ตอนที่ 1 เด็กรับใช้หอนางโลม (หน้า 3)

      หานเอ๋อร้องไห้โฮออกมา กล่าวว่า ข้าพเจ้า...ข้าพเจ้าถูกผู้คนจับตัวมา บอกว่าจะเร่ขายข้าพเจ้า ข้าพเจ้าคิดกลับบ้านŽ

      เด็กชายนั้นกล่าวว่า ข้าพเจ้าคาดเดาแต่แรกว่าท่านหลบหนีออกมา คนที่จับตัวท่านคงออกตามหาท่าน ท่านก็ไม่อาจซ่อนตัวอยู่ในตึกของพวกเราตลอดไปŽ

      หานเอ๋อร้อนรุ่มใจจนน้ำตาคลอหน่วยถามว่า อย่างนั้น...อย่างนั้นข้าพเจ้าควรทำอย่างไร?Ž

      เด็กชายนั้นทำท่าราวกับว่าไม่เกี่ยวข้องด้วยกล่าวว่า ข้าพเจ้าไหนเลยทราบได้?Ž พลางหันกายกลับไป หานเอ๋อได้แต่ติดตามมันกลับมายังห้องว่างที่ประดิษฐานเทวรูป ประหลาดนั้น

      เด็กชายนั้นไม่ทราบนำอาหารว่างจากที่ใดหลายจาน วางลงบนโต๊ะ กล่าวว่า ลองลิ้มชิมรสของอาหารว่างเรือนท่วงทำนองรักเรา นี่เป็นขนมโก๋ดอกกุ้ยฮัวที่พอเข้าปากก็ละลาย นี่เป็นขนมกรอบเม็ดบัวที่หวานจัด สีเขียวเป็นก้อนกลมไส้ถั่ว ส่วนสีแดงเป็นขมเปียะกวนจากพุทรา ท่านรับประทานแล้วรีบออกไป มิต้องให้พวกมันเข้ามาฉุดลาท่าน อย่างนั้นก็ไม่น่าดูแล้วŽ

      หานเอ๋อเห็นอาหารว่างเหล่านั้นสีสันสวยงาม ทั้งหิวโหยขึ้นมา ขณะจะเอื้อมมือหยิบมารับประทาน พอฟังคำพุดตอนท้ายของมัน ต้องใจหายวาบ อดร้องไหอีกครามิได้

      เด็กชายนั้นเข้ามาลูบหลังนาง กล่าวว่า อย่าร้องไห้แล้ว ท่านชมชอบร้องไห้ ภายหลังจะอาศัยอยู่ที่ตรอกเอียนสุ่ยได้อย่างไร?Ž

      หานเอ๋อร้องไห้โฮ กล่าวว่า ข้าพเจ้าคิดกลับบ้าน ข้าพเจ้าคิดถึงท่านพ่อท่านแม่Ž

      เด็กชายนั้นทอดถอนใจกล่าวว่า นั่นเป็นเรื่องจนปัญญา บ้านของท่านอยู่ที่ใด? ฟังจากสำเนียงของท่าน คล้ายมาจากทางเหนือŽ

      หานเอ๋อตอบว่า บ้านของข้าพเจ้าอยู่ที่นครหลวงŽ

      เด็กชายนั้นกล่าวว่า เมืองซูโจวอยู่ห่างจากนครหลวงหลายพันลี้ ท่านเองก็กลับไปไม่ได้ ยังคงเลิกล้มความคิดเถอะŽ

      หานเอ๋อหลั่งน้ำตาไม่ขาดสาย ร่ำไห้รำพันว่า ท่านพ่อท่านแม่คงคิดถึงข้าพเจ้านัก พวกท่านคงส่งคนออกตามหาข้าพเจ้าจนทั่วนครหลวงแต่คิดไม่ถึงว่าคนร้ายจะจับตัวข้าพเจ้ามายังสถานที่ห่างไกลถึงเพียงนี้ ท่านพ่อมีบุตรีเช่นข้าพเจ้าคนเดียว ปรกติรักถนอมข้าพเจ้า ไหนเลียคาดคิดว่าคนร้ายทั้งสองจะลอบเข้าสวนดอกไม้บ้านเรากลางวิกาล จับตัวข้าพเจ้ามา?Ž

      เด็กชายนั้นกล่าวอย่างสงสัยใจว่า ผู้ใดบังอาจถึงเพียงนี้? กลับกล้าเข้าบ้านท่านไปจับตัวผู้คน ใช่เป็นโจรหรือไม่?Ž

      หานเอ๋อส่ายหน้ากล่าวว่า พวกมันมิใช่โจร หากเป็นราชองครักษ์วังหลวง ซึ่งความจริงพวกมันจับคนผิด หลังจากล่วงรู้ความจริงคิดฆ่าข้าพเจ้าเป็นการปิดปาก ภายหลังเปลี่ยนความตั้งใจ นำตัวข้าพเจ้ามาเร่ขายถึงที่นี้Ž เนื่องเพราะรุ่ยต้าเหนียงกำชับนางอย่าได้แพร่งพรายเรื่องที่นำตัวบุตรีหลบหนี จึงไม่บอกออกไป

      เด็กชายนั้นทางหนึ่งรบประทานอาหารว่างทางหนึ่งตั้งใจฟัง สุดท้ายถามว่า บิดาท่านเป็นใคร?Ž

      หานเอ๋อกล่าวว่า ท่านพ่อเรียกว่าโจวหมิงเต้า เป็นขุนนางสั้งซูกรมวัฒนธรรม ทั้งรั้งตำแหน่งมหาบัณฑิตตำหนักหัวไก้ บิดนางเพิ่งได้รับแต่งตั้งไม่นาน ในบ้านยังจัดงานเฉลิมฉลอง ดังนั้นนางแม้อายเยาว์ ยังจดจำตำแหน่งของบิดาได้

      เด็กชายนั้นสำรวจดุนางขึ้นๆลงๆ กล่าวว่า เป็นขุนนางใหญ่หรือ? ข้าพเจ้าจึงไม่เชื่อ เด็กหญิงเช่นท่านไหนเลยเป็นคุณหนูตระกูลขุนนาง?Ž ตอนนั้นเด็กหญิงที่ถูกขายให้กับหอนางโลมส่วนใหญ่มาจากครอบครัวชาวนาหรือชาวบ้านยากไร้ บิดามารดายากจนจนไม่มีปัญญาเลี้ยงดู จำต้องขายบุตรสาวทิ้ง บางคนถูกลักพาตัวมา ก็เป็นครองครัวของชนชั้นกลาง น้อยครั้งจะปรากฏคุณหนูตระกูลขุนนางเช่นหานเอ๋อ

      หานเอ๋อเห็นมันเคลือบแคลงสงสัยต่อชาติตระกูลของตัวเอง ในใจทั้งร้อนรุ่มทั้งขุ่นเคืองกล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่ได้หลอกท่าน ข้าพเจ้าไยต้องหลอกท่าน?Ž

      เด็กชายนั้นไม่ตอบว่ากระไร หยิบอาหารว่างหลายชิ้นห่อใส่ผ้าเช็ดหน้าส่งให้กับนาง กล่าวว่า ไม่ว่าท่านเป็นคุณหนูตระกูลขุนนาง หรือว่าบุตรสาวครอบครัวยากไร้ เมื่อมาถึงตรอกเอียนสุ่ยก็กลับออกไปไม่ได้ อาหารว่างนี้มอบให้ท่านรับประทาน ท่านออกไปเถอะŽ

      หานเอ๋อได้รับความคับแค้นตลอดทางไม่ว่าโหยวจวิ้นหรือลู่เหล่าลิ่ว เพียงยึดถือนางเป็นสินค้าชิ้นหนึ่ง อย่างยากเย็นค่อยพบพานเด็กชายผู้นี้ ดังนั้นอดระบายความคับข้องใจออกมามิได้ แต่ว่ามันไม่เห็นอกเห็นใจตัวเอง เพียงคิดขับไสไล่ส่ง สร้างความเศร้าเสียใจยิ่ง ไม่รับอาหารว่างเหล่านั้น ผุดลุกขึ้นเดินออกจากประตู

      เด็กชายนั้นคว้ามือของนางไว้ กล่าวง่า ช้าก่อน ข้าพเจ้าไม่บอกต่อท่านŽ

      หานเอ๋อสะบัดมือดิ้นหลุด กล่าวว่า ท่านมิใช่คนดี ข้าพเจ้าไม่บอกต่อท่านŽ

      เด็กชายนั้นยิ้มพลางกล่าวว่า ท่านเจ้าอารมณ์ถึงเพียงนี้ ดูท่าเป็นคุณหนูตระกูลขุนนางจริงๆ ข้าพเจ้าใช้เป็นคนดีหรือไม่ ยังยากบอกได้ เช่นนี้เถอะ ท่านเรียกข้าพเจ้าเป็นเกอเกอ(พี่ชาย) สักสามคำ ข้าพเจ้าจะส่งท่านกลับบ้านไปŽ

หานเอ๋องงงันวูบหนึ่งจึงกล่าว ท่านจะส่งข้าพเจ้ากลับบ้าน ท่านรู้จักทางหรือ?Ž

      เด็กชายนั้นกล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่เคยออกจากเมืองซูโจวมาก่อน ไหนเลยรู้จักทางได้?Ž

 

      6...คู่อริทางคับแคบ

      หานเอ๋อขมวดคิ้วคิดกล่าวกระไร พลันได้ยินเบื้องนอกบังเกิดสุ้มเสียงหนึ่งดังว่า ชีเหนียงมีคำสั่ง ทั้งหมดฟังให้ดี มีแม่นางน้อยที่ลู่เหล่าหลิวนำตัวมา สูญหายในเรือนของพวกเรา ชีเหนียงสั่งให้คนทั้งหมดจับตาดู หากหาพบให้ส่งนางออกไปŽ

      สตรีรับใช้อีกนางหนึ่งกล่าวเสริมว่า คืนนี้นายน้อยตระกูลพานเลี้ยงแขก อย่าได้รบกวนแขกเหรื่อŽ ต่อจากนั้นเป็นเสียงฝีเท้า มีคนออกค้นหาตามที่ต่างๆ

      หานเอ๋อรับฟังจนหน้าซีดเผือด มือไม้ปั่นป่วนเป็นพัลวัน เด็กชายนั้นยกมือทำท่าให้สงบสุ้มเสียง เลิกผ้าปูโต๊ะของโต๊ะบูชาที่ประดิษฐานเทวรูป ชูมือไปยังเบื้องล่าง กล่าวเบาๆว่า รีบซ่อนตัวไว้Ž

      หานเอ๋อรีบมุดลงไปใต้โต๊ะบูชา ไม่นานให้หลังได้ยินเสียงผลักประตูดังแอ๊ด สุ้มเสียงสตรีเสียงหนึ่งดังว่า อากวน เจ้าอยู่ที่นี้ทำอะไร?Ž

      เด็กชายนั้นตอบว่า ท่านแม่ใช้ให้ข้าพเจ้ามาจุดโคม เสร็จแล้วนั่งรับประทานอาหารว่าง หงเสิ่น(น้าสาวหง) ข้างนอกร่ำร้องอันใด?Ž

      หงเสิ่นนั้นกล่าวว่า ฟังว่ามีแม่นางน้อยคนหนึ่งสูญหาย ให้ทั้งหมดออกค้นหาดูŽ

      เด็กชายนั้นกล่าวว่า อย่างนั้นหรือ? ข้าพเจ้านั่งอยู่ที่นี้ครู่ใหญ่ ไม่เห็นแม่นางน้อยอันใดŽ

      หงเสิ่นนั้นกล่าวว่า เราก็คาดว่าแม่นางน้อยนั้นวิ่งหนีออกไปแต่แรกแล้ว ยังค้นหาอันใด?Ž พลางหันกายจากไป

      เด็กชายนั้นรอจนหงเสิ่นจากไปไกล ค่อยเลิกผ้าปูโต๊ะขึ้น ยิ้มอย่างปลอดโปร่ง กล่าวกับนางว่า เป็นไร ท่านเรียกเกอเกอ(พี่ชาย)หรือไม่?Ž

      หานเอ๋อเห็นมันฉวยโอกาสซ้ำเติม คล้ายยินดีต่อคราเคราะห์ของผู้อื่น จึงสะกิดความถือดีขึ้น สั่นศีรษะกล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่เรียก ท่านส่งตัวข้าพเจ้าออกไปเถอะ ข้าพเจ้าแม้ตายก็ไม่ขอความช่วยเหลือจากท่านŽ

      เด็กชายนั้นจุ๊ปากดังจิ๊กจั๊ก กล่าวว่า มีความเข้มแข็งนัก เอาเถอะ ท่านคิดออกไป ข้าพเจ้าจะส่งท่านออกไปŽ พลางหยิบฉวยอาหารว่างห่อนั้นมาถือไว้ เป่าลมหายใจดับตะเกียงน้ำมัน มุดลงมายังใต้โต๊ะบูชา กล่าวว่า ตามข้าพเจ้ามาŽ

      หานเอ๋อถามว่าไปที่ใด เด็กชายนั้นกล่าวว่า ท่านคิดเดินส่ายอาดๆออกทางประตูใหญ่หรือ? ลู่เหล่าลิ่วนั้นคงจัดคนเฝ้าอยู่หน้าประตู ท่านพอก้าวออกจากประตูใหญ่เรือนท่วงทำนองรัก พวกมันคงรวบตัวท่านเอาไว้ ข้าพเจ้านำท่านออกทางประตูข้าง คาดว่าตัวอุบาทว์เหล่านั้นไม่รู้ระแคะระคายŽ

      หานเอ๋อเชื่อครึ่งมิเชื่อครึ่ง มุดตามมันไปยังหลังโต๊ะบูชา เห็นบนผนังหลังโต๊ะบูชามีประตูลับบานหนึ่ง เด็กชายนั้นนำหานเอ๋อมุดออกจากประตูลับ ที่ปรากฏแก่สายตาเป็นฉากกั้นที่แกะสลักจากหินอ่อนสีแดงบานหนึ่ง หลังจากกั้นแว่วเสียงเครื่องสาย บวกกับเสียงหัวร่อต่อกระซิก ฟังดูมีผู้คนสิบกว่าคนดื่มกินอยู่ในห้องหลังฉากกั้น

      เด็กชายนั้นยกมือทำท่า บอกใบ้ให้หานเอ๋ออย่าได้ส่งเสียง นำนางเดินเลียบฉากกั้นตัดผ่านประตูบานหนึ่ง ผ่านระเบียงคดเคี้ยวที่คับแคบ สุดท้ายเป็นบันไดทอดลงไป ทั้งสองลงบันไดยี่สิบกว่าชั้น เลี้ยงโค้งอีกหลายครา ค่อยมาถึงหน้าประตูเล็กๆบานหนึ่ง

      เด็กชายนั้นบอกว่าเป็นที่นี้เอง พลางผลักประตูชี้มืออกไป หานเอ่อเห็นเบื้องนอกมืดมิด เป็นแผ่นผืน ทั้งไม่ทราบว่าเป็นสถานที่ใดจึงไม่กล้าออกไป

      เด็กชายนั้นจึงกระโดดออกไปก่อน ที่แท้ประตูบานนี้อยู่สูงจากระดับพื้นราวห้าเชียะ เด็กชายนั้นพอกระโดดออกไป ก็เหลียวหน้ามากกว่า ท่านกระโดดลงมา ข้าพเจ้าจะคอยรับเอาไว้Ž

      หานเอ๋อกระโดดลงไป เด็กชายนั้นยื่นแขนออกรับร่างนาง แต่ไม่อาจทรงกายมั่น ต้องเซถอยไปหลายก้าว คนทั้งสองล้มฟาดกับพื้น หานเอ๋อขณะจะลุกขึ้น เด็กชายนั้นกลับส่งเสียงดัง ซู่Ž ห้ามปรามนางไว้

      ได้ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้น ผู้คนสองคนเดินใกล้เข้ามา หนึ่งในสองกล่าวเสียงกระด้างว่า พี่น้องร่วมสาบานของท่านคงมีปัญหา มันคุ้นรับตรอกเอียนสุ่ยเป็นอย่างนี้ ไฉนปล่อยให้ทารกหญิงนั้นหนีรอดได้Ž

      อีกคนหนึ่งกล่าวว่า ลู่เหล่าลิ่วแม้เจ้าเล่ห์ แต่ไม่เล่นลวดลายต่อเรา อีกประการ หากขายทารกหญิงออกไป มันก็ได้รับประโยชน์Ž

      คนแรกนั้นกล่าวว่า ท่านรับปากให้ผลประโยชน์แก่มันอันใด เราไฉนไม่ทราบ?Ž

      คนหลังนั้นกล่าวว่า มันเป็นนักค้ามนุษย์ ย่อมต้องชักส่วนแบ่ง หากขายทารกหญิงสำเร็จ มันจะได้สองส่วน ผู้ใดทราบตั๋วแลกเงินที่ตกถึงมือกลับโบยบินออกไปŽ

      ยามนั้นหานเอ๋อเห็นชัดเจนว่าตัวเองอยู่ในตรอกเล็กๆที่คับแคบเส้นหนึ่ง คนที่กล่าววาจาสองคืออู๋กังกับโหยวจวิ้น ทั้งสองสนทนาพลางเดินเข้ามาพลาง หานเอ๋อใจเต้นระทึกตูมตาม เห็นพวกมันเดินเข้ามาอีกไม่กี่ก้าว ก็จะเหยียบถูกทั้งสองแล้ว

      เด็กชายนั้นสวมกอดนางฟุบร่างกับพื้น ใช้ความคิดอย่างรวดเร็ว  ตัวอุบาทว์ทั้งสองนี้คงเป็นราชองครักษ์วังหลวงสองคนนั้น เหตุใดเคราะห์หามยามร้าย กลับเผชิญกับพวกมัน ทำอย่างไรจึงตบตาพวกมันได้?ž พลางยื่นมือคลำสะเปะสะปะ ก็คลำพบดินโคลนกำหนึ่ง จึงถูทาลงบนใบหน้าตัวเอง จากนั้นถูทาใบหน้าหานเอ๋อ สยายผมเผ้าหานเอ๋อจนยุ่งเหยิง

      หานเอ่อไม่ทราบว่ามันกำลังทำอะไร อดอุทานดังอามิได้ อู๋กังกับโหยวจวิ้นพอฟังก็วิ่งปราดเข้ามา อู๋กังตวาดถามว่า ผู้ใด?Ž

      เด็กชายนั้นฉุดดึงหานเอ๋อขึ้น เดินกะโผลกกะเผลกเข้ารับหน้า ดัดสุ้มเสียงร้องว่า "นายท่านโปรดทำบุญกุศล ข้าพเจ้ากับน้องชายไม่ได้รับประทานข้าวมาสองวันแล้ว โปรดเจือจานเศษเงินให้สักหลายเหรียญ" พลางยื่นมือกระตุกแขนเสื้อของอู๋กัง จนดินโคลนเปื้อนแขนเสื้อของมัน

      อู๋กงด่าทอว่า ขอทานน้อยไสหัวไปŽ พลางตวัดมือตบฉาด ตบจนเด็กชายนั้นถลาล้มลง เกลือกกลิ้งไปตามพื้น ค่อยคืบคลานขึ้นมา ฉุดดึงตัวหานเอ๋อมาที่ด้านหลังตนเอง กล่าวว่า น้องเรา นายท่านนี้ใจดำอำมหิต มิเพียงไม่เจือจาน ทั้งยังตบตีคน พวกเรารีบไปเถอะŽ พลางผลักไสหานเอ๋อไปยังอีกปลายหนึ่งของตรอก

      อู๋กังกับโหยวจวิ้นอยู่ในความมืด ไม่อาจเห็นหน้าตาของหานเอ๋อ ได้ยินเด็กชายผู้นี้เรียกมันเป็นน้อยชาย เข้าใจว่าเป็นขอทานน้อยไม่มีบ้านอยู่อาศัย พักพิงอยู่ในตรอกคับแคบ จึงเดินต่อไป โหยวจวิ้นพลันนึกถึงเรื่องหนึ่ง เหลียวหน้ามาร้องเรียกว่า ขอทานน้อย เจ้ากลับมาŽ

      เด็กชายนั้นใจหายวาบ หยุดเท้าลงเหลียวหน้าไปถามว่าทำอะไร โหยวจวิ้นเดินเข้ามา เด็กชายนั้นกลัวมันจดจำหานเอ๋อออก รีบผลักไสหานเอ๋อ ให้นางไปก่อน ตนเองขวางอยู่กึ่งกลางของตรอก

      โหยวจวิ้นเดินเข้ามา ถามว่า เจ้าเป็นคนท้องถิ่นกระมัง? ทราบหรือไม่ว่าเฉิงฟงก่วน (เรือนท่วงทำนองรัก) นอกจากประตูหน้ากับประตูหลังแล้ว ยังมีทางออกอื่นอีกหรือไม่?Ž

      เด็กชายนั้นแก้งเป็นไขสือกล่าวว่า ฉิงฟงก่วน (สถานที่ราชการ)หรือ?Ž

      โหยวจวิ้นชี้มือไปที่กำแพงสูงข้างตรอก กล่าวว่า คือซ่องคณิกาแห่งนี้Ž

      เด็กชายนั้นกล่าวว่า นี่เป็นซ่องคณิกาหรือ? ข้าพเจ้าไม่ทราบ ซ่องคณิกาทำอะไร?Ž

      อู๋กังเดินเข้ามา กล่าวว่า นี่เป็นเด็กโง่งมตนหนึ่ง ถามมันก็เปล่าประโยชน์ ไปกันเถอะŽ

      โหยวจวิ้นขณะจะหันกลับไป พลันสังเกตเห็นเสื้อผ้าของเด็กชายผู้นี้แม้สกปรก แต่ไม่ขาดวิ่น ไม่คล้ายเป็นขอทานน้อยผู้หนึ่ง จึงสะกิดความสงสัยขึ้นมา ยื่นมือตะปบคว้าหัวไหล่มัน ตวาดว่า เจ้ามิใช่ขอทาน เจ้าทำอะไร รีบบอกŽ

      เด็กชายนั่นกลับมีท่วงท่าประเปรียว ย่อกายหลบรอดจากท่าตะปบ ยกเท้ากระทืบคราหนึ่ง แผ่นไม้บนพื้นแผ่นหนึ่งก็ดีดกระดอนขึ้นมาพอดีฟาดถูกหว่างขาของโหยวจวิ้น โหยวจวิ้นแผดร้องคำหนึ่ง ด่าทอว่า เด็กโสโครกหาที่ตายŽ

      เด็กชายนั้นชิงหมุนตัววิ่งตะบึงไป ตามหานเอ๋อจนทัน ร้องบอกให้รีบหนี พลางผลักหานเอ๋อวิ่งไปข้างหน้า

      โหยวจวิ้นกับอู๋กังด่าทอพลางไล่กวดพลางพอออกมาถึงปากตรอก เด็กน้อยทั้งสองก็หายสาบสูญไป โหยวจวิ้นเหลียวซ้ายแลขวา เห็นด้านซ้ายทอดไปยังลำน้ำ ด้านขวาทอดสู่ถนนใหญ่ มันตาแหลมคม สังเกตเห็นบนฝั่งมีเงาคนเคลื่อนไหว จึงร้องบอกว่า อยู่ทางด้านนั้นŽ

      ทั้งสองรีบไล่กวดตามไป พอวิ่งถึงริมฝั่ง เห็นเรือน้อยลำหนึ่งแล่นไปยังตอนบนของลำน้ำ เงาร่างผอมเล็กสายหนึ่งยืนอยู่ที่หัวเรือ มือถือไม้ถ่อลำหนึ่ง

      ยามนี้จันทร์กระจ่างดาวริบหรี่ อู๋กังกับโหยวจวิ้นเห็นชัดตาว่าว่าคนค้ำถ่อคือเด็กชายที่พบพานในตรอกนั้น บนเรือนั่งไว้ด้วยเด็กอีกคนหนึ่ง ดูจากเงาร่างแสดงว่าเป็นหานเอ๋อ

      เรือน้อยแล่นไม่เร็วนัก อู๋กังกับโหยวจวิ้นวิ่งไปสิบกว่าก้าวก็ตามทัน อู๋กังเห็นทางน้ำคับแคบ เรือน้อยห่างจากฝั่งไม่ไกล จึงเกร็งลมปราณกระโดดปราด โถมลงหาเรือน้อย

      เด็กชายนั้นคาดการณ์ว่ามันต้องกระโดดขึ้นเรือ จึงใช้ไม่ถ่อยันหัวเรือตีวงรอบหนึ่ง อู๋กังจึงกระโดดพลาดผิด หล่นตูมลงในน้ำมันเป็นชาวเหนือ ไม่รู้จักวิชาทางน้ำ สร้างความร้อนรุ่มจนร่ำร้องออกมา ต้องดื่มน้ำเข้าไปหลายคำ

      เด็กชายนั้นบังคับเรือจากมา หัวร่อฮาฮา กล่าวว่า ปล่อยให้คนเหนือจมน้ำตายŽ

      โหยวจวิ้นก็ไม่รู้จักวิชาทางน้ำ ไม่กล้ากระโดดลงไปช่วยเหลือ ได้แต่ค้นหาเชือกท่อนหนึ่งจากริมฝั่ง โยนลงน้ำไปให้อู๋กังคว้าจับไว้ ฉุดลากคนขึ้นมา อู๋กับร่างเปียกชุ่มโชกพอขึ้นฝั่งสำเร็จ ทางหนึ่งสำรอกน้ำ ทางหนึ่งร่ำร้องด่าทอออกมา

      ทั้งสองก้าวยาวๆเลียบฝั่ง ติดตามไปหลายสิบก้าว ทางน้ำพลันขยายกว้างออก บนผิวน้ำจอดไว้ด้วยเรือหลายสิบลำ จุดไฟวับแวม ยามกะทันหันจำแนกไม่ออกว่าลำใดเป้นของเด็กชายนั้น ที่นี้เป็นทางน้ำหลังตรอกเอียนสุ่ย ตึกต่างๆสร้างท่าเล็กๆ จอดเต็มไปลำเรือ มีนักท่องเที่ยวบางคนโดยสารเรือมากาความสำราญ

      อู๋กังกับโหยวจวิ้นสบตากับแวบหนึ่ง พากันชักดาบออกมา เลียบริมน้ำค้นหาทีละคำ คนแจวเรือกับผู้โดยสารเห็นคนหน้าตาดุร้ายสองคนถือดาบบุกขึ้นเรือมาค้นหา พากันร้องเอะอะออกมา บ้างด่าทอด้วยภาษาพื้นเมืองของซูโจว บ้างหวาดกลัวจนตัวสั่นงันงก

      ทั้งสองค้นหาอยู่ครู่หนึ่ง ไม่พบเรือของเด็กชายนั้น เห็นที่เบื้องหน้าเป็นสะพานโค้งสะพานหนึ่ง ทั้งสองเดินขึ้นสะพาน สอดส่ายสายตามองดูลำเรือทั้งตอนบนและตอนล่างของลำน้ำ แต่ไม่พบเรือที่น่าสงสัยแต่อย่างไร สุดท้ายตกลงว่าไปหารือกับลู่เหล่าลิ่ว สาวเท้าจากไป

      พวกมันหาทราบไม่ว่าเด็กชายนั้นจอดเรืออยู่ใต้สะพานโค้ง ใต้สะพานมืดครึ้มเลือนราง เด็กชายนั้นนั่งยองๆที่หัวเรือ เอื้อมมือปิดปากของหานเอ๋อ มิให้นางส่งเสียงร้อง รองบได้ยินเสียงฝีเท้าของทั้งสองจากไปไกล เด็กชายนั้นค่อยคลายมือจากการปิดปากหานเอ๋อ ยิ้มพลางกล่าวว่า ตัวอุบาทว์ทั้งสองไปแล้ว เป็นไร น่าเล่นหรือไม่?Ž

      หัวใจของหานเอ๋อยังเต้นตูมตาม เห็นเด็กชายผู้นี้หน้าตาซุกซน ยึดถือเหตุการณ์เมื่อครู่เป็นเรื่องสนุกสนาน ได้แต่ลืมตามองดูมันไม่ตอบคำ

      เด็กชายนั้นกล่าวว่า ท่านไม่เห็นว่าน่าเล่นก็แล้วกันไป เมื่อครู่ข้าพเจ้าช่วยชีวิตท่านครั้งหนึ่ง นับเป็นคนดีหรือไม่? ท่านสมควรบอกชื่อต่อข้าพเจ้าแล้วกระมัง?Ž

หานเอ่อลังเลเล็กน้อยจึงกล่าว ข้าพเจ้าเรียกว่าโจวหานเอ๋อŽ

      เด็กชายนั้นเอียงหน้ากล่าวว่า แซ่โจวนามหานเอ๋อหรือ? ชื่อนี้ไม่น่าฟังเท่าใด ข้าพเจ้ายังเข้าใจว่าคุณหนูตระกูลใหญ่ต้องเรียกว่าอิงอิง หรือรุ่ยหลิน หาไม่ก็เส้าหมางŽ

      หานเอ๋อไม่ทราบว่าสตรีเหล่านี้เป็นตัวละครในเรื่องซีเซียงจี้ (หอตะวันตก) ไป้เยี่ยถิง(เก๋งบูชาจันทร์) และชูเหมยเซียง(หญ้าเหมยหอม) ซึ่งเป็นบทละครร้องที่แพร่หลายในปัจจุบัน พอฟังมันบอกว่าชื่อของตัวเองไม่น่าฟัง จึงกล่าวอย่างขุ่นเคืองว่า ชื่อของท่านน่าฟังสักเท่าใด?Ž

      เด็กชายนั้นกล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า ชื่อของข้าพเจ้าน่าฟังยิ่งนัก ข้าพเจ้าแซ่เฮ่าเรียกว่าเกอเคอŽ

      หานเอ๋อทวนคำว่า เฮ่าเกอเคอ? ชื่อนี้ประหลาดแท้Ž

      เด็กชายนั้นกล่าวว่า มีอันใดน่าประหลาดใจสักหลายครั้งก็ติดปากเองŽ

      หานเอ๋อเรียกหา เฮ่าเกอเคอ เฮ่าเกอเคอŽ เด็กชายนั้นปรบมือหัวร่อกล่าวว่า เม่ยเม่ย(น้องสาว)ที่เชื่อฟังนักŽ

      หานเอ๋อค่อยทราบว่ามันหลอกให้ตัวเองเรียกมันเป็นเฮ่าเกอเกอ(พี่ชายอันประเสริฐ) ต้องร้องว่า ท่านหลอกคนŽ

      เด็กชายนั้นกล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า ท่านเมื่อเรียกข้าพเจ้าเป็นเฮ่าเกอเกอสามครั้ง ข้าพเจ้าสมควรเรียกท่านเป็นเฮ่าเม่ยเม่ย(น้องสาวอันประเสริฐ)สักสามคราŽ จากนั้นเรียกหา เฮ่าเม่ยเม่ยŽ สามครา

      หานเอ๋อร้องว่า ผู้ใดเป็นเม่ยเม่ยของท่าน? ห้ามมิให้ข้าพเจ้าเป็นเม่ยเม่ยŽ

      เด็กชายนั้นหัวร่อ ฮิฮะกล่าวว่า ผู้คนมากมายต้องการให้ข้าพเจ้าเรียกนางเป็นเม่ยเม่ย ข้าพเจ้ายังไม่ยินยอม ข้าพเจ้าสมควรเรียกท่านเป็นหานเอ๋อเม่ยจื่อ (คำเม่ยเม่ยกับเม่ยจื่อล้วนแปลว่าน้องสาว)

      หานเอ๋อยังไม่ยินยอม กล่าวว่า ท่านสมควรเรียกข้าพเจ้าเป็นแม่นางโจวŽ

      เด็กชายนั้นหัวร่อฮาฮากล่าวว่า คิดวางก้ามเป็นคุณหนูหรือ? อย่างนั้นข้าพเจ้าไม่เล่นกับท่านแล้ว ข้าพเจ้าจะกลับบ้านไปŽ

      หานเอ่อร้อนใจขึ้นมา กล่าวว่า ไม่ ท่านอย่าได้ไป ข้าพเจ้า...ข้าพเจ้าอยู่ที่นี้คนเดียวจะทำอย่างไร?Ž

      เด็กชายนั้นกล่าวอย่างปรอดโปร่งว่า ข้าพเจ้าเพียงอยู่เป็นหานเอ๋อเม่ยจื่อ หากเป็นคุณหนูโจว อภัยที่ไม่อยู่เป็นเพื่อนŽ

      หานเอ๋อได้แต่กล่าวว่า ตกลง แล้วแต่ท่านเรียกข้าพเจ้าว่าอะไร ขอเพียงอย่าได้ไปŽ

      เด็กชายนั้นค่อยตบฝุ่นละอองบนเสื้อผ้าผุดลุกขึ้นยืน หยิบฉวยไม้ถ่อดันเรือออกจากใต้สะพานโค้ง

      หานเอ๋อนึกถึงเรื่องหนึ่ง จึงถามว่า ท่านที่แท้มีชื่อว่าอะไร?Ž

      เด็กชายนั้นกล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า เกอเกออันประเสริฐของท่านยามนั่งไม่เปลี่ยนชื่อ ยามเดินไม่เปลี่ยนแซ่ แซ่จ้าวนามกวน* (ภาษาแต้จิ๋วอ่านออกเสียงว่าเตี่ยกวน จ้าวเป็นเเซ่ กวนแปลว่าพิเคราะห์)

     หานเอ๋อเรียกจ้าวกวนเบาๆสองคำ ครุ่นคิดขึ้น ชื่อนี้กลับไม่ระคายหูเท่าใดž เห็นเด็กชายนามจ้าวกวนถ่อเรือถึงทางน้ำแยกแห่งหนึ่ง ได้ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้น ริมฝั่งของทางน้ำขวามือปรากฏผู้คนกลุ่มหนึ่งวิ่งตะบึงมา สร้างความแตกตื่นแก่หานเอ๋อร้องว่า มาตามหาข้าพเจ้าหรือ?Ž

     จ้าวกวนรีบถ่อเรือเข้าเทียบฝั่ง จอดรวมกับเรือน้อยหกเจ็ดลำ ยกมือทำท่าให้หานเอ๋อหมอบลง ส่วนตนเองยืดคอมองดู เห็นคนชุดดำกลุ่มหนึ่งวิ่งเลียบทางน้ำมา ทุกคนถือดาบกระบี่ มีจำนวนสิบกว่าคน รายล้อมป้อมยามที่ริมน้ำแห่งหนึ่งไว้ จึงกล่าวเบาๆว่า มิใช่ ตัวอุบาทว์เหล่านั้นยังไม่มาเร็วถึงเพียงนี้

หนังสือแนะนำ

Special Deal