ตอนที่ 1 เหยียบเมืองพระราชวัง (หน้า 2)

      หลิวเจิ้งไม่รอจนบ่าวไพร่ทั้งสี่ตามมา และไม่มีความจำเป็น หวางหม่างเป็นของท่าน ผู้ใดขัดขวางการจู่โจมสังหารหวางหม่างของท่านล้วนเข่นฆ่าสังหารสิ้น

      หวางซิงกับหลิวซินชักชวนกันเข้าสู่ตำหนักใหญ่ที่ยังไม่พังทลายภายในวังเว่ยยางกง คุกเข่าลงกราบทูลว่า ฝ่าบาทรีบเชิญเสด็จŽ

      หวางหม่างลืมพระเนตรช้าๆ พระองค์ทรงทราบว่าหลิวเจิ้งจู่โจมทำลายทหารรักษาพระองค์ทั้งหนึ่งหมื่นนายรีบรุดมายังทิศทางนี้ ใกล้บรรลุถึงอู่คู่ (คลังศัสตรา) แล้ว เนื่องเพราะความคิดคำนึงของพระองค์ร้อยรัดหลิวเจิ้งไว้ หลิวเจิ้งล่วงรู้ตำแหน่งของพระองค์ พระองค์ก็ย่อมทรงทราบแห่งหนของหลิวเจิ้ง

      หวางหม่างตรัสเสียงเย็นชาว่า มันไม่สามารถบุกผ่านอู่คู่เจียได้โดยเร็วŽ

      หลิวซินกราบทูลว่า แต่ฝ่าบาทไหนเลยทรงเสี่ยงอันตราย ยังคงทูลเชิญเสด็จไปยังวังเจี้ยนจางกงŽ

      เหล่าแม่ทัพในตำหนักพากันกล่าวสนับสนุนหวางหม่างตรัสเสียงหนักๆ ว่า วันนี้ข้ากับหลิวเจิ้งต้องแตกหักกัน ไม่ว่าข้าอยู่ที่ใด ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงจากการต่อสู้พิสูจน์เป็นตาย มันบุกเมืองพระราชวังหลายครั้ง มีความผิดร้ายแรง ไม่อาจอภัยละเว้น หากเราเคลื่อนย้ายไปยังวังเจี้ยนจางกง พวกท่านต่างต้องตระหนักว่า ราชวงศ์ซินเราจะดำรงหรือล่มสลาย ล้วนขึ้นอยู่กับวันนี้Ž

      หลิวซินกราบทูลว่า กระหม่อมทั้งหลายทราบดีกระหม่อมทั้งหลายสาบานปกป้องเมืองพระราชวังไม่ให้หลิวเจิ้งกำเริบเสิบสานได้Ž

      หวางหม่างทรงสูดอากาศเข้าไปคำหนึ่ง ตรัสว่า ข้าไม่เชื่อว่าอาศัยเทียนตี้สือซันแส (สิบสามมารฟ้าดิน) แห่งชางชงแสเมิ่ง (สหพันธ์ภูตโพยม) ไม่อาจฆ่าหลิวเจิ้งได้Ž

      หวางซิงกล่าวสนับสนุนว่า สิบสามมารฟ้าดินแห่งสหพันธ์ภูตโพยมเป็นยอดฝีมือฝ่ายอธรรม ครั้งกระโน้นหลิวเจิ้งได้รับแต่งตั้งจากฮั่นไอตี้เป็นจักรพรรดิบู๊ ชนชาวธัมมะทั้งแผ่นดินล้วนให้การสนับสนุนบีบบังคับให้ฝ่ายอธรรมจัดตั้งสหพันธ์ภูตโพยม โดยผลักดันแสต้น (มารหลบเร้น) กุยหงจีในสิบสามมารฟ้าดินเป็นผู้นำ บัดนี้สิบสามมารฟ้าดินมาถึงสิบสองคน ต่อให้หลิวเจิ้งมีฝีมือเลิศภพจบพสุธา ก็ไม่อาจต้านทานรับการผนึกกำลังของพวกมันทั้งสิบสองคนŽ

      หวางหม่างผงกพระพัตร์ ตรัสด้วยความไม่พอพระทัยว่า คิดไม่ถึงมารหลบเร้นกุยหงจีไม่รู้จักดีชั่วถึงเพียงนี้ ข้าส่งสารไปเชื้อเชิญสามครั้งยังไม่มาช่วยเหลือ หากสามารถผนึกกำลังสิบสามมารฟ้าดิน ก่อตั้งเทียนเจี๋ยแสซาเจิ้น (ขบวนค่ายกลฟ้าพิฆาตมารสังหาร) ต่อให้หลิวเจิ้งสองคนยังไม่อาจต้านทานรับได้Ž

      แม่ทัพหวางเสิ้งกล่าวว่า ฝ่าบาทรับสั่งถูกต้องภูตหลบเร้นกุยหงจีไม่รู้จักดีชั่วจริงๆ แต่ต่อให้ขาดผู้หลบเร้นอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดินนี้ ยังคงก่อตั้งขบวนค่ายกลฟ้าพิฆาตมารสังหารได้Ž

      หวางหม่างลอดถอนพระทัย พระองค์ทรงทราบกระจ่างกว่าหวางเสิ้งว่า เมื่อขาดมารหลบเร้นกุยหงจีซึ่งอยู่อันดับแรกในสิบสามมารฟ้าดิน ขบวนค่ายกลฟ้าพิฆาตมารสังหารเฉกเช่นพยัคฆ์ที่ขาดเขี้ยวเล็บ นี่เป็นบทบาทที่ไม่มีผู้ใดแทนที่ได้

      ในยอดฝีมือฝ่ายอธรรม มารหลบเร้นกุยหงจีเพียงจัดอยู่หลังเทพอธรรม เป็นหนึ่งในบุคคลที่ยากตอแยที่สุด น่าเสียดายที่หวางหม่างไม่อาจเชื้อเชิญมันมาได้

      หวางซิ่งร้องขานว่า ฝ่าบาทเสด็จŽ เหล่าทหารรักษาพระองค์จัดแถวขบวน ภายใต้การห้อมล้อมของเหล่าขันทีนางกำนัล และขุนนางใหญ่หลายนาย หวางหม่างเสด็จออกจากวังเว่ยยางกง ไปยังวังเจี้ยนจางกง ซึ่งเป็นที่ประทับสุดท้ายของหวางหม่าง

      วังต่างๆ ในเมืองพระราชวังถูกหลิวเจิ้งก่อกวนจนแทบถล่มทลาย ทำให้หวางหม่างทรงรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัย เมื่อหลิวเจิ้งเข่นฆ่าเข้าเมืองพระราชวัง หวางหม่างก็เสด็จไปยังวังเจี้ยนจางกง ซึ่งอยู่นอกเมืองพระราชวัง

      แต่คราครั้งนี้วังเจี้ยนจางกงจะเป็นสถานที่พิสูจน์ความเป็นความตายระหว่างหวางหม่างกับหลิวเจิ้ง

 

      ก่อนจะถึงอู่คู่ (คลังศัสตรา) ต้องข้ามสะพานเสียนอู่ทันใด สะพานเสียนอู่หักกลาง ตัวสะพานแตกระเบิดเป็นเศษหินมากมายสุดคณานับพวยพุ่งขึ้นฟ้า

      หลิวเจิ้งกับม้าศึกที่กำลังคาบตะบึงพลันลอยขึ้น ราวกับติดปีกคู่หนึ่ง เห็นข้ามสะพานขาด ข้ามคูน้ำใต้สะพาน ทะยานไปยังฝั่งตรงข้ามแว่วเสียงกราวใหญ่ น้ำในคูพวยพุ่งเป็นลำยาวราวสายคาดสีขาวเส้นหนึ่ง ครอบคลุมใส่หลิวเจิ้งกับม้าศึกที่กลางอากาศ ม้าศึกของหลิวเจิ้งแผดเสียงร้องดังยาวนานมาตรว่าหลิวเจิ้งแผ่พุ่งพลังคุ้มครอง หากยังไม่อาจดิ้นหลุดพ้นจากสายน้ำที่กระแทกใส่ได้

      หลิวเจิ้งขู่คำรามว่า ซุ่ยตงอู๋เอ้อ (เป็นหนึ่งในวารี)Ž ร่างคล้ายหงส์เหินสู่ฟากฟ้า ฝ่าออกจากสายน้ำที่สาดเท แต่ม้าคู่มากลับถูกกระแทกร่วงลงจากกลางอากาศขณะที่ลูกคลื่นยังทะลักหนุนเนื่องใส่หลิวเจิ้งที่กลางหาวร่างของหลิวเจิ้งลอยขึ้นแล้วลอยขึ้นเล่าในเสียงดังปานฟ้าร้อง ประกายอันเจิดจ้าสายหนึ่งพวยพุ่งลงมา ลากเป็นเส้นสายดุจดาวหาง เข้าปะทะกับคลื่นลูกนั้น ที่แท้เป็นกระบี่มหึมาเล่มหนึ่ง

      เสียงคว้ากระคายหู คลื่นลูกนั้นคล้ายผ้าแพรที่ถูกฉีกขาดจากกัน แยกออกเป็นสองส่วนขณะที่กระบี่มหึมายังคงเร่งเร้าจู่โจมลงหาคูน้ำเบื้องล่างเห็นเงาดำสายหนึ่งทะลึ่งตัวขึ้นจากคูน้ำ ก่อเกิดเป็นระลอกคลื่นระยิบระยับ บดบังสายตาของหลิวเจิ้ง หากยังไม่อาจยับยั้งกระบี่มหึมาซึ่งแหวกจู่โจมลงมาราวหงส์ไฟตัวหนึ่ง คูน้ำทั้งสายถูกแยกออกเป็นสองส่วน สายน้ำเอ่อล้นทะลักขึ้นฝั่ง ต้นหลิวริมฝั่งถูกกวาดหักโค่นทลายราบเป็นทาง ปลาในน้ำก็ถูกพลังกระบี่กดกระแทกใส่ตายหมดสิ้น เสียงโครมเมื่อผิวน้ำแตกกระจาย ปรากฎเรือน้อยสิบเอ็ดลำขึ้น ก่อเกิดเป็นพลังหมุนราวคลื่นยักษ์ แยกย้ายสกัดใส่กระบี่มหึมาที่ปักทะลวงลงจากฟ้าเล่มนั้น

      กระบี่มหึมาแตกระเบิดเป็นฝนอัคคีพร่างพรมลงหา ส่วนร่างของหลิวเจิ้งคล้ายมังกรทลายฟ้า พุ่งย้อนขึ้นไปสิบกว่าวา กรีดเป็นเส้นโค้งกลางอากาศอย่างสวยงาม พุ่งเฉียงๆ ลงบนภูเขาจำลองที่ฝั่งตรงเรือน้อยทั้งสิบเอ็ดลำก็คล้ายนกยักษ์เชิดหัวขึ้น แยกย้ายตกลงบนภูเขาจำลอง ขณะที่เงาดำในน้ำก็พุ่งฝ่าผิวน้ำขึ้นมา สมทบกับเรือน้อยซึ่งแตกเสียหายยับเยิน หลิวเจิ้งกล่าวว่า สิบสองมารฟ้าดินแห่งสหพันธ์ภูตโพยมŽ

      ชายกลางคนสีหน้าเย็นชาผู้หนึ่งกล่าวว่า จักรพรรดิบู๊สมเป็นจักรพรรดิบู๊ กลับสามารถฝ่าออกจากท่าสังหารไร้ที่สุดของพวกเรา เราอสนีสะท้านขวัญนับถือเลื่อมใสนักŽ หลิวเจิ้งกวาดตาไปยังทุกซอกมุม นับเป็นครั้งแรกที่เผชิญกับการคุมคาม สนามพลังของมือสังหารรอบข้างกลับตัดทำลายความคิดคำนึงของท่าน ไม่อาจใช้พลังจิตสะกดหวางหม่างอีกต่อไป ท่านทราบว่าหวางหม่างเสด็จออกจากที่ประทับเดิม หากทว่าค้นหาตำแหน่งแห่งหนของหวางหม่างไม่พบ

 

      ขอพระองค์มีพระชนมายุหมื่นปี หมื่นๆ ปีŽ

      ทหารรักษาพระองค์สี่หมื่นนายชุมนุมอยู่หน้าวังเจี้ยนจางกง พากันคุกเข่าลงรับเสด็จ ส่งเสียงร้องขานสะท้านทั่วบริเวณ หวางหม่างประทับนั่งในราชรถ ยกพระหัตถ์ทั้งสองขึ้น ตรัสตอบว่า ทั้งหมดลุกขึ้นŽ พระสุรเสียงนี้เปล่งจากจุดศูนย์ที่ตันเถียนท้องน้อย ถึงแม้ไม่อาจกลบเสียงร้องขานรอบข้างแต่ทหารรักษาพระองค์ทุกคนล้วนได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์

      เหล่าแม่ทัพและทหารรักษาพระองค์ร้องคำ ขอบพระทัยŽ พลางลุกขึ้นยืนหวางหม่างกวาดพระเนตรเที่ยวหนึ่ง พบว่าทหารรักษาพระองค์ตั้งแถวอยู่หน้าวังเจี้ยนจางกง ตรงกลางเว้นเส้นทางสำหรับราชรถกว้างราวสิบวา ทหารรักษาพระองค์ยืนหยัดแน่นขนัดราวพงพนา ในสายลมชิวเทียน เสียงลมหายใจของทุกผู้คนคล้ายชัดเจนเป็นพิเศษ

      หวางหม่างรับสั่งว่า วันนี้ข้าตัดสินใจต่อสู้พิสูจน์เป็นตายกับหลิวเจิ้ง จึงสั่งให้พวกท่านตั้งแถวอยู่ที่นี้ หลิวเจิ้งลุกรานเมืองพระราชวังหลายครั้ง ข้าเห็นแก่ว่ามันเป็นน้องของไท่อ๋อง (หมายถึงฮั่นไอตี้) ยอมอดกลั้นถึงหกครั้ง มันยังมาก่อกวนไม่เลิกรา ทั้งทำลาย

ฮองไทเฮา นับเป็นความผิดที่ไม่อาจละเว้น ดังนั้นพวกเจ้าต้องสังหารโจรกบฎนี้ให้กับข้าŽ

      หวางซิงร้องนำว่า สังหารโจรกบฎŽ ทหารรักษาพระองค์ทั้งสี่หมื่นนายก็ร้องตามว่า สังหารโจรกบฎ...Ž คลื่นเสียงสะท้านถึงยอดเมฆ จนเมฆครึ้มปั่นป่วน กลายเป็นฝนห่าใหญ่สาดเทลงมา หวางหม่างทรงบังเกิดความคิดต่อสู้อย่างเต็มเปี่ยม พระองค์ไม่เชื่อว่าหลิวเจิ้งอาศัยกำลังเพียงลำพัง สามารถเอาชนะกองกำลังนับหมื่นได้หลิวซินเห็นฝนตกลงมา ก็กราบทูลสอพลอว่า ขอแสดงความยินดีต่อฝ่าบาท แม้แต่สวรรค์เบื้องบนยังรู้ถึงพระปณิธานของฝ่าบาท ประทานน้ำทิพย์ชโลมแผ่นดิน ครั้งนี้ฝ่าบาทต้องชนะแน่นอนŽ

หวางหม่างพอพระทัยยิ่ง ตรัสดังๆ ว่า กล่าวประเสริฐ วันนี้เราต้องชนะแน่นอนŽทหารรักษาพระองค์ทั้งหลายหมื่นนายร้องขานอีกว่า ต้องชนะ ต้องชนะ...Ž

      หลิวเจิ้งย่อมเคยได้ยินชื่อสิบสามมารฟ้าดินแห่งสหพันธ์ภูตโพยม ทั้งทราบว่าค่ายกลฟ้าพิฆาตมารสังหารที่ก่อตั้งโดยสิบสามมารฟ้าดินเป็นยอดวิชาที่ไม่มีผู้ใดต้านทานรับได้ ปากกลับกล่าวอย่างเฉื่อยชาว่า คิดไม่ถึงหวางหม่างกลับเชิญคนในสหพันธ์ภูตโพยมมา นับเป็นเกียรติแก่เราหลิวเจิ้งนักŽ

      เงาดำที่ขึ้นจากน้ำแสยะยิ้มกล่าวว่า หลิวเจิ้งท่านสมควรยินดีจึงถูกต้อง คาดว่าศีรษะของท่านมีค่าที่สุดในโลก กลับมีราคาถึงหนึ่งพันสองร้อยหมื่นตำลึง ในชีวิตของเราเป็นหนึ่งในวารีเพิ่งพบพานผู้ซื้อที่มือเติบถึงเพียงนี้Ž

      หลิวเจิ้งทวนคำ หนึ่งพันสองร้อยหมื่นตำลึง ?Ž จากนั้นยิ้มออกมากล่าวว่า เช่นนี้เป็นว่า สิบสามมารฟ้าดินขาดไปหนึ่งแล้วŽ

      เป็นหนึ่งในวารีงงงันวูบหนึ่ง จากนั้นหน้าแปรเปลี่ยนไป เหลยถิงเว่ย (อสนีสะท้านขวัญ) ก็หน้าแปรเปลี่ยนไปคนแต่งกายเช่นนักศึกษาที่ข้างกายผู้หนึ่งแค่นหัวร่อกล่าวว่า รับทราบมาว่าจักรพรรดิบู๊ฝึกเพลงกระบี่ถึงขึ้นเทพยดา มีคนบอกว่าต่อให้พวกเราสิบสามมารฟ้าดินผนึกกำลัง ยังมิใช่คู่มือของท่าน แต่ในความเห็นเรา ต่อให้ขาดไปคนหนึ่ง ยังคงสามารถปลิดชีวิตท่านŽ

      หลิวเจิ้งกลับลอบระบายลมหายใจอย่างโล่งอกเมื่อทราบว่าสิบสามมารฟ้าดินไม่ได้มาพร้อมหน้าท่านค่อยคลายใจลง ท่านล่วงรู้ถึงความน่ากลัวของค่ายกลฟ้าพิฆาตมารสังหาร แต่ค่ายกลฟ้าพิฆาตมารสังหารต้องประกอบด้วยสิบสามมารฟ้าดิน จึงเปล่งอานุภาพถึงขีดสุด หากขาดไปคนหนึ่ง พลังจะอ่อนโทรมลง ถึงกับปรากฏช่องโหว่ขึ้น ท่านเชื่อมั่นว่าสามารถรับมือกับการผนึกกำลังของมารร้ายทั้งสิบสองคนได้

      แน่นอน หลิวเจิ้งไม่กล้าชะล่าใจ เนื่องเพราะกุยหงจียังไม่ปรากฎกาย คนผู้นี้ฝึกวิชาหลบเร้นดำดิน อาจบางทีมันอยู่ละแวกใกล้เคียง สามารถปรากฎกาย ประกอบเป็นค่ายกลที่ไร้ช่องว่างจุดอ่อนให้จู่โจม แต่เหตุการณ์ถึงขั้นนี้ ไม่มีอันใดให้ขบคิดใคร่ครวญ ที่สมควรเผชิญหน้าต้องเผชิญหน้า หากคิดฆ่าหวางหม่าง ต้องทำลายสิ่งขีดขวางทั้งมวล รวมทั้งสหพันธ์ภูตโพยม

      ท้องฟ้าของอู่คู่ (คลังศัสตรา) ยังประหลาดลี้ลับกว่าท้องฟ้าที่วังฉางเล่อกง ภายใต้เมฆครึ้มที่กดต่ำลง คล้ายย้อมสีเลือดชั้นหนึ่ง

      สหพันธ์ภูตโพยมผุดขึ้นในยุทธจักร เพื่อต่อต้านขุมกำลังฝ่ายธัมมะซึ่งนำโดยจักรพรรดิบู๊หลิวเจิ้ง หลังจากนั้นกระทำการที่สะท้านฟ้าสะเทือนดินมากมาย จนกลายเป็นหน่วยงานที่น่ากลัวที่สุดในยุทธจักร เพียงแต่ในหน่วยงานมีผู้คนไม่มากนัก ทั้งไม่มีผู้ใดล่วงรู้ร่องรอยของพวกมัน ยิ่งไม่มีผู้ใดกล้าตอแยพวกมัน

      นับตั้งแต่ก่อตั้งสหพันธ์ภูตโพยมเป็นต้นมา สิบสามมารฟ้าดินไม่เคยผนึกรวมกำลังมาก่อนแต่ว่าปฏิบัติการของพวกมันไม่เคยพบกับความล้มเหลวหนึ่งเดียวที่คนในสหพันธ์ภูตโพยมไม่กล้าตอแยคือจักรพรรดิบู๊หลิวเจิ้ง แต่วันนี้กลับมีข้อยกเว้น

      วันนี้ขุมกำลังที่น่ากลัวที่สุดและได้รับการกล่าวขานที่สุดทั้งสองขุมจะพิสูจน์ความเหลื่อมล้ำต่ำสูงกัน

      หลิวเจิ้งกวาดตามองเหล่ามือสังหาร ท่านรู้จักคนเหล่านี้ ในความทรงจำของท่าน ฝ่ายตรงข้ามทุกคนมีจุดเด่นพิเศษเฉพาะ ต่างมีท่าไม้ตายประจำตัว ที่แล้วมาท่านไม่ยุ่งเกี่ยวกับหน่วยงานนี้ เพราะว่าท่านมีหลักการของตนเอง นั่นคือไม่ฆ่าคนที่ไร้ความผิด แต่วันนี้คนเหล่านี้มาเพราะค่าจ้างอันมหาศาล ย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงจากการต่อสู้ได้

      สีหน้าของหลิวเจิ้งกลับคืนสู่ความสงบ คล้ายพาตัวเข้าสู่อีกโลกหนึ่งประกายสายฟ้าหลายสายแลบแปลบออกจากชั้นเมฆ กลับกลายเป็นงูเงินแหวกจู่โจมลงมายังรอบภูเขาจำลอง

สายวิชชุยิ่งเจิดจ้า ยิ่งมายิ่งแน่นหนากลับก่อตัวเป็นร่างแหขนาดใหญ่ที่ประหลาดแปลกตาครอบคลุมภูเขาจำลอง ครอบคลุมร่างของหลิวเจิ้งไว้ พลังลมปราณอันคลุ้มคลั่งขุมหนึ่งแผ่ทะลักไปทั่วสี่ทิศแปดทางเสื้อผ้าของหลิวเจิ้งโชยพัดพลิ้ว บนร่างกลับเปล่งประกายสีม่วงชนิดหนึ่ง

      เสียงกู่อันยาวนานดังขึ้น หลิวเจิ้งยกชูกระบี่ขึ้นฟ้า ในชั้นเมฆปรากฎแสงสว่างลำหนึ่งแผ่พุ่งลงมาแตะสัมผัสกับกระบี่ในมือหลิวเจิ้ง พริบตานั้นคมกระบี่กลายเป็นประกายเจ็ดสีกลุ่มหนึ่ง ทั่วทั้งภูเขาจำลองบังเกิดสีสันประหลาดชั้นหนึ่ง ภายใต้สนามไฟฟ้าที่คล้ายร่างแห เป็นความประหลาดลี้ลับอย่างบอกไม่ถูก

      พลังลมปราณอันกล้าแข็งรวมตัวที่ภูเขาจำลองแล้วค่อยรวมตัวบนร่างหลิวเจิ้ง ถ่ายเทมายังกระบี่ที่ยกชูขึ้นสูง ท่ามกลางพลังงานที่หมุนเวียนแลกเปลี่ยนกัน ร่างของหลิวเจิ้งยิ่งมายิ่งเรืองรอง กลับปรากฎลำแสงสายหนึ่งพุ่งย้อนขึ้นไป จวบจนถึงกลางฟ้า ทุกผู้คนชมดูจนตะลึงลาน รวมทั้งเป็นหนึ่งในวารี อสนีสะท้านขวัญ กระบี่ไร้ใจ เห่าฟ้ากันชิง พวกมันทราบหลิวเจิ้งมีพลังฝีมือไร้ผู้ต่อต้าน แต่คิดไม่ถึงว่าคนผู้หนึ่งสามารถแลกเปลี่ยนพลังงานกับปรากฎการณ์ตามธรรมชาติเป็นหนึ่งในวารีพลันชูมือขึ้นร้องว่า ค่ายกลฟ้าพิฆาตดินสังหารŽ พร้อมกับเสียงดังบนร่างบังเกิดสนามพลังที่คล้ายละอองน้ำชั้นหนึ่ง

      ผู้คนที่เฝ้าประจำอยู่ทั้งสิบเอ็ดทิศทางก็ส่งเสียงร้องตาม หมุนคว้างละลิ่วร่าง ยึดถือภูเขาจำลองเป็นแกนกลางหมุนวนดุจกังหันกลับกลายเป็นเมฆหลากสีกลุ่มหนึ่ง เป็นลมพายุหลายหลากมากสีกลุ่มหนึ่งสนามไฟฟ้าที่ปกคลุมอยู่บนภูเขาจำลองถูกรั้งดึงรั่วไหลออกไป คล้ายหนวดปลาหมึกขนาดใหญ่ ยื่นไปในลมพายุหลายหลากมากสีกลุ่มนั้น

      ลมพายุทวีความรุนแรงแล้วรุนแรงเล่า ภูเขาจำลอง ไม้ยืนต้นล้วนถูกทลายราบ แม้แต่กำแพงวังของอู่คู่ (คลังศัสตรา) ที่อยู่ห่างร้อยวาก็พังครืนลงมาฟ้ามิใช่ฟ้าอีก ดินมิใช่ดินอีก ชีวิตก็มิใช่ชีวิตอีก ในความขมุกขมัวคละคลุ้ง ทุกประการเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างคาดไม่ถึง

      พื้นที่ช่องว่างและกาลเวลาคล้ายคงอยู่ในรูปแบบที่ไม่สามารถอธิบายได้ร่างของหลิวเจิ้งถูกลำแสงที่สว่างไสวดึงดูดลอยขึ้นกลางอากาศ ตลอดทั้งร่างเบ่งพองราวขุนเขาลูกหนัง สมควรบอกว่าที่หลังเงาร่างปรากฎเป็นเงาอันใหญ่โตดุจขุนเขา พลันเปล่งเสียงออกมาว่า หมื่นวิญญาณล้วนดับสูญ...Ž สุ้มเสียงพอดัง ก็ชักกระบี่มหึมาออกมา

 

      ในเสียงโห่ร้องกึกก้อง ราชรถของหวางหม่างเคลื่อนถึงหน้าประตูวังเจี้ยนจางกง ทันใดนั้น ประตูและกำแพงวังเจี้ยนจางกงปริแตกเป็นลายกระดองเต่า เศษไม้และผงศิลาร่วงพรูลงสู่พื้น ขณะเดียวกัน เสียงโห่ร้องอันกึกก้องก็กลับกลายเป็นเสียงแผดร้องโหยหวนดังระงม

      หมื่นวิญญาณล้วนดับสูญ หมื่นวิญญาณล้วนดับสูญ...Ž

      สุ้มเสียงหนึ่งดังขึ้นจากก้นบึ้งพระทัยหวางหม่าง จนพระหทัยบิดกระตุก พระสมองลั่นอึงอลขึ้นมา

      หวางหม่างตระหนกพระทัยยิ่ง ทรงโคจรพลังลมปราณสะกดอาการผิดปรกติในพระหทัย หากทว่าราชรถพังครืนลง ม้าทรงที่เทียมราชรถก็หลังโลหิตจากจมูกปากทรุดฮวบลง

      หวางซิง หลิวซินและพวกล้วนหน้าเผือดขาว หวางหม่างรับสั่งด้วยพระสุรเสียงอันดังว่า โคจรพลังคุ้มครองชีพจรหัวใจŽ เหล่าแม่ทัพพากันทรุดนั่งขัดสมาธิโคจรพลังแต่ว่าเหล่าทหารรักษาพระองค์พากันใช้อาวุธยันพื้นคุกเข่าลง ใบหน้ากระตุกบิดเบี้ยว บางคนหลั่งโลหิตจากทวารทั้งเจ็ดออกมา

      ยามตานั้นทหารรักษาพระองค์ทั้งสี่หมื่นนายคล้ายต้นหญ้ากลางพายุฝน พวกมันไม่มีพลังฝีมือเช่นหวางหม่างและเหล่าแม่ทัพ เมื่อเผชิญกับคลื่นเสียงที่แฝงพลังทำลายล้าง จึงไม่สามารถคุ้มครองตนเองได้

      หวางหม่างสะท้านพระทัยกว่าเดิม เมื่อทอดพระเนตรไปยังท้องฟ้าเหนือคลังศัสตรา พบว่าปกคลุมด้วยประกายประหลาดหลากสีสันกลุ่มหนึ่ง คล้ายเกิดลมพายุก่อหวอด ท่ามกลางประกายสายฟ้าแลบแปลบ ฟ้าและดินฉาบไว้ด้วยสีเงินชั้นหนึ่ง

      ในโลกสีเงินนั้น ยังปรากฎคลื่นโลหิตกลุ่มหนึ่งแผ่ขยายตัวจากท้องฟ้าเหนือคลังศัสตรา เมฆดำที่ก่อตัวอยู่ถูกย้อมเป็นสีแดงทีละน้อย

      ฝนยังตกลงจากฟ้า แต่ที่ตกลงมากลับเป็นฝนโลหิต

      หวางหม่างทรงตะลึงลาน เหล่าแม่ทัพก็แตกตื่นตะลึงลาน มองดูน้ำฝนสีแดงเลือดไหลลงจากใบหน้า ย้อมเสื้อผ้าตนเองเป็นสีแดง จิตใจพวกมันคล้ายสำนึกผิดถึงบาปที่ก่อไว้ โดยเฉพาะทหารรักษาพระองค์ทั้งสี่หมื่นนายถูกปรากฎการณ์ประหลาดบนท้องฟ้าสั่นขวัญสะท้านวิญญาณ กลับลืมความเจ็บปวด ลืมส่งเสียงครวญคราง คล้ายตกอยู่ในห้วงฝันร้าย

      ฟ้าและดินเปลี่ยนเป็นประหลาดลี้ลับ ในท้องฟ้าสีเลือดบังเกิดภาพหลอนนานัปการ คล้ายทหารทั้งสองทัพโถมเข้าประจัญบาน และคล้ายทวยเทพทำสงครามสู้รบกัน

หนังสือแนะนำ

Special Deal