บทที่ 3 หงสาเข้ายุทธจักร (หน้า 2)

รังสีฆ่าฟันบนกระบี่ฉิ้งซึงปอลดทอนลง กล่าวว่า

      “ท่านลองบอกเล่าว่า โสมเชี่ยงแป๊ะสูญหายไปอย่างไร?” ซุ่มเสียงนางยังคงรักษาความราบเรียบไว้ ไม่ว่าผู้ใดหลังจากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ อารมณ์ต้องได้รับผลกระทบกระเทือน ไม่สามารถรักษาความเยือกเย็นของน้ำเสียงได้ แต่นางกลับกระทำได้ นับว่าผ่านการบำเพ็ญจิตใจมาอย่างลึกล้ำจริงๆ จงซ้วงลอบนับถือเลื่อมใส ปากกล่าวว่า

      “เมื่อวานข้าพเจ้าเข้าพักโรงเตี๊ยม เช้าวันนี้ออกไปเยี่ยมเยียนสหายพอกลับเข้ามา ผู้รับใช้บอกว่ามีแขกสตรีมาหา พอเร่งรุดเข้าห้อง ภายในห้องหามีผู้คนไม่ กล่องหยกที่บรรจุโสมเชี่ยงแป๊ะกลับสาบสูญไป ที่มุมห้องมีตำหนิรอยหนึ่ง ใช้ตราเหล็กกดประทับบนเนื้อไม้ เป็นข้อความ “บุรุษพันหน้ามกซิ่ง”

      “ข้าพเจ้าสอบถามรูปพรรณสัณฐานของแขกสตรีนั้นจากผู้รับใช้จากนั้นรีบติดตามออกจากดงไม้ สอบถามตลอดทาง จวบกระทั่งถึงประตูเมืองด้านทิศใต้ ทราบว่ามีรถม้าคันหนึ่งแล่นออกไป ตอนนั้นมีคนสัญจรเบียดผ่านข้างกาย ข้าพเจ้าจำได้ว่าถูกพวกมันเบียดผ่านหลายครา คาดว่าดอกไม้แดงบนผ้าโพกศีรษะ ถูกผู้คนเสียบไว้ในตอนนั้น หลังจากนั้นก็เร่งรุดตลอดทาง จวบกระทั่งถึงที่นี้” ฉิ้งซึงปอแยกแยะโดยละเอียด พบว่าไม่มีพิรุธอันใดให้จู่โจมดังนั้นกล่าวกับตัวตั่วเนี้ยว่า

      “ตั่วเนี้ย ข้าพเจ้าคิดไหว้วานท่านสองประการ แต่ก่อนลงมือคิดสอบถามว่าท่านเคยได้ยินชื่อจงซ้วงหรือไม่?”

      ตัวตั่วเนี้ยกล่าวว่า

      “นามนี้กลับเคยได้ยินมา ฟังว่ามันประกอบวีรกรรมทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ พอมีชื่อเสียงอยู่บ้าง”

      “ประเสริฐมาก ตั่วเนี้ยล่วงรู้ประวัติความเป็นมาของมันหรือไม่?”

      ตัวตั่วเนี้ยกล่าวว่า

      “นามนี้กลับเคยได้ยินมา ฟังว่ามันประกอบวีรกรรมทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ พอมีชื่อเสียงอยู่บ้าง”

      “ประเสริฐมาก ตั่วเนี้ยล่วงรู้ประวัติความเป็นมาของมันหรือไม่?”

      ตัวตั่วเนี้ยตอบว่า

      “มันคล้ายมีความสัมพันธ์กับตังอันก๊กแห่งเมืองนานกิง แต่ตังอันก๊กสองสามีภรรยาเสียชีวิตไปนานปีแล้ว”

      จงซ้วงกล่าวเสริมขึ้น

      “นั่นเป็นบิดามารดาบุญธรรมของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าความจริงเป็นกำพร้า ได้รับการชุบเลี้ยงจากท่านผู้เฒ่าทั้งสอง ทั้งถ่ายทอดฝีมือให้ค่อยมีวันนี้” เมื่อเอ่ยถึงคำ “กำพร้า” น้ำเสียงแสดงความรู้สึกอย่างลึกล้ำ ซึ่งความจริงจงซ้วงก็เป็นกำพร้า ดังนั้นพอเอ่ยถึงข้อนี้ สามารถแสดงความรู้สึกที่แท้จริงออกมา

      ตัวตั่วเนี้ยสองแม่ลูกตลอดจนฉิ้งซึงปอล้วนรู้สึกได้ พวกนางสองแม่ลูกเชื่อว่าคนผู้นี้คือจงซ้วง มิหนำซ้ำบังเกิดความเห็นใจต่อชาติกำเนิดอันอาภัพของมันอย่างใหญ่หลวง

      ฉิ้งซึงปอกลับสงบเยือกเย็นผิดปกติ ไม่ว่าผู้ใดก็คาดเดาไม่ออกว่านางเชื่อหรือไม่ ยามนั้นนางกล่าวว่า

      “เช่นนี้เป็นว่า วิทยายุทธ์ของท่านร่ำเรียนจากตระกูลตังแห่งเมืองนานกิงแล้ว?”

      จงซ้วงตอบว่า

      “มิใช่ทั้งสิ้น ตอนที่บิดามารดาบุญธรรมลาโลก ข้าพเจ้าเพิ่งอายุสิบหกปี ไม่สามารถตั้งตัวได้ ดีที่ได้รับการอุปการะจากซือแป๋ผู้มีพระคุณหลวงจีนงมงาย ทั้งถ่ายทอดวิทยายุทธ์ให้ ดังนั้นข้าพเจ้าเท่ากับแตกฉานวิชาฝีมือของทั้งสองสำนัก”

      พลางทอดใจยาว กล่าวอีกว่า

      “ข้าพเจ้าคงเป็นคนอัปมงคล เมื่อปีก่อนซือแป๋ผู้มีพระคุณพลอยมรณภาพ...” น้ำเสียงของมันแปรเปลี่ยนไป แต่ยังฟังออกว่ามันฝืนใจข่มความรู้สึกเอาไว้

      ตัวตั่วเนี้ยสองแม่ลูกล้วนบังเกิดความเห็นใจต่อชายหนุ่มยอดฝีมือผู้นี้ มีแต่ฉิ้งซึ่งคล้ายไม่ได้รับผลสะท้อน กล่าวว่า

      “นั่นก็ใช่แล้ว ฟังว่าวิทยายุทธ์ของตระกูลตังเมืองนานกิงมีตนกำเนิดจากบู๊ตึง หลวงจีนงมงายเป็นศิษย์เสียวลิ้มยี่ ดังนั้นท่านรวมปมเด่นของทั้งสองสำนักเข้าด้วยกัน วิจารณ์ตามพลังฝีมือ ท่านคือจงซ้วงที่จริงแท้แน่นอน แต่เพื่อความรอบคอบ ยังมีเรื่องสองประการที่มิอาจไม่กระทำตัวตั่วเนี้ย รบกวนท่านลูบคลำใบหน้ามันดู มกซิ่งมีฉายาบุรุษพันหน้าย่อมต้องมีวิชาปลอมแปลงโฉมสูงเยี่ยมยิ่ง”

      ตัวตั่วเนี้ยยื่นมือลูบคลำใบหน้าจงซ้วงจริงๆ นางดูจากเปลือกนอกเป็นสตรีกลางคน แท้ที่จริงมีอายุหกสิบเศษ ดังนั้นลงมือโดยปราศจากข้อกริ่งเกรง หลังจากลูบคลำดูจึงกล่าว

      “นี่ไม่คล้ายแปลกปลอม”

      ฉิ้งซึงปอกล่าวว่า

      “อย่างนั้นรบกวนให้ดำเนินการเรื่องที่สอง ตั่วเนี้ยโปรดตรวจค้นร่างมัน”

      จงซ้วงกล่าวเสียงกร้าวว่า

      “โกวเนี้ยข่มเหงผู้คนเกินไป ข้าพเจ้าทนทานรับไม่ได้”

      ฉิ้งซึงปอกล่าวว่า

      “หากโสมเชี่ยงแป๊ะอยู่ในตัวท่าน ท่านมีคำพูดใดจะกล่าว?”

      จงซ้วงปากอ้าตาค้าง ไม่อาจตอบได้ ซึ่งความจริงมันมิใช่ตอบไม่ได้ และไม่ได้แสร้งเป็นปากอ้าตาค้าง

      ควรทราบว่าขณะที่มันรับมอบภารกิจจากเงี่ยมบ้ออุ้ย ก็ประเมินตัวศัตรูไว้สูงยิ่ง แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้มันรู้สึกว่า ศัตรูสะคราญโฉมผู้นี้ยังสูงส่งกว่าที่มันประเมินตัวศัตรูไว้สูงยิ่ง แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้มันรู้สึกว่า ศัตรูสะคราญโฉมผู้นี้ยังสูงส่งกว่าที่มันประเมินไว้ ท่าทีที่เยือกเย็นมั่นคง การติดตามโดยไม่ลดละ การบำเพ็ญภาวนาอันลึกล้ำของนาง สุดที่มันจะปิดป้องต้านรับได้

      ฉิ้งซึงปอเสือกปลายกระบี่ออกไปสองหุน ประกายกระบี่ก็ชำแรกผ่านเสื้อผ้าของจงซ้วง แทบสะกิดผิวชั้นนอกบนจุดเส้นทะลุเข้าไปแล้ว

      จงซ้วงรู้สึกมีพลังความเย็นสายหนึ่งชำแรกเข้าสู่จุดเส้น ตลอดทั้งร่างกลับกลายเป็นชาด้าน ทราบว่านางใช้พลังกระบี่ปิดสกัดจุดของมันความสำเร็จในเชิงกระบี่เช่นนี้ สร้างความตื่นตระหนกแก่มันอีกครา หวนนึกถึงคำสั่งของซือแป๋ เพียงให้มันใกล้ชิดกับนาง หากให้มันเผชิญหน้าเป็นศัตรูกับนาง เกรงว่าอาศัยความสำเร็จในเชิงฝีมือตัวเอง ยังคงต้องพลาดท่าเสียทีแก่นาง

      นี่เพียงเป็นข้อสันนิษฐานของมัน โดยข้อเท็จจริงแล้ว ต้องลงมือหาญหักจริงๆ ค่อยพิสูจน์ความเหลื่อมล้ำต่ำสูงของกันและกันได้

      ควรทราบว่าจงซ้วงได้รับการฝึกอบรมจากยอดฝีมืออันดับหนึ่งของฝ่ายอธรรมเงี่ยมบ้ออุ้ย ด้านพื้นฐานกำลังภายในเป็นแนวทางของเงี่ยมบ้ออุ้ย ผสมผสานกับเคล็ดวิชาสำนักเสียวลิ้มบู๊ตึง ด้านกระบวนท่าเพลงยิ่งกว้างขวางไพศาล ยามนี้จงซ้วงเข้าใจว่าสู้ฉิ้งซึงปอไม่ได้ ออกจะด่วนลงความเห็นไปแล้ว

      ฉิ้งซึงปอ พอใช้กระบี่ปิดสกัดจุดของจงซ้วง ก็กล่าวกับตัวตั่วเนี้ยว่า

      “รบกวนตั่วเนี้ยค้นตัวมัน”

      ตัวตั่วเนี้ยมองดูคนขับรถภายในเก๋ง ที่เบิกตาชมดูโดยไม่กระพริบตลอดจนผู้คนสัญจรบนทางหลวง กล่าวว่า

      “ลงมือตรวจค้นในที่นี้ ไม่สะดวกอย่างยิ่ง” ยามนั้นฉิ้งซึงปอสอดกระบี่คืนฝัก กวาดตาคู่งามมองรอบข้างผงกศีรษะเป็นเชิงเห็นพ้องด้วย ตัวตั่วเนียสอดมือข้างหนึ่งไปยังใต้ซอกแขนของจงซ้วง สาวเท้าไปยังรถม้า ดูจากเปลือกนอก จงซ้วงคล้ายถูกนางฉุดดึงตัวให้เดินออกไปโดยพร้อมเพรียง จงซ้วงลอบคร่ำครวญในใจอย่างหวนโหย ครุ่นคิดขึ้น

      ‘โกวเนี้ยที่สูงสง่าราวดอกจุ้ยเซียนฮวยนางนี้ร้ายกาจจริงๆ ในตัวเราไม่มีของใด กลับพกตราเหล็กกล้าของบุรุษพันหน้ามกซิ่งเอาไว้ หากถูกพวกนางค้นได้ไป ก็ไม่ต้องแก้ต่างพ้นข้อหาแล้ว’

      รู้สึกมีความอบอุ่นจากฝ่ามือ ตัวตั่วเนี้ยยื่นมาสอดใส่ใต้ซอกแขนมัน ถ่ายทอดเข้าสู่ร่างมัน สร้างความลิงโลดยินดีแก่จงซ้วงยิ่ง โคจรพลังอย่างเร่งร้อน

      ที่แท้จงซ้วงฝึกปรือเคล็ดวิชาลับเฉพาะ ที่คลายจุดให้กับตัวเองได้แขนงหนึ่ง ขอเพียงพึ่งพาความอบอุ่นจากทางร่างกายของบุคคลภายนอก ก็สามารถรวมรั้งลมปราณที่แตกซ่าน ทะลวงคลายจุดที่ถูกปิดสกัดไว้ มันเร่งรีบโคจรพลังโถมทะลวง เมื่อตัวตั่วเนี้ยคุมตัวมันถึงข้างรถม้า จงซ้วงก็คลายจุดได้ ฉวยโอกาสที่ตัวตั่วเนี้ยช้อนร่างของมันขึ้นไปบนที่นั่งภายในรถ มือซ้ายล้วงตราเหล็กกล้าออกมา ยัดไว้ใต้เบาะที่นั่ง

      ตัวตั่วเนี้ยเริ่มตรวจค้นข้าวของบนร่างมัน ฉิ้งซึงปอกับตัวยู่เง็กล้วนเดินถึงข้างรถ ชมดูความเคลื่อนไหวของตัวตั่วเนี้ย

      ตัวตั่วเนี้ยมีประสบการณ์ช่ำชอง ฝีมือการตรวจค้นทั้งรวดเร็วทั้งละเอียดยิบ ผลการตรวจค้นไม่พบสิ่งของน่าสงสัย ตรงกันข้าม ยังค้นได้จดหมายสองฉบับจากในถุงย่ามของมัน ล้วนจ่าหน้าถึงจงซ้วง

      ฉิ้งซึงปอเห็นเช่นนั้น กล่าวอย่างเสียใจว่า

      “จงเฮียพิสูจน์ความเป็นมา แสดงว่ามิใช่บุรุษพันหน้ามกซิ่งปลอมแปลงขึ้น พวกเรากระทำต่อจงเฮียเช่นนี้ นับว่าเสียมารยาทยิ่ง” จงซ้วงแสร้งเป็นเพิ่งได้รับอิสระ แค่นเสียงดังเฮอะ กล่าวว่า

      “ไม่เป็นไร ขอเพียงโกวเนี้ยไว้วางใจก็ใช้ได้แล้ว”

      ซึ่งความจริง บุรุษพันหน้ามกซิ่งเป็นบุคคลที่เงี่ยมบ้ออุ้ยเสกสรรปั้นขึ้น ความจริงไม่มีตัวตน มันวงแผนเตรียมการไว้นานปี กำหนดว่าเมื่อก้าวขึ้นบัลลังก์ผู้ยิ่งใหญ่ จะใช้ชื่อบุรุษพันหน้า ล่อลวงยอดฝีมือที่ถูกขึ้นบัญชีดำสามสิบห้าคนมาโดยพร้อมเพรียง โดยตั้งชื่อแผนการนี้ว่าแผนลบชื่อในบัญชีดำ

      แผนลบชื่อในบัญชีดำนี้ มีวัตถุประสงค์อยู่สองประการ หนึ่งนั้นทำให้นครเขียวเรืองโรจน์อยู่ในสภาพโดดเดี่ยว ทั้งนี้เพราะขณะที่นครเขียวเรืองโรจน์คิดขอความช่วยเหลือจากภายนอก ยอดฝีมือทั้งแผ่นดินจำนวนสามสิบห้าคน กำลังเดินทางมาตามกำหนดนัดของบุรุษพันหน้า สอง หมู่ตึกเอกะคิดอาศัยโอกาสนี้กวาดล้างยอดฝีมือทั้งแผ่นดินในคราเดียว หากไม่ฆ่าทิ้ง ก็จะบีบบังคับให้ยอมจำนน

      ควรทราบว่ายอดฝีมือทั้งสามสิบห้าคนนั้นล้วนเคยตกเป็นเหยื่อของบุรุษพันหน้า บ้างสูญเสียของวิเศษประจำตระกูล บ้างถูกขโมยอาวุธที่สร้างชื่อไป ทุกผู้คนทั้งแตกตื่นทั้งเดือดดาล แต่ไม่กล้าเปิดเผยต่อภายนอก คราครั้งนี้พลันได้รับจดหมายจากบุรุษพันหน้าให้มายังเมืองเกาอิ้ว ไหนเลยไม่เดินทางมาได้

      หลังจากแผนปฏิบัติการของหมู่ตึกเอกะครั้งนี้ ยอดฝีมือในยุทธจักรคงต้องเสื่อมสูญไปกว่าครึ่ง ประสบความเสียหายอย่างใหญ่หลวง ภายในเวลายี่สิบปี ยากจะมีคนตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์กับหมู่ตึกเอกะอีก ฉิ้งซึงปอย่อมไม่ล่วงรู้แผนการเหล่านี้ เพียงถามว่า

      “จงเฮียคิดไปที่ใด?”

      จงซ้วงกล่าวว่า

      “ข้าพเจ้ายังต้องกลับเข้าเมืองไปสักครา”

      ฉิ้งซึงปอกล่าวว่า

      “อย่างนั้นไม่ร่วมทางเดียวกัน เมื่อครู่ลงมือล่วงเกิน ยังหวังให้อภัย”

      น้ำคำและท่าทีของนาง ทำให้จงซ้วงรู้สึกคล้ายห่างจากนางพันหมื่นลี้ ยากที่จะใกล้ชิดได้

      ตัวตั่วเนี้ยก็กล่าวว่า

      “จงเสียวเฮียบนับเป็นบุรุษหนุ่มยอดฝีมือที่ยากจะพบพาน ภายหน้าต้องมีอนาคตยากจะหยั่ง หากมีเวลาผ่านเมืองจี้ตึ้ง ขอให้แวะกรายไป” จงซ้วงระงับความเยือกเย็นไว้ น้อมกายกล่าวว่า

      “ตัวตั่วเนี้ยเป็นผู้อาวุโสชาวบู๊ลิ้ม ข้าพเจ้ายินดีที่ได้รู้จัก หากว่ามีโอกาสต้องรุดไปเยี่ยมคำนับ เพื่อขอรับคำสั่งสอน ข้าพเจ้าขออำลา” มันประสานมือต่อตัวตั่วเนี้ยสองแม่ลูกและฉิ้งซึงปอ ค่อยหันกายไป ตัวตั่วเนี้ยใช้สายตาส่งมันออกเดินทาง จากนั้นกล่าวกับฉิ้งซึงปอว่า

      “เด็กผู้นี้ประกอบวีรกรรมที่ภาคตะวันออกเฉียงใต้ไม่นาน พอมีชื่อเสียงอยู่บ้าง คิดไม่ถึงกลับเป็นอัจฉริยะบุรุษที่ยากจะพบพาน”

      ฉิ้งซึงปอกล่าวอย่างเฉื่อยช้าว่า

      “ตั่วเนี้ยหมายความว่ามันมีฝีมือสูงเยี่ยมหรือ?”

      “นอกจากฝีมือสูงเยี่ยมแล้ว ยังมีรูปโฉมงามสง่า และการวางตัวที่เหมาะสม” ตัวยู่เง็กโอบกระบี่จุ้ยเซียนกับอก เหม่อมองดูเงาหลังที่จากไปไกลของจงซ้วง ที่แล้วมานางมีตาสูงยิ่ง ไม่มีผู้ใดประทับอยู่ในความทรงจำของนางได้ แต่ชายหนุ่มผู้นี้กลับก่อเกิดระลอกขึ้นในห้วงดวงใจของนาง นางถูกมารดาผลักไสขึ้นรถม้า จากนั้นรถม้าควบขับออกเดินทาง นางกลับเปลี่ยนแปลงท่าที นั่งแน่วนิ่งไม่เคลื่อนไหว ต่างกับที่แล้วมาซึ่งพร่ำกล่าวไม่ขาดปาก

      ฉิ้งซึงปอย่อมพบเห็นการเปลี่ยนแปลงของตัวยู่เง็ก แต่นางไม่ปริปากถึง ทั้งนี้เพราะนางกำลังโคจรพลัง ขับไล่ความทรงจำในจิตใจ

      ฝีเท้าอันอาจหาญของจงซ้วงยากยิ่งจะพบพาน ไหวพริบปัญญาของมัน ก็เป็นที่ชื่นชมของฉิ้งซึงปอ แต่นางเป็นผู้ฝึกปรือเพลงกระบี่ชั้นสูง ความทรงจำภายนอกทุกประการ ไม่อาจประทับอยู่ในจิตใจจิตสำนึกของนางเฉกเช่นโขดหินแกร่งกลางสายน้ำ มาตรว่าในสายธารมีบุปผาใบไม้ร่วงไหลผ่านก้อนหิน แต่ไม่ทิ้งร่องรอยไว้ นี่จึงเป็นขอบเขตขั้นสูงสุด

      ดังนั้นนางใช้ปฏิกิริยาที่เฉยเมยต่อบุคคลและวัตถุ ที่อาจประทับอยู่ในความทรงจำของนาง ใช้พลังลมปราณชะล้างจิตสำนึก ครุ่นคิดขึ้น

      ‘ใหเงาร่างของคนผู้นี้ประทับอยู่ในจิตใจของยู่เง็กเถอะ เราเป็นคนฝึกปรือเพลงกระบี่ขั้นสูง ต้องหลุดพ้นจากสรรพสิ่งในโลกหล้า’

      รถม้าควบขับไปทางเมืองเฮงฮ่วย เดินทางได้แปดเก้าลี้ ฉิ้งซึงปอพลันสั่งให้ย้อนกลับไปใหม่ คนขับรถแม้รู้สึกประหลาดใจ แต่มันเห็นความร้ายกาจของสตรีเหล่านี้กับตา ไม่กล้าแค่นเสียงแม้สักคำเดียว หันหัวม้าแล่นรถกลับเมืองเกาอิ้วแต่โดยดี

ไม่นานให้หลัง รถม้ากลับมาถึงข้างเก๋งพักร้อนซึ่งตัวตั่วเนี้ยประมือกับจงซ้วงนั้น ฉิ้งซึงปอพลันสั่งหใหยดุรถ กล่าวกับตัวตั่วเนี้ยว่า

      “ข้าพเจ้าจะไปยังละแวกใกล้เคียงสักครา”

      ตัวตั่วเนี้ยกล่าวอย่างสงสัยใจว่า

      “เกิดเรื่องอันใด?”

      “คล้ายเกิดการฆ่าฟันอย่างดุเดือด ข้าพเจ้ารุดไปชมดูจะทราบเอง” นางสะพายกระบี่เฉียงๆที่กลางหลัง ลงจากหลังม้า พลิ้วกายไปยังท้องทุ่ง ชั่วพริบตาก็สาบสูญจนไร้ร่องรอย

      ตัวตั่วเนี้ยพลอยกระโดดลงสู่พื้น สอดส่ายสายตามองโดยรอบพลันเห็นบนทางหลวงปรากฏเงาร่างสายหนึ่งวิ่งปราดมาอย่างรวดเร็วกลับเป็นชายหนุ่มยอดฝีมือจงซ้วง

      ชั่วพริบตา จงซ้วงเร่งรุดถึงข้างรถม้า ตัวตั่วเนี้ยชิงถามว่า

      “เสียวเฮียบไฉนไปแล้วย้อนกลับ?”

      จงซ้วงตอบว่า

      “ข้าพเจ้าพบเห็นคนคุ้นเคยในระหว่างทาง ทราบว่ามนวัดโบราณกลางทุ่งร้างทางด้านนั้น เกิดการฆ่าฟันขึ้น”

      “เป็นผู้ใดต่อสู้กัน?”

      “ฝ่ายหนึ่งเป็นแส้บินขงเซี้ยงแห่งภูเขาอึ้งซัว กับลี้ฮ้วยเกี้ยแห่งทะเลสาบท่งเท้ง อีกฝ่ายหนึ่งฟังว่าเป็นหัวหน้าพรรคเลิศล้ำเซาะเอี้ยงและพวก ดังนั้นข้าพเจ้าคิดรุดไปชมดู”

      ตัวตั่วเนี้ยกล่าวว่า

      “ฉิ้งโกวเนี้ยไปก่อนก้าวหนึ่งแล้ว”

      จงซ้วงอุทานว่า

      “ที่แท้ฉิ้งโกวเนี้ยทราบเรื่องแต่แรก...”

      ไม่ทันขาดคำ ได้ยินตัวยู่เง็กร้องเรียกว่า

      “จงเฮีย ขอเชิญมาทางด้านนี้”

      จงซ้วงงงงันวูบ ค่อยสาวเท้าถึงข้างรถม้า ตัวยู่เง็กกล่าวอีกว่า

      “ท่านชะโงกศีรษะเข้ามา”

      จงซ้วงชะโงกศีรษะเข้าไปภายในรถ เห็นตัวยู่เง็กมองดูมันเป็นเชิงยิ้มไม่เชิงยิ้ม กล่าวว่า

      “ข้าพเจ้าขอมอบของขวัญเล็กๆ แก่ท่าน”

      พลางยัดเหยียดวัตถุหนักทึบสิ่งหนึ่งเข้ามาในอกเสื้อของมัน

      จงซ้วงทราบว่าวัตถุสิ่งนี้เป็นตราประทับเนื้อเหล็กกล้าอันนั้นคาดว่าตัวยู่เง็กพบเห็นเพียงลำพัง ลอบเก็บซ่อนเอาไว้ ยามนี้ประจวบพบพาน ดังนั้นส่งคืนให้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ตอนที่นางอยู่บนรถตามลำพัง คงตรวจดูตราประทับนั้น ทราบว่าเป็นตราประทับของบุรุษพันหน้ามกซิ่ง มันสมควรตัดสินใจว่ารับมือเรื่องนี้อย่างไร หากมันปฏิเสธว่าไม่มีส่วนรู้เห็น ออกจะขาดบุคลิกของนักสู้ผู้กล้าทั้งมิใช่พฤติการณ์ที่ชาญฉลาด หากยอมรับโดยดุษณี อาจเกิดผลตามมา จะอย่างไรก็ตาม มันมั่นใจว่าหญิงสาวนางนี้ไม่เปิดโปงโฉมหน้าแท้จริงของมัน มิต้องเป็นห่วงชั่วคราว นี่เป็นเรื่องราวในชั่วพริบตา จงซ้วงพลันกำหนดวิธีรับมือ ยิ้มพลางกล่าวว่า

      “ขอบคุณโกวเนี้ย ตอนนี้ข้าพเจ้าต้องรีบรุดสู่วงต่อสู้ โอกาสหน้าค่อยไปเยี่ยมเยือนโกวเนี้ย” มันจับจ้องมองนางอย่างลึกซึ้ง ประสานมือต่อตั่วเนี้ยแต่ไกล วิ่งตะบึงสู่ท้องทุ่งร้าง เห็นในป่าโปร่งเบื้องหน้าปรากฏมุมกำแพงโผล่พ้นออกมา จงซ้วงรีบโผพุ่งขึ้นไปบนคาคบไม้ พอดีเห็นสภาพที่เบื้องล่างอย่างชัดเจน นั่นเป็นลานตึกอันกว้างขวางแถบหนึ่ง ด้านทิศตะวันออกยืนไว้ด้วยผู้คนกลุ่มหนึ่ง ผู้นำขบวนเป็นหัวหน้าพรรคเลิศล้ำไท้ส่วยล่าวิญญาณเซาะเอี้ยง อีกฝ่ายหนึ่งมีทั้งสิ้นเพียงห้าคน สองในห้าคือลี้ฮ้วยเกี้ยแห่งทะเลสาบท่งเท้ง และแส้บินขงเซี้ยงแห่งภูเขาอึ้งซัว ทั้งสองฝ่ายคล้ายทุ่มเถียงแตกหัก ตระเตรียมต่อสู้กัน พลันปรากฏเงาร่างสองสายพลิ้วลงยังกลางลานตึก กลับเป็นบุรุษสตรีอายุเยาว์คู่หนึ่ง คนของพรรคเลิศล้ำถือดีว่ามีพวกมาก ย่อมไม่เห็นผู้มาอยู่ในสายตา มีแต่หัวหน้าพรรคเลิศล้ำที่ใจสั่นสะท้าน ตวาดถามว่า

      “ผู้มาประกาศนาม”

      บุรุษสตรีคู่นี้ย่อมเป็นจงซ้วงกับฉิ้งซึงปอ จงซ้วงพบว่าฉิ้งซึงปอเร้นกายอยู่บนต้นไม้ข้างเคียง ดังนั้นชักชวนนางลงไป พอฟังจึงประกาศว่า

      “โกวเนี้ยนางนี้คือฉิ้งซิงปอโกวเนี้ยแห่งหอฟังเสียงคลื่น ข้าพเจ้าเรียกว่าจงซ้วง” หัวหน้าพรรคเลิศล้ำเห็นผู้มาเป็นศิษย์ของหอฟังเสียงคลื่นจริงๆ ต้องลอบร้อง “หวาดเสียว” ในใจ กล่าวว่า

      “ที่แท้เป็นฉิ้วโกวเนี้ยมาถึง ไม่ทราบมีคำสั่งสอนใด?”

      มันกระทั่งเอ่ยถึงยังไม่เอ่ยถึงจงซ้วง แสดงว่าไม่เห็นจงซ้วงอยู่ในสายตา

      ฉิ้งซึงปอกล่าวว่า

      “ในยุทธจักรความจริงผูกพันบุญคุนความแค้น คนภายนอกไม่ควรยุ่งเกี่ยวมากความ แต่วันนี้เซาะปังจู้ (หัวหน้าพรรคแซ่เซาะ) มีกำลังพวกมาก ขาดความยุติธรรม หากว่าเซาะปังจู้สั่งให้กลุ้มจุ่โจม ข้าพเจ้ากับจงเฮียจะไม่ขอนิ่งดูดาย ต้องสอดมือเข้าเกี่ยวข้อง”

วาจาประดานี้มีทั้งอ่อนและแข็ง ใช้คำพูดอย่างเหมาะสมยิ่ง

      หัวหน้าพรรคเลิศล้ำกล่าวว่า

      “โกวเนี้ยมีจิตใจเที่ยงธรรม เรานับถือเลื่อมใสยิ่ง แต่พรรคเรายังมีชื่อเสียงอยู่บ้าง ไม่ถึงกับยกกำลังเข้ากลุ้มรุม เมื่อโกวเนี้ยเสนอหน้าพรรคเราขอถอนตัวไปก่อน” กล่าวจบโบกมือวูบ นำกำลังล่าถอยไปจนหมดสิ้น

      แส้บินขงเซี้ยงกับลี้ฮ้วยเกี้ยและพวกถูกกองกำลังพรรคเลิศล้ำโอบล้อมไว้ ความจริงเข้าใจว่าต้องประสบเภทภัยมากกว่าวาสนา คิดไม่ถึงฉิ้งซึงปอพอเผยโฉม ก็ขู่ขวัญหัวหน้าพรรคเลิศล้ำถอนกำลังไปหลังจากตะลึงลานวูบ ค่อยเข้ามาคาราวะขอบคุณต่อฉิ้งซึงปอกับจงซ้วง

      ฉิ้งซึงปอก็ร่วมทางกับคนทั้งหมด เดินออกมาถึงทางหลวง ค่อยขอตัวกลับไปสมทบกับตัวตั่วเนี้ยสองแม่ลูก จงซ้วงแทบคิดกลับไปพร้อมกับนาง แต่พบว่าไม่เหมาะสม ดังนั้นระงับความคิดไว้

      จงซ้วงกับแส้บินและลี้ฮ้วยเกี้ยคบหาเป็นสหายโดยเร็ว จากปากคำลี้ฮ้วยเกี้ยและพวก ค่อยทราบข่าวสะท้านบู๊ลิ้มเรื่องหนึ่ง

      ยอดฝีมือชาวบู๊ลิ้มที่มีรายชื่อในบัญชีดำจำนวนสามสิบห้าคนถูกกองกำลังของค่ายพรรคทั้งห้าที่สวามิภักดิ์ต่อหัวหน้าหมู่ตึกเอกะเงี่ยมบ้ออุ้ยฆ่าตายไปกว่าครึ่ง ยกตัวอย่างเช่นค่างวิเศษแปดแขนชุยงี้แห่งบู่ซัวเคียวอิดลั้งแห่งฮั่วซัว พี่ใหญ่ของสองผู้กล้าเมฆหมอกเม่งแกแห่งกุยจิวที่หลงเหลือล้วนรับบาดเจ็บ มีแต่แส้บินกับลี้ฮ้วยเกี้ยปลอดภัยไร้อันตราย นอกจากนั้นมือผลักบรรพตกวนท้งแห่งเสียวลิ้ม เร่งรุดสู่นครเรืองโรจน์ จึงเล็ดลอดจากร่างแห่ได้

      เพียงชั่วค่ำคืนเดียว ชาวยุทธจักรไม่มีผู้ใดไม่รู้จักชื่อหมู่ตึกเอกะเงี่ยมบ้ออุ้ยความจริงเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งของฝ่ายอธรรม คราครั้งนี้ใช้เลือดล้างนครเขียวเรืองโรจน์ โค่นล้อฮีอู้พ่ายแพ้ ถือเป็นเรื่องสะท้านฟ้าสะเทือนดินอยู่แล้ว อย่าว่าแต่มันยังเกลี้ยกล่อมหัวหน้าค่ายพรรคทั้งห้าเข้าเป็นพวก ก่อตั้งหมู่ตึกเอกะขึ้น ผลการกวาดล้างสามสิบห้ายอดฝีมือ ยิ่งสยบผู้คนทั้งแผ่นดิน ไม่กล้าต่อกรกับหมู่ตึกเอกะ

หนังสือแนะนำ

Special Deal