ตอนที่ 1 เหยียบเมืองพระราชวัง

      วันขึ้นเก้าค่ำเดือนเก้า เป็นกำหนดเวลาที่หลิวเจิ้งประกาศไว้เมื่อครั้งก่อน ดังนั้นผู้คนทั้งแผ่นดินล้วนทราบว่าวันนี้หลิวเจิ้งจะถล่มเมืองพระราชวังอีกครั้ง

      หลิวเจิ้งประกาศว่าหากหวางหม่างยังหดหัวไม่ออกมา ท่านจะล่าล้างตระกูลของหวางหม่างเก้าชั่วโครต จากนั้นสถาปนาฮ่องเต้องค์ใหม่ ดังนั้นหวางหม่างมิอาจไม่ทุ่มจนหมดหน้าตัก

      หวางหม่างทรงทราบนิสัยอันถือดีของหลิวเจิ้งดังนั้นคราครั้งนี้วางกำลังสิบหมื่นอยู่นอกคูหลวงแทบแน่พระทัยว่าหลิวเจิ้งต้องควบม้าข้ามคูหลวงอาศัยประตูเมืองชิงหมิงบุกเข้าเมืองพระราชวัง

      หลิวเจิ้งเป็นจักรพรรดิบู๊ บุคคลที่เป็นจักรพรรดิราชันจะไม่เข้าทางประตูข้าง ถึงแม้ทราบว่าที่ประตูใหญ่มีทหารนับพันๆ หมื่นๆ ตั้งทัพรออยู่ก็ไม่ระย่นย่อ

      แต่ว่าไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าทหารรักษานครหลวงสิบหมื่นจะหยุดหลิวเจิ้งได้ ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าในโลกมีที่ซึ่งหลิวเจิ้งไม่อาจไปถึง ยามนี้หวางหม่างแม้ทรงประทับอยู่บนบัลลังก์มังกรภายในวังเว่ยยางกงแต่รอบข้างเป็นซากปรักหักพังซึ่งเพิ่งเก็บกวาดไป ทุกที่ทางเวิ้งว้างจนน่ากลัว

      พระองค์หลับพระเนตรลง เหตุการณ์ในหลายสิบปีมานี้ผ่านเข้ามาในพระสมองเป็นฉากๆ พระองค์เคยพบกับหลิวเจิ้งมากกว่าหนึ่งครั้ง ทั้งมีการคบหากับหลิวเจิ้ง แต่ทุกประการล้วนกลับกลายเป็นอดีต

      เสียงฝีเท้าอันเร่งร้อนปลุกหวางหม่างทรงตื่นจากห้วงความคิด ลืมพระเนตรขึ้น เห็นหวางซิงวิ่งกระหืดกระหอบเข้าตำหนักมา รายงานว่า หลิวเจิ้งจู่โจมกองทัพรักษานครหลวงแตกพ่าย ทลายประตูเมืองชิงหมิงเข้าสู่นครฉางอาน มาถึงวังฉางเล่อกงแล้วŽ

      หวางหม่างสะท้านพระวรกายคราหนึ่ง การมาของหลิวเจิ้งยังรวดเร็วกว่าที่พระองค์ทรงคาดคิดไว้ จึงตรัสถามว่า พวกมันมีกี่คน ?Ž

      หวางซิงกล่าวด้วยสีหน้าปั้นยากอยู่บ้างว่า ทั้งสิ้นหกคน ประกอบด้วยหลิวเจิ้งกับบ่าวไพร่ทั้งห้าŽ

      หวางหม่างพระทัยสั่นสะท้าน คราครั้งนี้หลิวเจิ้งยังนำบ่าวไพร่ทั้งห้ามา แสดงว่าตระเตรียมจัดการขั้นแตกหัก จึงรับสั่งว่า สืบหาข่าวคืบหน้า แล้วค่อยรายงานŽ

 

      หน้าวังฉางเล่อกง

      ไอจางกับผิงเอียนนั่งอยู่บนหลังม้า ที่ด้านหลังเป็นทหารรักษาพระองค์หนึ่งหมื่นนาย ทุกที่ทางเงียบสงบ ทั้งเย็นยะเยือก มีแต่ลมชิวเทียนม้วนกวาดใบไม้แห้งพัดผ่านลานกว้าง จนนกกาที่ออกหาอาหารบินเตลิดขึ้นมา

      เมฆครึ้มกดต่ำลง ลอยเลื่อนเคลื่อนมาจากที่ไกลตาเข้าสู่นครฉางอาน กดทับมายังทิศทางที่ตั้งของวังฉางเล่อกงผิงเอียนกับไอจางสบตากันวับ จากแววตาของอีกฝ่ายอ่านพบความตื่นเต้นตึงเครียด พากันรวบนิ้วทั้งสิบกำเป็นหมัด

      พวกมันรู้สึกมีเหงื่อเย็นเยียบไหลซึมออกมาขณะที่พวกมันช่วยเหลือหวางหม่างโค่นราชวงค์ฮั่นก้าวขึ้นสู่ราชบัลลังก์ พวกมันไม่มีความรู้สึกเช่นนี้ขณะที่หวางหม่างแต่งตั้งพวกมันเป็นขุนนางช่วยราชการ เสพสุขวาสนาไม่สิ้น ก็ไม่มีความรู้สึกเช่นนี้ แต่วันนี้ผู้ที่พวกมันเผชิญหน้าเป็นจักรพรรดิบู๊หลิวเจิ้ง

      ทหารรักษาพระองค์หนึ่งหมื่นนายเรียงรายเป็นสิบแถว กระจายเป็นรูปครึ่งวงโค้ง อารักขาไอจางกับผิงเอียนไว้กึ่งกลาง สายตาของผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ซึ่งมีจำนวนสิบนาย ต่างจ้องมองที่สุดทางของถนนยาวเป็นจุดเดียว

สุดทางของถนนยาวยังไม่มีสิ่งใด มีแต่ใบไม้ร่วงบินคว้างอยู่กลางอากาศ แต่สายลมที่พัดพาจากถนนยาวคล้ายผนึกเป็นน้ำค้างแข็ง สร้างความเย็นเยือกจับขั้วหัวใจทันใด ดอกไม้ไฟดอกหนึ่งแตกปะทุที่นอกนครฉางอาน สาดแสงสว่างไสว

ไอจางกับผิงเอียนสะท้านขึ้นคราหนึ่ง ที่สมควรมาในที่สุดมาแล้ว กองทัพรักษานครหลวงภายใต้การนำของหว่างซุ่น ยังไม่อาจสกัดยับยั้งหลิวเจิ้งได้ เสียงเช้งดังกึกก้องกังวาน ทหารรักษาพระองค์ทั้งหนึ่งหมื่นนายชักดาบจากฝัก ฟังดูคล้ายเป็นเป็นเสียงเดียว

      พริบตานั้นพลังการฆ่าฟันปกคลุมทั่วท้องนภา ทุกตารางนิ้วของวังฉางเล่อกงเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความตาย เมฆครึ้มบนท้องฟ้าคล้ายเดือดดาล เกิดความปั่นป่วนขึ้นมา ประกายสายฟ้ากรีดผ่านท้องฟ้าเหนือวังฉางเล่อกง เป็นเหตุให้ท้องฟ้ามืดครึ้มกว่าเดิม

      ไอจางกับผิงเอียนฝืนยิ้มในใจ แม้แต่กองทัพรักษานครหลวงของหวางซุ่นทั้งสิบหมื่นยังไม่อาจหยุดยั้งหลิวเจิ้ง อาศัยพวกมันกับทหารรักษาพระองค์หนึ่งหมื่นมีปัญญาขัดขวางหลิวเจิ้งได้หรือไม่ หากมีคนสามารถให้คำตอบที่แน่นอนแก่พวกมัน พวกมันยินยอมมอบชื่อเสียงลาภยศให้แก่พวกมัน

      ยามนี้พวกมันกลับหวังว่าเทียนกีเสินซ่วน (เทพคำนวณเปิดไขฟ้า) ตงฟางหย่งลองทำนายทายทัก บ่งบอกโชคเคราะห์ต่อพวกมัน แต่ว่าเทพคำนวณฟ้าลิขิตย่อมไม่ทำนายให้กับพวกมัน ประการนี้ไอจางกับผิงเอียนต่างทราบแน่แก่ใจ แม้แต่จีม่อหยางก็ยากพบตัวได้ ไม่เช่นนั้นถึงแม้ว่าการทำนายของจีม่อหยางไม่แม่นยำเท่าเทพคำนวณเปิดไขฟ้า แต่ก็ไม่เคยทำนายผิดมาก่อน น่าเสียดายที่หนึ่งเดือนมานี้ พวกมันล้วนหาคนหนึ่งคนใดในบุคคลทั้งสองไม่พบ ดังนั้นพวกมันได้แต่นำทหารรักษาพระองค์ออกรับศึก

      ทหารรักษาพระองค์มีจำนวนทั้งสิ้นสิบหมื่นนาย แต่ระหว่างที่หลิวเจิ้งบุกเมืองพระราชวังทั้งหกครั้ง ได้สูญเสียไปเศษหนึ่งส่วนสี่ คราครั้งนี้ไอจางกับผิงเอียนได้แต่นำทหารรักษาพระองค์หนึ่งหมื่นนายออกรับศึก

      ที่ผ่านมาทหารรักษาพระองค์เป็นไพร่พลทหารที่ดีที่สุด และได้รับค่าตอบแทนมากที่สุด ต่างคิดเบียดเสียดกันเข้ามา แต่ในสิบเดือนนี้แทบไม่มีผู้ใดยอมเข้าสังกัดทหารรักษาพระองค์ ถึงแม้ถูกฉุดลากเข้ามาสมทบ แต่กองทหารรักษาพระองค์ยังไม่อาจฟื้นฟูสู่สภาพเดิม

      ทุกครั้งที่หลิวเจิ้งบุกเข้าเมืองพระราชวัง ต้องเข่นฆ่าจนโลหิตไหลหลั่งเป็นท้องธาร ซากศพสุมซ้อนอยู่ทุกแห่งหน ในจำนวนนี้ประกอบด้วยกองทัพรักษานครหลวงกับทหารรักษาพระองค์มากที่สุด หลิวเจิ้งเมื่อควานหาหวางหม่างไม่พบ คนเหล่านี้จึงกลายเป็นแพะรับบาปแทน

      ไม่มีผู้ใดคิดเผชิญหน้ากับหลิวเจิ้ง เนื่องเพราะไม่มีผู้ใดคิดใคร่ตาย ดังนั้นไม่มีผู้ใดยอมเข้าสังกัดทหารรักษาพระองค์กับกองทัพรักษานครหลวงในสายตาของคนเหล่านี้ หลิวเจิ้งมิใช่มนุษย์หากแต่เป็นเทพเจ้า เทพเจ้าที่ไม่มีวันเอาชนะได้

เมฆหนาทึบยิ่งกดทับยิ่งต่ำลง เสียงฝีเท้าม้าเหยียบย่ำทำลายความเงียบสงบของท้องถนน เคลื่อนใกล้เข้ามาทุกขณะ

      ไอจางกับผิงเอียนจิตใจหนักอึ้งราวถูกกดทับด้วยพะเนินเหล็ก ม้าศึกที่ใต้ร่างแผดเสียงร้องเบาๆ ตะกุยเท้าด้วยความหวั่นไหว รวมทั้งม้าพาหนะของผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ทั้งสิบนายก็ส่งเสียงร้องเบาๆ ไอจางโบกมือวูบ ทหารรักษาพระองค์ทั้งสิบขบวนกระจายกำลังออกไป หลังประตูวังฉางเล่อซึ่งถูกทำลายปรากฎรถบรรทุกหน้าไม้เคลื่อนออกมาร้อยคัน เรียงรายอยู่หน้าม้าศึกของไอจางกับผิงเอียน

      ทหารรักษาพระองค์ปักดาบกระบี่กับพื้นข้างกาย น้าวคันธนูพาดลูกศร หน้าไม้บนรถก็ติดตั้งลูกธนูเตรียมยิงจู่โจมลูกศรแทบปิดสกัดทุกพื้นที่ช่องว่างไว้ ไอจางเชื่อว่าต่อให้แมลงวันสักตัวก็ไม่อาจโบยบินเข้าวังฉางเล่อกง

      แต่ว่าหลิวเจิ้งมิใช่แมลงวัน หากแต่เป็นจักรพรรดิบู๊ทหารรักษาพระองค์หนึ่งหมื่นนาย รถหน้าไม้หนึ่งร้อยคัน อากาศธาตุเต็มไปด้วยเงาธนู เมื่อมองจากถนนยาว คล้ายกำแพงที่มีหนามแหลมหลายชั้น เบียดเสียดเต็มพื้นที่ว่างรัศมีสองร้อยวาหน้าวังฉางเล่อกง

      ตามร่องกระเบื้องข้างถนนยาว บนกำแพงชั้นนอกของวังฉางเล่อกง ล้วนปรากฎลูกธนูยื่นออกมาใต้ท้องฟ้าที่กดต่ำลงและมืดครึ้ม ดูไปเบียดเสียดเป็นพิเศษเนื่องเพราะเบียดเสียด จึงบังเกิดรังสีการฆ่าฟันกดคุมคามจนผู้คนแทบขาดใจตายทุกผู้คนใจเขม็งตึงเครียด ไอจางกับผิงเอียนเลื่อนมือมาที่หว่างเอว แตะสัมผัสกับด้ามกระบี่หากรู้สึกเย็นวะวาบ เป็นเพราะใจกลางฝ่ามือมีหยาดเหงื่อไหลซึม

      เสียงฝีเท้าม้ายังดังสะท้อนสะท้านคล้ายกับยืดยาวนับศตวรรษ เสียงฝีเท้าม้าแต่ละครั้งคล้ายกระแทกกระทั้นใส่หัวใจทหารรักษาพระองค์ทุกนาย ราวกับว่าม้าศึกซึ่งจนบัดนี้ยังไม่มาถึงกำลังควบตะบึงอยู่ในจิตใจพวกมันบนถนนยาวเกิดลมโชยพัด หอบเอาหินทรายคละคลุ้ง ทำให้ท้องฟ้ากลับกลายเป็นขมุกขมัว

      ท่ามกลางเมฆมืดครึ้มปรากฎสายฟ้าแลบแปลบปลาบ คล้ายงูเงินนับร้อยพันแหวกพุ่งลงจากฟ้าบิดพัวพันกันในอากาศธาตุภายใต้ผงธุลีคละคลุ้ง ประกายสายฟ้าแปลบปลาบ เสียงฝีเท้าม้าพลันบังเกิดขึ้นในโลกอันขมุกขมัว เงาคนยิ่งมายิ่งเคลื่อนใกล้ เสียงฝีเท้ามายิ่งมายิ่งดังเป็นหกม้า เพียงหกม้าเท่านั้น !

      ดวงตาไอจางกับผิงเอียนทอประกายเกรี้ยวกราดพวกมันทราบว่าที่สมควรมาในที่สุดมาถึงแล้ว อาศัยรูปแบบที่พวกมันคาดไม่ถึงผ่านเข้าสู่คลองจักษุพวกมันสีหน้าของทหารรักษาพระองค์ทั้งหนึ่งหมื่นนายกลับกลายเป็นเผือดขาว คล้ายกับพอกไว้ด้วยน้ำค้างเบาบางชั้นหนึ่ง ความเย็นเยือกของปลายฤดูชิวเทียนชำแรกเข้าสู่จิตใจทุกผู้คน กลับกลายเป็นความหวาดหวั่นกระจายไปทั่วร่าง

      เสียงขวับเขวี้ยวดังขึ้น มือธนูบนกระเบื้องหลังคาสองฟากข้างถนนไม่อาจทนทานรับรังสีการฆ่าฟันที่แผ่ซ่านมาถึง ปล่อยธนูหลุดจากแหล่งห่าธนูดุจห่าฝน ยิงเข้าไปในลมพายุอันขมุกขมัว กลับถูกลมพายุบดทำลายเป็นผุยผง ปลิวกระจายคละคลุ้ง ทำให้ลมพายุยิ่งขมุกขมัวกว่าเดิม ไอจางโบกมือร้องคำ ฆ่าŽ มันก็ไม่อาจทนทานรับพลังการฆ่าฟันที่รุนแรงขึ้นทุกขณะ ไม่สามารถนิ่งเงียบงันอีกต่อไป เสียงขวับเขวี้ยวอีกครา ในรถหน้าไม้ปรากฎลูกธนูปลิวเวียนว่อนดุจฝูงตั๊กแตนเต็มฟ้า แทบปิดสกัดทุกตารางนิ้วบนถนนยาวไป

      ทหารรักษาพระองค์นับหมื่นก็ปล่อยธนูออก ลูกธนูนับหมื่นมีเป้าหมายร่วมกันเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือหกคนหกม้าซึ่งอยู่กลางลมพายุในเสียงเปรียะดั่งฟ้าร้อง กระบี่มหึมาเล่มหนึ่งฟาดฟันฝ่าอากาศ กลับกลายเป็นลำแสงอันเจิดจ้าสายหนึ่งอากาศธาตุถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ฟ้าดินก็แยกออกจากกัน ลูกธนูเต็มท้องฟ้าถูกแผดเผาทำลายกลับกลายเป็นผุยผงไป

      กระบี่มหึมาพอกวาดผ่าน พื้นดินปริแตกแยกออก กระแสกำลังที่หนักหน่วงสุดเปรียบปานกวาดรถหน้าไม้นับร้อยคันปลิวกระจัดกระจายไปดุจว่าวขาดป่าน

      เหล่านักรบรักษาพระองค์ก็ถูกกระแทกปลิวกระเด็นราวหุ่นไล่กา ผู้ที่อยู่แถวหน้าล้วนกลับกลายเป็นเลือดเนื้อเลอะเลือนไม่มีผู้ใดบรรยายอานุภาพของกระบี่นี้ได้

      ไอจางกับผิงเอียนบังคับม้าเคลื่อนขวางไปสิบวา สบตากันแวบหนึ่ง พากันยกชูกระบี่ร้องดังๆ ว่า ฆ่าŽ ผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ทั้งสิบก็ชูมือขึ้นร้องคำ ฆ่าŽ เหล่าทหารรักษาพระองค์ต่างถอนดาบกระบี่ขึ้นจากพื้น ส่งเสียงโห่ร้องฆ่าฟัน โถมไปยังถนนยาว หาคำนึงถึงเศษธนูคราบเลือดเนื้อบนพื้นไม่

      แผ่นฟ้าแผ่นดินขมุกขมัวเลือนราง ชีวิตคล้ายมดปลวกที่มุ่งสู่ความตาย ถูกทำลายดับสูญสิ้นไป

      หวางซุ่นรู้สึกขมไปทั่วทั้งปาก ถึงแม้กองทัพรักษานครหลวงสิบหมื่นนาย ก่อตั้งเป็นค่ายกลมนุษย์ยาวห้าสิบลี้ กลับไม่สามารถเหนี่ยวรั้งหลิวเจิ้งได้ แม่ทัพข้างกายมันทั้งสิบก็ตายใต้กระบี่ของหลิวเจิ้ง

      หลิวเจิ้งเองไม่ใคร่ลงมือ เพียงอาศัยบ่าวไพร่ทั้งห้าก็สังหารแม่ทัพของมันไปสิบนาย ใต้เกือกม้าของหลิวเจิ้ง กองทัพรักษานครหลวงทั้งสิบหมื่นคล้ายฝูงมดที่ถูกหินใหญ่บดผ่าน ทิ้งซากศพเกลื่อนกลาด คราบโลหิตใบไม้ร่วงคละเคล้าเป็นสภาพอันสยดสยองสะเทือนขวัญ

      กองทัพรักษานครหลวงคล้ายตกอยู่ในห้วงฝันร้ายอันน่ากลัว จนบัดนี้ยังไม่ฟื้นตื่นขึ้นมา

      พริบตานี้พวกมันค่อยทราบว่าชีวิตเปราะบางถึงเพียงไหน ไม่อาจทนรับการจู่โจมแม้สักคราเดียว กำลังพวกมากไม่อาจเปลี่ยนพลิกสถานการณ์ได้

      หวางซุ่นค่อยได้คิดถึงข้อนี้ ทั้งไม่ฝากความหวังต่อทหารรักษาพระองค์ทั้งหนึ่งหมื่นนาย ถึงแม้ทหารรักษาพระองค์เป็นมือดีในเหล่านักรบแต่มิใช่ยอดฝีมือที่แท้จริง เมื่อเผชิญกับยอดฝีมือ ไม่อาจบังเกิดพลังทวีคูณตามวิธีคำนวณหนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับสอง

      หวางซุ่นควบขับม้านำมือดีที่หลงเหลือมุ่งสู่วังฉางเล่อกง ถึงแม้ต้องต่อสู้จนตัวตาย ก็ขอสกัดหลิวเจิ้งเอาไว้ แสดงความจงรักภักดีต่อหวางหม่างถึงที่สุด

      เมื่อหวางซุ่นรุดถึงวังฉางเล่อกง ไอจางก็ทอดร่างกลายเป็นซากศพแล้ว

      มันโหมจู่โจมออกยี่สิบกว่ากระบวนท่า กลับไม่อาจต้านทานรับการตอบโต้จากหลิวเจิ้ง ถูกบดขยี้เป็นซากอันเลอะเลือน

      ร่างของผิงเอียนก็ชโลมด้วยโลหิต ถูกพลังกระบี่กรีดทำร้ายเป็นบาดแผลเกลื่อนกลาด แต่ว่ามันยังไม่ตาย เนื่องเพราะไอจางต้านทานรับพลังส่วนใหญ่ของหลิวเจิ้งไป แต่เมื่อหวางซุ่นพิ่งุฝ่าเข้ามาในสนามพลังของหลิวเจิ่ง หลิวเจิ้งชิงตวัดเท้าเตะร่างผิงเอียนปลิวลิ่วไปสิบวา ร่างลิ่วลงในกำแพงวังที่พังทลาย

      ทหารรักษาพระองค์หนึ่งหมื่นนายก็แตกสลายไปเช่นเดียวกับกำแพงวังของวังฉางเล่อกัง ผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ทั้งสิบนายไม่อาจรับมือบ่าวไพร่ทั้งห้าของจักรพรรดิบู๊ถึงห้าสิบกระบวนท่า ภายใต้พลังลมปราณอันกล้าแข็งของบ่าวไพร่ทั้งห้า ถูกทำลายย่อยยับดับสูญ

      หวางซุ่นถาโถมใส่อากาศธาตุ ม้าคู่ขาของหลิวเจิ้งบรรทุกท่านเข้าสู่วังฉางเล่อกงแล้ว

      หลิวเจิ้งไม่ประมือกับหวางซุ่น ฝ่ายตรงข้ามเมื่อเป็นขุนพลที่สู้แพ้ ย่อมไม่สะกิดความสนใจของหลิวเจิ้ง อีกประการหลิวเจิ้งไม่คิดเปลืองเรี่ยวแรงกับคนไร้สาระเหล่านี้ เป้าหมายของท่านมีเพียงหวางหม่าง

      หลิวเจิ้งรู้สึกถึงตำแหน่งของหวางหม่าง พลังจิตและลมปราณของท่านสะกดหวางหม่างเอาไว้แต่ไกล ท่านทราบว่าคราครั้งนี้หวางหม่างไม่หลบหนีอีก ดังนั้นท่านไม่มีความจำเป็นต้องพัวพันกับหวางซุ่นและพวกสืบไป

      หวางซุ่นไม่อาจติดตามหลิวเจิ้งไป เนื่องเพราะปรากฎนักพรตกลางคนผู้หนึ่งสกัดขวางทางไว้ ยามนี้มันค่อยเผชิญหน้ากับบ่าวไพร่ของจักรพรรดิบู๊โดยตรง ต้องร้องโพล่งว่า อินฟงเต้า (นักพรตลมเย็น)Ž นักพรตกลางคนก็กล่าวเสียงเย็นชาว่า หวางซุ่นŽ

      หวางซุ่นถึงอย่างไรเป็นยอดฝีมือคู่พระทัยหวางหม่าง มันช่วยเหลือหวางหม่างไต่เต้าจากขุนนางเล็กๆ จนก้าวขึ้นครองบัลลังก์ ย่อมรู้จักยอดฝีมือทั้งแผ่นดินดุจนิ้วบนฝ่ามือ เมื่อมันเผชิญหน้ากับนักพรตกลางคนนี้ ในใจบังเกิดความรู้สึกแปลกประหลาดประการหนึ่ง

นักพรตลมเย็นเป็นศิษย์น้องของเจ้าสำนักคงถง (ภาษาแต้จิ๋วอ่านออกเสียงว่าคงทั้ง) รุ่นปัจจุบัน เจ้าสำนักคงถงกับเทพอธรรมได้รับยกย่องเป็นยอดฝีมืออันดับสองของแผ่นดิน เพียงรองจากจักรพรรดิบู๊และพนานิรทุกข์ซึ่งลึกลับสุดจะหยั่ง นักพรตลมเย็นเป็นศิษย์น้องของเจ้าสำนักคงถง กลับเป็นหนึ่งในห้าบ่าวไพร่ของจักรพรรดิบู๊นับเป็นเรื่องเหนือความคาดหมายหวางซุ่นอยู่บ้าง

      เสียงเช้งเมื่อนักพรตลมเย็นจู่โจมกระบี่ออกฝ่าไปในร่างแห ดาบของหวางซุ่น ดาบกระบี่พอปะทะ บังเกิดเป็นเปลวไฟประหลาดแตกกระจายออก

      หวางซุ่นกับนักพรตอินฟงคล้ายก้อนหินที่ถูกขว้างออกไป กระเด็นกระดอนไปคนละทิศละทางพากันหมุนคว้างกลางอากาศ ยกชูดาบกระบี่ขึ้นอีกครา จากนั้นคมดาบกระบี่เข้าหักหาญกันเป็นพัลวัน

      ทหารรักษาพระองค์ทั้งหนึ่งหมื่นนาย มีชะตากรรมไม่ต่างกับกองทัพรักษานครหลวงทั้งสิบหมื่น หวางซุ่นและเหล่ามือดีที่รีบรุดกลับเมืองพระราชวังยังไม่อาจยับยั้งบ่าวไพร่ที่เหลืออีกสี่คน ซึ่งติดตามหลังหลิวเจิ้งไป วังฉางเล่อกงผ่านการบุกทำลายหลายครั้ง ยามนี้เกิดสภาพเสียหายยับเยิน นครหลวงของราชวงศ์ฮั่นไม่ได้ถูกกองทัพนับพันๆ หมื่นๆ เหยียบย่ำทำลายหากทว่าเป็นเกิดจากหลิวเจิ้งหนึ่งคนหนึ่งม้า

      เทพนิยายก่อร่างสร้างจากการทำลายล้าง ยามเมื่ออยู่กลางซากปรักหักพัง ค่อยเห็นถึงความยิ่งใหญ่ของเอกบุรุษ หลิวเจิ้งก็เช่นกัน เพียงแต่หากมีทางเลือกหลิวเจิ้งจะไม่เลือกการทำลายล้าง ที่นี้จะอย่างไรเป็นรากฐานที่บรรพชนของท่านเพียรสร้างขึ้น

      หลังจากจู่โจมทำลายทหารรักษาพระองค์หนึ่งหมื่นนายแตกพ่าย ภายในวังฉางเล่อกงไม่มีผู้ใดยับยั้งหลิงเจิ้งได้ ที่หลงเหลือพากันหลบลี้หนีห่างชีวิตจะอย่างไรมีความสำคัญที่สุด

      เมื่อออกจากวังฉางเล่อกง ถนนอู่คู่เจียเงียบวังเวงราวเมืองร้าง หลิวเจิ้งทำความเข้าใจกับวังต่างๆ ภายในเมืองพระราชวังโดยกระจ่างดุจลายมือบนฝ่ามือ ดังนั้นไม่หยุดม้าแม้แต่น้อย หากแต่ควบขับตรงไปยังวังเว่ยยางกง

หนังสือแนะนำ

Special Deal