ตอนที่ 1 เด็กรับใช้หอนางโลม (หน้า 2)

      หานเอ๋อไม่สนใจนาง วิ่งเข้าห้องชั้นในควานหาจอดหมายฉบับนั้นจากบนเตียง ซุกเก็บไว้ในอกเสื้อ ตั้งใจว่าต้องมอบจดหมายแก่พวกนาง ดังนั้นวิ่งออกจากห้อง ใช้เส้นทางเมื่อขามา กลับมายังซอกมุมของลานตึกหลังที่พบพานรุ่ยต้าเหนียงสองแม่ลูก

      การไปกลับครั้งนี้ใช้เวลาชั่วน้ำเดือด เห็นม่นวิกาลมืดมิด ทุกที่ทางเงียบวังเวง มิเพียงไม่ได้ยินเสียงการต่อสู้ ทั้งปราศจากสุ้มเสียงผู้คน รุ่ยต้าเหนียงและพวกไม่อยู่ที่เดิมแล้ว

      หานเอ๋อบังเกิดความร้อนรุ่มลนลาน ครุ่นคิดขึ้น พวกนางไปยังที่ใด? เราจะหาพวกนางพบได้อย่างไร?ž จากนั้นครุ่นคิด เป่าเอ๋อบอกว่าจะมาขอรับจดหมายจากเรา เรายังคงกลับห้องไปž

      นางขณะจะกลับห้อง พลันรู้สึกหว่างเอวตึงวูบ ถูกคนผู้หนึ่งโอบเอวอุ้มขึ้นมา นางคิดส่งเสียงร่ำร้อง แต่ถูกผู้คนปิดปากไว้ รู้สึกว่าตัวเองถูกผู้คนโอบอุ้มวิ่งตะบึง บัดเดี๋ยวขึ้นสูงบัดเดี๋ยวลงต่ำ คล้ายออกทางประตูหลังของตึกตระกูลโจว

      นางตื่นตระหนกยิ่ง คิดขัดขืนดิ้นรน แต่ไหนเลยดิ้นหลุดได้ วิ่งในลักษณะนี้ระยะหนึ่ง คนผู้นั้นค่อยหยุดยั้งลง ได้ยินที่ด้านข้างบังเกิดสุ้มเสียงหนึ่งดังว่า ผู้ใหญ่หลบหนี จับตัวผู้น้อยไว้ ถือเป็นความดีความชอบประการหนึ่งŽ

      คนที่โอบอุ้มนางร้องเพ้ยกล่าวว่า ความดีความชอบอันใด? ผู้แซ่เจิ้งตายแล้ว สิ่งของไม่ทราบอยู่ที่ใด หงตูจู่พิโรธโกรธกริ้ว พวกเราพอกลับไป ไม่ทราบจะเป็นหรือตายŽ

      อีกผู้หนึ่งกล่าวว่า เรื่องราวไม่เลวร้ายปานนั้น ฟ้าพอรุ่งสาง พวกเราส่งมอบทารกหญิงนี้แก่หงตูจู่ อาศัยความดีความชอบไถ่ถอนความผิดŽ

      หานเอ๋อรับฟังถึงตอนนี้ คาดเดาว่าพวกมันยึดถือตัวเองเป็นเป่าเอ๋อ จึงจับตัวนางมาสร้างความร้อนรุ่มใจยิ่ง คิดแก้ต่างว่าตัวเองมิใช่เป่าเอ๋อ แต่ถูกผู้คนใช้เศษผ้าอุดปากไว้ไม่อาจส่งเสียงออกมา จากนั้นถูกผู้คนใช้ผ้าผูกตา มัดสองมือสองเท้า โยนทิ้งไว้กับพื้น หานเอ๋อไม่เคยได้รับการปฏิบัติที่หยาบคายเช่นนี้มาก่อน ในใจทั้งแตกตื่นทั้งขุ่นเคืองอดร่ำไห้ออกมามิได้

      พลันรู้สึกปวดแปลบที่ข้างเอว เมื่อถูกผู้คนเตะใส่เท้าหนึ่ง คนผู้หนึ่งแผดด่าว่า ทารกหญิงโสโครก ร่ำไห้อันใด? หาการ่ำไห้อีกจะเตะเจ้าตายคาเท้าŽ

      หานเอ๋อน้ำตาไหลรินพร่างพรู แต่ได้แต่กล้ำกลืนไว มิให้ร้องไห้ออกมา ได้ยินคนทั้งสองนั่งอยู่ด้านข้าง สนทนาฆ่าเวลา นางฟังคำโต้ตอบของพวกมัน แสดงว่าเป็นราชองครักษ์วังหลวง คนหนึ่งแซ่โหยว เรียกว่าโหยวจวิ้น คนหนึ่งแซ่อู๋ เรียกว่าอู๋กัง ฟังว่าเจิ้งหานชิงขโมยสิ่งของออกจากวังหลวง หงตูจู่แห่งค่ายตะวันออกมีคำสั่งลับ ให้จับตัวเจิ้งหานชิงกลับไปพร้อมกับสิ่งของที่ขโมยมา หากทำงานสำเร็จจะปูนบำเหน็จรางวัลอย่างงาม หากล้มเหลวต้องถูกลงโทษสถานหนัก หานเอ๋อรู้สึกว่าค่ำคืนนี้ยาวนานเป็นพิเศษ ร่ำไห้อยู่ครู่หนึ่ง บังเกิดความเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลียจนเคลิ้มหลับไป

      ไม่ทราบผ่านไปนานเท่าใด หานเอ๋อพลันได้คนผู้หนึ่งร้องว่า พี่โหยว ผิดท่าแล้ว ทารกหญิงนี้มิใช่บุตรีของผู้แซ่เจิ้งŽ คนกล่าววาจาคืออู๋กัง

      หานเอ๋อคืนสติมา พบว่ายังถูกผูกตาอยู่ แต่เพิ่มแสงสว่างกว่าเดิม คล้ายกับฟ้าสว่างแล้ว ได้ยินโหยวจวิ้นร้องโพล่งว่า ท่านว่าอะไร?Ž

      อู๋กังกล่าวว่า เมื่อครู่เราออกไปสืบข่าว บนท้องถนนเล่าลือว่าเมื่อคืนนี้คุณหนูตระกูลโจวหายสาบสูญไป เจ้าหน้าที่กรมเมืองเที่ยวตามหา ยังบอกว่าคุณหนูตระกูลโจวอายุแปดขวบ นี่...นี่ไยมิใช่เป็นทารกหญิงนี้?Ž

      โหยวจวิ้นถามย้ำว่าสืบแน่ชัดหรือ อู๋กังกล่าวว่า เรายังสอบถามค่ายตะวันออก มีกงกง (คำเรียกขันที) หลายท่านถูกนางโจรนั้นทำร้ายบาดเจ็บ นอนพักรักษาตัวอยู่บนเตียง พวกมันกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่านางโจรของผู้แซ่เจิ้งนำบุตรีหลบหนีออกจากเมืองแล้วŽ

      โหยวจวิ้นตบด่าทอว่า มารดามันเถอะ กลับจับคนผิด มหาบัณฑิตโจวกับผู้บัญชาการนครหลวงมีความสัมพันธ์อันดี บุตรีสูญถูกลักพาตัวเช่นนี้ ไหนเลยยอมเลิกรา?Ž

      อู๋กังคล้ายหวาดกลัวยิ่งเสนอให้ปล่อยตัวทารกหญิงนี้ โหยวจวิ้นกลับกล่าวว่า ปล่อยไม่ได้ นางได้ยินคำสนทนาของพวกเรา ทั้งล่วงรู้ชื่อแซ่ของพวกเราทั้งสอง ต้องกล่าวโทษพวกเราแน่นอนŽ

      อู๋กังถามว่าทำอย่างไรดี โหยวจวิ้นลดสุ้มเสียงแผ่วเบาลง กล่าวว่า เมื่อกระทำก็กระทำถึงที่สุด พานฆ่าคนปิดปาก อย่าให้สืบสาวถึงตัวพวกเราŽ

      หานเอ๋อฟังว่าคนทั้งสองคิดฆ่าปิดปาก สร้างความตื่นตระหนกจนร่างสั่นระริก พลันรู้สึกว่าเบื้องหน้าสายตากระจ่างวูบ คนผู้หนึ่งดึงผ้าผูกตาของตัวเองลงมา ราชองค์รักษ์ไว้เคราครึ้มผู้หนึ่งถือดาบปลายแหลม กล่าวอย่างดุร้ายหมายขวัญว่า คุณหนูโจว ท่านโชคไม่ดีที่ตกอยู่ในเงื้อมมือพวกเราŽ พลางยื่นดาบปลายแหลมออก คิดเชือดลำคอของหานเอ๋อ

      ราชองครักษ์ศีรษะล้านอีกคนหนึ่งพลันร้องทัดทานไว้ ฟังจากสุ้มเสียงแสดงว่าเป็นโหยวจวิ้น มันกล่าวว่า ช้าก่อน ทารกหญิงนี้หน้าตาหมดจด เรากลับมีความคิดประการหนึ่ง

      ราชองครักษ์เคราครึ้มอู๋กังกล่าวว่า หน้าตาหมดจดแล้วจะเป็นไร ทารกหญิงอายุแปดขวบ เราหามีความสนใจไม่Ž

      โหยวจวิ้นสั่นศีรษะกล่าวว่า น้องแซ่อู๋ คราครั้งนี้พวกเราไม่สามารถจับตัวนางโจรของเจิ้งหานชิงกลับไป คงต้องรับโทษจากหงตูจู่ (ผู้บัญชาการแห่งหง) หากไม่ฆ่าทิ้ง ก็ต้องเนรเทศไปชายแดน พวกเรามิสู้หลบหนีออกจากนครหลวงไปยังเจียงหนัน (ฝั่งใต้ของแม่น้ำแยงซีเกียง) เรามีพี่น้องร่วมสาบานคนหนึ่ง เรียกว่าลู่เหล่าลิ่ว (คนที่หกแซ่ลู่) อยู่ที่เมืองซูโจวยึดอาชีพค้ามนุษย์ อาศัยทารกหญิงนี้ สมควรขายให้กับหอนางโลม ได้เงินมาหลายร้อยตำลึงพวกเราพอได้เงินมา ก็เสพสุขได้หลายปี ท่านว่าดีหรือไม่?Ž

      อู๋กังหวั่นไหวคล้อยตาม คนทั้งสองล้วนเป็นโรค ไม่มีครอบครัวอยู่ในนครหลวง ดังนั้นหารือว่าจะนำตัวหานเอ๋อหลบหนีรอดจากนครหลวงอย่างไร หลังเที่ยงวันนั้น ทั้งสองขอเบิกเงินจากต้นสังกัด ยัดหานเอ๋อไว้ในกระสอบป่านใบใหญ่ ปะปนรวมกับข้าวของอีกหลายใบ ว่าจ้างรถม้าคันหนึ่ง ปลอมตัวเป็นพ่อค้าออกจากนครหลวง เดินทางลงสู่ใต้

ทั้งสองหาทราบไม่ว่าหมากตานี้กลับช่วยชีวิตของพวกมัน ผู้บัญชาการค่ายตะวันออกหงตูจู่พอได้รับรายงานว่าบุตรภรรยาของเจิ้งหานชิงนำสิ่งของที่ขโมยมาหลบหนีไป ก็สั่งประหารราชองครักษ์ภายในวังกับขันที่ค่ายตะวันออกที่ออกตามล่าเจิ้งหานชิงจนหมดสิ้น

      3...ตรอกซอยเอียนสุ่ย

      ตลอดรายทางโหยวจวิ้นกับอู๋กังเฝ้าดูแลต้นไม้เงินต้นไม้ทองต้นนี้โดยไม่คลาดคลากลางคืนขังนางอยู่ในห้อง กลางวันตอนออกเดินทางกักขังอยู่ในรถม้า ทั้งสองคิดขายนางได้ราคาอีกหลายตำลึง ไม่ปล่อยให้นางอดอยาก หรือทำร้ายนางเสียโฉม มาตรว่าขุ่นข้องรำคาญนางร่ำไห้ไม่เลิกรา อย่างมากเพียงร่ำร้องด่าทอไม่กล้าทุบตีนาง

      หานเอ๋อเห็นยิ่งมายิ่งไกลจากบ้าน ในใจยิ่งมายิ่งสิ้นหวัง ทราบว่าต่อให้หลบหนีจากมือมารของทั้งสอง นางเป็นเด็กหญิงตัวคนเดียว ไมมีเงินทองติดตัว ทั้งไม่รู้จักทาง ไม่มีทางกลับสู่นครหลวง เมื่อไปถึงเมืองซูโจว ไม่ทราบมีชะตากรรมอย่างไร ทุกครั้งที่นึกถึงบิดามารดานึกถึงชีวิตความเป็นอยู่ในบ้าน สร้างความเศร้าเสียใจจนหลั่งน้ำตาออกมา

      วันนี้โหยวจวิ้นกับอู๋กังนำหานเอ๋อมาถึงเมืองซูโจว (เมืองซูโจวกับหังโจวได้รับขนานนามว่าเป็นสวรรค์ในแดนดิน อยู่ในมณฑลเจ้อเจียง) ตอนนั้นเมืองซูโจวเป็นหนึ่งในตัวเมืองที่เจริญรุ่งเรืองที่สุด ตรอกเอียนสุ่ยซึ่งเป็นที่ตั้งของหอนางโลม ยิ่งมีชื่อลือกระฉ่อนไปทั้งเหนือใต้ของแม่น้ำแยงซีเกียง

      โหยวจวิ้นสืบเสาะหาพี่น้องร่วมสาบานลู่เหล่าลิ่วจนพบ ลู่เหล่าลิ่วเป็นงูเจ้าถิ่น จึงเลี้ยงรับรองคนทั้งสองที่เหลาสุราประจำโรงเตี๊ยมที่ทั้งสองพักอยู่ โหยวจวิ้นบอกว่าพวกมันนำทารกหญิงนางหนึ่งมาเร่ขาย แต่กลัวว่าหากบอกว่าเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่ จะเจอปัญหาวุ่นวาย จึงอ้างว่าเป็นบุตรสาวครอบครัวชาวนาที่ชานเมือง เมื่อปีก่อนเก็บเกี่ยวไม่ได้ผล ทุกบ้านช่องเร่ขายบุตรสาว พวกมันโชคดีได้สินค้าชั้นดีมาจากนั้นนำลู่เหล่าลิ่วมาที่ห้องพัก

      ลู่เหล่าลิ่วเห็นหานเอ๋อหน้าตาหมดจดผิดพรรณนวลเนียน ดวงตาประดุจนิล ช่วงคอยาวไหล่ถากเฉียง มาตรว่าอายุยังเยาว์ แต่ก็เป็นแบบพิมพ์ของหญิงงาม ต้องชมเชยว่า เป็นสินค้าชั้นดีจริงๆหอนางโลมที่นี้หลายแห่ง ชอบทารกหญิงอายุวัยนี้ เราจะนำนางไปเร่ขายตามตึกใหญ่ รับรองต้องได้ราคาอย่างงามŽ

      หานเอ๋อเห็นคนผู้นั้นหน้าฝีดาษ ตาเขปากเบี้ยว หน้าตาขี้ริ้วอัปลักษณ์ บังเกิดความชิงชังรังเกียจ ครุ่นคิดขึ้น เราโจวหานเอ๋อเป็นเด็กหญิงในตระกูลใหญ่ ไยต้องให้ท่านวิพากษ์วิจารณ์?ž ส่วน หอนางโลมŽ ตลอดจน ตึกใหญ่Ž เป็นสถานทีอันใด นางหาทราบไม่

      อู๋กังสอบถามว่าได้ราคาสักเท่าใด ลู่เหล่าลิ่วยกมือตบอกกล่าวว่า ปล่อยให้หน้าที่เราเองสินค้าเช่นนี้ต้องขายได้พันตำลึงŽ

      อู๋กังกับโหยวจวิ้นสบตากันวูบ ล้วนลิงโลดอย่างไม่คาดหมาย พวกมันเข้าใจว่าขายได้หลายร้อยตำลึง ก็พึงพอใจแล้ว คิดไม่ถึงลู่เหล่าลิ่วกลับบอกว่าขายได้พันตำลึง ค่ำคืนนั้นทั้งสองดื่มกินกับลู่เหล่าลิ่วจนดึกดื่น จวบกระทั่งเมามายค่อยเลิกรา

      เที่ยงวันรุ่งขึ้น ลู่เหล่าลิ่วนำโหยวจวิ้นกับอู๋กังพร้อมทั้งหานเอ๋อไปยังตอกเอียนสุ่ย เพื่อยกระดับสินค้า ลู่เหล่าลิ่วยังว่าจ้างเกี้ยวน้อยหามหานเอ๋อเข้าไป ก่อนหน้านี้ยังตกแต่งรูปโฉมของนาง หวังเรียกราคาสูงกว่าเดิม

      หานเอ๋อนั่งอยู่ในเกี้ยว รู้สึกส่ายโคลงเคลงจวบจนเลี้ยวเข้าตรอกเล็กๆ แห่งหนึ่ง ได้ยินเสียงเครื่องสายขับกล่อม แว่วเสียงขับร้อง เสียงสนทนาเสียงร้องทักทายดังไม่ขาดหู ในใจแม้หวาดกลัวแต่ก็อดสงสัยอยากรู้มิได้ คิดเลิกม่านเกี้ยวชมดู เกี้ยวน้อยพลันหยุดลง ได้ยินสุ้มเสียงหยาดเยิ้มของสตรีเสียงหนึ่งดังว่า โอย ลู่เหล่าลิ่ว เป็นลมอันใดหอบท่านมาถึงหอน่งเยี่ยโหลว (หอยั่วเย้าจันทร์) เรา ภายในเกี้ยวนั่งไว้ด้วยแขกเหรื่อใด?Ž

      ลู่เหล่าลิ่วกล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า รีบเรียกซุนมามา (คำเรียกสตรีที่มีอายุแซ่ซุน) ออกมา เรามีสินค้าชั้นดีให้นางชมดู?Ž

      หานเอ๋อรู้สึกเบื้องหน้าสายตากระจ่างจ้าปรากฏมือข้างหนึ่งเลิกม่านเกี่ยวขึ้น บนข้อมือสวมกำไลทั้งเงินและทองรวมทั้งหยด บังเกิดเป็นเสียงดังติงตัง ต่อจากนั้นสตรีประทินโฉมหนาเตอะนางหนึ่งยื่นหน้าเข้ามา ชมดูอยู่ครู่หนึ่ง ทั้งยังย่อตัวลงบีบเท้าของหานเอ๋อ ค่อยผงกศีรษะรับ ปล่อยม่านเกี้ยวลง กล่าวว่า ไม่เลวจริงๆ เราะจะไปเรียนซุนมามาŽ

      ไม่นานให้หลัง ปรากฏสตรีสูงอายุผมขาวดอกเลา แต่งตัวฉูดฉาดยิ่งกว่านางหนึ่งเลิกม่านเกี้ยวขึ้น แบะปากชมดูหานเอ๋ออยู่ครู่หนึ่ง ปากส่งเสียงพึมพำ จากนั้นปล่อยม่านเกี้ยวลง หันไปต่อรองราคากับลู่เหล่าลิ่ว

      หานเอ๋อฟังไม่เข้าใจสุดท้ายต่อรองราคาไม่สำเร็จ ลู่เหล่าลิ่วสักคนแบกเกี่ยวมาถึงสถานที่ที่ชื่อว่าเหลียนเซียงเก๋อ เจ้าของสถานที่เรียกว่าพานมามา ยอมรับว่าสินค้าดีเลิศ แต่เหลียนเซียงเก๋อเป็นตึกเล็ก ไม่มีปัญญาให้ราคาสูงสุดท้ายมาถึงตึกใหญ่ที่สุดในตรอกเอียนสุ่ย ชื่อฉิงฟงก่วน (เรือนท่วงทำนองรัก)

      ลู่เหล่าลิ่วกับโหยวจวิ้นและอู๋กังเข้ามายังห้องโถงชั้นนอกทรุดนั่งลง ลู่เหล่าลิ่วกล่าวกบโหยวจวิ้นว่า เจ้าของเรือนท่วงทำนองรักแห่งนี้เรียกว่าหลิวชีเหนียง (สตรีที่เจ็ดแซ่หลิว) ได้ชื่อว่ามือเติบที่สุด ครั้งก่อนนางไปสรรหาเด็กหญิงจากแดนใต้ จ่ายเงินถึงสามพันตำลึงŽ

      โหยวจวิ้นเห็นมันตระเวนเร่ขาย ยังขายไม่ออก เริ่มร้อนใจขึ้นมากล่าวเบาๆว่า ครั้งนี้ต้องขายออกไปให้จงได้ ต่อให้ราคาต่ำก็ไม่เป็นไรŽ

      ลู่เหล่าลิ่วยิ้มพลางกล่าวว่า ท่านยังไม่เข้าใจเคล็ดลับของการปล่อยสินค้า คิดขายทารกหญิงให้ได้ราคาสูง ต้องให้ตึกใหญ่สักสองแห่งแย่งกันให้ราคา เมื่อถึงเวลานั้นพวกเราค่อยฉวยโอกาสตักตวงกำไรอย่างงามŽ

      ขณะกล่าว ม่านมุกถูกเลิกขึ้น หญิงรับใช้นางนึ่งประคองโฉมสะคราญนางหนึ่งออกมา โฉมสะคราญนี้มีอายุยี่สิบห้ายี่สิบหกปี สวมเสื้อแพรสีเขียวอ่อน รูปร่างสูงโปร่ง ตาหงส์ทั้งคู่เป็นประกายแวววับ งามหยดเยิ้มยิ่ง โหยวจวิ้นกับอู๋กังอยู่ในนครหลวง พบเห็นหญิงงามไม่น้อย ยังไม่เคยเห็นโฉมสะคราญที่สะกดผู้คนจนตะลึงลานมาก่อน ต้องเหม่อมองจนตาค้าง โฉมสะคราญนั้นก็เหลือบมองคนทั้งสามแวบหนึ่ง หาไดคำนับทักทายไม่ ทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง

      กลับเป็นลู่เหล่าลิ่วรีบผุดลุกขึ้น ตรงเข้ามาคาราวะ ยิ้มประจบกล่าวว่า แม่นางชิงจู๋ (ไผ่เขียว) ท่านไฉนมีเวลาว่างออกมาพบเรา?Ž

      โฉมสะคราญนามชิงจู๋เผยอยิ้มเล็กน้อยกล่าวว่า ชีเหนียงมีงานยุ่งวุ่นวาย ไม่มีเวลาออกมาพบท่าน ท่านมีวาจาใดรีบอกมาŽ

      ลู่เหล่าลิ่วกล่าวว่า ขอบอกตามตรง ครั้งนี้เรานำสินค้าชั้นดีมา ขอให้แม่นางชิงจู๋ชมดูสักครา หากเห็นว่าสบายตา ค่อยบอกต่อชีเหนียงŽ

      ชิงจู๋เลิกคิ้วขึ้น ใบหน้าคล้ายเคลือบคลุมด้วยน้ำแข็งชั้นหนึ่ง ผุดลุกขึ้นกล่าวว่า ลู่เหล่าลิ่ว ท่านมิใช่ไม่ทราบกฎของเรือนท่วงทำนองรัก พวกเราไม่เคยซื้อหญิงสาวจากนักค้ามนุษย์เช่นท่านมาก่อน วันนี้ท่านกลับกล้ามาเสนอขาย ไม่ทราบหยิบยืมขวัญจากที่ใด หากชีเหนียงล่วงรู้ต้องใช้ไม้พลองกวาดท่านออกไปแน่นอนŽ จากนั้นหันไปกล่าวกับหญิงรับใช้ว่า ติงเซียงส่งแขกŽ กล่าวจบหันกายออกจากห้อง

      ลู่เหล่าลิ่วยื่นตัวแข็งทื่อกับที่ ได้แต่ฝืนหัวร่อกล่าวว่า แม่นางชิงจู๋ผู้นี้ปรกติถูกจับจองตลอดทั้งวัน คงมีเรื่องราวผูกมัดตัว พี่โหยวพี่อู๋ พวกเราไปกันเถอะŽ

      4...เจ้าเรือนท่วงทำนองรัก

      ทั้งหมดออกจากประตูใหญ่ของเรือนท่วงทำนองรัก ได้ยินที่เบื้องนอกบังเกิดสุ้มเสียงสตรีเสียงหนึ่งร้องว่า ลู่เหล่าลิ่ว เราต้องการคน ยินดีจ่ายให้หนึ่งพันห้าร้อยตำลึงŽ

      ลู่เหล่าลิ่วรีบออกไปรับหน้า เห็นซุนมามาแห่งหอนงเยี่ยก่วนยืนเท้าสะเอวอยู่หน้าประตู ที่ด้านหลังตามติด้วยนักบู๊ประจำหอเจ็ดแปดคนแสดงว่าหมายมั่นต้องการตัวหานเอ๋อ มันยังคิดโก่งราคา โหยวจวิ้นชิงร้องบอกว่า ตกลง ขายแล้วŽ

      มันกลัววิกาลยาวนายฝันยุ่งเหยิง คิดปล่อยสินค้าออกไปแต่เนิ่นๆ อู๋กังก็คิดอ่านตรงกันรีบกล่าวว่า ตกลง หนึ่งพันห้าร้อยตำลึง มือหนึ่งส่องมอบเงิน มือหนึ่งรับมอบสินค้าŽ

      ซุนมามาโบกมือวูบหนึ่ง สมุนผู้หนึ่งก็เดินเข้ามา ยื่นตั๋วแลกเงินให้ฉบับหนึ่ง โหยวจวิ้นรับมาถือไว้ เห็นบนตั๋วแลกเงินใช้หมึกดำเขียนคำ หนึ่งพันห้าร้อยตำลึงŽ ด้านล่างประทับตราสีแดงว่าร้านแลกเงินลี่ฟง มันส่งตั๋วแลกเงินให้กับลู่เหล่าลิ่ว ลู่เหล่าลิ่วผงกศีรษะกล่าวว่า เป็นตั๋วของร้านแลกเงินลี่ฟง ไม่มีปัญหาŽ พลางร้องบอกให้คนแบกเกี้ยวแบกเกี้ยวมา กล่าวว่า คนอยู่ที่นี้ ซุนมามาหามไปเถอะŽ

      ซุนมามาเดินถึงหน้าเกี้ยว โบกมือขับไล่คนแบกเกี้ยวไป ร้องบอกว่า นางคณิกานางหนึ่งวางก้ามนั่งเกี้ยวอันใด รีบออกมาให้กับเราŽ

      ภายในเกี้ยวหามีความเคลื่อนไหวใดไม่ซุนมามาสืบเท้าออกไป ยื่นมือเลิกม่านเกี้ยวขึ้น เห็นบนเก้าอี้ภายในเกี้ยวว่างเปล่า หานเอ๋อไม่ทราบไปยังที่ใดแล้ว

      เมื่อเป็นเช่นนี้ มิเพียงซุนมามาทั้งแกตกตื่นทั้งโกรธแค้น แม้แต่ลู่เหล่าลิ่วกับโหยวจวิ้นและอู๋กังก็หน้าแปรเปลี่ยนไป ร้องว่า คนเล่า?Ž

      ลู่เหล่าลิ่วหันไปถามคนแบกเกี้ยวทั้งสี่ คนแบกเกี้ยวร้องว่า ท่านไม่ได้สั่งพวกเราเฝ้าดูแลเมื่อครู่พวกเราแวะไปดื่มน้ำชา ไหนเลยทราบว่าทารกหญิงไปที่ใด?Ž

      ลู่เหล่าลิ่วร้องว่า คงหลบหนีเข้าไปในเรือนท่วงทำนองรัก พวกแยกย้ายกันตรวจค้น สุดท้ายต้องจับตัวกลับมาได้Ž

      ในยามนั้นปรากฏสตรีนางหนึ่งเดินออกจากประตูใหญ่ของเรือนท่วงทำนองรัก นางร่างเล็กแบบบาง ใบหน้ารูปแตงตัวกลมแก้มแดงสดใส มีอายุสี่สิบเศษมาตรว่าล่วงเลยวัยสาว แต่ยังทรงเสน่ห์ไม่เสื่อมคลาย นางยกมือเท้าสะเอว กวาดมองผู้คนที่หน้าประตูเที่ยวหนึ่ง สายตาเปลี่ยนเป็นเย็นชากล่าวว่า ซุนมามา ลู่เหล่าลิ่ว พวกท่านกลับกล้ามาอาละวาดถึงหน้าประตูเรือนท่วงทำนองรัก เข้าใจว่าเราหลิวชีเหนียงเป็นคนตายหรือ?Ž สุ้มเสียงนางไม่ดังนัก แต่น้ำเสียงข่มขู่คุกคาม แฝงอำนาจบารมีชนิดหนึ่ง

      ลู่เหล่าลิ่วรีบกล่าวว่า ชีเหนียง ท่านอย่าได้มีโทสะ เรื่องราว...เป็นเช่นนี้ เมื่อครู่เรามายังเรือนท่าน เพื่อเร่ขายทารกหญิงนางหนึ่ง...Ž

      สตรีนางนั้นคือเจ้าของเรือนท่วงทำนองรักหลิวชีเหนียง พอฟังเลิกคิ้วสูงชัน ร้องว่า เราเคยสั่งห้ามไว้ มิให้ท่านมาเร่ขายหญิงสาว ท่านถือว่าคำพูดเราเป็นเช่นลมที่ผายออกมาหรือ?Ž

      ลู่เหล่าลิ่วรีบกล่าวว่า มิกล้าŽ จากนั้นกล่าวว่า แม่นางชิงจู๋เชิญพวกเราออกมาแล้ว ทางด้านซุนมามาพอดีรุดมา บอกว่าต้องการซื้อสินค้า พวกเรามือหนึ่งส่งมอบเงิน มือหนึ่งรับมอบสินค้า ค่อยพบว่าทารกหญิงนั้นหลบหนีไป ชีเหนียงลองนึกดู เกี้ยวคันนี้จอดที่หน้าประตูของท่าน ทารกหญิงนั้นคงซ่อนตัวอยู่ในเรือนท่วงทำนองรักแล้วŽ

      โหยวจวิ้นกับอู๋กงก็ร้องว่า ค้น ต้องค้นตัวทารกหญิงออกมาให้จงได้Ž

      หลิวชีเหนียงเหลียวมองคนทั้งสองกล่าวว่า ท่านทั้งสองแปลกหน้านัก คงมาจากต่างถิ่นกระมัง?Ž

      อู๋กังร้องดังๆว่า พวกเราเป็นราชองครักษ์เสื้อแพรจากนครหลวง เรือนท่วงทำนองรักของท่านให้ที่หลบซ่อนแก่ประชากรที่หลบหนี มีโทษสถานใด?Ž

      หลิวชีเหนียงแค่นหัวร่อกล่าวว่า ราชองครักษ์เสื้อแพรหรือ? กล่าวไปประจวบเหมาะนัก คืนนี้คุณชายเก้าจวนสั้งซู (สั้งซูเป็นตำแหน่งขุนนาง) กำหนดพักผ่อนที่ตึกเราเส้าแหยตระกูลพานภายในเมืองก็กำลังเลี้ยงแขก พวกท่านกล้าเข้าไปค้นหาผู้คนหรือ?Ž

      ลู่เหล่าลิ่วทราบว่าคุณชายเก้ากับเส้าแหยตระกูลพานล้วนเป็นบุคคลที่สามารถเรียกลมเรียกฝนทั้งเป็นแขกประจำของเรือนท่วงทำนองรัก ตนเองต่อให้มีขวัญกล้าเทียมฟ้า ก็ไม่กล้าขุดดินในตำแหน่งของไท้ส่วยเอี้ย (ไท้ส่วยเอี้ยเป็นคำทีอ่านออกเสียงแต้จิ๋ว ทรงเป็นเทพเจ้าประจำปี แต่ละปีจะสถิตอยู่ทิศหนึ่งทิศใดหากขุดดินในตำแหน่งที่เทพเจ้าไท้ส่วยเอี้ยวสถิตอยู่ จะประสบเหตุเภทภัย คำขุดดินในตำแหน่งของไท้ส่วยเอี้ยจึงใช้เปรียบเปรยว่าคิดล่วงเกินผู้มีอำนาจ) ในใจมันลอบแผดด่าในใจ ปากกลับกล่าวว่า ถูกแล้ว ที่แล้วมาท่านผู้เฒ่าไม่รับอุปการะแม่นางที่หลบหนีจากตึกอื่น ประการนี้ทั้งหมดล้วนทราบดี วันนี้พวกเราไม่กล้าตรวจคืนแล้ว แต่จะรบกวนชีเหนียงช่วยสอดส่องดูหากพบเห็นทารกหญิงนั้นอยู่ในเรือน ก็ส่องมอบนางให้แก่พวกเรา จะเป็นพระคุณอย่างสูงŽ

      หลิวชีเหนียงแค่นเสียงดังเฮอะกล่าวว่า ตัวเองไม่ดูแลให้ดี ยังให้เราช่วยตามหาคนให้กับท่าน อย่าได้คิดหวังไปแล้ว เวลานี้ล้วนไสหัวไปให้กับเราŽ

      คำพูดประโยคสุดท้ายส่งเสียงตวาด คล้ายกับฟ้าร้องกรอกหู โหยวจวิ้นกับอู๋กังยังอดสะท้านขึ้นคราหนึ่งมิได้ ทั้งหมดรีบแยกย้ายจากไปหลิวชีเหนียงแค่นหัวร่อคำหนึ่ง หันกายกลับเข้าตึกไป

      ซุนมามาเห็นหลิวชีเหนียงกลับเข้าไป ก็ตรงเข้ามาคว้าคอเสื้อลู่เหล่าลิ่ว บีบบังคับให้มันตามหาทารกหญิงนั้นกลับมา ลู่เหล่าลิ่วทราบว่าหอนงเยี่ยโหลวของซุนมามากับเรือนท่วงทำนองรักของหลิวชีเหนียงมีการแข่งขันสูง หลิวชีเหนียงมีวิธีอบรมสั่งสอนหญิงสาวอย่างดี เรือนท่วงทำนองรักมีคนหน้าใหม่ผุดขึ้นมา จนเหนือกว่าหอยั่วเย้าจันทร์ขั้นหนึ่ง หลายปีนี้ซุนมามาคิดข่มเรือนท่วงทำนองรักให้จงได้ คราครั้งนี้พบพานสินค้าชั้นดีเช่นหานเอ๋อ ย่อมไม่ยอมปล่อยมือ

      ลู่เหล่าลิ่วหารือกับโหยวจวิ้นและอู๋กัง เห็นพ้องต้องกันว่าการลอบเข้าเรือนท่วงทำนองรัก ทั้งสามคาดว่าหลิวชีเหนียงต้องไม่รับอุปการะหานเอ๋อโดยเด็ดขาด ทารกหญิงพอถูกส่งตัวออกจากประตู ทั้งหมดจะรวบตัวนางเอาไว้

 

      5 เด็กรับใช้หอนางโลม

      หานเอ๋อนั่งอยู่ในเกี้ยว ถูกผู้คนหามไปเร่ขาย นั่งอยู่ตลอดบ่าย เมื่อมาถึงเรือนท่วงทำนองรัก รู้สึกปวดปัสสาวะ ได้ยินคนแบกเกี้ยวชักชวนกันไปดื่มชา ลู่เหล่าลิ่วกับพวกก็ไปที่ห้องโถงด้านนอก จึงเลิกม่านเกี้ยวมองออกไป

      ยามนี้ม่านพลบค่ำคลี่คลุม เกี้ยวของหานเอ๋อจอดอยู่ที่ลานตึกว่างเปล่า ด้านนอกมืดสลัวมีแต่ห้องหับที่ห่างไปหลายห้องจุดไฟวับแวมนางบังเกิดความหวาดกลัว ไม่กล้าออกจากเกี้ยวแต่ก็ปวดปัสสาวะสุดทนทาน น้ำตาอดทะลักจากเบ้ามิได้

      ในยามนั้นได้ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้น คนผู้หนึ่งเดินมายังเกี้ยว หานเอ๋อรีบปล่อยม่านเกี้ยวลงหดตัวนั่งบนเก้าอี้ ได้ยินเสียงฝีเท้าดังถึงหน้าเกี้ยว คนเกี้ยวเลิกวูบ คนผู้หนึ่งชะโงกศีรษะเข้ามา ในความมืดเห็นคนผู้นี้รูปร่างผอมเล็กคล้ายเป็นเด็กชายผู้หนึ่ง มือถือตะเกยงน้ำมันดวงหนึ่ง

      เด็กชายนั้นพอพบเห็นนาง ต้องอุทานดังเอ๊ะกล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่ได้ตาฝาด ภายในเกี้ยวมีเหนียงจื่อ (คำเรียกเจ้าสาว) คนใหม่จริงๆŽ พลางยื่นตะเกียงน้ำมันเข้าใกล้ใบหน้านาง ถามอย่างยิ้มแย้มว่า แม่นางน้อย ท่านร้องไห้อันใด?Ž

      ภายใต้แสงตะเกียงน้ำมันเรื่อเหลืองสาดส่อง เห็นเด็กชายผู้หนึ่งคิวเรียวตาแจ่มใสใบหน้าหล่อเหล่ายิ่ง หานเอ๋อเพ่งตามอง ค่อยดูว่าเด็กชายผู้นี้อายุแปดเก้าขวบ นางน้อยครั้งจะพบพานเด็กชายรุ่นราวคราวเดียวกัน ไม่กล้าสนทนากับมัน ก้มหน้าหลั่งน้ำตายิ่งกว่าเดิม      

      เด็กชายนั้นมองดุนางอยู่ครู่หนึ่ง จึงแสยะหน้าล้อเลียน กล่าวว่า ภายในเกี้ยวมืดมิด มีอันใดน่าเล่น? ท่านตามข้าพเจ้ามา ข้าพเจ้าจะนำท่านไปยังที่อื่นŽ กล่าวพลางคว้ามือของนาง ฉุดลากออกจากเกี้ยว หานเอ๋อรีรอลังเล แต่ไม่มีกำลังวังชาเทียบเท่าเด็กชายนั้น ได้แต่ติดตามมันไป

      เด็กชายนั้นนำนางเข้าไปยังห้องว่างข้างลานตึก วางตะเกียงน้ำมันลงบนโต๊ะ หานเอ๋อเงยหน้าขึ้น เห็นภายในห้องประดิษฐานเทวรูปสูงห้าเชียะ ขี่ม้าถือดาบไว้เครายาวจรดอกคิ้วขาวตาสีแดง ลักษณะแปลกประหลาด ข้างเทวรูปยังปั้นรูปสุนัขจิ้งจอก อีเห็น ตัวเม่น งู และมุสิก นางไม่ทราบว่าเทวรูปนี้คือเทพคิ้วขาว (มีชื่อเต็มว่าเทพคิ้วขาวตาแดง จำเดิมเป็นเสนาบดีรัฐฉีนามก่วนจง เคยช่วยเหลือฉีหวนกงจนก้าวขึ้นเป็นผู้ยิ่งใหญ่ยุคชุนชิว (ก่อนเลียดก๊ก) ทั้งส่งเสริมให้สตรีขายตัวเป็นครั้งแรก จึงกลายเป็นเทพเหล่านางโลม) ซึ่งสตีในหอนางโลมเคารพสักการะ ส่วนสัตว์ต่างๆเป็นห้าเซียนที่สตรีในหอนางโลมทำการบูชา ดังนั้นชมดูจนทั้งตื่นเต้นทั้งหวาดกลัว

      เด็กชายนั้นชี้มือไปที่เก้าอี้ตัวหนึ่งบอกให้นั่งลง หานเอ๋อทรุดนั่งลง ในใจทั้งกลัวว่าโหยวจวิ้นและพวกพบว่านางหลบหนี รุดมาจับตัวตนเอง ทั้งปวดปัสสาวะกว่าเดิม แต่ไม่สะดวกกับการกล่าวจากปาก ได้แต่หน้าแดงก่ำเอาแต่หลั่งน้ำตา

      เด็กชายนั้นลืมตากลมโตดำขลับมองดูนาง กล่าวว่า ท่านร้องไห้อันใด? ที่นี้สุขสบายกว่าในเกี้ยวมากนัก ท่านไม่พอใจข้าพเจ้านำตัวท่านมายังที่นี้หรือ?Ž

      หานเอ๋อส่ายหน้า เด็กชายนั้นเปลี่ยนเป็นถามว่า ท่านหิวหรือ?Ž

      หานเอ๋อส่ายหน้าอีกครา เด็กชายนั้นถามอีกว่า ท่านไม่สบายหรือ?Ž หานเอ๋อยังคงส่ายหน้า เด็กชายนั้นถามคำถามอีหลายข้อ หานเอ๋อเอาแต่ส่ายหน้า สุดท้ายถามว่า ท่านคิดปัสสาวะหรือ?Ž หานเอ๋อค่อยหยุดส่ายหน้า

      เด็กชายนั้นหัวร่อฮาฮา กล่าวว่า ที่แท้แม่นางน้อยคิดปัสสาวะ ข้าพเจ้าจะนำท่านไปŽ กล่าวพลางนำนางออกจากประตูห้อง เดินลดเลี้ยวไปตามระเบียงคดเคี้ยว มาถึงห้าห้องส้วม หานเอ๋อสูดได้กลิ่นเหม็นจากห้องส้วม แต่ก็กลั้นปัสสาวะไม่ไหว ในที่สุดเดินเข้าห้องส้วมไป

      เมื่อนางกลับออกมา เห็นเด็กชายนั้นรออยู่หน้าประตู ใช้มือข้างหนึ่งอุดจมูก คล้ายหัวร่อเยาะนางเหม็นคลุ้ง หานเอ๋อทั้งอับอายทั้งขุ่นเคือง เบือนหน้าไปอีกทางหนึ่ง เด็กชายนั้นเดินนำนางกลับไปยังห้องว่างนั้น เดินพลางถามพลางว่า นี่ ท่านไม่คล้ายเป็นหญิงสาวที่ตึกของพวกเราเพิ่งรับไว้ ไม่ทราบมายังที่นี้ทำอะไร? หรือว่าท่านหลบหนีออกจากตึกอื่น มาซ่อนตัวในเรือนของพวกเรา? ท่านไม่ไม่รับอุปการะเด็กหญิงตึกอื่น ขอเตือนท่านยังคงกลับไปเถอะ จะได้ไม่ถูกมามา (คำมามาเป็นคำเรียกแม่นมหรือสตรีสูงอายุแต่ในที่นี้เป็นคำเรียกเจ้าของหอนางโลม) ของท่านทุบตีŽ

     มันเหลียวมองหานเอ๋อ พบว่านางไม่ได้ติดตามมา จึงหยุดเท้าลง กล่าวว่า ไฉนไม่เดินต่อ? ยังคิดไปห้องส้วมหรือ?Ž

     หานเอ๋อยืนนิ่งกับที่ ก้มหน้ามองดูรองเท้าตัวเอง หาได้เอ่ยปากไม่

     เด็กชายนั้นสำรวจดูนาง ค่อยพบว่านางแต่งกายพิถีพิถัน ไม่คล้ายเป็นแม่นางที่เพิ่งมาใหม่ สร้างความสงสัยใจกว่าเดิม ถามว่า แม่นางน้อย ท่านที่แท้มาจากตึกใด?Ž

หนังสือแนะนำ

Special Deal