ตอนที่ 1 เด็กรับใช้หอนางโลม (หน้า 4)

      ป้อมยามที่ว่าเป็นบ้านไม้คลังหนึ่ง เจ้ากวนทราบว่าทางน้ำนี้เป้นคลองขุดอวิ่นเหอ ทุกระยะสิบลี้จะสร้างป้อมยามหลังหนึ่ง มีทหารเฝ้าประจำการทั้งวันและคืน เพียงแต่การขนส่งทางน้ำช่วงซูโจวสงบเรียบร้อยไร้ทหารประจำป้อมทั้งห้าอยู่ว่างไร้เรื่องราว ยามนี้เข้านอนจนหมดสิ้น

      คนชุดดำเหล่านั้นส่งสัญญาณคำหนึ่ง พลันทลายประตูบุกเข้าไปลงมือ เหล่าทหารสะดุ้งตื่นขึ้น ตวาดถามว่าผู้ใด จากนั้นกลายเป็นร้องโอยออกมา ภายในห้องบังเกิดเสียงดาบกระบี่ปะทะกันสองสามครา ทหารเหล่านั้นไม่อาจต้านทานรับมือได้ เพียงชั่วขณะสุ้มเสียงก็ขาดหายไป

      ในคนชุดดำเกิดสุ้มเสียงชราภาพเสียงหนึ่งดังว่า ถอดเสื้อผ้าพวกมันออก ยัดซากศพใส่ถุงผ้า ทิ้งลงในน้ำ พวกเจ้าแต่งเครื่องแบบทหารรออยู่ที่นี้ รอจนเรือเสบียงมาถึง ก็ปะปนขึ้นเรือ พอถึงเมืองหยางโจวค่อยลงมือŽ

      จากนั้นเห็นผู้คนแบกยกถุงผ้าใบออกจากป้อมยามมาถึงริมฝั่ง จัดแจงโยนถุงผ้าลงในน้ำ จนสะเก็ดน้ำสาดกระจาย ห่างจากเรือน้อยของจ้าวกวนกับหานเอ๋อไม่ถึงสิบวา จ้าวกวนกับหานเอ๋อพากันหมอบร่างกับพื้นเรือ กระทั่งลมหายใจยังไม่กล้าระบายออก

      เหล่าคนชุดดำพอทำงานแล้วเสร็จ ขณะจะจากไป พลันได้ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้น ผู้คนกลุ่มหนึ่งชูคบไฟฮือกันมาทางด้านนี้ คนชุดดำจึงหยุดเท้าเอาไว้ ชายชราที่เป็นหัวหน้าสั่งทั้งหมดอย่าเพิ่งเคลื่อนไหว จากนั้นกล่าวเสียงกังวานว่า ผู้มาเป็นใคร? ดึกดื่นป่านนี้มาที่นี้ด้วยเรื่องใด?Ž

      กลุ่มคนที่มาใหม่พอเห็นกลุ่มคนชุดดำ ก็ชะงักงันวูบหนึ่ง ปรากฏคนผู้หนึ่งเดินออกมาประสานมือกล่าวว่า เราลู่เหล่าลิ่วแห่งซูโจว ขอถามทุกท่านเป็นสหายเส้นทางใด?Ž

      ชายชรานั้นแค่นเสียงดังเฮอะ กล่าวว่า เราหลางหัวแห่งพรรคเจียงหนานŽ

      ลู่เหล่าลิ่วกล่าวอย่างตื่นตระหนกว่า ที่แท้เป็นหนึ่งในสามหัวหน้ากลุ่มพรรคเจียงหนัน ฉายามือทลายหลักหินหลางแหย(นายเเซ่หลาง) ครั้งกระโน้นท่านผู้เฒ่าฟาดหัวหน้าพรรคไท่หูตายคามือ อาศัยกำลังเพียงลำพังถล่มพรรคไท่หู วันนี้ยังมีสุขภาพแข็งแรง นับว่าสมดังคำร่ำลือ ผู้น้อยยินดีที่ได้พบจริงๆŽ

      น้ำเสียมันทั้งนบนอบทั้งสอพลอ และแฝงแววหวาดหวั่นพรั่งพรึง ควรทราบว่าพรรคเจียงหนันเป็นหนึ่งในค่ายพรรคที่ทรงอิทธิพลทางตอนใต้ของแม่น้ำแยงซีเกียง ลู่เหล่าลิ่วเพียงเป็นนักค้ามนุษย์อันต่ำต้อย ย่อมต้องประจบสอพลอค่ายพรรคใหญ่เช่นพรรคเจียงหนัน

หลางหัวเพียงหัวร่อเฮอะฮะกล่าวว่า ไม่ทราบว่าลิ่วแหย (นายที่หก) นำสมุนมากมายปานนี้มาด้วยเรื่องใด?Ž

      ลู่เหล่าลิ่วกล่าวว่า ขอบอกกล่าวตามตรง ผู้น้อยซื้อตัวทารกหญิงนางหนึ่ง ยามไม่ทันระวังถูกนางหลบหนีไป มีคนพบว่านางซ่อนตัวอยู่ริมน้ำ จึงนำกำลังมาจับตัวกลับไปŽ

      เอ่ยถึงตอนนี้ ได้ยินเสียงน้ำดังขึ้น ทั้งหมดเหลียวหน้ามอง เห็นบนทางน้ำปรากฏเงาดำกลุ่มใหญ่เคลื่อนตัวมาอย่างช้าๆ พอเพ่งตามองให้ชัดตา ที่กลับเป็นเรือใหญ่หนึ่ง บนเรือปักธงสามเหลี่ยมสีเขียว ที่ด้านหลังยังตามมาด้วยเรืออีกสองลำ รวมทั้งสิ้นสามลำ เรือใหญ่ล้วนจอดเทียมที่ข้างป้อมยามของทางการ

      นอกจากหานเอ๋อกับอู๋กังและโหยวจวิ้นแล้วที่เหลือล้วนจดจำออกว่านี่เป็นเรือเสบียงทำการขนถ่ายทางน้ำ ธงสามเหลี่ยมบนเรือแสดงว่าเป็นสัญลักษณ์ของค่ายพรรคใหญ่ที่รับขนถ่ายทางน้ำ...พรรคชิงปาง (พรรคเขียว)

      หลางหัวหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย กล่าวว่า ลู่เหล่าลิ่ว วานนี้เรานำเหล่าพี่น้องออกมาดื่มสุรา หามีเรื่องสำคัญอันใดไม่ คิดขอตัวไปก่อนก้าวหนึ่งŽ จากนั้นกล่าวเสียงเบาลงว่า เรื่องที่ท่านพบกับเราในที่นี้ ห้ามแพร่งพรายออกไป ไม่เช่นนั้นให้ระวังศีรษะสุนัขของท่านให้ดีŽ

      ลู่เหล่าลิ่วแตกตื่นจนหน้าขาวซีด ผงกศีรษะรับคำว่าผู้น้อยเข้าใจ หลางหัวชิงนำกำลังจากไป จนกลืนหายกับความมืด

      ลู่เหล่าลิ่วเห็นหลางหัวและพวกจากไป ค่อยระบายลมจากปากคำหนึ่ง อู๋กังอดถามมิได้ว่า คนเหล่านั้นทำอะไร กลับเหิมเกริมถึงเพียงนี้?Ž

      ลู่เหล่าลิ่วรีบกล่าวว่า พี่อู๋อย่าได้กล่าวเหลวไหล นั่นเป็นคนของพรรคเจียงหนันไม่อาจตอแยได้ เมื่อครู่ไม่ฆ่าพวกเราจนหมดสิ้น ถือว่าพวกเราโชคดีŽ

      อู๋กังด่าทอว่า มารดามันเถอะ ไหนเสียป่าเถื่อนถึงเพียงนั้น บิดาหาหลัวมันไม่Ž

      ลู่เหล่าลิ่วไม่ต้องการให้เกิดเหตุแทรกซ้อนตวาดสั่งสมุนทั้งยี่สิบกว่าคนแยกย้ายตรวจค้นทั้งริมฝั่งและบนเรือ พลันได้ยินเสียงน้ำดังขึ้น เรือน้อยลำหนึ่งล่องลอยไปยังตอนล่างของลำน้ำ ลู่เหล่าลิ่วและสมุนพากันวิ่งไปชมดู อู๋กังก็ติดตามไป แต่โหยวจวิ้นสะกิดความสงสัยหยุดยืนกับที่ไม่เคลื่อนไหว

 

      7...หยอกล้อคนค้ามนุษย์

      จ้าวกวนเห็นพรรคเจียงหนันกับสมุนของลู่เหล่าลิ่วเผชิญพบกัน ในใจภาวนาให้ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กัน ตนเองกับหานเอ๋อจะได้อาศัยความชุลมุนหลบหนีไป คิดไม่ถึงว่าหลางหัวจากไปก่อน ลู่เหล่าลิ่วและพวกแยกย้ายออกตรวจค้น ยามรีบร้อนคับขัน พลันบังเกิดไหวพริบปฏิภาณ ครุ่นคิดขึ้น ดูท่าได้แต่ซ่อนตัวบนเรือของพรรคชิงปางž

      ดังนั้นถ่อเรือน้อยถึงใกล้เรือขนถ่ายเสบียงลำหนึ่ง กระซิบบอกต่อหานเอ๋อว่า พวกเราซ่อนตัวบนเรือใหญ่Ž พลางล้วงมีดเล่มเล็กๆออกมา ตัดเชือดที่ผูกเรือน้อยใกล้เคียงลำหนึ่งจนขาดพอยกมือผลัก เรือน้อยก็ล่องลอยไปตามกระแสน้ำ ฉวยโอกาสที่ลู่เหล่าลิ่วและพวกไล่กวดตามเรือเปล่าลำนั้น รีบโอบอุ้มหานเอ๋อขึ้น ให้นางยื่นมือเหนี่ยวขอบเรือของเรือใหญ่

      หานเอ๋อกลิ้งตัวขึ้นบนดาดฟ้าเรือ ขณะจะคืบคลานลุกขึ้นไปที่ข้างเรือ เพื่อฉุดดึงจ้าวกวนขึ้นมา พลันได้ยินสุ้มเสียงหนึ่งตวาดว่า โจรน้อยที่แท้ซ่อนตัวอยู่ที่นี้เองŽ

      คนตวาดว่าคือโหยวจวิ้น มันรั้งอยู่ที่ริมฝั่ง คลับคล้ายเห็นบนเรือน้อยลำหนึ่งมีเงาคนเคลื่อนไหว จึงรุดมาตรวจดู มันแจวเรือไม่เป็นทั้งกลังตกน้ำเช่นอู๋กัง จึงกระโดดลงเรือที่ผูกเชือกไว้ จนถึงเรือของจ้าวกวน เห็นบนเรือน้อยมีเด็กชายนั้นคนเดียว ดังนั้นยื่นมือปราดออกคว้าคอเสื้อของจ้าวกวนไว้ ตวาดถามว่า ทารกหญิงนั้นเล่า?Ž

      จ้าวกวนด่าทอในใจ ตัวอุบาทว์ศีรษะล้านนี้กลับเฉลียวฉลาด ไม่ได้ติดตามเรือเปล่าลำนั้นไปด้วยž ปากกลับกล่าวว่า ทารกหญิงอันใด?Ž

      โหยวจวิ้นตวัดมือตบหน้ามันฉาดใหญ่กระชากเสียงว่า เด็กโสโครก ยังแสร้งเป็นไขสืออีก?Ž

      จ้าวกวนถูกมันตบจนปรากฏดาวทองระยิบระยับเต็มหน้า จึงด่าทอว่า โจรเหม็นคลุ้ง เต่าเน่าเปื่อย ผู้ใหญ่รังแกเด็กน้อยถือเป็นหมีหมาŽ

      เมื่อครู่ตอนอยู่ในตรอกแคบ โหยวจวิ้นถูกโจรน้อยนี้เหยียบแผ่นไม้กระดอนขึ้นมาหวดใส่ ยังปวดแปลบไม่คลาย พอฟังบันดาลโทสะ ยกเท้ากระทืบใส่หน้าท้องของจ้าวกวน สร้างความเจ็บปวดแก่จ้าวกวนร้องออกมา โหยวจวิ้นตวาดสำทับว่า เจ้าไม่ยอมบอก เราจะทุบตีเจ้าจนตายŽ

      จ้าวกวนกลับด่าทอว่า โจรอุบาทว์ชาติชั่วเราถล่มบรรพบุรุษท่านสิบแปดรุ่นŽ โหยวจวิ้นเดือดดาลเป็นใหญ่ ต่อยหมัดเตะเท้า ทุบตีอย่างดุดัน มิคาดเด็กชายนี้แม้อายุยังเยาว์กลับดื้อรั้นเด็ดเดี่ยวนัก ทั้งที่ถูกทุบตี ยังด่าทอไม่ขาดปาก ไม่ยอมปริปากบอกที่ซ่อนของหานเอ๋อออกมา

      โหยวจวิ้นค่อยได้คิด หรือจะทุบตีมันจนตาย ยามนั้นเปลี่ยนเป็นข่มขู่ว่า เจ้ายังไม่บอกเราจะเชือดใบหู ตัดนิ้วมือของเจ้า เจ้าบอกหรือไม่?Ž

      จ้าวกวนปาดเช็ดคราบโลหิตที่มุมปาก พลันหัวร่อฮาฮาออกมา โหยวจวิ้นงงงันวูบหนึ่ง จึงด่าทอว่า ตัวบัดซบน้อย หัวร่ออันใด?Ž

      จ้าวกวนหวนนึกถึงหานเอ๋ออยู่บนเรือใหญ่ข้างเคียง ขอเพียงนางชะโงกศีรษะมาชมดู ต้องถูกตัวอุบาทว์ศีรษะล้านพบเห็นแน่นอน ยามนั้นครุ่นคิด ต้องหลอกให้มันไปไกลกว่านี้ ทารกหญิงจึงจะปลอดภัยž พอได้คิดกล่าวว่า ข้าพเจ้าหัวร่อท่านโง่งม ทารกหญิงนั้นทราบว่าไม่อาจหนีรอดจากเงื้อมมือท่าน หลังจากร้องไห้อยู่ครู่หนึ่งก็กระโดดแม่น้ำไป ท่านต้องการหานาง ก็กระโดดลงน้ำไปค้นหาเถอะŽ

      โหยวจวิ้นเชื่อครึ่งมิเชื่อครึ่ง กล่าวว่า นางอยู่ดีๆไฉนกระโดดแม่น้ำ?Ž

      จ้าวกวนกล่าวว่า ข้าพเจ้าไหนเลยทราบ? คาดว่านางไดยินว่าพวกท่านคิดขายนางให้กับตึก นางไม่ยอมเป็นแม่นางในตึก จึงกระโดดน้ำฆ่าตัวตายŽ

      โหยวจวิ้นรวบมือกระชากร่างของจ้าวกวนขึ้นมากล่าวว่า เด็กน้อยนี้พูดจาไม่หมดสิ้นไม่ตรงกับความจริง ตัวบัดซบน้อย เจ้าเป็นใคร? ไฉนช่วยเหลือทารกหญิงนั้น?Ž

      จ้าวกวนคาดคิดว่าลู่เหล่าลิ่วกบพวกพอพบว่าเรือน้อยนั้นเป็นเรือเปล่า ต้องย้อนกลับมา คนเหนือนี้ไม่รู้จักตนเอง บุคคลอื่นล้วนเป็นคนท้องถิ่น จดจำออกว่ามันเป็นเด็กรับใช้ในเรือนท่วงทำนองรัก ยามนั้นขบคิดอย่างว่องไวแล้วกล่าว ขอบอกตามตรง ข้าพเจ้าเป็นเด็กรับใช้ของหอยั่วเย้าจันทร์ เรียกว่าเสี่ยวหนิว (วัวจ้อย) ซุนมามาให้เงินข้าพเจ้าสามเหรียญ สั่งข้าพเจ้านำตัวทารกหญิงนั้นเป็นประตูหลังของหอยั่วเย้าจันทร์ข้าพเจ้าถ่อเรือจากที่นั้น คิดไม่ถึงถูกท่านจับตัวไว้Ž

โหยวจวิ้นความจริงระแวงสงสัยอยู่ก่อนว่ามันเป็นคนที่ซุนมามาส่งมา พอฟังจึงเชื่อโดยสนิทใจ กล่าวว่า เด็กน้อย เจ้าบอกตามตรงทารกหญิงนั้นใช่ถูกส่งตัวไปยังหอยั่วจันทร์แล้วหรือไม่? ซุนมามาให้เข้าโป้ปอ หลอกเราว่าทารกหญิงกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย ใช่หรือไม่?Ž

      จ้าวกวนปั้นสีหน้าเป็นตื่นเต้นสงสัยอุทานว่า เอ๊ะ ท่านทราบได้อย่างไร? ท่านเมื่อคาดเดาถูกต้อง ข้าพเจ้าก็ไม่หลอกท่านแล้ว ท่านต้องการหาทารกหญิง ให้ไปหาซุนมามาที่หอยั่วเย้าจันทร์ แต่อย่าได้บอกว่าข้าพเจ้าเป็นคนบอกไม่เช่นนั้นเงินสามเหรียญนั้นคงหลุดลอยไปแล้วž

      โหยวจวิ้นแค่นเสียงดังเฮอะ เหลียวมองไปที่ริมฝั่ง ขณะจะร้องเรียกลู่เหล่าลิ่วกับพวก จ้าวกวนชิงกล่าวว่า ช้าก่อน ซุนมามาฉลาดหลักแหลม คงซ่อนตัวทารกหญิงไว้แต่แรก พวกท่านแห่แหนไปทวงถามที่หอยั่วเย้าจันทร์ นางยืนกรานปฏิเสธ ท่านก็อับจนปัญญาŽ

      โหยวจวิ้นถามว่า นางซ่อนตัวทารกหญิงไว้ที่ใด?Ž

      จ้าวกวนกล่าวว่า ที่นั้นมิดชิดยิ่ง แม้แต่ลู่เหล่าลิ่วก็ไม่รู้จัก หากท่านให้เงินแก่ข้าพเจ้าสามเหรียญ ข้าพเจ้าจะนำท่านไปŽ

โหยวจวิ้นเข้าใจว่าเด็กน้อยนี้เป็นเด็กจรจัดข้างถนน ขอเพียงมีเงินก็ยอมทำงานให้ จึงกล่าว นี่ไม่มีปัญหา เราจะให้เงินเจ้าสามเหรียญŽ

      จ้าวกวนแสร้งเป็นตื่นเต้นยินดี กล่าวว่า ท่านพอลั่นปากต้องทำตาม แต่ท่านอย่าได้ร้องชักชวนผู้อื่น ข้าพเจ้าเพียงนำท่านไปคนเดียวหากท่านชักชวนทั้งหมดไปด้วย ข้าพเจ้าจะไม่นำท่านไปแล้วŽ

โหยวจวิ้นถามว่าเพราะเหตุใด จ้าวกวนกล่าวว่า หากนำผู้คนไปกลุ่มใหญ่ ซุนมามาต้องทราบว่าข้าพเจ้าแพร่งพรายความลับออกไปหากเพียงนำท่านไปคนเดียว ท่านชิงตัวทารกหญิงออกมา ค่อยไปคาดคันจากซุนมามา นางก็ไม่อาจบิดพลิ้วได้Ž

      โหยวจวิ้นยังรีรอลังเล ได้ยินจ้าวกวนพึมพำว่า ทารกหญิงนั้นมีอันใดดี กลับมีราคาถึงหนึ่งพันห้าร้อยตำลึง เงินมากมายถึงเพียงนี้ เพียงพอให้จับจ่ายในเรือนท่วงทำนองรักหนึ่งเดือน แต่หากพวกท่านแบ่งปันกัน ก็เสพสุขได้เพียงครึ่งเดือน ครึ่งเดือนเท่ากับสิบห้าคืนกะเพียงพอได้อย่างไร?Ž

      โหยวจวิ้นหวั่นไหวใจขึ้นมา มันความจริงจิตใจคับแคบ ตอนแรกวางแผนหลบหนีออกจากนครหลวง โดยฉุดลากอู๋กังมาเสริมกำลังขวัญ สุดท้ายค่อยมาถึงเมืองซูโจว ตอนนี้แผนการใกล้ลุล่วง นบว่าตรงกบคำกล่าวที่ว่า สามารถลำบากด้วยกันไม่อาจเสพสุขด้วยกันŽ พอฟังจ้าวกวนกล่าวเช่นนี้ ก็บังเกิดความคิดสลัดทอดทิ้งอู๋กัง ครุ่นคิดขึ้น เราหลอกผู้แซ่อู๋ว่าซากหญิงกระโดดน้ำตาย จากนั้นบอกให้น้องแซ่ลู่ขายทารกหญิงออกไป แบ่งเงินแก่มันสองส่วน ลู่เหล่าลิ่วย่อมยินยอม ปัญหาอยู่ที่จะหลอกลวงอู๋กังอย่างไร?ž

      จ้าวกวนพอเห็นสีหน้ามัน ก็คาดเดาจิตใจมันออก จึงกล่าว ท่านอย่าเพิ่งกระโตกกระตากข้าพเจ้าจะนำท่านไปหาทารกหญิงนั้น เมื่อถึงเวลาท่านบอกต่อเพื่อนพ้องของท่านว่าทารกหญิงกระโดดน้ำตาย จากนั้นให้ลู่เหล่าลิ่วเสนอหน้า นำตัวทารกหญิงไปเร่ขายให้กับหอนางโลมริมแม่น้ำฉินไหวเมืองนานกิง มีแต่ได้ราคาสูงกว่าหอยั่วเย้าจันทร์ ท่านพอรับเงินมา ค่อยกลับมาที่ตรอกเอียนสุ่ย หาความสุขอย่างเต็มที่Ž

      โหยวจวิ้นเห็นมันคิดอ่านรอบคอบ ในที่สุดคล้อยตามมัน ยามนั้นลู่เหล่าลิ่วกับอู๋กังและพวกทยอยกลับมาแล้ว มันก็ไม่ส่งเสียงร้องบอกกล่าวเบาๆว่า ตกลงตามนี้ รีบนำเราไปหาตัวทารกหญิงนั้นŽ

      จ้าวกวนกล่าวว่า ข้าพเจ้าต้องถ่อเรือ ท่านปล่อยตัวข้าพเจ้าได้แล้วŽ

      โหยวจวิ้นค่อยคลายมือจากปกเสื้อมันจ้าวกวนหยิบฉวยไม้ถ่อ ถ่อเรือถึงฝั่งตรงข้ามลดเลี้ยวเข้าตรอกที่เป็นลำคลองเส้นหนึ่ง สองฟากข้างล้วนเป็นบ้านต่ำเตี้ย ที่แท้เป็นบ้านอยู่อาศัยของชาวเมืองซูโจว ทุกบ้านล้วนจอดเรือเล็กไว้

      จ้าวกวนบังคับเรือลดซ้ายเลี้ยวขวา วนอยู่ในลำคลอง ไม่นานให้หลังโหยวจวิ้นก็หลงทางสะกิดความสงสัยขึ้นมา ถามว่า ยังไม่ถึงหรือ?Ž

      จ้าวกวนตอบว่า ใกล้ถึงแล้ว ท่านช่วยสอดส่องดูว่าสุดคลองใช่มีศาลเจ้าเล็กๆหลังหนึ่งหรือไม่?Ž

      โหยวจวิ้นชะโงกศีรษะมอง เห็นที่ห่างไปมีโคมแดงอยู่หลายจุด จึงกล่าว คล้ายกับใช่Ž

      จ้าวกวนถามย้ำว่า ท่านดูให้ดี ไม่ผิดพลาดแน่หรือ?Ž

      โหยวจวิ้นเพ่งตามองแล้วกล่าว ที่หน้าประตูตั้งกระถางธูปใบใหญ่ เป็นศาลเจ้าจริงๆŽ

      จากนั้นพบว่าเรือหยุดนิ่งกับที่ จึงถามว่า เป็นที่นี้หรือ?Ž พอเหลียวหน้ามอง ค่อยพบว่ามนเรือหลงเหลือมันแต่ผู้เดียว เด็กชายนั้นไม่ทราบไปที่ใดแล้ว

      โหยวจวิ้นเดือดดาลเป็นการใหญ่ ผุดลุกขึ้นยืน สอดส่ายสายตามอง เห็นในลำคลองมืดมิดเป็นแผ่นผืน บ้านเรือนสองฟากข้างเงียบสงบสงัด ไหนเลยมีเงาร่างของเด็กชายนั้นมันคิดไขว่คว้าไม้ถ่อ ค่อยพบว่าไม่ถ่อลอยอยู่บนผิวน้ำห่างไปหลายวา ย่อมเป็นเด็กชายนั้นจงใจโยนทิ้งน้ำ โหยวจวิ้นทั้งแตกตื่นทั้งเดือดดาล เห็นเด็กชายนั้นมีอายุเพียงแปดเก้าขวบ กลับหลอกล่อมันจนหัวหมุน ยามกะทันหันอับจนหนทาง ได้แต่กระทืบเท้าในเรือ

 

      8 เรือเสบียงพรรคชิงปาง

      จ้าวกวนเติบโตที่เมืองซูโจว ย่อมคุ้นเคยกับตรอกซอยลำคลองข้างเคียงเป็นอย่างดี มันหลอกโหยวจวิ้นเข้าสู่ลำคลองเก้าโค้งสิบแปดเลี้ยวตนเองฉวยโอกาสกระโดดขึ้นฝั่ง อาศัยตรอกคับแคบระหว่างบ้านเรือนหลบหนีไป

      มันวิ่งกลับมายังทางน้ำหลงตรอกเอียนสุ่ยเห็นลู่เหล่าลิ่วและพวกแยกย้ายจากไปแล้ว จึงกระโดดลงเรือน้อยลำหนึ่ง ถ่อเรือถึงข้างเรือใหญ่ ไต่เชือกที่ผูกเรือไว้ขึ้นเรือใหญ่ นั่งยองๆบนดาดฟ้าเรือ เรียกเบาๆว่า หานเอ๋อ ท่านอยู่ที่ใด? ข้าพเจ้าจ้าวกวนŽที่เงามืดปรากฏเงาร่างเล็กๆสายหนึ่งวิ่งออกมา กล่าวว่า ข้าพเจ้าอยู่ที่นี้ ท่านไม่เป็นไรกระมัง?Ž

      จ้าวกวนยิ้มพลางกล่าวว่า เกอเกอ(พี่ชาย) ล้านนั้นถูกข้าพเจ้าหลอกไปอีกทางหนึ่งแล้วŽ

      ภายใต้แสงจันทร์สาดส่อง หานเอ๋อเห็นมันหน้าฟกช้ำดำเขียว อหลั่งน้ำตามิดได้ เมื่อครู่นางเห็นจ้าวกวนยอมถูกทุบตี ไม่ยอมเปิดเผยที่ซ่อนตัวของนาง สร้างความสำนึกขอบคุณยิ่ง เห็นว่ามันเป็นคนดีที่สุดในโลก ต่อให้ตัวเองเรียกมันเป็นเกอเกออันประเสริฐร้อยเที่ยว ก็ไม่อาจชดเชยได้ ต้องสะอึกสะอื้นพลางกล่าวว่า ท่านไฉนดีต่อข้าพเจ้าถึงเพียงนี้?Ž

      จ้าวกวนยิ้มพลางกล่าวว่า เนื่องเพราะท่านเป็นเม่ยจื่อ (น้องสาว) ที่น่ารักของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าย่อมต้องดีต่อท่านŽ

      หานเอ๋อเห็นมุมปากมันฉีกขาด เมื่อกล่าววาจากต้องขยับมุมปาก คาดว่าคงเจ็บปวดยิ่ง จึงร้องไห้ออกมา กล่าวว่า ท่านอย่าได้เอ่ยปากแล้ว ข้าพเจ้าจะเช็ดใบหน้าให้กับท่านŽ พลางล้วงผ้าเช็ดหน้าออกมา เช็ดคราบโลหิตให้ใบหน้ามันเบาๆ เห็นมันถูกทุบตีจนบางแห่งเขียวเข้มบางแห่งม่วงคล้ำสร้างความเจ็บปวดใจยิ่ง ทางหนึ่งเช็ดหน้าทางหนึ่งหลั่งน้ำตา

      เมื่อครู่จ้าวกวนถูกโหยวจวิ้นทุบตีรอบหนึ่งตอนนั้นไม่รู้สึกตัว ยามนี้ค่อยพบว่าปวดเมื่อยไปทั่วร่าง ต้องด่าทอว่า เราถล่มมารดาโจรอุบาทว์นั้น สักวันหนึ่งข้าพเจ้าจะทุบตีกลับคืนŽ เห็นหานเอ๋อร้องไห้เศร้าเสียใจ จึงกล่าว ผู้ที่เจ็บปวดเป็นข้าพเจ้ามิใช่ท่าน ท่านร้องไห้อันใด?Ž พลางล้วงห่อผ้าเช็ดหน้าจากอกเสื้อ พอแก้ห่อออก ภายในเป็นอาหารว่างที่หยิบฉวยจากเรือนท่วงทำนองรักดังนั้นกล่าวว่า เมื่อครู่ท่านไม่มีกะใจรับประทานตอนนี้คงหิวแล้วกระมัง?Ž

      หานเอ๋อรู้สึกหิวจริงๆ จึงหยิบฉวยขนมกรอบเม็ดบัวชิ้นหนึ่งมารับประทาน พลางกล่าวว่า ท่านไฉนไม่รับประทาน?Ž

      จ้าวกวนกล่าวว่า เราท่านไม่แบ่งเขาแบ่งเรา ท่านเห็นข้าพเจ้าถูกทุบตี เจ็บปวดใจจนหลั่งน้ำตาข้าพเจ้าเห็นท่านรับประทานอาหาร ชมดูจนอิ่มหนำแล้วŽ

      หานเอ๋อได้ยินมันพูดจาเหลวไหล อดยิ้มมิได้ จ้าวกวนมองดูนางรับประทานอาหารว่าง พลันกล่าวว่า เมื่อหนึ่งปีก่อน มีแม่นางน้อยหอยั่วเย้าจันทร์นางหนึ่งทนทุกข์ทรมานไม่ไหว ยามค่ำคืนลอบหลบหนีออกมา ต่อมานางถูกจับตัวกลับไป ถูกซุนมามาเฆี่ยนตีปางตาย ข้าพเจ้าเคยเห็นแม่นางน้อยนั้น นางผิวพรรณขาวผ่อง มีอายุไล่เลี่ยกับท่านหลังจากที่นางถูกจับตัวกลับไป ไม่ถึงหนึ่งเดือนก็ผูกคอตายŽ กล่าวพลางทอดถอนใจออกมา

      นับตั้งแต่หานเอ๋อรู้จักจ้าวกวนเป็นต้นมาได้ยินมันพูดจาเล่นลิ้น นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นมันกล่าวอย่างจริงจังเช่นนี้ พลันเข้าใจในบัดดล ที่แท้มันเสี่ยงตายช่วยเรา เพราะกลัวเรามีจุดจบเช่นเดียวกับแม่นางน้อยนั้นž ยามตื่นตกใจจึงถามว่า ซุนมามานั้นไฉนดุร้ายต่อแม่นางน้อยถึงเพียงนั้น?Ž

      จ้าวกวนกล่าวว่า นางต้องการให้แม่นางน้อยรับแขก แม่นางน้อยไม่ยินยอม เมื่อไม่หาเงินให้กับนาง จึงทั้งดุด่าทั้งเฆี่ยนตีŽ

      หานเอ๋อถามอีกว่า รับแขกอันใด? หมายถึงต้องรับแขกเหรื่อหรือ?Ž

      จ้าวกวนเติบโตขึ้นที่หอนางโลม ย่อมล่วงรู้ว่าซ่องคณิกาประกอบการอันใด แต่มันอายุยังเยาว์ ยังไม่เข้าใจเรื่องราวระหว่างบุรุษสตรี โดยกระจ่าง เห็นห่านเอ๋อไม่เข้าใจ ก็ไม่ทราบอธิบายอย่างไร เพียงกล่าวว่า เรื่องเช่นนี้ท่านอย่าได้ล่วงรู้ดีกว่า สรุปแล้วในสายตาซุนมามามีแต่เงิน ไม่ได้ยึดถือหญิงสาวในความปกครองเป็นผู้คน ขอเพียงแขกเหรื่อยอมจ่ายเงิน ไม่ว่าต้องการอะไรนางล้วนรับปากŽ

      หานเอ๋อพอฟัง แม้ยังไม่เข้าใจนัก แต่คาดว่าคงเป็นเรื่องราวที่น่ากลัว นางขบคิดชั่วขณะจึงกล่าว บ้านของท่านเรียกว่าเรือนท่วงทำนองรักกระมัง? สถานที่ของพวกท่านเป็นอย่างไร?Ž

      จ้าวกวนตาเป็นประกายขึ้นมากล่าวว่า เรือนท่วงทำนองรักของพวกเราย่อมมีข้อแตกต่าง มารดาข้าพเจ้าเป็นเจ้าของเรือนท่วงทำนองรักหลิวชีเหนียงนางให้การดูแลเอาใจใส่หญิงสาวในความปกครองหากหญิงสาวทั้งหลายไม่ต้องรับแขกคนใด นางจะมีวิธีคุ้มครองหญิงสาวเหล่านั้น มิให้ได้รับความอับอายอัปยศ ตึกของพวกเรามีชื่อเสียงอยู่ที่มีซูโกว ได้รับขนานนามเป็นตึกที่หนึ่งแห่งเจียงหนัน (ฝั่งใต้ของแม่น้ำแยงซีเกียง) น้ำเสียงภาคภูมิใจยิ่งนัก

      หานเอ๋อกล่าวเสียงอ้อยอิ่งว่า หากข้าพเจ้าสามารถไปที่ตึกของพวกท่าน คงประเสริฐไม่น้อยŽ

      จ้าวกวนยิ้มพลางกล่าวว่า คุณหนูโจวไม่คิดกลับบ้านหรือ?Ž

      หานเอ๋องงงันวูบหนึ่งจึงกล่าวว่า ข้าพเจ้าย่อมคิดกลับบ้าน แต่ข้าพเจ้า...ข้าพเจ้าไม่ทราบกลับบ้านไปอย่างไร?Ž

      จ้าวกวนกล่าวว่า ข้าพเจ้ามีความคิดประการหนึ่งเรือเสบียงลำนี้จะบรรทุกเสบียงขาวขึ้นเหนือไปยังนครหลวง พวกเรามิสู้ซ่อนตัวบนเรือ ติดตามไปถึงนครหลวงŽ

      หานเอ๋อยินดียิ่ง ปรบมือกล่าวว่า วิเศษ วิเศษแท้Ž

      จ้าวกวนเห็นนางยินดีปรีดา ต้องยิ้มออกมาแต่ในใจทราบว่าเรื่องราวไม่ง่ายดาย เรือเสบียงลำนี้เป็นเรือของพรรคชิงปาง หน้าที่ขนถ่ายเสบียงกระทำอย่างเข้มงวด ไหนเลยอนุญาตให้เด็กชายเด็กหญิงสองคนโดยสารเรือด้วย แต่ตอนนี้มันปวดศีรษะแทบระเบิด ดังนั้นครุ่นคิด รอไว้วันพรุ่งนี้ค่อยนึกหาหนทางก็ไม่สาย จึงหลับตาลง เคลิ้มหลับไปโดยเร็ว

      หานเอ๋อนั่งอยู่ข้างกายมัน หวนนึกถึงอีกไม่นานจะได้กลับคืนสู่เหย้า สร้างความยินดียิ่ง ไม่นานก็หลับใหลไปอีกคนหนึ่ง

      วันรุ่งขึ้นฟ้าไม่ทันรุ่งสาง หานเอ๋อก็ถูกจ้าวกวนเขย่าปลุกตื่นขึ้นมา ยามงัวเงียได้ยินจ้าวกวนกล่าวว่า เรือจะออกจากท่าแล้ว พวกเรารีบหาที่ซ่อนตัวไว้ พลางฉุดดึงนางวิ่งถึงหน้าประตูห้องท้องเรือ มุดเข้าห้องท้องเรือไป

      เห็นในห้องท้องเรือสุมเต็มไปด้วยกระสอบป่าน จัดเรียงซ้อนกับจนแทบไม่มีช่องว่าง จ้าวกวนฉุดลากหานเอ๋อเบียดเสียดผ่านกระสอบป่านจนถึงห้องท้องเรือด้านหลัง ค่อยหาพื้นที่ว่างสำหนับอาศัยแห่งหนึ่ง จ้าวกวนออกแรงผลักกระสอบป่านหลายใบ และขนย้ายกระสอบป่านขนาดเล็กมาใบหนึ่งมาปิดปากทางเข้าไว้ พื้นที่ว่างแหงนจึงมีลักษณะคล้ายห้องเล็กๆหลังหนึ่ง เพียงพอให้เด็กชายเด็กหญิงทั้งสองนั่งเคียงคู่กัน เพียงแต่ในห้องท้องเรืออากาศอุดอู้ยิ่ง

      จ้าวกวนกล่าวเบาๆว่า ตอนนี้เวลายังเช้า ท่านนอนอีกงีบหนึ่ง ข้าพเจ้าจะออกไปขโมยอาหารเช้ามาให้ท่านรับประทานŽ

      หานเอ๋อผงกศีรษะรับแต่ในใจเกิดความหวาดหวั่น ไม่สามารถข่มตาหลับต่อ

      ฟ้าเพิ่งรุ่งสาง ได้ยินบนดาดฟ้ามีเสียงคนร้องบอกให้ถอนสมอออกเดินทาง ตัวเรือขยับเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ แล่นไปตามทางน้ำจ้าวกวนกับหานเอ๋อมองลอดรอยร่อยบนผนังห้องเรือออกไป เห็นเรือใหญ่อีกสองลำก็ถอนสมอชักใบเรือขึ้น ต่อจากนั้นทั้งซ้ายขวาหน้าหลังปรากฏเรือใหญ่ขึ้น มีจำนวนหลายสิบลำ หานเอ๋อไม่เคยเห็นสภาพเช่นนี้มาก่อน รู้สึกแปลกใหม่ยิ่ง

      ยามนี้เป็นเวลาเดือนสาม ซึ่งเป็นฤดูกาลขนถ่ายเสบียงขาว เมื่อเข้าสู่ยุคกลางของราชวงศ์หมิง การขนส่งเสบียงทางน้ำมอบหมายให้กองทัพขนถ่ายถึงนครหลวง มีแต่ เสบียงขาวŽ ที่เก็บเกี่ยวจากเมืองซูโจว สงเจีย ฉังโจว เจียซิงและหูโจวทั้งห้าเมืองที่มอบหมายให้เอกชนลำเลียงส่ง

      ที่ว่าเสบียงขาว หมายถึงข้าวสารขาวกับข้าวเหนียวขาวชั้นดี ที่เก็บเกี่ยวกับยี่สิบสี่อำเภอของเมืองทั้งห้า ส่งไปให้กับราชสำนัก เชื้อพระวงศ์ และขุนนางในนครหลวงรับประทาน ปีหนึ่งประมาณยี่สิบหมื่นต้าน*เมื่อเมืองต่างๆรวบรวมข้าวารขาวกับข้าวเหนียวขาวได้แล้ว จะจัดกองเรือขนถ่ายขึ้นไปพร้อมกัน เป็นระยะทางสามพันกว่านี้ ระหว่างทางอาจเผชิญคลื่นลม ประสบอุทกภัย หรือถูกโจรปล้นชิง กองเรือต่างๆ เพื่อดูแลช่วยเหลือกัน จึงจัดตั้งเป็นฉวนปาง (พรรคเรือ) เป็นค่ายพรรคของเอกชน ขนานนามว่าชิงปาง (พรรคเขียว) (หน่วยปริมาณความจุ)

      *หมายเหตุผู้แต่ง พรรคชิงปางหรือพรรคเฉาปาง ความจริงเป็นค่ายพรรคที่จัดตั้งขึ้นในรัชสมัยของหย่งเจิ้งฮ่องเต้ราชวงศ์แมนจู ตอนนั้นทางการมอบหมายให้เอกชนรับขนส่งทางน้ำ ทางเอกชนจึงจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมา เรียกว่าเฉาปาง (พรรคขนส่งทางน้ำ เนื่องด้วยสมาชิกของพรรคใช้ผ้าเขียวโพกศีรษะ จึงมีอีกชื่อหนึ่งว่าชิงปาง (พรรคเขียว) ก่อนหน้านี้ใช่มีกองเรือเอกชนรับขนส่งทางหรือไม่ ไม่ได้มีการบันทึกไว้ จึงเป็นจินตนาการของผู้แต่ง

ภายหลังการขนส่งเสบียงทางน้ำของราชวงศ์หมิงหละหลวมผ่อนคลาย พรรคชิงปางเริ่มรับช่วงขนส่งทางน้ำแทนกองทัพ ผูกขาดการขนส่งทางน้ำของหนันจื้อลี่**เจ้อเจียง เจียงซี หูกว่างเหอหนานและชานตุงทั้งหกมณฑล ยังจัดเรือเดินสมุทรขนส่งทางทะเลจากชานตุงถึงเทียนสินในรัชสมัยเจียจิ้งฮ่องเต้ พรรคชิงปางมีสมาชิกหลายหมื่นคน เป็นค่ายพรรคที่ใหญ่ที่สุด

      **เมื่อจูหยวนจางสถาปนาราชวงศ์หมิง ตอนแรกมีราชธานีอยู่ที่เมืองนานกิง ต่อมาหมิงเฉิงจู่ฮ่องเต้ย้ายราชธานีไปที่กรุงปักกิ่ง จึงกำหนดให้ดินแดนเจียงหนัน (ฝั่งใต้ของแม่น้ำแยงซีเกียง) เป็นหนันจื้อลี่ ให้ขึ้นตรงต่อนครหลวง ปัจจุบันเป็นพื้นที่แถบมณฑลเจียงซูกับอานฮุย

      เมืองซูโจวได้ชื่อว่าเมืองอุดมสมบูรณ์อันดับหนึ่งของแดนเจียงหนัน แต่ละปีจึงต้องจัดส่งเสบียงขาวขึ้นเหนือไปประมาณห้าหมื่นต้าน กองเรือที่ออกจากเมืองซูโจวยามนี้มีทั้งสิ้นหนึ่งร้อยเจ็ดสิบลำ จึงโอฬารพันลึก งามตระการยิ่งนัก จ้าวกวนนับแต่จำความได้ ทุกปีจะมาที่ข้างคลองขุดอวิ่นเหอ ชมดูการเรือบรรทุกเสบียงขึ้นเหนือ เหล่าผู้ควบคุมพรรคชิงปางยืนอยู่ที่หัวเรือคอยโบกธงใหญ่สีเขียว คำสั่งพอถ่ายทอดออกเรือใหญ่ร้อยกว่าลำก็ชักใบเรือออกเดินทาง ช่างน่าเกรงขามนัก

      ตามหมายกำหนดการขบวนเรือล่องถึงเดือนเจ็ด ค่อยขึ้นถึงนครหลวง หลังจากส่งมอบเสบียงขาวก็บรรทุกสินค้าทางเหนือล่องกลับลงใต้ ประมาณกลางเดือนสิบจะกลับถึงเมืองซูโจว เมื่อถึงเวลานั้นจะจัดตลาดนัดขายสินค้าจากทางเหนือ ครึกครื้นเป็นยิ่งนัก

      จ้าวกวนมักได้ยินชายฉกรรจ์ประจำเรือขนส่งทางน้ำ บอกเล่าเรื่องราวที่ประสบพบเห็นมา บังเกิดความนิยมชมชื่น คราครั้งนี้ประจวบบังเอิญขึ้นเรือขนส่งเสบียง นับว่าสมมาดปรารถนา บังเกิดความยินดีเช่นกัน

      เรือขนส่งเสบียงพอออกจากเรือเมืองซูโจว ช่วงแรกสงบเรียบร้อย ขบวนเรือล่องไปตามคลองขุดอวิ่นเหอ ผ่านด่านสุยเยี่ยกวน ว่านถิง จนถึงเมื่ออู๋ซี ค่ำคืนนั้นจอดค้างคืนที่เมืองอู๋ซี จ้าวกวนหาโอกาสขึ้นจากเรือไปขโมยเซาปิ่ง (ขนมเปียะที่โรยหน้าด้วยงา) จำนวนหนึ่งมารับประทานกับหานเอ๋อ ทั้งยังหยิบฉวยตุ๊กตาดินอันเลื่องชื่อของเมืองอู๋ซีคู่หนึ่งมาให้กับหานเอ๋อ หานเอ๋อก็เล่นตุ๊กตาตลอดทั้งคืน

      ค่ำคืนนั้นทั้งสองนั่งพิงกระสอบป่านหลับใหล วันรุ่งขึ้นเดินเรือต่อ ยามเที่ยงบรรลุถึงเมืองฉางโจว จ้าวกวนขณะจะออกไปหาอาหารเที่ยง พลันได้ยินเสียงเปิดประตูห้องท้องเรือ ลูกเรือคนหนึ่งเข้ามาตรวจตราตามปรกติ พอดีพบเห็นมัน ดังนี้งงงันวูบ จากนั้นร้องออกมาว่า มีคนซ่อนตัวบนเรือŽ

      สุ้มเสียงพอดัง ปรากฏลูกเรือหลายคนฮือกันมา คร่ากุมจ้าวกวนกับหานเอ๋อ คุมตัวขึ้นบนดาดฟ้าเรือ จนถึงเบื้องหน้าชายฉกรรจ์ใช้ผ้าเขียวโพกศีรษะผู้หนึ่ง ลูกเรือร่างสูงใหญ่ที่คุมตัวหานเอ๋อร้องบอกว่า กานจ่งปู้ (ผู้ดูแลแซ่กวน) เด็กน้อยทั้งสองนี้ซ่อนตัวอยู่ในห้องท้องเรือ ควรจัดการอย่างไร?Ž

      กานจ่งปู้นั้นไม่ทันตอบคำ ลูกเรือเตี้ยเล็กที่คุมตัวจ้าวกวนกล่าวเสียงกระด้างว่า ตามกฎของพรรค ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องบุกรุกขึ้นเรือเสบียงพรรคชิงปาง ล้วนประหารฆ่าโดยไม่ละเว้นŽ

      ลูกเรือใหญ่กลายกล่าวอย่างลังเลว่า ทารกทั้งสองนี้อายุยังเยาว์ คาดว่ารักสนุกลอบขึ้นเรือมาพวกเราไหนเลยฆ่าคนไร้ความผิดได้?Ž

      ลูกเรือเตี้ยเล็กสั่นศีรษะกล่าวว่า ท่านจำได้หรือไม่ว่าเรือของเจียง เหล่าต้าเมืองฉางโจวถูกผีน้ำก่อกวนจมลง สูญเสียเสบียงข้าวห้าร้อยต้านผู้ที่ก่อหวอดเป็นเด็กหนุ่มอายุสิบห้าปี พวกเราไหนเลยชะล่าใจได้?Ž

      กานจ่งปู้โน้มเอียงไปทางลูกเรือเตี้ยเล็กผงกศีรษะกล่าวว่า ทารกทั้งสองนี้น่าสงสัย ไม่แน่ว่าเป็นไส้ศึกที่ศัตรูส่งมา การขนส่งเสบียงสำคัญยิ่งยวด ไม่อาจชะล่าใจได้ พวกเจ้าคืนนี้จัดการกับพวกมัน ทิ้งลงคลองขุดอวิ่นเหอŽ

      จ้าวกวนกับหานเอ๋อหันไปมองหน้ากันในใจทั้งแตกตื่นทั้งหวาดกลัว ลูกเรือสูงใหญ่กลับไม่อาจหักใจอำมหิต กล่าวว่า ชีวิตคนสำคัญยิ่งยวด เราเห็นสมควรรายงานต่อเถียนหลิ่งปาง (ผู้ควบคุมแซ่เถียน) แล้วค่อยคิดอ่านกันŽ

      ยามนั้นที่เบื้องนอกบังเกิดเสยงม้าล่อดังเป็นจังหวะจะโคน เป็นสัญญาณเรียกระดมผู้ดูแลลำเรือต่างๆ กานจ่งปู้จึงกล่าว เรื่องเล็กน้อยเพียงนี้ไยต้องรบกวนเถียนหลิ่งปาง รีบคุมตัวพวกมันไปยังห้องท้องเรือด้านหลัง จัดการคุมขังเอาไว้Ž

      ลูกเรือทั้งสองรับคำ รวบร่างจ้าวกวนกับหานเอ๋อออกจากห้องท้องเรือด้านหน้า จ้าวกวนฟังจากปากคำลูกเรือสูงใหญ่ เห็นเป็นหนทางรอดสายหนึ่ง จึงตะเบ็งเสียงร้องว่า เถียนหลิ่งปางช่วยด้วย ฆ่าคนตายแล้วŽ

      ลูกเรือผอมเล็กที่รวบร่างมันไว้รีบปิดปากของมัน ยามนั้นเสียงม้าล่อเพิ่งผ่านพ้น ผู้ดูแลลำเรือต่างๆพากันขึ้นฝั่งไปรวมตัวกัน มีผู้คนมากมายได้ยินเสียงร้องของมัน พากันเหลียวมองมา ในจำนวนนั้นมีชายฉกรรจ์ร่างกำยำสูงใหญ่ผู้หนึ่งร้องถามว่า กานจ่งปู้ เป็นเรื่องราวใด?Ž คนผู้นี้มีสุ้มเสียงก้องกังวาน ถ่ายทอดจากริมฝั่ง สะท้านแก้วหูผู้คนดังอื้ออึง

      กานจ่งปู้บังเกิดความกระอักกระอ่วน กล่าวว่า เรียนเถียนหลิ่งปาง มีเด็กซุกซนสองคนขึ้นเรือของเรา ถูกลูกเรือพบเห็น ควบคุมตัวเอาไว้Ž

      เถียนหลิ่งปางส่งเสียงดังอืมม์ กล่าวว่า หลังจากประชุมหารือ ให้คุมตัวผู้คนไปยังเรือของเรา เราจะจัดการด้วยตัวเองŽ

      กานจ่งปู้ได้แต่รับคำ หลังเที่ยงวันนั้นจ้าวกวนกับหานเอ๋อถูกคุมตัวขึ้นเรือใหญ่ที่สุดลำหนึ่ง มาถึงเบื้องหน้าเถียนหลิ่งปางนั้น ที่ข้างกายมันบ้างนั่งบ้างยืนด้วยผู้คนสิบกว่าคน คาดว่าเป็นผู้ดูแลเรือใหญ่ต่างๆ

หนังสือแนะนำ

Special Deal