ตอนที่ 1 เหยียบเมืองพระราชวัง (หน้า 3)

      คลื่นเสียงแห่งการทำลายล้างไม่ทราบขาดหายไปตั้งแต่เมื่อใด คล้ายระลอกน้ำที่ขยายวงกว้างออก จวบกระทั่งคืนสู่ความสงบ แต่ทุกผู้คนล้วนตกอยู่ในห้วงความตื่นตระหนกถึงขีดสุด ไม่มีผู้ใดนึกถึงความเจ็บปวดอีก นอกจากหวางหม่างแล้ว แทบทุกคนพากันคุกเข่าต่อท้องฟ้าสีเลือด คล้ายกับได้รับความสะท้านสะเทือนสุดเปรียบปาน รู้สึกว่าชีวิตช่างกระจ้อยร่อยนักต่างลืมตัวลืมตนไป

      ไม่มีผู้ใดทราบว่าความสะท้านสะเทือนคงอยู่นานเท่าใด คล้ายกับผ่านชีวิตมาหลายศตวรรษยาวนานจนกระทั่งสรรพวัตถุล้วนเปื่อยสลายสิ้น

      ฝนโลหิตขาดเม็ด ก้อนเมฆจางเบาบางลง เมื่อทุกผู้คนเรียกสติกลับคืนมา กลับพบว่าเงาร่างของหลิวเจิ่งปรากฎขึ้นที่ห่างไป ประหนึ่งกระเรียนกรายหมู่ขุนเขา

      หวางหม่างทรงรู้สึกพระองค์ เงยพระพักตร์ขึ้น ประกายตาทั้งสองคู่กระทบพบกันกลางกองทหารรักษาพระองค์ ฟ้าดินเปลี่ยนสีอีกครั้ง ปรากฎลมเมฆทะลักหนุนเนื่อง

      ในที่สุดผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองพบกันภายใต้ปรากฎการณ์ประหลาดแห่งท้องฟ้า

 

      หลิวเจิ้งกลับปรากฎตัวที่หน้าวังเจียงจางกง เป็นความไม่คาดหมายที่อยู่ในความคาดหมาย คนของสหพันธ์ภูตโพยมไม่สามารถสกัดหลิวเจิ้งไว้ได้ หรือว่าสิบสองมารฟ้าดินจบสิ้นแล้ว ? ภายใต้ปรากฎการณ์ประหลาดแห่งท้องฟ้าที่แท้เกิดเรื่องราวใด ?

อาจบางทีมีแต่หลิวเจิ้งที่ทราบได้ อาจบางทีมือสังหารเหล่านั้นก็ทราบได้ แต่พวกมันสามารถพิสูจน์อันใด ?

      หลิวเจิ้งยังมีชีวิตอยู่ ดำรงคงอยู่ใจกลางกองทหารรักษาพระองค์ดุจเทพเจ้าจุติมา หากทว่าทหารรักษาพระองค์สูญเสียขีดความสามารถในการต่อสู้พวกมันถูกฝนโลหิตทำลายพลังชีวิตไปกว่าครึ่ง คล้ายกับเจ็บไข้ได้ป่วย จนไม่มีผู้ใดยืนหยัดอยู่ได้เหล่าแม่ทัพก็ถูกคลื่นเสียงประหลาด ตลอดจนฝนโลหิตอันลี้ลับลิดรอนพลังฝีมือไปเกือบครึ่ง พวกมันต่างคาดคิดไม่ถึงว่าในโลกหล้ามีคลื่นเสียงที่น่ากลัวถึงเพียงนี้

      ฝนโลหิตพอตกผ่าน ต้นไม้ใบหญ้าล้วนเหี่ยวเฉา คลื่นเสียงประหลาดก็สร้างความเสียหายแก่ลานว่างหน้าวังเจี้ยนจางกงอย่างใหญ่หลวง

      หวางหม่างลอบทอดถอนพระทัย ในที่สุดหลิวเจิ้งยังเข่นฆ่ามาถึงเบื้องหน้า นี่เป็นผลที่พระองค์ไม่ต้องการทอดพระเนตรเห็นที่สุด แต่ชะตาคล้ายกำหนดเช่นนี้ ทำให้พระองค์มิอาจไม่เผชิญกับหลิวเจิ้งซึ่งเป็นผู้ทรงอานุภาพคนสุดท้ายของราชวงศ์ฮั่นและเป็นเทพเจ้าแห่งยุทธจักร

      มุมปากหลิวเจิ้งปรากฎรอยยิ้มประหลาดวูบหนึ่งคล้ายแสงสีสนธยาที่ขอบฟ้า ในความโศกซึ้งยังแฝงไว้ซึ่งความงามสง่า ในที่สุดหวางหม่างไม่หลบซ่อนอีกต่อไปอย่างนั้นวันนี้จะได้สะสางความในใจประการหนึ่ง ต่อจากนั้นจะเดินทางสู่นัดหมายที่สำคัญยิ่งยวดอีกเรื่องหนึ่ง ขณะที่ท่านรวมรั้งพลังชีวิตแห่งฟ้าดินทำศึกกับสิบสองมารฟ้าดิน ท่านรู้สึกถึงการคงอยู่ของคนผู้นั้น ถึงแม้อยู่ต่างแคว้นอันไกลโพ้น คนผู้นั้นกลับร้องเรียกชื่อของท่าน

วันตังจี่ (แปลว่าฤดูหนาวกราย อยู่ระหว่างปลายเดือนธันวาคม ตามประเพณีจีนจะรับประทานขนมบัวลอยกัน) อยู่ห่างจากตอนนี้ไม่นาน หวนนึกถึงการประลองยุทธ์นั้น หลิวเจิ้งแทบไม่อาจอดรนทนรอได้ ท่านไม่พบพานคู่มือที่ทัดเทียมมานานแล้ว ดังนั้นยินดีที่ปรากฎคู่มือซึ่งเป็นคู่มือที่แท้จริงขึ้น

      การทำลายล้างเมืองพระราชวัง หาใช่ความปรารถนาของหลิวเจิ้งไม่ กล่าวได้ว่าเป็นทางเลือกที่อับจนปัญญา ท่านเป็นตัวแทนคนสุดท้ายแห่งราชวงศ์ฮั่น ไหนเลยเบิ่งตาดูอาณาจักรที่บรรพชนเพียรสร้างขึ้นถูกผู้คนช่วงชิงไป ดังนั้นท่านต้องฆ่าหวางหม่าง ถึงแม้ท่านทราบว่าฮ่องเต้ราชวงศ์ฮั่นที่ผ่านมาหลายรุ่นไร้ความสามารถก็ตาม ดังนั้นหลิวเจิ้งล้างเมืองพระราชวังหกครั้ง บวกกับครั้งนี้เป็นครั้งที่เจ็ดแล้ว

      เมื่อเป็นเช่นนี้ ในยุทธจักรไม่ยกย่องหลิวเจิ้งเป็นจักรพรรดิบู๊อีก แม้แต่ในราษฎรก็เรียกขานหลิวเจิ้งเป็นพญามารกระหายเลือด นับแต่โบราณกาลมายังไม่มีผู้ใดใช้เวลาเพียงสิบเดือนสังหารผู้คนหลายหมื่นคนเช่นหลิวเจิ้งมาก่อน

      หลิวเจิ้งเผชิญหน้ากับหวางหม่าง ในใจมีแต่ความแค้น หากมิใช่ทรราชผู้นี้ ท่านก็ไม่ต้องฆ่าคนไร้ความผิดมากมายถึงเพียงนี้

      หวางหม่างทรงรู้สึกถึงความแค้นของหลิวเจิ้งพระองค์ทรงกระหยิ่มยินดีอยู่บ้าง เนื่องเพราะการเพาะสร้างความแค้นแก่ชนชั้นจักรพรรดิบู๊ถึงเพียงนี้ นับเป็นเรื่องน่ายินดีประการหนึ่ง ดังนั้นหวางหม่างแย้มพระโอษฐ์แล้ว

      หวางหม่างพอแย้มพระโอษฐ์ หัวใจของหลิวเจิ้งคล้ายปวดแปลบอย่างรุนแรง บังเกิดความรู้สึกประหลาดประการหนึ่งผ่านเข้าสู่ห้วงสมอง ดังนั้นท่านลงมือแล้ว

      ทั้งสองฝ่ายแม้อยู่ห่างหลายลี้ แต่ต่างอยู่ในสายตาของฝ่ายตรงข้าม การลงมือของหลิวเจิ้งไม่ถูกจำกัดด้วยพื้นที่ระยะห่าง เมื่อท่านฉุกคิดว่าหลิวเจิ้งจะลงมือ หลิวเจิ้งก็มาถึงเบื้องหน้าท่าน

      หวางหม่านทรงรู้สึกเช่นนี้ เมื่อท่านเข้าพระทัยว่าหลิวเจิ้งจะลงมือ หลิวเจิ้งก็ข้ามระยะห่างหลายลี้ฝ่าแนวป้องกันของทหารรักษาพระองค์ จู่โจมใส่พระองค์โดยตรง เป็นกระบี่ที่แผ่วพลิ้ว ไหวเอนดุจหลิวย้อยที่ต้องลม ปราศจากพลังสภาวะ และคล้ายไม่ดำรงคงอยู่ก็มิปาน ไม่มีผู้ใดดูออกว่านี่เป็นกระบี่เยี่ยงไร ในความรวบรัดเลื่อนลอย คล้ายแฝงความพิสดารไร้ที่สิ้นสุด

      หวางหม่างสะท้านพระทัย ในที่สุดพระองค์ทรงรับทราบท่ากระบี่ของหลิวเจิ้งแล้ว แต่เปรียบกับสภาพอันเกริกก้องเกรียงไกรตามที่พระองค์ทรงคาดคะเนไว้ กลับแตกต่างอยู่บ้าง แต่ก็เพิ่มความเร้นรับและแปลกพิสดารอีกหลายส่วน

      หวางหม่างทรงเลือกวิธีล่าถอย พระองค์ทรงมีความรู้สึกว่าไม่ว่าพระองค์ถลันหลบอย่างไร ก็ไม่อาจหลุดพ้นจากกระบี่นี้ จึงทรงเลือกวิธีถอย ตั้งพระทัยว่าจะยืดระยะห่างเพื่อศึกษาความหมายของกระบี่นี้ แว่วเสียงติงติง หวางซิงกับหลิวซินผนึกกำลังต้านทานท่ากระบี่นี้ไว้ แต่กระบี่นี้ยังพุ่งผ่านหว่างกลางพวกมันไป ขณะที่กระบี่ในมือพวกมันหักสลายเป็นท่อนๆ ร่างคล้ายถูกสายฟ้าฟาดใส่กระเด็นกระดอนออกไป กระอักโลหิตที่กลางอากาศคำหนึ่ง เหล่าผู้บัญชาทหารรักษาพระองค์รีบรุดมาแต่พวกมันไม่สามารถไล่ตามหลิวเจิ้งทัน เช่นเดียวกับที่พวกมันไม่มีปัญญาสกัดขัดขวางหลิวเจิ้งได้

      บนก้อนเมฆปรากฎประกายสายฟ้าแลบแปลบลงมา นั่นเป็นลำแสงสว่างลำหนึ่ง

      ในที่สุดหวางหม่างกับหลิวเจิ้งหักหาญกนท่าหนึ่งผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองนี้ต่างชักนำพลังจากเหนือฟ้าบังเกิดเป็นประกายหลากสีกลุ่มหนึ่งแตกปะทุจากร่าง จากนั้นเงาร่างทั้งสองดีดกระดอนแยกออกจากกัน

      หวางหม่างทรงสาดพุ่งขึ้นบนวังเจี้ยนจางกง ร่างของหลิวเจิ้งกลับดีดพุ่งเข้าหาเหล่าผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ที่บุกจู่โจมมาถึง ฟาดฟันกระบี่ที่แฝงประกายสายฟ้าออก ไม่มีผู้ใดต้านทานการจู่โจมของหลิวเจิ้งได้ เมื่อผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์เหล่านั้นถูกฟาดฟันกระจัดกระจาย ท้องฟ้าก็เกิดฝนเทกระหน่ำลงมาอีก ราวกับเป็นกลุ่มหมอกชั้นหนึ่ง หลิวเจิ้งไม่หลบหลีกน้ำฝน หากแต่ปล่อยให้น้ำฝนเกาะอยู่บนตัวกระบี่ประดุจมุกหยกแถวหนึ่งจากนั้นสะบัดฟาดฟันฝ่าอากาศออก ท้องฟ้าคล้ายถูกผ่าออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งบนท้องนภาที่หวางหม่างทรงประทับอยู่ อีกส่วนหนึ่งเป็นพื้นบนสุธาที่หลิวเจิ้งยืนหยัดอยู่ ตรงกลางเป็นกระบี่มหึมาเล่มหนึ่ง

      หวางหม่างพุ่งพระวรกายขึ้นไป ราวกับนกกระจิบที่โบยบินขึ้นฟ้า เนื่องเพราะพลังกระบี่ของหลิวเจิ้งแทบทำลายชายคาของวัง

      เจี้ยนจางกงที่พระองค์ประทับยืนอยู่จนพังทลายลงมาทั้งแถบ

      เมื่อหวางหม่างทรงลอยขึ้นไปถึงจุดสูงสุดกลับพบว่าหลิวเจิ้งก็อยู่ที่นั้น คล้ายวิญญาณร้ายตนหนึ่ง และคล้ายเทพอสูรซึ่งปรากฎออกจากชั้นเมฆองค์หนึ่ง

      ประกายสายฟ้าแลบแปลบอีกครา แหวกทำลายชั้นเมฆ กลายเป็นเกรี้ยวกราดขึ้นมา

      ขณะที่ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองต่อสู้แตกหัก เหล่าผู้ที่รับบาดเจ็บบอบช้ำอยู่ก่อนไม่อาจสอดมือเข้าไป ทหารรักษาพระองค์ที่ฝีมืออ่อนด้อยถึงกับถูกพลังการฆ่าฟันที่แผ่ซ่านจากร่างทั้งสองคุกคามถอยห่างไป

      หวางหม่างทรงทราบว่าหลิวเจิ้งรับบาดเจ็บแล้วไม่เช่นนั้นพระองค์คงมิใช่คู่มือของหลิวเจิ้ง ภายใต้การผนึกกำลังจู่โจมของสิบสองมารฟ้าดิน ไม่มีผู้ใดประคองตัวอยู่ได้โดยไม่รับบาดเจ็บ หลิวเจิ้งก็ไม่มีข้อยกเว้น แต่หวางหม่างยังลอบคร่ำครวญในพระทัย ด้วยสภาพร่างกายของหลิวเจิ้ง ยังสามารถปลงพระชนม์พระองค์ ปัญหาอยู่ที่พระองค์ทรงประคองอยู่ได้นานเท่าใด

      บ่าวไพร่ของจักรพรรดิบู๊ทั้งสี่ก็เร่งรุดถึงวังเจี้ยนจางกง แต่ถูกหวางซิงเหล่าแม่ทัพที่รับบาดเจ็บขัดขวางไว้ เกิดการต่อสู้อยู่อีกด้านหนึ่ง

      ในยามนั้นหวางหม่างทรงแยกผละจากประกายสายฟ้า พุ่งทะลวงหลังคากระจกของวังเจี้ยนจางกงลงไปในตำหนัก หากทว่าทรงกระอักพระโลหิตออกมาคำหนึ่ง

      หลิวเจิ้งไม่ปล่อยปละละเว้น ติดตามหลังหวางหม่างไปดุจดาวตกจากฟ้า หลังคาตำหนักคล้ายถูกหินอุกกาบาตพุ่งชนใส่ แตกทะลุเป็นโพรงใหญ่

      ภายในวังเจี้ยนจางกงทั้งลึกล้ำทั้งกว้างขวางประกอบด้วยความโอ่อ่าภูมิฐาน ช่องแตกบนหลังคากลับคล้ายทอดถึงเหนือฟ้า

      พริบตาที่หลิวเจิ้งพุ่งทะลวงลงมายังวังเจี้ยนจางกง พลันรู้สึกมีขุมกำลังอันชั่วร้ายก่อตัวขึ้นคล้ายเปลวอัคคีใต้ดินพวยพุ่งมาปะทะหน้า ขณะจะหลบเลี่ยงก็ไม่ทันการณ์

      เสียงระเบิดกึกก้อง หลังคาวังเจี้ยนจางกงหลุดกระเด็นไปทั้งแถบ กระจายทั่วท้องฟ้ารัศมีสิบกว่าวาพัดปลิวอยู่กลางลมพายุประกายสายฟ้า ร่างของหลิวเจิ้งก็ดีดกระดอนขึ้นกลางอากาศ หลิวเจิ้งกลับถูกกระแทกล่าถอย นับเป็นที่เหนือความคาดหมายผู้คน ทั้งไม่เข้าใจว่าเป็นเรื่องราวใด หากทว่าผู้คนทั้งในและนอกวังเจี้ยนจางกงรู้สึกมีพลังอันชั่วร้ายประดังขึ้นจากใต้พื้นดินของวังเจี้ยนจางกง สร้างความเย็นเยือกอย่างประหลาดแก่ผู้คนจนจับใจ หลิวเจิ้งพลิ้วร่างลงมา หยุดยืนบนผนังกำแพงวังซึ่งปราศจากหลังคารองรับราวว่าวกระดาษตัวหนึ่ง ปากกล่าวว่า แสเสิน (เทพอธรรม)Ž ที่แท้ผู้ที่น้อมรออยู่ในวังเจี้ยนจางกงกลับเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งฝ่ายอธรรม ซึ่งได้รับการจัดอันดับสืบต่อจากจักรพรรดิบู๊หลิวเจิ้ง ฉายาเทพอธรรม

      เทพอธรรมจู่โจมลงมืออย่างกะทันหัน ทำให้หลิวเจิ้งไม่ทันตั้งตัวได้ หลิวเจิ้งกวาดตามองสภาพภายในวังเจี้ยนจางกงเที่ยวหนึ่ง เห็นภายในวังสร้างตามหลักเก้าปราสาทแปดทิศ ดังนั้นเทพอธรรมสามารถซุกงำพลังชั่วร้ายเอาไว้ โดยที่สุดยอดฝีมือเช่นท่านยังไม่รู้สึกตัว เป็นเหตุให้เพลี่ยงพล้ำกระบวนท่าหนึ่ง เทพอธรรมสวมหน้ากากสีแดงเลือด ซึ่งเป็นป้ายยี่ห้อประจำตัวมัน ตลอดทั้งร่างคล้ายปกคลุมด้วยเปลวอัคคีอันชั่วร้ายกลุ่มหนึ่ง มันส่งเสียงลอดออกจากหลังหน้ากากว่า จักรพรรดิบู๊คิดไม่ถึงกระมัง ?Ž

      หวางหม่างทรงประทับบนเก้าอี้ลายมังกรขนาดใหญ่ตัวหนึ่ง ทรงพระกรรสะ (ไอ) เบาๆ แสดงว่าทรงรับบาดเจ็บใต้กระบี่ของหลิวเจิ้ง หลิวเจิ้งกล่าวอย่างขุ่นแค้นอยู่บ้างว่า แม้แต่ท่านก็คิดช่วยโจรกบฎนี้ ?Ž

เทพอธรรมกล่าวอย่างเฉื่อยชาว่า ซึ่งความจริงด้วยการคบหาของพวกเรา เราสมควรนิ่งเฉยชมดูอยู่ด้านข้าง แต่เราจำต้องบอกต่อจักรพรรดิบู๊เรื่องหนึ่ง หวางหม่างเป็นศิษย์น้องเรา ดังนั้นเราจำต้องรุดมาŽ

      หลิวเจิ้งถามโพล่งว่า หวางหม่างเป็นศิษย็น้องของท่าน ?Žเทพอธรรมกล่าวว่า ถูกแล้ว สำนักอธรรมคงเหลือพวกเราศิษย์พี่ศิษย์น้องสองคน ดังนั้นเราไม่อาจทนดูเขาถูกทำลายใต้เงื้อมมือจักรพรรดิบู๊ หวังว่าจักรพรรดิบู๊เห็นแก่การคบหามานานปีของพวกเราปลดปล่อยเขาสักคราŽ

      หลิวเจิ้งกล่าวอย่างขุ่นเคืองว่า เราเป็นเชื้อสายราชวงศ์ฮั่น หรือจะเบิ่งตาดูอาณาจักรตระกูลหลิวถูกคนนอกช่วงชิงไป ? ถึงแม้เราท่านเคยคบหากันแต่หากเปรียบกับความแค้นของชาติบ้านเมือง หากเราละทิ้งหลักการ จะแบกหน้าไปพบบรรพชนตระกูลหลิวได้อย่างไร ?Ž      

      เทพอธรรมกล่าวเสียงอ่อนโยนว่า เหตุและผลทั้งมวลอยู่ที่ฟ้ากำหนด หากเจตนารมณ์ของฟ้าเป็นเช่นนี้ ยังยืนกรานฝืนทวนฟ้า หาใช่เรื่องดีไม่ ทอดตามองตระกูลหลิวปัจจุบัน นอกจากจักรพรรดิบู๊แล้ว มีผู้ใดเป็นที่ยอมรับของขุนนาง ? เป็นที่แซ่ซ้องของราษฎร ? หากจักรพรรดิบู๊คิดก้าวขึ้นเป็นฮ่องเต้ เราจะให้ศิษย์น้องคืนบัลลังก์แก่ตระกูลหลิว แต่หากเป็นผู้อื่น ได้แต่ขอให้จักรพรรดิบู๊ฆ่าเราก่อนŽ

      หลิวเจิ้งงงงันวูบหนึ่งจึงกล่าว ท่านก็ทราบว่าเราไม่ชมชอบยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ทั้งเคยสาบานว่าจะไม่ก้าวขึ้นเป็นฮ่องเต้Ž

      เทพอธรรมกล่าวอย่างจริงจังว่า นั่นเป็นเรื่องของจักรพรรดิบู๊ ที่ผ่านมาจักรพรรดิบู๊ก่อการฆ่าฟันสร้างความผิดหวังแก่ราษฎร กระทบถึงเกียรติภูมิของตระกูลหลิว ยังมีตอนนี้จักรพรรดิบู๊รับบาดเจ็บบอบช้ำ หากยังต่อสู้สืบไป อาจเกิดสภาพบาดเจ็บล้มตายทั้งสองฝ่าย อย่างนั้นความหวังสุดท้ายของตระกูลหลิวก็ดับวูบไป ขอจักรพรรดิบู๊ใคร่ครวญให้ดีŽ

      คำพูดของเทพอธรรมจี้ถึงใจดำของหลิวเจิ้ง หากมิใช่เทพอธรรมปรากฎกายขึ้น หลิวเจิ้งอาจไม่ใส่ใจ เนื่องเพราะไม่มีผู้ใดขัดขวางการจู่โจมสังหารหวางหม่างของท่านได้ แต่ยามนี้เทพอธรรมปรากฎกายในเวลาที่ไม่สมควรปรากฎกาย ทำให้ท่านเสียขบวนรวนเรขึ้นมา

      เทพอธรรมเป็นสหายที่หลิวเจิ้งคบหามานานปี หลิวเจิ้งทำความเข้าใจกับวิชาฝีมือของเทพอธรรมเป็นอย่างดี ดังนั้นท่านทราบดีว่าขีดความสามารถของเทพอธรรมในตอนนี้มีแต่เหนือล้ำกว่าท่าน หาได้ด้อยกว่าท่านไม่ เนื่องเพราะก่อนหน้านี้ท่านประมือกับสิบสองมารฟ้าดิน จนได้รับบาดเจ็บบอบช้ำ

      ถึงแม้ขาดมารหลบเร้นกุยหงจี้ เป็นเหตุให้ค่ายกลฟ้าพิฆาตมารสังหารที่สิบสองมารฟ้าดินเกิดช่องว่างจุดอ่อน แต่ยังกอปรด้วยอำนาจการทำลายล้าง หาอ่อนด้อยกว่าเทพอธรรมไม่

      เทพอธรรมทราบว่าหลิวเจิ้งรับบาดเจ็บ จึงกล่าวเช่นนี้ หวางหม่างก็ทรงทราบ เพียงแต่พระองค์ไม่สามารถต่อรองเงื่อนไขกับศิษย์น้องผู้นี้

      หวางหม่างไม่ประสงค์ปล่อยตัวหลิวเจิ้งไป หากหลิวเจิ้งจากไปได้ อาจย้อนกลับมาเป็นครั้งที่แปดเมื่อถึงเวลานั้นยังมีผู้ใดขัดขวางได้ แต่พระองค์ทรงเลือกวิธีนิ่งเฉยไว้ พระองค์ทรงทราบว่าเทพอธรรมมีความคิดอ่านของตัวเอง มีเหตุผลของตัวเอง สุดที่พระองค์จะทรงโน้มน้าวได้

      หลิวเจิ้งแค่นหัวร่ออย่างเย็นชากล่าวว่า เทพอธรรมมีสายตาเจิดจ้าดุจสายฟ้า เราหลิวเจิ้งรับบาดเจ็บจริง แต่มิใช่คนรักตัวกลัวตาย หากวันนี้สามารถตายใต้เงื้อมมือท่าน ก็ไม่เสียทีที่ถือกำเนิดมา เชิญลงมือเถอะŽ

      ประกายตาของเทพอธรรมแปรเปลี่ยนไป สูดลม จักรพรรดิบู๊ไฉนสิ้นเยื่อใยถึงเพียงนี้ ?Ž

      หลิวเจิ้งกล่าวเสียงหนักว่า เราเข้าเมืองพระราชวังเจ็ดครั้ง ความจริงไม่คิดมีชีวิตจากไป หากไม่อาจสะสางเรื่องนี้ อยู่ไปยังมีความหมายใด ยังมีหากไม่สะสางเรื่องนี้อย่างทันการณ์ รังแต่สร้างความเดือดร้อนแก่ชาวเมืองฉางอานอย่างแสนสาหัส ดังนั้นเราไม่คิดบุกเมืองพระราชวังเป็นครั้งที่แปดอีกŽ

      เทพอธรรมกล่าวว่า จักรพรรดิบู๊เมื่อตัดสินใจ ก็ลงมือเถอะ ผู้ใดรอดผู้ใดตกตาย แล้วแต่ฟ้ากำหนด...Ž

      ไม่ทันขาดคำ ได้ยินเสียงฟ้าร้องดังมาแต่ไกล สายวิชชุสีแดงและม่วงผ่าลงยังใจกลางของรูปโป๊ยข่วย (แปดทิศ) ของวังเจี้ยนจางกง บังเกิดเป็นอากาศธาตุคล้ายหมอกควันกลุ่มหนึ่งลอยขึ้นฟ้าขณะที่ฝนค่อยซาลง ที่ซึ่งเกิดสายวิชชุสะท้อนสีสันประหลาดชนิดหนึ่ง แยกท้องฟ้าสีแดงและม่วงออกจากกัน ก่อเกิดเป็นปรากฎการณ์ที่ทั้งสวยงามทั้งประหลาดฉากหนึ่ง

      เทพอธรรมกับหลิวเจิ้งชมดูจนตื่นตระหนกยิ่ง หวางหม่างก็ตรัสโพล่งว่า จี่มุ้ยแชไต้ตี่ (คำจี่มุ้ยแชไต้ตี่ออกเสียงเป็นภาษาแต้จิ๋ว หากออกเสียงเป็นภาษาจีนกลางจะอ่านว่าจื่อเว่ยซิงต้าตี้ ซึ่งชาวไทยไม่คุ้นเคยเท่าใด จึงขอใช้เป็นภาษาแต้จิ๋ว และทางวัดมังกรกมลาวาสแปลเป็นไทยว่าจี่มุ้ยแชกุน กล่าวกันว่าหมายถึงเทพสวรรค์เง็กเซียนฮ่องเต้)

      เทพอธรรมกับหลิวเจิ้งพากันแหงนหน้ามองท้องฟ้า เห็นดวงอาทิตย์ที่ใกล้อัสดง ยังมีเดือนเสี้ยวส่องแสงอ่อนจาง ระหว่างอาทิตย์กับจันทรากลับปรากฎดวงดาวอนสุกสกาวดวงหนึ่งขึ้น ภายใต้แสงสุริยันจันทรา คล้ายเคลือบแสงให้กับดาวดวงนี้อีกชั้นหนึ่ง หลิวเจิ้งกับเทพอธรรมก็ร้องโพล่งว่า จี่มุ้ยแชไต้ตี่Ž

      แต่ว่าสีสันบนท้องฟ้าไม่ได้เกิดจากดาวจี่มุ้ยหากทว่ามาจากทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ คล้ายกับว่าที่นั้นมีวัตถุธาตุแปลกประหลาดปรากฏขึ้น ก่อเกิดเป็นสีสันอันเลือนรางและแปลกตาชั้นหนึ่ง

      ประกายสีสันนั้นแหวกแยกชั้นเมฆสีแดงและม่วง เคลื่อนคล้อยมายังดาวจี่มุ้ย ดาวจี่มุ้ยและสุริยันจันทราพลันดับสูญไป ประกายสีสันพอเคลื่อนผ่าน ท้องฟ้าก็กลับคืนสู่ความมืดครึ้มหากทว่าท้องฟ้าทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ปรากฏดวงดาวอีกดวงหนึ่ง คล้ายดวงดาวยามรุ่งอรุณเปล่งแสงสว่างออกมา

      ทุกผู้คนอดสะท้านใจอย่างรุนแรงมิได้ เห็นชั้นเมฆสีแดงและม่วงบรรจบเข้าหากันใหม่ ท้องฟ้ากลับคืนสู่ความเงียบสงบ เมฆครึ้มกดต่ำลงทำให้ผู้คนจำแนกไม่ออกว่าเป็นกลางคืนหรือกลางวัน เทพอธรรมพึมพำว่า ดาววิเศษครอบครองนภา ราชันจุติยังทิศตะวันออกเฉียงใต้ กลบแสงสุริยันจันทราดาวจี่มุ้ย ประมวลความสำเร็จของฟ้า ดิน มนุษย์Ž

      หลิวเจิ้งหน้าแปรเปลี่ยนกลับกลายหลายครา ดวงตาทอแววปิติวูบหนึ่ง จากนั้นบังเกิดความกังวลตามมา  หวางหม่างก็ทรงตะลึงลาน ทอดพระเนตรไปยังหลิวเจิ้ง หลิวเจิ้งพอดีกวาดตามายังพระองค์ กลับทอประกายอำมหิตขึ้น

      เทพอธรรมก็รู้สึกถึงเพลิงอำมหิตของหลิวเจิ้งกวาดตามองมา ประกายตาทั้งสามคู่บรรจบพบกันที่กลางอากาศ คนทั้งสามล้วนงงงันวูบหนึ่ง คล้ายเผชิญการจู่โจมอย่างหนักหน่วง พากันแค่นเสียงออกมา

      ในยามนั้นประตูเหล็กของวังเจี้ยนจางกงพลันเปิดออก ในแสงสว่างอันเลือนราง ปรากฎเงาร่างสูงโปร่งสายหนึ่งขึ้น แต่ประกายตาทั้งสามคู่ยังประสานสบกันแนวนิ่ว หาเหลือบแลมาที่ประตูไม่ เงาร่างสูงโปร่งนั้นสาวเท้าเข้ามา คล้ายไม่รู้สึกถึงพลังพิสดารที่ปกคลุมอยู่ภายในตำหนัก ฝีเท้าเนิบนาบราวกับกำลังท่องชมทิวทัศน์ เสื้อยาวที่สวมใส่โชยพัดพลิ้ว เสมือนดั้นเมฆเหินลมมา

      บุคคลในตำหนักทั้งสามย่อมล่วงรู้ว่ามีคนเดินเข้ามา เมื่อประตูวังเปิดออก ผู้คนในตำหนักก็รู้สึกถึงพลังชีวิตอันกล้าแข็ง แต่ทั้งหมดทราบว่าผู้มาไม่มีความประสงค์ร้าย ปราศจากเพลิงอำมหิตใด บุคคลที่ปราศจากเพลิงอำมหิตผู้หนึ่ง เดินเข้ามายังโลกที่เต็มไปด้วยความคิดฆ่าฟัน กลับปราศจากความหวาดหวั่นไม่สบายใจแต่อย่างไร

      ผู้มาฟันมือออก ปรากฎพลังสีขาวนวลสายหนึ่งพวยพุ่งขึ้นฟ้า ชักนำให้เกิดประกายสายฟ้าตกลงยังตำแหน่งที่ซึ่งบุคคลทั้งสามประสานสบตากัน พริบตานั้นฟ้าดินคล้ายสั่นไหวคราหนึ่ง หลิวเจิ้ง เทพอธรรมและหวางหม่างล้วนสะท้านขึ้นคราหนึ่ง หลุดจากจากโลกแห่งการเผชิญหน้า กลับคืนสู่สภาพความจริง

      เทพคำนวณเปิดไขฟ้าŽ

      ตงฟางหย่งŽ

      พี่ตงฟางŽ

      หวางหม่าง เทพอธรรม หลิวเจิ้งพากันส่งเสียงร้องอุทานออกมา ค่อยจับจ้องมองไปยังผู้ที่เปิดประตูเหล็กเดินเข้ามา

หนังสือแนะนำ

Special Deal