ศาลเจ้านิกายอัคคี

       ค่ำวันนั้นสาวกนิกายอัคคีที่อยู่ภายใต้การนำของจางชวี่จี๋ มาถึงเมืองน้อยที่เชิงเขาแห่งหนึ่ง ที่ปากทางเข้าเมืองมีศาจเจ้าใหญ่โต หลังหนึ่ง ทั้งหมดเข้าทางประตูหน้า อ้อมระเบียงคดเคี้ยว ตัดผ่านประตูคับแคบ เข้าสู่โบสถ์ที่มืดครึ้มหลังหนึ่ง ภายในโบสถ์ปรากฏควันลอยอ้อยอิ่ง อบอวลด้วยกลิ่นหอมประหลาดชนิดหนึ่ง บนแท่นบูชาจัดเรียงรายด้วยเทวรูปต่างๆ

       หมิงเอ๋ออาศัยอยู่ในอารามหลายปี เห็นรูปปั้นของเทพเจ้าลัทธิเต๋า ทั้งตั้งแต่เทพซำเช็ง ซึ่งประกอบด้วยง้วนซื่อเทียนจุน ป้อเล้งเทียนจุน เต๋าเต็กเทียนจุน ตลอดจนเง็กเซียนฮ่องเต้ ไซออ้วงบ้อ ( เชิงอรรถ - ภาษาจีนกลางออกเสียงว่าซีหวงมู่ ) ลี้ทิไกว้ ( เชิงอรรถ - หนึ่งในแปดเซียน ) จนถึงเทพเจ้ากวนอู เอียะอ้วงเอี้ย( เชิงอรรถ -  ราชาแห่งยา ) กิมฮวยฮูหยิน ( เชิงอรรถ - แม่ซื้อ ) ฮั้วท้องเซียนซือ ( เชิงอรรถ - หมอฮูโต๋ )พอเห็นก็จดจำออก แต่ที่ประดิษฐานในแท่นบูชานี้กลับไม่เคยเห็นมาก่อน

       เห็นเทวรูปที่ใหญ่ที่สุดสูงห้าวา ใช้ผ้าแดงปกคลุมไว้ ไม่อาจเห็นโฉมหน้าแท้จริง ดูไปลึกลับยิ่ง ที่ด้านข้างล้วนเป็นภูตผีปีศาจหน้าตาดุร้าย ร่างเป็นสีแดงและเหลือง ผมเผ้าเป็นสีเขียว มีแต่รูปเหมือนหน้าเทวรูปขนาดเท่าตัวจริงอยู่ในท่านั่งขัดสมาธิ หน้าตาหมดจดสดใสไว้เครายาวจรดอก สีหน้าแฝงแววเมตตากรุณา

       หมิงเอ๋อพอมองดูรูปเหมือนนั้น ก็ไม่อาจเบือนสายตาจากมา มันทราบว่าตนเองเคยเห็นคนผู้นี้แต่นึกไม่ออกว่าเป็นเมื่อใด และไม่ทราบว่าคนผู้นี้เป็นใคร มันเค้นสมองครุ่นคิด ถึงกับทบทวนความฝันที่เคยนึกฝันมาเที่ยวหนึ่ง แต่ก็ไม่มีโฉมหน้าคนผู้นี้ หากทว่าหมิงเอ๋อทราบว่าตนเองต้องรู้จักมันแน่นอน

       มันติดตามเหล่าสาวกนิกายอัคคีมาถึงหน้าแทนบูชา ทั้งหมดพากันคุกเข่าหมอบกราบต่อรูปเหมือนนั้น คนผู้หนึ่งเอื้อมมือผลักดันด้านหลังมัน เป็นความหมายให้คุกเข่าตาม หมิงเอ๋อได้แต่ปฏิบัติตาม ขณะที่คุกเข่าลง ก็ยกมือแตะสัมผัสหว่างคิ้ว “ได้ยิน” เหล่าสาวกนิกายอัคคีอธิษฐานในใจ ‘หมิงอ๋อง (อ๋องผู้เรืองโรจน์) ที่เคารพ โปรดอภัยโทษแก่เรา ประทานสติปัญญาแก่เรา’

       หมิงเอ๋อเข้าใจในบัดดล รูปเหมือนนี้เป็นประมุขนิกายอัคคีต้วนตูเสิ้ง ที่แท้สาวกนิกายอัคคียามอยู่ต่อหน้าคนนอกเรียกขานต้วนตู๋เสิ้งเป็นประมุขนิกายศักดิ์สิทธิ์ ระหว่างสาวกด้วยกันกลับเรียกขานเป็น “หมิงอ๋อง” (อ๋องผู้เรืองโรจน์)

       ทั้งหมดพอหมอบกรานแล้วเสร็จ พากันหยิบของอันใดจากบนโต๊ะบูชาส่งเข้าปาก หมิงเอ๋อชะโงกศีรษะมอง เห็นบนโต๊ะ บูชาจัดวางถาดทองคำอันประณีตใบหนึ่ง บนถาดบรรจุผงสีแดงชนิดหนึ่ง เมื่อไม่มีผู้ใดให้มันหยิบฉวย มันก็ไม่กระทบถูกต่อจากนั้นทั้งหมดล่าถอยถึงมุมซ้ายมือ สาวกผู้หนึ่งชี้มือไปที่เบาะกลมบนพื้น เป็นความหมายให้มันนั่งลง

       หมิงเอ๋อนั่งขัดสมาธิบนเบาะกลม แต่ภายในโบสถ์ใหญ่นอกจากเหล่าสาวกนิกายอัคคีที่ลงจากภูเขาไท่ซานแล้ว ยังมีสาวกอื่นอีกไม่น้อย ล้วนนั่งขัดสมาธิบนเบาะกลม หลับตานั่งกรรมฐาน หลังจากนั้นยังมีสาวกทยอยเข้าโบสถ์ คุกเข่ากราบกรานต่อรูปเหมือนของต้วนตู๋เสิ้ง กลืนกินผงสีแดงแล้วนั่งลงบนเบาะกลม คาดว่าโบสถ์ทั้งหลังมีผู้คนร้อยกว่าคน

       หมิงเอ๋อรู้สึกหิวโหย นึกเสียใจที่เมื่อครู่ไม่ได้ขโมยรับประทานผงสีแดงนั้นสักคำ ทั้งครุ่นคิดว่าเมื่อใดจึงได้รับประทานข้าว พลันได้ยินเสียงระฆังก้องกังวานดังจากบนแท่นพิธี ต่อจากนั้นปรากฏบุรุษชุดแดงผู้หนึ่งประจำอยู่ที่ แท่นพิธีคนแต่งกายภูมิฐาน ผมเผ้าม้วนพันด้ายเส้นด้วยสีแดง ถักเป็นหางม้ายาวครึ่งเชียะห้อยระที่ต้นคอ ยังแปลกประหลาดกว่าสาวกนิกายอัคคีที่ตัดผมสั้นนิ้วเศษ แสดงว่าความยาวสั้นของเส้นผม เป็นเครื่องหมายแบ่งลำดับชั้นในนิกายอัคคี คนผู้นี้ไว้ผมยาวกว่าทูตตัวแทนจางชวี่จี๋ คาดว่ายังมีตำแหน่งสูงกว่า

       ในยามนั้น หน้าแท่นพิธีจุดไฟกลุ่มหนึ่งแสงไฟสีเขียวเข้ม พวยพุ่งขึ้นถึงเพดานโบสถ์เหล่าสาวกพากันหมอบกราบกราน ร้องขานว่า “อัคคีศักดิ์สิทธิ์มิมอดดับ ส่องสว่างโลกหล้าเป็นนิรันดร์”

       ผู้ประกอบพิธียืนบนแท่นพิธี รอจนทั้งหมดสงบลง ค่อยกล่าวเสียงหนักๆ ว่า “เมื่อปฐมแรกเริ่มมวลมนุษย์ ล้วนว่างเปล่า” เหล่าสาวกขานรับว่า “ทั้งโฉดเขลาเบาปัญญา ไม่ล่วงรู้สิ่งใด”

       ผู้ประกอบพิธีนั้นกล่าวว่า “พวกเราไม่ทราบมาก่อนว่าพลังยิ่งใหญ่คงอยู่ทุกแห่งหน” เหล่าสาวกขานรับว่า “ทั้งคงอยู่ทุกเวลา”

       ผู้ประกอบพิธียกชูชูกไพสีเขียวเข้มที่ลุกโชนอยู่ในมือขึ้น กล่าวว่า “พลังยิ่งใหญ่อยู่ที่นี้” เหล่าสาวกขานรับว่า “ประทานความเปรมปรีด์แก่ทั้งหมด”

       ผู้ประกอบพิธีกล่าวว่า “มันปลุกไฟในดวงจิตของพวกเราตื่นขึ้นมา “เหล่าสาวกขานรับว่า “ช่วยขจัดความเคลือบแคลงทั้งมวล”

       ผู้ประกอบพิธีกล่าวว่า “ทุกสิ่งในโลกหล้าจะถูกทำลายล้าง” เหล่าสาวกขานรับอีกว่า “มีแต่พลังแห่งเทพอัคคี ประทานความเป็นนิรันดร์แก่เรา”

       หมิงเอ๋อรับฟังทั้งหมดหนึ่งกล่าว นำหนึ่งขานรับ คาดว่านี่คงเป็นพิธีที่พวกมันกระทำซ้ำอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นเป็นไปอย่างพร้อมเพรียง

       เห็นผู้ประกอบพิธีนั้นทรุดนั่งลงบนแท่นพิธีหลับตาลงเล็กน้อย กล่าวเสียงแผ่วทุ้มว่า “คืนนี้สงบสงัด เป็นเครื่องหมายว่าอัคคีศักดิ์สิทธิ์สาดส่องรัตติกาล นำมาซึ่งแสงสว่างแก่ทางโลกความสงบแห่งรัตติกาล หมายถึงความสงบในจิตใจหมิงอ๋อง (เทพผู้เรืองโรจน์) การช่วงชิง ฆ่าฟัน หลั่งโลหิตล้วนกลายเป็นอดีต เวลาแห่งการโปรดสัตว์ ของหมิงอ๋องมาถึงแล้ว มิต้องเคลือบแคลงสงสัย มันมาถึงแล้ว อยู่ที่เบื้องหน้าของพวกเรา อยู่ในที่ซึ่งทั้งหมดสัมผัสได้ พวกเจ้ารู้สึกหรือไม่? ได้ยินหรือไม่? เห็นแล้วหรือไม่?”

       ผู้ประกอบพิธีร่ำร้องจนเสียงแหบแห้ง ทุกคนภายในโบสถ์ล้วนลืมตาโพลง ผงกศีรษะติดต่อกัน ขานรับโดยพร้อมเพรียง สีหน้าเปี่ยมแววมุ่งหวังและลิงโลดสุดระงับ

       ผู้ประกอบพิธีนั้นลืมตาขึ้น กวาดมองเหล่าสาวก ร้องบอกว่า “สาวกนิกายอัคคีศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย พวกเราจะเผชิญกับความเศร้าโศก แบกรับพิบัติภัย นี่เป็นภารกิจของเหล่าสาวก เพื่อให้บารมีของหมิงอ๋องเผยแผ่ไพศาล พวกเราต้องเสียสละต้องหลั่งโลหิต มีแต่ทำเช่นนี้ เปลวแห่งเทพอัคคี จึงจะเผาไหม้ต่อไป แพร่กระจายไปทั่วแผ่นดิน ในเหล่าพี่น้องที่มาสดับฟังคำสอนของเราในวันนี้ จะมีผู้ที่อุทิศให้กับหมิงอ๋อง สร้างคุณูปการยิ่งใหญ่ เมื่อถึงเวลานั้น พวกเจ้าอย่าได้ลืมคำสอนของเราในวันนี้ อันว่าเริ่มต้นและสิ้นสุดล้วนเฉกเช่นกัน ไม่มีเริ่มต้นก็ไม่มีการสิ้นสุด ชีวิตเพียงเป็นระลอกหนึ่งในสายนทีอันยืดยาว เป็นเปลวไฟในอัคคีเพลิง เพียงนี้เท่านั้น”

       หมิงเอ๋อรับฟังจนมึนงงสงสัย แต่จากการหยั่งจิตใจของผู้ประกอบพิธี ผู้ประกอบพิธีนี้หาล่วงรู้อนาคต ตลอดจนความสามารถในการไขปัญหาไม่ เพียงทำหน้าที่โฆษณาชวนเชื่อ ท่องประโยคที่จดจนขึ้นใจ ดังนั้นครุ่นคิด ‘ที่น่าประหลาดคือคนเหล่านี้กลับรังฟังจนเคลิบเคลิ้ม ที่แท้ผู้ใหญ่หลอกได้อย่างง่ายดายถึงเพียงนี้’

       ผู้ประกอบพิธีนั้นพอกล่าวจบ สาวกผู้หนึ่งลุกขึ้นยืน สองมือทำท่ามุทรา แตะกับกลางหน้าผาก คาดว่าเป็นรูปแบบแสดงความเคารพในนิกาย กล่าวว่า “ขอถามผู้ประกอบพิธี หมิงอ๋องมีอิทธิฤทธิ์ยิ่งใหญ่ เหตุใดยังไม่สามารถครองแผ่นดิน?”

       ผู้ประกอบพิธีถลึงมองสาวกนั้น ตวาดว่า “เราบอกแล้วว่าทุกสิ่งไม่มีเริ่มต้น และไม่มีการสิ้นสุด มีแต่ขั้นตอน เจ้าถามเช่นนั้นแสดงว่ายังไม่เชื่อมั่นเทพอัคคี ไม่เชื่อมั่นหมิงอ๋องให้สำนึกในบัดดล มีแต่สำนึกผิด จึงจะขจัดมารในจิตใจ คืนสู่วิถีทางอันถูกต้อง รีบอ้อนวอนให้เทพอัคคียกโทษให้ ขอให้หมิงอ๋องเมตตากรุณา”

       สาวกที่ตั้งคำถามแตกตื่นจนขวัญกระเจิงรีบหมอบกราบกับพื้น โขกศีรษะติดต่อกัน ไม่กล้ายืดกายขึ้น

       สาวกอีกผู้หนึ่งผุดลุกขึ้น ทำท่ามุทราเดียวกัน กล่าวว่า “ขอถามผู้ประกอบพิธี เหตุใดสำนักเส้าหลินหลบซ่อนตัว สำนักอู่ตังปิดสำนัก ไม่ยอมรับความเมตตากรุณาของหมิงอ๋อง? เหตุใดผู้นำสำนักใหญ่จึงโฉดเขลา ไม่เห็นซึ้งถึงสัจธรรม? ทำอย่างไรค่อยชักนำชนชั้นอันโฉดเขลาเข้าสู่วิถีทางอันชอบธรรม?”

       คราครั้งนี้ผู้ประกอบพิธีนั้นไม่ได้ตวาดตำหนิ เพียงกล่าวอย่างหนักแน่นว่า “อย่าได้เคลือบแคลงสงสัย สำนักเส้าหลินต้องเข้าร่วมกับหมิงอ๋อง สำนักอู่ตังก็เช่นกัน ไม่เพียงแต่ค่ายสำนักยุทธจักร แม้แต่สามัญชนคนธรรมดา ชาวบ้านร้านถิ่น ชาวไร่ชาวนา ก็จะกราบไหว้บูชาเทพอัคคีสักการะหมิงอ๋องไปทุกชาติภพ นี่เป็นหน้าที่ของพวกเรา พวกเราต้องให้ชนชาวโลกนับถือธรรมอันเที่ยงแท้”

       ทั้งหมดพอฟังพากันรับคำ คุกเข่าหมอบกราบกราน หมิงเอ๋อไม่รอให้สาวกอื่นฉุดดึงมันรีบคุกเข่าหมอบกราบตาม เห็นจางชวี่จี๋คุกเข่าอยู่ที่ห่างไป สีหน้าเต็มไปด้วยความศรัทธา ท่าทางเคารพนบนอบถึงที่สุด

       เห็นผู้ประกอบพิธีนั้นหลับตาลง ปากส่งเสียงท่องสวด ผู้คนทั้งหมดท่องสวดตาม ร่างโยกซ้ายย้ายขวา หมิงเอ๋อรู้สึกว่าทั้งหมด เข้าสู่ภาวะลืมตน สะสมอารมณ์ร่วมทีละน้อย มีนถึงกับกลางหลังเย็นวะวาบ ขนลุกชี้ชันขึ้นมา

       ผู้ประกอบพิธีนั้นพลันร่างสั่นระริก ผุดลุกขึ้นร่ำร้องว่า “กราบสักการหมิงอ๋อง” ทุกคนภายในห้องพากันร้องว่า “กราบสักการหมิงอ่อง” ทุกคนภายในห้องพากันร้องว่า “กราบสักการหมิงอ๋อง” ผู้ประกอบพิธีร้องอีกว่า “ทั้งหมดเกษมเปรมปรีด์” ทุกผู้คนก็ขานรับพร้อมกันว่า “ทั้งหมดเกษมเปรมปรีด์” พริบตานั้นผู้คนนับร้อยคล้ายกับเสียสติ บ้างกรีดมือวาดเท้า บางหมอบฟุบร่ำได้บ้างพร่ำบ่นพึมพำ บ้างแผดเสียงร่ำร้องที่ไม่มีผู้ใดรับฟังเข้าใจ

       หมิงเอ๋อลืมตากลมกว้าง ไม่ทราบว่าเกิดเรื่องอันใด มันไม่ต้องการถูกผู้อื่นสังเกตออกว่ามันเป็นหนึ่งเดียวที่มีสติแจ่มใส รีบเกลือกกลิ้งร่างไปตามพื้นดิน ในใจครุ่นคิด ‘เหตุใดพวกมันเสียสติ เรากลับไม่เป็นไร? เรามีข้อแตกต่างใดกับพวกมัน หรือเป็นเพราะพวกมันเป็นสาวกนิกายอัคคี?”

       จากนั้นฉุกคิดขึ้น ‘เป็นเพราะพวกมันรับประทานผงสีแดงนั้นลงไปหรือ? ดีที่เราไม่ได้รับประทาน’ มันยันกายขึ้น มองดูเหล่าสาวกรอบกาย เห็นพวกมันคล้ายถูกมารร้ายเข้าสิ่ง ทั้งลิงโลดทั้งปวดร้าว ถลำลึกจนไม่อาจไถ่ถอนตัวได้

       หมิงเอ๋อตกอยู่ท่ามกลางความสับสนวุ่นวาย พลันได้ยินเสียงท้องลั่นโครกคราก หิวโหยสุดจะทนทาน ดังนั้นกลิ้งตัวตามพื้นดิน เคลื่อนกายมายังหน้าแท่นบูชา คาดหวังว่าบนโต๊ะบูชาจัดข้าวปลาผลไม้เซ่นไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ จะได้หยิบฉวยมารับประทานประทังหิว เห็นบนโต๊ะบูชาจัดตั้งเทียนไข ตะเกียงน้ำมัน เครื่องมือในการประกอบพิธี น้ำสะอาดดอกไม้สด นอกจากผงสีแดงชามนั้นแล้ว ไม่มีสิ่งของใดรับประทานได้

       พลันดิ้ยนที่นอกประตูบังเกิดเสียงโครมกึกก้อง สุ้มเสียงแกร่งกร้าวเสียงหนึ่งดังว่า “เหล่าสาวกนอกรีต ตอนนี้พวกเราล้อมที่นี้ไว้แล้ว รีบวางอาวุธลง อย่าได้ต่อสู้ขัดขืน พวกเราจะไว้ชีวิตพวกเจ้าสักครา”

       เหล่าสาวกนิกายอัคคีตกอยู่ในห้วงความลิงโลดคลุ้มคลั่ง พอฟังพากันเหลียวหน้าไป เห็นหน้าประตูชุมนุมด้วยศัตรูคลุมหน้า ที่เบื้องนอกยังมีผู้คนอีกนับไม่ถ้วน คนเหล่านี้สามารถฝ่าแนวป้องกันนอกศาลเจ้าเข้ามา แสดงว่มีฝีมือมิใช่ชั่ว ภายในโบสถ์มีสาวกเพียงร้อยกว่าคนไม่อาจต่อกรด้วย

       ผู้ประกอบพิธีนั้นกลับไม่มีทีท่าหวาดหวั่นขลาดเขลา ชี้มือไปยังเหล่าศัตรูคลุมหน้า ร้องว่า หมิงอ๋องทำการทดสอบพวกเราแล้ว ทั้งหมดไม่ต้องกลัว คนเหล่านี้ล้วนเป็นภาพลวงตาพวกเราสาบานว่าจะรับใช้หมิงอ๋อง แม้ตายหมื่นครั้งไม่ขอบ่ายเบี่ยง ฆ่า! ฆ่า!ฆ่า!”

       ภายใต้การกระตุ้นของผู้ประกอบพิธี เหล่าสาวกนิกายอัคคีตาแดงฉานด้วยสายเลือด หยิบฉวยอาวุธเข้าต่อสู้กับผู้มา ปากร่ำร้องสดุดีเจี้ยวจู่ (ประมุขนิกาย) ลงมืออย่างไม่คิดชีวิต แว่วเสียงแผดร้อง เสียงอุทานดังไม่ขาดหู

       หมิงเอ๋อเห็นประตูหน้าและประตูข้างทั้งสามบาน ล้วนจัดคนเฝ้ารักษา สาวกนิกายอัคคีหลายคนคิดโถมออกทางประตูข้าง ไม่ทันก้าวข้ามธรณีประตูก็ถูกฟาดฟันล้มลง เพียงชั่วพริบตาปรากฏสาวกนิกายอัคคีสิบกว่า คนถูกฟาดฟันสังหาร หยาดโลหิตกระเซ็นซ่าน

       หมิงเอ๋อเห็นเด็กชายเยาว์วัย ไหนเลยเคยเห็นฉากการฆ่าหันเช่นนี้ ถึงกับแตกตื่นตะลึงลาน ยามชุลมุนวุ่นวาย ไม่ทราบถูกผู้ใดชนใส่จนล้มกลิ้งไปด้านข้าง กลิ้งตัวถึงใต้โต๊ะบูชาพอดีซ่อนตัวอยู่หลังผ้าม่าน มันขดตัวเป็นก้อนกลม ตลอดทั้งร่างสั่นระริก พยายามระงับสติ ครุ่นคิดขึ้น ‘เหตุใดปล่อยให้คนเหล่านี้ไปหาที่ตาย? ศัตรูเหล่านี้มิใช่ภาพลวงตาหากแต่ล้วนเป็นตัวตน เหล่าสาวกหลั่งโลหิตก็เป็นความจริง คนตายไม่อาจฟื้นคืนชีพได้’

       มันปลุกปลอบความกล้า มองลอดร่องผ้าม่านออกไป เห็นทั้งสองฝ่ายเปิดฉากฆ่าฟัน ภายในโบสถ์ฝ่ายหนึ่งเป็นสาวกนิกายอัคคีที่ตัดผมสั้นอีกฝ่ายหนึ่งศีรษะล้าน บนศีรษะมีจุดวงกลมบ้างสามบ้างเก้า หมิงเอ๋อหวนนึกถึงที่เชิงเขาหลิงฮั่นฟงมีวัดผู่เจ้าซื่อ มีหลวงจีนจำวัดอยู่ไม่น้อย บนศีรษะก็มีจุดวงกลม มันทราบว่านั่นเป็นรอยธูปจี้ใส่ ต้องครุ่นคิด ‘หรือว่านี่เป็นหลวงจีน? หลวงจีนมิใช่ห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิตหรอกหรือ? หลวงจีนเหล่านี้กลับจับดาบ เข่นฆ่าเจ้าศาลเจ้า นี่ที่แท้เป็นเรื่องราวใด?’

       มันชำเลืองมอง ก็เห็นชายฉกรรจ์สวมเสื้อผ้าเก่าขากลุ่มหนึ่ง ถือดาบกระบองบุกเข้ามาสังหารสาวกนิกายอัคคีไปอีกหลายคน สร้างความประหลาดใจแก่หมิงเอ๋อจนครุ่นคิด ‘มิเพียงมีหลวงจีน ยังมีขอทาน หรือว่าศาลเจ้านี้แย่งชิงสาวกของเหล่าหลวงจีน ทุบชามข้าวของเหล่าขอทาน จึงชักชวนกันมาทบทำลายศาลเจ้า?’

       หลวงจีนขอทานเหล่านี้ล้วนมีฝีมือติดตัว ผลจากการต่อสู้ตะลุมบอนหมู่ ผู้ที่ล้มตายส่วนใหญ่เป็นสาวกนิกายอัคคี หมิงเอ๋อยกมือลูบคลำศีรษะ ครุ่นคิดขึ้น ‘ดีที่พวกมันยังไม่ตัดผมของเรา ไม่เช่นนั้นคงถูกยึดถือเป็นสาวกนิกายอสูรแล้ว”

       ขณะครุ่นคิด พลันรู้สึกเบื้องหน้าสายตากระจ่างจ้า ปรากฏขอทานผู้หนึ่งเลิกผ้าม่านใต้แท่นบูชาขึ้น หมิงเอ๋อเผชิญหน้ากับมันอย่างถนัดถนี่ เห็นขอท่านผู้นี้ผมเผ้ายุ่งเหยิง ใบหน้าใหญ่เต็มไปด้วยรอยด่าง ผิวหยาบราวเปลือกส้มแต่สองตาเป็นประกาย มีอายุสามสิบเศษ

       ขอทานหน้าเปลือกส้มถลึงมองหมิงเอ๋อชั่วขณะ พลันตวาดคำ “ออกมา” ยื่นมือคว้าแขนหมิงเอ๋อ ฉุดลากออกไป ตัดผ่านประตูข้างบ้านหนึ่ง มาถึงทางระเบียงนอกโบสถ์ ที่นี้ว่างเปล่าไร้ผู้คน หากยังแว่วเสียงฆ่าฟันดังจากภายในโบสถ์

       ขอทานนั้นถามว่า “เจ้าสังกัดสำนักกระบี่ไท่ซาน?”

       หมิงเอ๋อก้มศีรษะมองดูตนเองยังครองชุดพรตสำนักกระบี่ไท่ซาน จึงผงกศีรษะรับ ขอทานนั้นกล่าวอีกว่า “ทั้งหมดวางเพลิงแล้ว อย่าได้เป็นปีศาจต้องตายเปล่า” พลางคว้าแขนหมิงเอ๋อ ควงกระบองเหล็กบุกฝ่าออกไป

       จริงดังที่ว่าภายในโบสถ์เริ่มเกิดเพลิงไหม้เปลวไฟแลบแปลบปลาบ หมิงเอ๋อครุ่นคิด ‘นิกายอัคคีบูชาเทพอัคคี โบสถ์ของเทพอัคคีกลับถูกเผาทำลาย’

       หมิงเอ๋อชะโงกศีรษะมอง เห็นแท่นพิธีภายในโบสถ์ถูกผลักล้มลง เทวรูปบนแท่นบูชาก็ถูกเผาไหม้ ผู้ประกอบพิธีที่เมื่อครู่ปลุกเร้าให้ทั้งหมดสู้ตายก็ถูกฟาดฟันสังหาร ส่องตาเบิกโพลง ใบหน้าเนืองนองด้วยโลหิต แต่ไม่เห็นจางชวี่จี๋ ไม่ทราบอยู่ในกองซากศพหรือไม่ หมิงเอ๋อบังเกิดความเศร้าหดหู่ ครุ่นคิดขึ้น ‘คนเหล่านี้ความจริงไม่ตาย หากพวกมันวางอาวุธ ผู้มาคงไม่ลงมือฆ่าฟัน แต่พวกมันเลือกวิธีหาที่ตาย เพราะเหตุใดกัน?’

       แต่ว่ามันไม่มีเวลาขบคิดมากความ ก็ถูกขอทานนั้นฉุดลากออกนอกศาลเจ้า พอถึงหน้าประตูศาลเจ้า ขอทานนั้นก็ชะงักเท้า หันกลับไปเข่นฆ่าสาวกนิกายอัคคี รั้งท้ายให้กับพวกพ้องที่ล่าถอยออกจากศาลเจ้า รอจนทั้งหมดล่าถอยหมดสิ้น ค่อยฉุดลากหมิงเอ๋อ ติดตามเหล่าหลวงจีนขอทานออกนกเมือง วิ่งตะบึงราวห้าลี้ค่อยหยดยั้งลง

       หมิงเอ๋อร่างอ่อนระทวย ฝืนใจติดตามเหล่าขอทานวิ่งตะบึง ทั้งหมดพอหยุดยั้งลง ขอทานนั้น ก็คลายมือจากข้อแขนของหมิงเอ๋อ ล้วงหมั่นโถวเก่าเก็บจากในกระเป๋าเสื้อใบหนึ่งโยนให้กับมัน กล่าวว่า “นั่งรับประทานอยู่ที่นี้ อย่าได้วิ่งเพ่นพ่านวุ่นวาย” กล่าวจบหันไปยังพวกพ้องของมัน

       หมิงเอ๋อแม้หิวโหย แต่ห้วงสมองยังปรากฏภาพการฆ่าฟันนองเลือดเมื่อครู่ มือถือหมั่นโถวเก่ากับใบนั้น ไม่ว่าอย่างไรก็รับประทานไม่ลง มันกระแทกนั่งกับพื้น มองดูขอทานหน้าเปลือกส้มนั้น เห็นมันวุ่นวายกับการตรวจนับจำนวนคน รักษาผู้บาดเจ็บ แสดงว่าเป็นหัวหน้าเหล่าขอทาน ดดยมีหลวงจีนจีวรเทารูปหนึ่งคอยช่วยเหลือ หมิงเอ๋อต้องครุ่นคิด ‘คนเหล่านี้ มีความเป็นมาอย่างไร คิดจัดการกับเราอย่างไร?’

       ไม่นานให้หลังปรากฏหลวงจีนกลางคนรูปหนึ่งเดินเข้ามาสนทนากับขอทานนั้น ทั้งสองพากันเหลียวมองมายังหมิงเอ๋อ สร้างความสงสัยอยากรู้แก่หมิงเอ๋อ จนยกนิ้วมือแตะกับหว่างคิ้ว “แอบฟัง” คำสนทนาของทั้งสอง

       ได้ยินหลวงจีนกลางคนนั้นกล่าวว่า “ซันสือท่านแน่นใจว่าเป็นเด็กผู้นี้หรือ?”

       ขอทานนั้นกล่าวว่า “ภายในโบสถ์มีเด็กชายผู้นี้คนเดียว ทั้งครองชุดพรตของสำนักกระบี่ไท่ซาน ต้องไม่ผิดพลาดแน่นอน”

       หลวงจีนกลางคนนั้นมองดูหมิงเอ๋ออีกครา กล่าวว่า “ท่านผู้เฒ่ากำชับพวกเราต้องช่วยเด็กผู้นี้ออกมาโดยปลอดภัย ท่านทราบหรือไม่ว่า...”

       ขอทานนั้นปรายตาบอกใบ้ให้หลวงจีน อย่าได้กล่าววาจา พลางกล่าวว่า “ปางจู่ (หัวหน้าพรรค) รุ่นก่อนเราติดค้างน้ำใจท่านผู้เฒ่า เรื่องที่ท่านผู้เฒ่าสั่งมา พวกเราได้แต่กระทำอย่างสุดชีวิต”

       หมิงเอ๋อ “รับฟัง” จนสงสัยใจยิ่ง ครุ่นคิดขึ้น ‘คนเหล่านี้ จู่โจมนิกายอัคคี เพียงเพื่อช่วยเหลือเราหรือ? เรามีความสำคัญอันใดจนต้องช่วยเหลือ?’

       รู้สึกว่าคำ “ท่านผู้เฒ่า” คุ้นหูยิ่ง พอนึกทบทวนค่อยนกึออกว่าบุรุษที่ไปขอคำเสี่ยงทาย ซึ่งผุดลุกขึ้นในฝันร้ายก็เอ่ยถึง “ท่านผู้เฒ่า” หรือว่าพวกมันกล่าวถึงบุคคลคนเดียวกัน? ท่านผู้เฒ่าที่แท้เป็นใคร เหตุใดมีผู้คนมากมายปานนี้ยอมทำงานให้?

       ขณะครุ่นคิด หลวงจีนกลางคนกับขอทานนั้นหันหัวเรื่อง หารือว่าจะถอนตัวอย่างไรมิให้นิกายอัคคีตามล้างแค้นอย่างไร หนึ่งวันหนึ่งคืนนี้หมิงเอ๋อผ่านพบเรื่องราวมากหลายเปรียบกับช่วงเวลาที่อยู่ว่างในอารามต้าเอียนกวน นับว่าต่างกันราวฟ้ากับดิน รู้สึกเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ ซุกเก็บหมั่นโถวไว้ในอกเสื้อ อ้าปากหาวคำหนึ่ง ขดตัวกับพื้นม่อยหลับไป

หนังสือแนะนำ

Special Deal