึกถึงคำสั่งเสียสุดท้ายของบิดา ตอนนั้นล้อฮีอู้จี้สกัดจุดของเขา กล่าวว่า

       “หวังว่าสามปีให้หลัง เจ้าย้อนกลับมาใหม่ ฟื้นฟูนครเขียวเรืองโรจน์ขับไล่ศัตรูเข้มแข็ง”

       เวลาสามปีนับว่าสั้น แต่หากคิดฝึกปรือวิชาฝีมือขั้นสูง สามปีเพียงเป็นช่วงตอนหนึ่ง ที่เขาร้อนรุ่มใจคือข้อนี้ ต้องทำอย่างไรจึงสามารถย้อนกลับไปภายในสามปี ตอนนี้ผ่านไปหนึ่งปี ยังห่างจากเป้าหมายแห่งความสำเร็จช่วงใหญ่

       ภาพความหลังผ่านเข้ามาในห้วงสมองเป็นฉากๆ สภาพอันสยดสยองและเสียงการฆ่าฟันเมื่อครั้งกระโน้น ทำให้เขาเลือดลมพลุ่งพล่านต้องกระโดดปราดขึ้นสะบัดดาบฟาดฟันออก

       เสียงดาบแหวกฝ่าอากาศดังแหลมเล็ก เปี่ยมอานุภาพข่มขวัญเพลิงแค้นที่แน่นอก ทำให้เพลงดาบอันเกรี้ยวกราดชุดนี้ ยิ่งทวีความดุดัน

       ล้อเท้งเง็กรู้สึกว่าแต่ละดาบที่ใช้ออก ปรากฏพลังดาบแผ่พุ่งออกไป ดังนั้นทุ่มเทสมาธิจิตใจกับเพลงดาบอันลึกล้ำพิสดาร ลืมเลือนสภาพรอบข้าง มองแต่ไกลเห็นประกายดาบกลับกลายเป็นลูกกลมสีขาวขนาดใหญ่ลูกหนึ่ง ห่อหุ้มร่างของเขาเอาไว้ เขาใช้เพลงดาบสัประยุทธ์เลือดแล้วใช้เล่า อยู่ดีๆ เพิ่มกระบวนท่าขึ้นมาเจ็ดท่า กระบวนท่าทั้งเจ็ดนี้มิใช่เขาบัญญัติขึ้นเอง ภายในช่องสี่เหลี่ยมก็มีกระบวนท่าทั้งเจ็ดนี้ แต่นับแต่ล้อนี้จนถึงล้อฮีอู้ ล้วนตัดทอนกระบวนท่าทั้งเจ็ดนี้ไป จากปากคำของล้อฮีอู้ กระบวนท่าทั้งเจ็ดนี้ หนึ่งนั้นไม่เกรี้ยวกราดดุร้ายพอ สองเมื่อเจือปนอยู่ในเพลงดาบสัประยุทธ์เลือด กลับทำให้เพลงดาบสัประยุทธ์นี้ไม่ต่อเนื่องกัน

       เขาเคยศึกษากระบวนท่าทั้งเจ็ดนี้ รอบปีที่ผ่านมายิ่งพบว่ามีเหตุผล ยามนี้กลับหล่อหลอมเจ็ดกระบวนท่านี้อยู่ในเพลงดาบทั้งชุด รู้สึกทั้งเจ็ดกระบวนท่ามีคุณประโยชน์มากหลาย แต่ไม่มีลำดับที่แน่นอนบางครั้งในระหว่างกระบวนท่ากับกระบวนท่า สอดคั่นกระบวนท่าในท่าเพลงทั้งเจ็ดเข้าไป จะเพิ่มพูนอานุภาพกว่าเดิม บางคราสอดคั่นกระบวนท่านี้อยู่ในท่าเพลงอื่น จะกลายเป็นท่าตั้งรับที่ไร้ช่องโหว่ เชนเดียวกับผู้คนออกำลัง เวลาพอนานเข้า ต้องหอบหายใจคราหนึ่งผลของการหอบหายใจ ก่อเกิดพลังตามหลังขึ้นได้

       ล้อเท้งเง็กยามกะทันหันไม่เข้าใจ กระบวนท่าทั้งเจ็ดนี้ แต่ได้คิดว่ากระบวนท่าทั้งเจ็ดต้องมิใช่กระบวนท่าส่วนเกิน แต่ไม่ทราบก่อนหน้านี้ไฉนเข้าใจว่าไม่เกิดประโยชน์ คืนนี้ยามพลุ่งพล่าน ร่ายรำดาบระบายออกกลับค้นพบความลึกล้ำส่วนหนึ่งประกายดาบพลันสลายวับ ล้อเท้งเง้กยืนหยัดราวรูปปั้น เพ่งตาครุ่นคิด รู้สึกว่าพอเรียนรู้ถึงความลึกล้ำท่าหนึ่ง อีกหกกระบวนท่าล้วนใช้ออกได้ นี่เป็นเรื่องแปลกพิสดารจริงๆ เขาเบิกตาครุ่นคิด จากนั้นร่ายรำดาบฝึกซ้อมใหม่ โดยไม่รู้สึกตัวท้องฟ้ารุ่งสางสว่างแล้ว

เมื่อกลับถึงที่พัก สร้างความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจนล้มตัวลงนอน จวบกระทั่งหลังเที่ยงค่อยตื่นขึ้นมา พอพลบค่ำเขาก็มาที่ฐานหินฝึกฝีมือใหม่ ค่ำคืนนี้แม้ล่วงเลยคืนตงชิว จันทรายังเต็มดวงเช่นเดียวกับเมื่อคืนตอนแรกที่เขายืนอยู่ริมผาทอดตามองน้ำจรดฟ้า ความคับแค้นรันทดทำให้จิตใจสับสนยุ่งเหยิงอีกครา ถึงกับเปล่งเสียงร่ำไห้ออกมา ค่ำคืนอันโดดเดี่ยวเปลี่ยวร้าง ทำให้เขาอดนึกถึงวันเวลาที่นครเขียวเรืองโรจน์มิได้ ความฟ้งเฟ้อสุขสบายที่แล้วมา ล้วนสูญสลายเป็นอากาศธาตุ เขาต้องต่อสู้ดิ้นรน ไม่มีบิดาคอยเกื้อหนุนอีก

จากนั้นเขาตกลงใจว่า จะฝึกปรือกำลังภายในก่อนค่อยฝึกซ้อมเพลงดาบ จัดแจ้งเช็ดคราบน้ำตา ทรุดนั่งขัดสมาธิบนฐานศิลาคำ “เลิศภพจบแดน” ปรากฏแก่สายตาอีกครา ล้อเท้งเง็กอดพึมพำมิได้ว่า

       “หรือเจ็ดกระบวนท่านี้สามารถส่งเสริมเราครองความเป็นเลิศภพจบแดนจริงๆ อย่างนั้นไยมิใช่กลับกลายเป็นตอกุน (จักรพรรดิดาบ) ที่ร่ำลือแล้ว นี่เป็นไปไม่ได้หอฟังเสียงคลื่นมีคัมภีร์ราชินีกระบี่ รอบร้อยปีนี้ยังไม่ปรากฏราชินีกระบี่ขึ้น เรื่องจักรพรรดิดาบเพียงเป็นคำร่ำลือ ไหนเลยบังเกิดแก่เราได้?”

       เขาฝืนหัวร่อออกมา พึมพำอีกว่า

       “หากว่าเพลงดาบของเราฝึกปรือถึงขั้นเลิศภพจบแดนจริงๆ ย่อมได้เป็นจักรพรรดิดาบ แต่ด้วยความสำเร็จของบิดา ยังให้การยกย่องต่อหอฟังเสียงคลื่น เราไหนเลยเพียงฝึกปรือกระบวนท่าทั้งเจ็ดนั้น ก็จะยกขึ้นวิจารณ์ร่วมกับหอฟังเสียงคลื่นได้ ยังคงอย่าได้คิดฟุ้งซ่าน คร่ำเคร่งฝึกเพลงดาบเถอะ”

       เขาสำรวมความคิด หยิบฉวยดาบผุดลุกขึ้น ฝึกซ้อมตามจิตสำนึก

       ล้อเท้งเง็กร่ำเรียนเพลงดาบสัประยุทธ์เลือดประจำตระกูลจนช่ำชองชำนาญ เปรียบกับล้อฮีอู้ที่มีชื่อสะท้านแผ่นดิน เพียงต่างกันที่พลังการฝึกปรือ แต่หลังจากที่เพิ่มกระบวนท่าทั้งเจ็ด ตอนแรกบังเกิดความยินดีแต่แล้วยิ่งฝึกยิ่งยากเย็น สุดท้ายกลับกลายเป็นสลับซับซ้อน ไม่สามารถจำแนกแยกแยะได้

       วันเวลาหลังจากนั้น เขาทุ่มเทความกระตือรือร้นสนใจทั้งหมดอยู่ที่เพลงดาบ จำไดว่าเมื่อค่ำคืนตงชิว เขาบังเอิญสอดคั่นกระบวนท่าทั้งเจ็ดอยู่ในเพลงดาบสัประยุทธ์เลือด เพิ่มพูนอานุภาพขึ้น เพราะความทรงจำนี้ทำให้เขาไม่ยอมละทิ้งกระบวนท่าทั้งเจ็ด คร่ำเคร่งฝึกซ้อมโดยไม่ยอมลดละ

       โดยไม่รู้สึกตัว ผ่านพ้นไปสี่เดือน จิตใจของเขาอยู่ในภาวะตกต่ำอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ทั้งนี้เพราะสี่เดือนที่คร่ำเคร่งฝึกปรือ มิเพียงไม่สามารถจัดลำดับของกระบวนท่าทั้งเจ็ด กลับทำให้ความสำเร็จในเชิงดาบเสื่อมถอยกว่าตอนแรกที่มายังเกาะโชยเอียะเต้าอีก มาตรแม้นเป็นเช่นนั้น เขายังไม่ละความพยายาม จวบกระทั่งค่ำคืนหนึ่ง เขาฝึกฝีมือถึงกลางดึก พลันเขาใจเรื่องหนึ่ง นั่นคือกระบวนท่าทั้งเจ็ดเป็นยอดวิชาเลิศล้ำ แต่หากปราศจากภูมิปฏิภาณเข้าใจแตกฉานจะยิ่งฝึกปรือยิ่งย่ำแย่ จวบกระทั่งไม่สามารถจับดาบได้

พริบตานั้น ล้อเท้งเง็กบังเกิดความท้อแท้ กระแทกนั่งบนโขดหินหลั่งน้ำตาต่อฟ้า

       นี่เป็นความกระทบกระเทือนใจอย่างใหญ่หลวงนัก ทำให้เขาไม่สามารถแบกรับความโศกศัลย์ของบิดาตายจาก นครถูกล้มล้าง ตลอดทั้งร่างอ่อนล้าระทวย พลังสมาธิก็แทบพังทลายลมทะเลเดือนเต็มดวงยังคงเดิม แต่ผู้คนและเรื่องราวเกิดการแปรผัน ผู้คนที่จมอยู่ในโลกมนุษย์น้อยครั้งจะนึกถึงข้อนี้ หากว่าพวกเขารับรู้ถึงความจีรังยั่งยืนของจักรวาล จะเห็นซึ้งชืดชาตัวการเปลี่ยนแปลงในโลกหล้ากว่าเดิม ล้อเท้งเง็กทบทวนหวนนึก รูปโฉมของบิดาชราลักขณาการของนครเขียวเรืองโรจน์ ล้วนเด่นชัดอยู่ตรงหน้า ยามนี้เพียงหลงเหลือเขาเผชิญกับความคับแค้นรันทดเพียงลำพัง ทำให้เขาไม่อาจทนทานรับได้

       เขาเดินถึงริมหน้าผา รู้สึกมีลมพัดผ่านสองหู ทอดตามองเห็นแต่น้ำกับฟ้าเวิ้งว้าง ห้วงสมองคล้ายบังเกิดสุ้มเสียงหนึ่งดังว่า

       “เจ้าโดดเดี่ยวถึงเพียงนี้ กระทั่งพลังฝีมือยังเสื่อมถอยลง ไยไม่ตายเสียให้หมดเรื่องสิ้นราว?” แต่แล้วสุ้มเสียงอีกเสียงหนึ่งดังว่า

       “ล้อเท้งเง็กเอยล้อเท้งเง็ก เจ้าแบกภาระใหญ่หลวงปานใด ไม่เพียงต้องกอบกู้รากฐานของบรรพชน ทั้งยังต้องสือเชื้อสายของตระกูลล้อ” ล้อเท้งเง็กพลันสะท้านขึ้นด้วยความตระหนกรำพึงว่า

       “ใช่แล้ว เราเป็นบุตรโทนของบิดา ไหนเลยปล่อยให้เชื้อสายตระกูลล้อสิ้นสุดเพียงรุ่นของเราได้?” เขาพลันเปลี่ยนเป็นดื้อรั้นเด็ดเดี่ยว ความคิดท้อแท้และผลิกหนีในตอนแรกปลาสนาการสิ้น หมุนตัวกลับไปค้นหาดาบยาว ตั้งสัตย์ปณิธานว่าต้องตีความของกระบวนท่าทั้งเจ็ดนี้ให้จงได้

       แต่เมื่อครู่ตอนท้อแท้ เขาคลายนิ้วทั้งห้าออก ดาบยาวเล่มนั้นไม่ทราบตกหล่นอยู่ที่ใด ดังนั้นไม่ไปสนใจ ยกมือร่ายรำกระบวนท่าออกมา ฝึกซ้อมอยู่เที่ยวหนึ่ง พบว่ามีวิถีเปลี่ยนแปลง รีบฝึกซ้อมต่อไป ควรทราบว่าล้อเท้งเง็กความจริงมีภูมิปฏิภาณเลิศล้ำ บวกกับฝึกปรือเพลงดาบมาชั่วชีวิต นับว่าเดินถูกทาง หากกระทั่งเขายังตีความไม่ได้ ในโลกก็ไม่มีผู้ใดผ่านด่านนี้เป็นผลสำเร็จ ซึ่งความจริง นี่เป็นภาวะตกต่ำที่สุดก่อนการก้าวรุดหน้า ไม่ว่าวิทยายุทธ์ใด หากหวังความรุดหน้าต้องฟันฝ่าระลอกคลื่น การรุดหน้าแต่ละครั้งต้องสะดุดหยุดยั้งระยะหนึ่ง ระดับความรุดหน้ายิ่งก้าวไกล ภาวะตกต่ำยิ่งยาวนาน ถือเป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ ที่ล้อเท้งเง็กกำลังไต่เต้า คือยอดเขาสูงสุด ดังนั้นภาวะความตกต่ำของจิตใจรุนแรงเป็นพิเศษหากพลังความคิดไม่เข้มแข็งพออาจประสบภัยถึงแก่ชีวิต เหตุผลนี้แม้ตื้นเขิน แต่ผู้อยู่ในเหตุการณ์ยากจะพบเห็นได้

       ยามนี้ล้อเท้งเง็กกำลังบ่ายหน้าขึ้นสู่ยอดสูงสุด ระดับความเร็วทวีความรวดเร็วขึ้นมากนัก เขากระตุ้นความซ่อนเร้นของชีวิต ศึกษาอย่างคร่ำเคร่ง โดยไม่รู้สึกตัว ท้องฟ้ารุ่งสางสว่างแล้ว ล้อเท้งเง็กหยุดยั้งลงพักผ่อน นั่งโคจรพลังชั่วขณะ ค่อยผุดลุกขึ้นบังเอิญพบว่าดาบยาวของเขาตกหล่นอยู่หลังหลักหินที่จารึกข้อความเลิศภพจบแดนนั้นเอง รอยร่องนั้นแคบเล็กยิ่ง เขายื่นมือเข้าไปหมายเก็บดาบ พลันพบว่าด้านหลังของหลักหินก็แกะสลักอักษรไม่น้อย ตอนแรกสัมผัสไม่ออกว่าเป็นตัวอะไร ภายหลังบังเกิดปฏิภาณวูบ นึกย้อนทวนตัวหนังสือเหล่านั้นในใจ พลันจำแนกออกว่าเป็นข้อความใด ที่แท้อักษรบนป้ายสุสานที่ละเอียดถี่ยิบ ล้วนเรียงจากล่างขึ้นบน ตัวหนังสือกลับหัวลง พอดีตรงกันข้ามกับที่อ่านพบทั่วไป ล้อเท้งเง็กในตอนแรกจึงคาดเดาไม่ออก

       การลูบคลำสัมผัสด้วยมือ ย่อมไม่สะดวกรวดเร็วเท่าอ่านด้วยตาแต่ก็จำแนกออกหมดสิ้น ล้อเท้งเง็กทบทวนในใจอีกเที่ยวหนึ่ง ถึงกับคึกคักอักโข ครุ่นคิดขึ้น

       “ที่แท้หลังหลักหินก้อนนี้อธิบายถึงเคล็ดความพิสดารของกระบวนท่าทั้งเจ็ดนั้น ยังมีอีกตอนหนึ่งเป็นเคล็ดวิชากำลังภายใน ช่วยเพิ่มพูนพลังฝีมือ เราเมื่อตีความเพลงดาบจนแตกฉาน สมควรฝึกปรือกำลังภายในถึงแก่นแท้ จะได้มีพลังการฝึกปรือทั้งภายนอกและภายใน”

       นึกถึงตอนนี้ แหงนหน้ากู่ร้องดังยาวนาน บังเกิดความฮึกหาญขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อกลับเข้าหุบเขา สามขุนพลและพี่น้องจำนวนยี่สิบคนล้วนแยกย้ายไป ล้อเท้งเง็กทาบว่าพวกมันล้วนมีตำแหน่งหน้าที่ บ้างเลี้ยงสัตว์บ้างเพาะปลูก บ้างดูลาดเลา น้อยครั้งจะรวมตัวกัน

นับแต่เหยียบย่างเข้าสู่หุบเขานี้ จนบัดนี้เป็นเวลาหนึ่งปีสี่เดือนแต่พวกเขาสนทนาไม่ถึงยี่สิบประโยค ยามนี้เขากลับต้องการคู่สนทนาจะได้ถ่ายทอดข่าวที่น่ายินดีนี้ให้ทั้งหมดรับรู้ล่วงหน้า เห็นรอบข้างไร้ผู้คน ล้อเท้งเง็กเหยียบย่างเข้าสู่หอศิลาที่กว้างขวางที่สุด นั่งพักผ่อนให้ห้องโถงก่อน ค่อยตระเตรียมกลับเข้าห้องเล็กๆ ข้างห้องโถง นอนหลับสักงีบ

       หอศิลาหลังนี้มีห้องนอนกว้างใหญ่หกเจ็ดห้อง แต่เขาจงใจเลือกห้องนี้ ประพฤตินอนเตียงฟืนเลียดีขม* ไม่ขออยู่สุขสบายเด็ดขาด

       การนอนเตียงฟืนเลียดีขม เป็นพฤติการณ์ของเจ้าแคว้นโง้วเกาเจี้ยนสมัยเลียดก๊ก พระองค์พ่ายศึกแก่เจ้าแคว้นอ๊วกฮูซา ดังนั้นนอนเตียงฟืนที่แข็งกระด้าง เป็นความหมายไม่กล้าอยู่สุขสบาย เลียดีขมเป็นความหมายไม่แสวงหารสหอมหวาน เตือนสติตัวเองเพื่อล้างอัปยศ ภายหลังเกาเจี้ยนดำเนินแผนนางงาม ส่งไซซีไปยั่วยวนฮูซาจนลุ่มหลงงมงาย ละทิ้งการบริหารราชการแผ่นดิน ส่วนแคว้นโง้วเร่งเสริมสร้างกองทัพ จวบกระทั่งล้มล้างแคว้นอ๊วกเป็นผลสำเร็จ

       เมื่อล้อเท้งเง็กเดินผ่านบันได พลันฉุกใจคิดเปลี่ยนเป็นขึ้นบันไดไป นี่เป็นครั้งที่สองที่เขาขึ้นบันไดนี้ ครั้งแรกเป็นวันที่เพิ่งมาถึง หลังจากนั้นคร่ำเคร่งฝึกฝีมือ บวกกับเห็นว่าโจ้วแป๋และบิดาเคยอยู่ที่ชั้นบน กริ่งเกรงแตะต้องถูกของเก่า ดังนั้นไม่ได้ขึ้นไปอีก

       สุดทางบันไดเป็นห้องโถงใหญ่หลังหนึ่ง พื้นกระดานแน่นหนาเรียบรื่น มาตรว่าผ่านเวลานับร้อยปี ยังไม่ริ้วรอยผุกร่อนเสียหาย เครื่องเรือนภายในล้วนจัดสร้างจากเนื้อไม้ในหุบเขา หาเป็นรองไม้จันทร์อันล้ำค่าไม่

       บนผนังรอบข้างแขวนภาพเหมือนอยู่หลายภาพ ล้อเท้งเง็กชะงักเท้าลง สำรวจมองภาพวาดเหล่านั้น นี่เป็นครั้งแรกที่เขาพบว่าบรรพชนมีหน้าผากกว้างจมูกโด่งเป็นสัน และดวงตาที่เจิดจ้าแวบวับ ในภาพเหมือนเหล่านี้ บิดาของเขาล้อฮีอู้อายุเยาว์ที่สุด หวนนึกถึงบิดามีชะตาราบรื่น เป็นที่ยกย่องสรรเสริญ มิคาดพอล่วงเข้าปัจฉิมวัย กลับถูกศัตรูรุกราน นครพินาศผู้คนล้มตาย ความคับแค้นในตอนนั้น สุดที่ผู้คนทั่วไปจะเข้าใจได้ ล้อเท้งเง็กยืนอยู่หน้าภาพเหมือนของบิดานานที่สุด หวนนึกถึงบิดามีชะตาราบรื่น เป็นที่ยกย่องสรรเสริญ มิคาดพอล่วงเข้าปัจฉิมวัย กลับถูกศัตรูรุกราน นครพินาศผู้คนล้มตาย ความคับแค้นในตอนนั้น สุดที่ผู้คนทั่วไปจะเข้าใจได้

       ล้อเท้งเง็กยืนอยู่หน้าภาพเหมือนของบิดาเมื่อครั้งวัยหนุ่ม บังเกิดความสะทกสะท้อนอยู่ชั่วขณะค่อยเดินออกนอกระเบียงห้องหลังที่สองเป็นห้องนอนของล้อฮีอู้ เขาล้วงลูกกุญแจออกมาเปิดไขประตู กลิ่นอับชื้นที่ไม่มีผู้คนอยู่อาศัยเป็นเวลานานพุ่งมากระทบจมูก

นี่เป็นห้องหับอันกว้างขวาง ไม่ได้กั้นแบ่งแยกกลางผ้าปูที่นอนและม่านมุ้งบนเตียงล้วนพับเก็บขึ้น แต่บนเก้าอี้หลายตัวยังมีเบาะรองที่โต๊ะหนังสือริมหน้าต่างจัดเรียงกระดาษพู่กันจานฝนหมึกเอาไว้

ด้านซ้ายมือของโต๊ะหนังสือมีตู้หนังสือใบหนึ่ง ด้านขวามือจัดตั้งแจกันเคลือบสอดม้วนภาพไว้ไม่น้อย เขาทดลองดึงออกมาม้วนหนึ่ง เมื่อคลี่ออกดูกลับเป็นลายพู่กันของล้อฮีอู้ แต่งบนกลอนมีใจความว่า

       “อินทรีต้องหรุบปี คั่งกระจิบไร้คุณค่า ลมชิวเทียนโชยพัดมา หาญฟ้าท้าพสุธา นักสู้ยามสันติสุข ถือสันโดษดุจประมง มิใช่ไม่เฉียบคม ไม่ลดตัวลงเกลือกกลั้ว ดาราทอแสงจ้า ผู้กล้าฝนดาบยาว ปณิธานถูกแผดเผาเฝ้าคะนึงถึงโฉมงาม” เมื่อมองดูหัวข้อของบนกลอน กลับใช้ชื่อว่า “ความรู้สึกเมื่อสิบปี” ตอนท้ายลงนาม “ล้อฮีอู้ร้อยกรอง”

       จากความนี้เป็นที่ทราบได้ว่า ท่านแต่งบทกลอนนี้เมื่ออายุสี่สิบปีเปรียบตัวเองเป็นอินทรีต้องหรุบปีกราวนกกระจิบ แต่เมื่อลมชิวเทียนโชยพัด อดฮึกหาญทะยานฟ้ามิได้ จนใจที่บู๊ลิ้มสุขสันติ มาตรว่าเปี่ยมปณิธานผู้กล้า ได้แต่ถือสันโดษดุจประมง นี่มิใช่ไร้ความสามารถ หากแต่ไม่พานพบคู่มือ

หนังสือแนะนำ

Special Deal