คนบ้าที่ถ้ำเสือ

      ผ่านไปอีกสามวัน นิกายอัคคีใช้สงครามจิตวิทยา ทุกวันจะฆ่าศิษย์สำนักไท่ซานคนหนึ่ง ส่งศพที่ถูกเผาไหม้มายังอาราซันหยางกวน ทั้งแสร้งทำท่าว่าบุกขึ้นเขา ยามค่ำคืนย่ำกลงอรัวม้าล่อ ส่งเสียงโห่ร้องที่เชิงเขาจนศิษย์สำนักไท่ซานไม่กล้าหลับสนิท หวาดหวั่นขวัญผวาตลอดเวลา

      นักพรตอี้จิ้งขบคิดไม่เข้าใจว่าเหตุใดซื่อฟู่ยังไม่ยอมจำนน วันนี้รุดไปหารือกลับกับซื่อฟู่ เกลี้ยกล่อมเจ้าสำนักไท่ซานยอมจำนน เจ้าสำนักไท่ซานค่อยตกลงใจ โบกมือกล่าวว่า “ตกลง เจ้านำศิษย์น้องสองคนออกจากอาราม แจ้งต่อนิกายอัคคีว่าพวกเรายอมอ่อนน้อม ขอเชิญตัวแทนนิกายอัคคีเข้าอารามมาสนทนา โดยมีเงื่อนไขว่าไม่อาจฆ่าคนอีก”

      นักพรตอี้จิ้งรับคำ นำศิษย์น้องฉายาอี้ฝู่กับอี้หัวออกจากประตูใหญ่ เจ้าสำนักไท่ซานรอฟังข่าวอยู่ในอารามซันหยางกวน ผ่านไปสองชั่วยาม ค่อยปรากฏศิษย์ผู้หนึ่งเข้ามารายงานว่า “เรียนเจ้าสำนัก ทูตนิกายอัคคีขึ้นเขามาแล้ว รออยู่ที่โบสถ์ใหญ่”

      เจ้าสำนักไท่ซานนำ เหล่าศิษย์ไปยังโบสถ์ใหญ่ เห็นชายกลางคนร่างสันทัดผู้หนึ่งนั่งตระหง่านอยู่ คนผู้นี้ไว้ผมสั้น หน้าผากผูกเชือกสีดำสลับแดงเส้นหนึ่ง สวมเสื้อผ้าสีแดงเพลิงสุดุดตา บนร่างแจขวนไปด้วยถุงหอม ผ้าเช้ดหน้า พวงประคำ พุทธรูป ให้ความรู้สึกที่ประหลาดพิกลอย่างบอกไม่ถูก ยังมีสาวกนิกายอัคคีนับร้อยชุมนุมอยู่หน้าประตู ทุกคนตัดผมสั้นนิ้วเศษ เครื่องประดับติดตัวคล้ายกับผู้นำขบวน ล้วนยืนห้อยมือสำรวม สีหน้าปราศจากความรู้สึกใด

      หมิงเอ๋อติดตามหลังเหล่านักพรต แอบดูคนนำขบวนนั้น ลอบใช้นิ้วชี้กับหว่างคิ้วมองเห็นภาพลักษณ์มากมาย ครุ่นคิดในใจ ‘คนผู้นี้มีตำแหน่งในนิกายอัคคีไม่สูงเท่าใดแต่มีใจทะเยอทะยาน’

      เห็นคนผู้นี้กลับม่หน้าตาเรียบร้อย ท่าทางสุภาพอ่อนโยน ปราศจากกลิ่นอายฆ่าฟัน คล้ายกับว่าการเข่นฆ่าเผาทำลายศพในหลายวันนี้ไม่มีเกี่ยวข้องกับมัน เห็นมันล้วงขวดสีทองใบเล็กๆ จากในแขนเสื้อ สูดดมที่ริมจมูกคราหนึ่ง ค่อยซุกเก็บไว้ เงยหน้ามองดูเจ้าสำนักกระบี่ไท่ซาน ประสานมือกล่าวว่า “ฉางฟางเต้าหยิน ทูตเสิ้งฮว่อเสิ้นเจี้ยว (นิกายอัคคีศักดิ์สิทธิ์) จางชวี่จี๋ขอคารวะแล้ว” ที่แท้ชาวยุทธจักรเรียกขานค่ายพรรคนอกรีตนี้เป็นนิกายอัคคี แต่สาวกในนิกายเรียกขานต้นสังกัดเป็นนิกายอัคคีศักดิ์สิทธิ์

      ทั้งหมดเห็นมันกล่าววาจาอ่อนโยน ต้องลอบระบายลมหายใจอย่างโล่งอก มีแต่หมิงเอ๋อทราบว่าคนผู้นี้แท้จริงใจดำอำมหิต ความโหดเหี้ยมน่าสะพรึงกลัวอยู่เหนือความคิดของทั้งหมดหากตอแยมันมีโทสะ จะใช้เลือดล้างสำนักกระบี่ไท่ซาน อย่างนั้นทุกคนล้วนไม่อาจหนีรอดจากชะตากรรม หมิงเอ๋อบังเกิดความตื่นตัวขึ้นทราบว่าหลายวันนี้ตนเองเห็นเหตุการณ์ในอนาคนไม่ชัดเจน เป็นเพราะทูตตัวแทนผู้นี้มีจิตใจยากหยั่งคะเน ที่แท้เป็นโชคหรือคราเคราห์ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคนผู้นี้

      เจ้าสำนักไท่ซาน เดินออกไปสองก้าว คุกเข่ากราบกรานกล่าวว่า “จางไซ่เจ่อ (ทูตแซ่จาง) ที่เคารพ นักพรตฉางฟางนำศิษย์สำนักกระบี่ไท่ซานห้าสิบสามคน เข้าร่วมกับนิกายอัคคีศักดิ์สิทธิ์ ขอเจี๊ยวจู่ (ประมุขนิกาย) เมตตารับไว้”

      สีหน้าจางชวีจี๋ปราศจากความยินดียินร้าย เพียงโบกมือกล่าวว่า “เจ้าสำนักมิต้องมากมารยาท เชิญนั่ง”

      เจ้าสำนักไท่ซานคืบคลานลุกขึ้น นั่งสำรวมขนเก้าอี้ไท่ซือข้างกายจางชวี่จี๋ เหล่าสาวกนิกายอัคคีในชุดดำเดินเข้าโบสถ์มายืนเรียงรายเป็นแถวเดียว เผชิญหน้ากับศิษย์สำนักกระบี่ไท่ซาน

      จางซวีจี๋กล่าวอย่างเฉื่อยชาว่า “บัดนี้ประมุขนิกายศักดิ์สิทธิ์เยือนสู่หล้า นับเป็นวาสนาของสรรพชีวิต สำนักกระบี่ไท่ซานเข้าร่วมกับนิกายอัคคี มีบุญได้สดับคำสอนของประมุขนิกายศักดิ์สิทธิ์ ติดตามเจี้ยวจู่ (ประมุขนิกาย) ขึ้นสู่ภพสวรรค์ท่ามกลางอัคคีศักดิ์สิทธิ์ สถิตยังโบสถ์วิหารจำรัสพิสุทธิ์ นับเป็นเรื่องอันน่ายินดีน่าอวยพร”

      เจ้าสำนักไท่ซาน เมื่อตกลงใจสวามิภักดิ์ ก็คาดการณ์ว่าหลังสวามิภักดิ์จะมีสภาพเช่นนี้ ถึงแม้ไม่เข้าใจว่าอันใดเรียกว่า “ขึ้นสู่ภพสวรรค์ท่ามกลางอัคคีศักดิ์สิทธิ์ สถิตยังโบสถ์วิหารจำรัสพิสุทธิ์” ได้แต่ก้มศีรษะรับคำ

      จางซวีจี๋เงยหน้ามองดูเหล่านักพรต สายตาหยุดนิ่งที่หมิงเอ๋อ ยิ้มพลางกล่าวว่า “เราฟังว่าเจ้าสำนักท่านมีนักพรตน้อยฉายาอี้เฉวียน คงเป็นผู้นี้กระมัง?”

      พลางชี้มือไปยังหมิงเอ๋อ เจ้าสำนักไท่ซานใจเขม็งตึงเครียด รีบรับคำคราหนึ่ง

      จางชวี่จี๋ผุดลุกขึ้นเดินเข้ามา ใบหน้ายังประดับด้วยรอยยิ้ม พลันยื่นมือรวบคว้าปกเสื้อของหมิงเอ๋อ หิ้วร่างผมเล็กรวบคว้าปกเสื้อของหมิงเอ๋อ หิ้วร่างผอมเล็กของมันขึ้นมา

      จากนั้นสะบัดเหวี่ยงใส่กำแพงดินที่นอกประตูดดยไม่บอกกล่าว

      ท่าตะปบคว้า สะบัดเหวี่ยงครั้งนี้ไม่มีวี่แววล่วงหน้ามาก่อน หมิงเอ๋อไม่ทันระวังป้องกัน ยังไม่เข้าใจว่าเกิดเรื่องใด กำแพงดินก็ปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้า ต้องร้องอุทานคำหนึ่งได้แต่ยกมือกุมศีรษะ ขดตัวเป็นก้อนกลมต่อจากนั้นหัวไหล่กลางหลังปวดแปลบอย่างรุนแรง เสียงโครมเมื่อชนกำแพงดินพังทลายลงครึ่งแถบ

      จางชวี่จี๋คล้ายไม่มีเรื่องราวใด หันมามองดูเจ้าสำนักไท่ซาน กล่าวว่า “ฟังว่านักพรตน้อยอี้เฉวียนฉลาดหลักแหลม เป็นของวิเศษสำนักกระบี่ไท่ซาน คนผู้นี้คงเป็น...ตัวปลอมกระมัง?”

      เจ้าสำนักไท่ ซาน หน้าแปรเปลี่ยนไป ยามกะทันหันแตกตื่นจนไม่อาจกล่าววาจาใดได้ นักพรตอี้ จิ้งรีบเดินเข้ามา กล่าวกับจางซวีจี๋ว่า “เรียนจางไซ่เจ่อ (ทูตแซ่จาง) ศิษย์น้องเราอายุยังเยาว์ ยังไม่ฝึกปรือยอดวิชาสำนักเรา แต่ว่ามันฉลาดปราดเปรื่อง หากฝึกปรือไปตามลำดับ จะมีอนาคตก้าวไกลไม่สิ้นสุด”

      จางชวี่จี๋ยิ้มพลางกล่าวว่า “ที่ว่าฉลาดปราดเปรื่องเรากลับไปดูไม่ออก ดูไปคล้ายเด็กชนบท ที่ต้อนแพะเลี้ยงวัวที่สำนักท่านจัดหามันสวมรอยแทน” พลางกวาดตาไปยังศิษย์สำนักไท่ซานอื่น กล่าวอย่างเฉื่อยชาว่า “สำนักไท่ซานครองความเป็นใหญ่ในแว่นแคว้นหนึ่ง เหตุใดศิษย์ทั้งหลายล้วนแต่ดูไม่ได้?”

      นักพรตอี้จิ้งกริ่งเกรงมันกระชากตัวนักพรตอารามต้าเอียนกวนที่ถูกกวาดเป็นปีศาจ ตายแทนออกมาอีก สร้างความร้อนรุ่มใจจนชักกระบี่ออกมา

      เหล่าสาวกนิกายอัคคีไม่รอให้จางชวี่จี๋ออกคำสั่ง พวกันชักอาวุธออกมา เห็นแน่ชัดว่าจะเกิดการต่อสู้นองเลือดแล้ว

      ในยามนั้นพลันได้ยินเสียงร้องโอยคำหนึ่ง ทั้งหมดเหลียวหน้าไป เห็นนักพรตน้อยผู้หนึ่งคืบคลานออกจากเศษอิฐผงปูน เดินกลับเข้ามาภายในโบสถ์ ตอบฝุ่นละอองบนร่างกาย แบมือต่อนักพรตอี้จิ้ง กล่าวว่า “ศิษย์พี่ ขอหยิบยืมกระบี่สักครา” มันคือหมิงเอ๋อเอง

      นักพรตอี้จิ้งงงงันวูบ นักพรตน้อยนี้ไม่รู้จักวิทยายุทธ์ ขอหยิบยืมกระบี่ไปไย? ขณะรีรอลังเล หมิงเอ๋อก็ยื่นมือช่วงชิงกระบี่ในมือมันไป ฝีมือที่ใช้แยบคายยิ่ง นักพรตอี้จิ้งไม่ทันมีปฏิกิริยาใด ก็สูญเสียกระบี่ไป

      หมิงเอ๋อถือกระบี่ ร่ายรำท่าลูกผู้ชายไต้จง ซึ่งเป็นท่าแรกเริ่มต้นของเพลงกระบี่ ไท่ซานออกมา กล่าวว่า “ไซ่เจ่อ (ท่านทูต) ที่เคารพ อี้เฉวียนร่ำเรียนฝีมือไม่แตกฉาน เป็นที่หัวร่อเยาะของท่าน สำนักไท่ซานเน้นกระบี่หนัก ไม่ถนัดวิชานัวเขาท่าคว้าจับ อี้เฉวียนอายุยังเยาว์เรียนรู้เพลงกระบี่ไท่ซานเพียงผิวเผิน คิดแสดงออกมาสักหลายท่า ขอไซ่เจ๋อโปรดชี้แนะ”

      จางชวี่จี๋คิดไม่ถึงว่านักพรตน้อยหน้าตาโง่งมนี้กลับกล่าววาจาอย่างฉะฉาน ต้องมองดูมัน กล่าวว่า “เจ้าลองบอกมาว่า เจ้าคิดใช้กระบวนท่าอันใด?”

      หมิงเอ๋อยิ้มจนเผยเห็นฟันเขี้ยวที่เพิ่งบอกออกมา กล่าวว่า “ย่อมเป็นกระบวนท่าในวิชาสือปาผาน (สิบแปดคดเคี้ยว)”

จางชวี่จี๋เห็นมันฟันขาวหมดจด ต้องผงกศีรษะเล็กน้อย ทราบว่ามันมิใช่บุตรหลานชาวนาที่ยากไร้ ควรทราบว่าบุตรหลานยากไร้มักฟันเหลืองฟันผุ ไม่มีฟันที่เรียบร้อยถึงเพียงนี้ ในใจนึกเคลือบแคลงสงสัยอยู่บ้าง

      คนของสำนักไท่ซานฟังว่ามันคิดใช้วิชาสิบแปดคดเคี้ยว ต้องหันไปสองหน้ากันสิบแปดคดเคี้ยวเป็นหนึ่งในทิวทัศน์เลื่อชื่อของภูเขาไท่ซาน เป็นกอบด้วยบันไดศิลาหนึ่งพันหกร้อยกว่าขึ้น ตัดผ่านผนักผาลาดชัน ภูมิประเทศหวาดเสียวอันตราย ปรมาจารย์สำนักกระบี่ไท่ซานดาศัยทิวทัศน์สิบแปดคดเคี้ยว บัญญัติเป็นเพลงกระบี่แปดท่า เพลงกระบี่นี้ลึกล้ำพิสดาร เป็นท่าไม้ตายของสำนักกระบี่ไท่ซาน อาศัยเด็กชายอายุแปดขวบผู้หนึ่ง ไม่มีทางร่ำเรียนเพลงกระบี่สิบแปดคดเคี้ยวได้ นักพรตน้อยที่กวาดต้อนมาจากอารามต้าเอียนกวนผู้นี้ ไหนเลยใช้ออกได้?

      พริบตาที่จางชวีจี๋เกิดความลังเล หมิงเอ๋อหลับตาเล็กน้อย ห้วงสมองปรากฏภาพความหลังฉากหนึ่งขึ้น

      “เฮอะ สิบแปดคดเคี้ยวของมารดามัน ไม่มีประโยชน์อันใด ตัวโง่งมของสำนักไท่ซานกลับยึดถือเป็นของวิเศษ”

      หมิงเอ๋อมองดูเฒ่าวิกลจริตที่ผมเผ้ายุ่งเหยิง ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยเหี่ยวย่อนที่เบื้องหน้า ต้องยิ้มออกมา เฒ่าวิกลจริตยังคงใช้มือซ้ายที่ใหญ่โตดุจพัดใบลาน ตบหัวของเสือโคร่งขนาดใหญ่ใหญ่ที่นอนอยู่ข้างกาย หมิงเอ๋อความจริงหวาดกลัวต่อเสือใหญ่ที่มีรูปร่างใหญ่โตกว่าเสือร้ายทั่วไปเกือบครึ่งตัวนี้ แต่เห็นมันกลับเชื่องเชื่อราวแมวใหญ่ ปล่อยให้เฒ่าวิกลจริต ตบหัวเล่น ค่อยคลายความหวาดกลัวลงทีละน้อย

      เฒ่าวิกลจริตด่าจนย่ามใจ ยังกล่าวอีกว่า “มารดามันปลูกสร้างอารามซันหยางกวนหลังหนึ่ง ตั้งชื่อสำนักไท่ซาน ก็เข้าใจว่าภูเขาไท่ซานเป็ฯของพวกมัน สิบแปดคดเคี้ยวเป็นผลงานปานเนรมิต จัดเป็นสุดยอดหนึ่งในแดนดิน สำนักไท่ซานกลับคิดค้นกระบวนท่าที่ยุ่งเหยิงชุลมุนออกมา ล้วนแต่ใช้การไม่ได้

      คนของสำนักไท่ซาน ฟังว่ามันคิดใช้วิชาสิบแปดคดเคี้ยว ต้องหันไปสองหน้ากัน สิบแปดซาน เป็นกอบด้วยบันไดศิลาหนึ่งพันหกร้อยกว่าขึ้น ตัดผ่านผนังผาลาดชัน ภูมิประเทศหวาดเสียวอันตราย ปรามาจารย์สำนักกระบี่ไท่ซานอาศัยทิวทัศน์สิบแปดคดเคี้ยว บัญญัติเป็นเพลงกระบี่แปดท่า เพลงกระบี่นี้ลึกล้ำพิสดาร เป็นท่าไม้ตายของสำนักกระบี่ไท่ซาน อาศัยเด็กชายอายุแปดขวบผุ้หนึ่ง ไม่มีทางร่ำเรียนเพลงกระบี่สิบแปดคดเคี้ยวได้ นักพรตน้อยที่กลาดต้อนมาจากอารามต้าเอียนกวนผู้นี้ ไหนเลยใช้ออกได้?

      พริบตาที่จางชวี่จี๋เกิดความลังเล หมิงเอ๋อหลับตาเล็กน้อย ห้วงสมองปรากฏภาพความหลังฉากหนึ่งขึ้น

      “เฮอะ สิบแปดคดเคี้ยวของมารดามัน ไม่มีประโยชน์อันใด ตัวโง่งมของสำนักไท่ซานกลับยึดถือเป็นของวิเศษ”

      หมิงเอ๋อมองดูเฒ่าวิกลจริตที่ผมเผ้ายุ่งเหยิง ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยเหี่ยวย่นที่เบื้องหน้า ต้องยิ้มออกมา เฒ่าวิกลจริตยังคงใช้มือซ้ายที่ใหญ่โตดุจพัดใบลาน ตบหัวของเสือโคร่งขนาดใหญ่ที่นอนอยู่ข้างกาย หมิงเอ๋อความจริงหวาดกลัวต่อเสือใหญ่ที่มีรูปร่างใหญ่โตกว่า เสือร้ายทั่วไปเกือบครึ่งตัวนี้ แต่เห็นมันกลับเชื่อเชื่อราวแมวใหญ่ ปล่อยให้เฒ่าวิกลจริตตบหัวเล่น ค่อยคลายความหวาดกลัวลงทีละน้อย

      เฒ่าวิกลจริตด่าจนย่ามใจ ยังกล่าอีกว่า “มารดามันปลูกสร้างอารามซันหยางกวนหลังหนึ่ง ตั้งชื่อสำนักไท่ซาน ก็เข้าใจว่าภูเขาไท่ซานเป็นของพวกมัน สิบแปดคดเคี้ยวเป็นผลงานปานเนรมิต จัดเป็นสุดยอดหนึ่งในแดนดิน สำนักไท่ซานกลับคิดค้นกระบวนท่าที่ยุ่งเหยิงชุลมุนออกมา ล้วนแต่ใช้การไม่ได้”

      หมิงเอ๋อกล่าวด้วยความสงสัยอยากรู้ว่า “ยุ่งเหยิงชุลมุนอย่างไร? ท่านใช้ออกมาให้ข้าพเจ้าชมดูได้หรือไม่?”

      เฒ่าวิกลจริตผุดลุกขึ้น ร่างสูงใหญ่บดบังปากถ้ำที่อาศัยอยู่ครึ่งหนึ่ง หมิงเอ๋อก็กระโดดปราดขึ้นมา ถอยกายไปหลายก้าว ในมือเฒ่าวิกลจริตไม่ทราบเพิ่มไม้ไผ่ด้ามหนึ่งตั้งแต่เมื่อใด จัดแจงร่ายรำในถ้ำเสือ ใช้ออกสามกระบวนท่า ปากกล่าวว่า “สามกระบวนท่านี้เรียนว่าโผพุ่งห้าพันวา ทะยานสิบแปดคดเคี้ยว มองฟ้าผ่านรอยร่อง เจ้าเห็นว่าช่องโหว่อยู่ที่ใด?”

      หมิงเอ๋อเพ่งตาชมดูแล้วกล่าวว่า “กระบวนท่าแรกใช้จากบนลงล่าง ให้หวดซ้ายป่ายขวากระบวนท่าที่สองเอาแต่หมุนควงหลอกล่อ ให้ฟาดหวดใบหน้า กระบวนท่าที่สามจู่โจม ด้านบนถ่ายเดียวให้ฟาดหวดช่างขา”

      เฒ่าวิกลจริตปรบมือหัวร่อร่า กล่าวว่า “มิผิดแม้แต่น้อย ไม่เสียทีที่ฝึกวิชากับเรา”

      หมิงเอ๋ออายุเยาว์รักสนุก เก็บไม้ไผ่ขึ้นมาร่ายรำกระบวนท่าทั้งสามเที่ยวหนึ่ง มันมีความทรงจำดีเลิศ ใช้กระบวนท่าทั้งสามได้โดยไม่ผิดพลาด ความจริงเข้าใจว่าเฒ่าวิกลจริตจะชมเชยมันสักหลายคำ มิคาดศีรษะปวดแปลบคราหนึ่ง กลับถูกเฒ่าวิกลจริตใชห้ไม้ไผ่หวดใส่ด่าทอว่า “ท่าเละเทะเหล่านี้เจ้าร่ำเรียนไปไย? เดรัจฉานน้อย เราต้องฟาดหวดเจ้าสักสามไม่พลอง”

      พลางหวดไม้ไผ่มาอีกครา ครั้งนี้หมิงเอ๋อระวังป้องกันอยู่ก่อน ยกไม้ไผ่ในมือขึ้นปิดป้องจากนั้นพลิกตัวไปด้านหลัง หลบรอดจากท่าไม้พลองที่สาม พอทิ้งตัวลง กลับขี่บนลำตัวของเสือลาดพาดกลอนตัวนั้น

      เสือลายพาดกลอนเบิ่งตาสีเหลืองขุ่นขึ้น คำรามคราหนึ่ง เสียงพยัคฆ์คำรนสะท้านทั่วขุนเขา หมิงเอ๋อรีบโอบคำของเสือลายพาดกลอนกล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “เรายังไม่กล้าล่วงเกินเจ้า แต่จูเหยิน (นายของเจ้าคิดฟาดหวดเรา ศีรษะของเราหาได้แข็งเท่ากับหัวของเจ้าไม่”

      เสือลายพาดกลอนเปลี่ยนเป็นคำรามเบาๆ หลับตาลงอย่างเกียจคร้าน

      เฒ่าวิกลจริต คิดหวดจู่โจมอีก หมิงเอ๋อรีบโยนไม้ไผ่ทิ้ง หลบหนีออกจากถ้ำเสือ

      ยามนี้ภายในอารามซันหยางกวน หมิงเอ๋อลืมตาขึ้น นึกทบทวนสามกระบวนท่านั้นเที่ยวหนึ่งในใจครุ่นคิด ‘วันนี้เราต้องใช้กระบวนท่าทั้งสามนี้แล้ว ขอเฒ่าวิกลจริตอย่าได้โทษว่าตำหนิ’

      จางชวี่จี๋จับจ้องมองมัน ผงกศีรษะเล็กน้อย กล่าวว่า “เจ้าใช้ออกมา”

      หมิงเอ๋อสูดลมหายใจคำหนึ่ง ใช้ออกด้วยกระบวนท่าแรกโผพุ่งสามพันวา กระบี่แทงจากล่างขึ้นบน มุ่งใส่ดวงตาของศัตรู ต่อจากนั้นใช้ออกด้วยท่าทะยานสิบแปดคดเคี้ยว กระบี่หนักขีดวาดสิบแปดครั้ง ยิ่งขีดวาดยิ่งสูงขึ้น สุดท้ายใช้ออกด้วยท่ามองฟ้าผ่านรอยร่อง มือซ้ายประกบนิ้วชี้ขึ้นฟ้า กระบี่หนักแทงตรงใส่ร่างท่อนบนของศัตรู

      สามกระบวนท่านี้ใช้ออกอย่างหนักหน่วงรุนแรง เป็นวิชาฝีมือของสำนักกระบี่ไท่ซานขนานแท้ หมิงเอ๋อเพียงรู้จักสามกระบวนท่านี้ หลังจากนี้ไม่มีอีกแล้ว มันพอใช้ออกก็รั้งกระบี่กลับ น้อมคารวะกล่าวว่า “ไซ่เจ่อ (ท่านทูต) โปรดชี้แนะ”

      ภายในโบสถ์เงียบงันไปชั่วขณะ จากนั้นบังเกิดเสียงปรบมือชมเชย คนโห่ร้องชมเชยเป็นนักพรตอารามต้าเอียนกวน ศิษย์สำนักไท่ซานกับนักพรตอี้จิ้งกลับสบตากันวูบ ไม่ทราบว่านักพรตน้อยนี้ เรียนรู้สามกระบวนท่าในเพลงกระบี่สิบแปดคดเคี้ยวได้อย่างไร? นักพรตอี้จิ้งไปยังอารามต้าเอียนกวน เพื่อกวาดต้อนนักพรตไปยังอารามต้าเอียนกวน เพื่อกวาดต้อนนักพรตมาเป็นปีศาจตายแทน กลับจับตัวผู้มีฝีมือมาคนหนึ่ง สองอาจารย์กับศิษย์ไม่ทราบว่าหมิงเอ๋อไฉนเสนอหน้าออกปกป้องสำนักไท่ซาน กริ่งเกรงมันบอกความจริงออกมา อย่างนั้นสำนักไทซานคงจบสิ้นอวสานแล้ว

      จางซวีจี๋มีสายตาแหลมคม ดูออกว่านักพรตน้อยนี้ใช้เพลงกระบี่ไท่ซาน คาดว่าไม่แปลกปลอมแล้ว จึงผงกศีรษะเป็นเชิงชมเชย กวักมือเรียกหาว่า “อี้เฉวียน เจ้าเข้ามา”

      หมิงเอ๋อลอบขุนลุกเกรียว แต่ไหนเลยกล้าไม่เข้าไป สุดท้ายส่งกระบี่หนักคืนให้แก่นักพรตอี้จิ้ง เดินช้าๆ ถึงเบื้องหน้าจางชวี่จี๋

      จางชวี่จี๋ฉุดดึงมือมัน ถามอย่างยิ้ทมแย้มว่า “หนูเอย เจ้าอายุเท่าใดแล้ว?”

      หมิงเอ๋อใช้ความคิดอย่างรวดเร็ว ‘อี้เฉวียนอายุเท่าใด เราหาทราบไม่’ หวนนึกถึงตอนที่นักพรตอี้จิ้งขึ้นสู่อารามต้าเอียนกวนเสาะหาปีศาจตายแทน ตนเอง “แอบได้ยิน” มันคิดอ่านเสาะหานักพรตน้อยอายุแปดขวบ จึงตอบว่า “แปดปีแล้ว”

      จางชวี่จี๋ผงกศีรษะกล่าวว่า เจ้ามีสติปัญญาเป็นเลิศ รั้งอยู่ที่นี้ออกจะน่าเสียดาย เราจะนำเจ้าไปเข้าพบผู้มีฝีมืออันดับหนึ่งแห่งแผ่นดิน เพื่อฝึกยอดวิทยายุทธ์ดีหรือไม่?”

      หมิงเอ๋อจงใจกล่าวอย่างลังเลว่า “แต่ข้าพเจ้าถือกำเนิดจากสำนักกระบี่ไท่ซาน ซือฟู่และศิษย์พี่ทั้งหลายล้วนอยู่ที่นี้”

      จางชวี่จี๋เงยหน้าขึ้น กล่าวกับเจ้าสำนักไท่ซานว่า “แงฟางเต้าหยิน เราขอหยิบยืมเด็กผู้นี้จากท่าน ท่านคงทราบกฎของประมุขนิกายศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างดี มิต้องให้เรากล่าวมากความแล้ว”

      เจ้าสำนักไท่ซาน ยังยืนตะลึงลานเป็นนักพรตอี้จิ้งใช้ศอกกระทุ้งใส่เบาๆ มันค่อยเรียกสติคืนมา นักพรตน้อยนี้สำแดงวิชาฝีมือของสำนักไท่ซาน ทูตตัวแทนผู้นี้คงตระเตรียมน้ำมันขึ้นสู่ยอดเขาตู๋เสิ้งฟง อย่างนั้นอี้เฉวียนตัวจริงมีหนทางรอดแล้ว จึงรีบผุดลุกขึ้นปั้นสีหน้าเป็นไม่อาจตัดใจได้ ร้องว่า “ไม่ ท่านไม่อาจนำมันไป เหตุใด...”

      จางซวี่จี๋แบะปากยิ้มออกมา กล่าวว่า “ท่านต้องการให้เราบอกกล่าวให้กระจ่างก็ได้ ประมุขนิกายศักดิ์สิทธิ์ฉายส่องทั้งสี่ทิศ ทราบแต่แรกว่าเด็กผู้นี้เป็นบุตรโทนของท่าน ท่านผู้เฒ่าตรากฎไว้ว่า เจ้าสำนักที่ยอมอ่อนน้อม ต้องส่งบุตรธิดาขึ้นเขาตู๋เสิ้งฟงไปรับใช้เจี้ยจู่ (ประมุขนิกาย) รองรับพระเมตตาของเจี้ยวจู่ สำนักกระบี่ไท่ซานเมื่อเข้าร่วมกับนิกายอัคคีศักดิ์สิทธิ์ มิอาจไม่ปฏิบัติตามกฎข้อนี้”

      เจ้าสำนักไท่ซาน กระแทกนั่งลงบนเก้าอี้ เค้นน้ำตาผู้ชราออกมา อ้าปากคิดกล่าวกระไร แต่ปราศจากสุ้มเสียงใด นักพรตอี้จิงรีบเจ้าไปประคองซื่อฟู่ไว้ ปลอบโยนเสียงแผ่วเบา สองอาจารย์กับศิษย์เล่นละครได้อย่างแนบเนียน

      จางชวี่จี๋คลายความสงสัย หันไปสำรวจดูหมิงเอ๋อ ครุ่นคิดขึ้น ‘เด็กผู้นี้เหมาะกับการฝึกฝีมือ หมิ่งอ๋อง (อ๋องผู้เรืองโรจน์) พอพบพานต้องชมชอบอย่างแน่นอน เมื่อนำเด็กผู้นี้ไปเป็นตัวประกัน คาดว่าฉางฟางเต้าหยินต้องไม่กล้าเคลื่อนไหวโดยพลการ หลังจากกำราบจมูกโค ( เชิงอรรถ - คำด่านักพรต ) ผู้นี้ ความจริงสมควรประทับมุทราใส่มัน แต่ว่าเรายังไม่ได้รับถ่ายทอดวิชานี้ ได้แต่รอจนฝู่ฝ่า (ธรรมบาล) ท่านใดมีเวลาว่าง ค่อยมาประทับมุทราใส่มัน’

      จากนั้นครุ่นคิด ‘รอจนเสร็จเรื่องในที่นี้ เราต้องรีบรุดขึ้นเขาตู๋เสิ้งฟง แจ้งข่าวดีที่กำราบสำนักกระบี่ไท่ซานต่อหมิงอ๋อง (อ๋องผู้เรืองโรจน์) ที่ผ่านมาการพิชิตค่ายสำนักใหญ่ในยุทธจักร ให้ธรรมบาลทั้งสามลงมือ ครั้งนี้เราใช้ฐานะทูตตัวแทนสามารถปฏิบัติภารกิจนี้ หมิงอ๋องพอทราบข่าวต้องเปรมปรีดิ์ ไม่แน่ว่าจะเลื่อนตำแหน่งเป็นจุนเจ่อ (ผู้วิเศษ) ถ่ายทอดเคล็ดลับของนิกายอัคคีแก่เรา

      นึกถึงตอนนี้ อดยิ้มออกมามิได้ ล้วงสมุดเบาบางจากอกเสื้อเล่มหนึ่ง กล่าวว่า “เราจัดทำบัญชีรายชื่อของศิษย์สำนักกระบี่ไท่ซาน รวมทั้งท่านเจ้าสำนักทั้งห้าสิบสี่คนไว้ พวกท่านประทับฝ่ามือลงบนสมุดบัญชี สาบานว่าจะจงรักภักดีต่อนิกายอัคคีศักดิ์สิทธิ์เรา หากไม่ได้รับอนุญาตจากเรา ห้ามมิให้ผู้ใดออกจากอารามซันหยางกวน นับแต่วันนี้เป็นต้นไป สาวกนิกายเราจะประจำอยู่ที่นี้ ขานชื่อคนทุกเช้าค่ำ”

      ศิษย์สำนักไท่ซาน ก้มศรีษะรับคำ ภายใต้การควบคุมของสาวกนิกายอัคคี ทั้งหมดทยอยเข้ามาประทับฝ่ามือบนสมุดมัญชี คุกเข่าสาบานว่า จะจงรักภักดีต่อนิกายอัคคี

      สุดท้ายจางชวี่จี๋เงยหน้าขึ้น มองดูรูปเทพเจ้าซ่ำเช็งภายในโบสถ์ กล่าวว่า “รูปปั้นของนิกายนอกรีตเหล่านี้ ทิ้งไว้ชั่วครู่ชั่วยาม จะเป็นบาปกรรมอีกหนึ่งส่วน ให้พวกท่านทุบทำลายทิ้ง อย่าให้เหลือแม้แต่ซาก เราจะรายงานถึงเจี้ยวจู่ (ประมุขนิกาย) ให้ประทานรูปเทพอัคคีและรูปปั้นของเจี้ยวจู่ สำหรับประดิษฐานในที่นี้”

      เจ้าสำนักไท่ ซาน ฟังว่าจะทุบทำลายรูปปั้นเทพเจ้าซำเช็ง ซ฿งเป็นองค์เทพสูงสุดแห่งลัทธิเต๋า ต้องตะลึงลานกับที่ ยังคงเป็นนักพรตอี้จิ้งมีไหวพริบปราดเปรียว กระซิบบอกให้ซือฟู่กล่าวขอบคุณทูตตัวแทน เจ้าสำนักกระบี่ไท่ซานค่อยคุกเข่าลงโขกศีรษะ กล่าวว่า “ขอบพระคุณจางไซ่เจ่อ (ทูตแซ่จาง) อารามเราหากสามารถอัญเชิญรูปเทพอัคคีและรูปปั้นเจี้ยวจู่มาประดิษฐานไว้ จะเป็นบุญวาสนาอย่างใหญ่หลวง”

      จาวชวี่จี๋ผงกศีรษะด้วยความพึงพอใจ ผุดลุกขึ้นกล่าวว่า “พรุ่งนี้จะมีอาจารย์ผู้ชี้นำท่านหนึ่งมาประจำอยู่ที่อารามซันหยางกวน เทศนาต่อพวกท่านทุกเช้าค่ำ พวกท่านต้องตั้งใจศึกษาให้ดีภายหน้าจะได้มีโอกาสขึ้นเขาตู๋เสิ้งฟงไปกราบพบเจี้ยวจู่ รับฟังคำสองของเจี้ยวจู่ด้วยตัวเอง ทราบหรือไม่?”

      เจ้าสำนักไท่ซานรับคำ จางชวี่จี๋ผงกศีรษะ ทิ้งสาวกนิกายอัคคีอยู่สามสิบคน ตนเองนำสาวกที่เหลือ คุมตัวหมิงเอ๋อออกจากอารามซันหยางกวน

      หมิงเอ๋อเหลียวหน้ามอง เห็นเหล่านักพรตอารามต้าเจียนกวนเหม่อมองตนเอง สีหน้าทั้งอาลัยทั้งเวทนา เจ้าสำนักไท่ซาน กับนักพรตอี้จิ้งกลับลอบระบายลมหายใจอย่างโล่งอกสบตายิ้มให้แก่กัน แสดงว่าไม่กังวลสนใจต่อความเป็นความตายของตนเอง ขอเพียงสามารถช่วยชีวิตบุตรสุดสวาท ต่อให้ฉุดลากผู้คนอีกหลายสิบคนมาเป็นปีศาจตายแทนก็ไม่เสียดาย ส่วนตนเองเหตุใดแสดงฝีมือของสำนักกระบี่ไท่ซาน เป็นเหตุให้ทูตตัวแทนนิกายอัคคีเชื่อว่าตนเองเป็นอี้เฉวียน มันหาได้ใส่ใจไม่

      หมิงเอ๋อฝืนยิ้มออกมา หวนนึกถึงตนเองเมื่อยินยอมเป็นปีศาจตายแทน ก็ไม่มีใดจะกล่าว และไม่ต้องคาดหวังว่าผู้อื่นจะสำนึกขอบคุณแล้ว

หมิงเอ๋อลงจากภุเขาไท่ซาน ท่ามกลางการห้อมล้อมของสาวกนิกายอัคคี ในใจบังเกิดความสิ้นหวังยิ่งไม่มีกะใจเพ่งพิศอนาคต เพียงนึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมา

      มันนึกถึงเฒ่าวิกลจริตในถ้ำเสือ ครั้งแรกที่ตนเองพบพานคนผู้นี้ เป็นเวลาหลังจากที่อาศัยอยู่ในอารามต้าเอียนกวนไม่นาน มีอยู่วันหนึ่งตนเองติดตามศิษย์พี่ขึ้นเขาไปตัดฟืน ระหว่างทางพลัดหลงกัน ขณะเหลียวซ้ายแลขวา พลันเห็นเสือใหญ่ตัวหนึ่งกระโจนออกจากหลังพุ่มไม้เบิ่งตาสีเหลืองทองจ้องมองมัน อ้าปากแดงฉานเผยเห็นเขี้ยวขาวแวววาว

      ตอนนั้นหมิงเอ๋อเพียงเป็นเด็กชายอายุห้าหกขวบ หาล่วงรู้ถึงความน่ากลัวของเสือร้ายไม่ จึงยื่นมือคว้าหางของมัน เสือร้ายเอี้ยวตัวคราหนึ่ง มุดเข้าพุ่มไม้ไป หมิงเอ๋อรู้สึกสนุกสนาน จึงวิ่งไล่กวดตาม ติดตามเป็นระยะทางหลายลี้ มาถึงหน้าผาลาดชันแห่งหนึ่ง เห็นเสือร้ายมุดเข้าถ้ำเสือที่มิดชิด หมิงเอ๋อชะโงกศีรษะมองเข้าไป ก็เห็นเฒ่าวิกลจริตนั่งอยู่ภายในถ้ำเสือ ตาโปนปานกระดิ่งเป็นประกายในความมืด ผมเผ้าที่หงอกขาวยุ่งเหยิงสยาย เสื้อผ้าขาดวิ่นคร่ำคร่า อาภรณ์ที่ปกปิดกายกลับตัดเย็นจากหนังสัตว์

      อย่างนั้นหมิงเอ๋อไฉนเรียกมันเป็นเฒ่าวิกลจริต? ใช่แล้ว ชายชรานั้นนั่งอยู่ภายในถ้ำหัวร่อดังๆ ออกมา ราวกับพบเห็นเรื่องราวที่ขบขันที่สุดในโลก เสียงหัวร่อคลุ้มคลั่งฟั่นเฟือนราวเสียสติ ตอนนั้นหมิงเอ๋อครุ่นคิด ‘เสือตัวนี้ไฉนอยู่ร่วมกับเฒ่าวิกลจริตคนหนึ่ง? ไม่เห็นว่ารำคาญหูหรือ?’

      หลังจากนั้นหมิงเอ๋อมุดเข้าถ้ำเสือ ทักทายเฒ่าวิกลจริตคำหนึ่ง เฒ่าวิกลจริตไม่ตอบคำและไม่ถามว่ามันเป็นใคร บอกให้มันนั่งให้เรียบร้อย หลับตาทั้งสองลง หมิงเอ๋อยังมีนิสัยเช่นเด็กทารก จึงทรุดนั่งลง หลับตาทั้งสอง ในความมืดมิดเงียบงัน พลันรู้สึกว่าที่ท้องน้อยมีพลังอบอุ่นขุมหนึ่งรวมตัวอย่างช้าๆ ค่อยๆ ขยายตัว จากนั้นพลุ่งขึ้นถึงหน้าอก ผ่านลำคอ ริมฝีปาก รูจมูก หว่างคิ้วจนถึงขม่อม เมื่อพลังอบอุ่นนี้ผ่านจุดที่หว่างคิ้ว ที่เบื้องหน้าสายตาพลันเกิดภาพอันหลายหลากมากมายสีสันสารพันวิเศษสุดบรรยาย หมิงเอ๋อรู้สึกทั้งสนุกสนานทั้งเร้าใจ รอจนพลังขุมนี้กลับคืนสู่ท้องน้อย ก็ลืมตาขึ้นถามว่า “ท่านทำได้อย่างไร?”

      ดวงตาเฒ่าวิกลจริตแวววาวจับตา จับจ้องมองมา หมิงเอ๋อเห็นมุมปากมันปรากฏรอยยิ้มน้อยๆ คล้ายพึงพอใจยิ่ง สั่งชับว่า “กลางคืนเข้านอน ให้หายใจเช่นนี้ อย่าปล่อยนี้พลังความร้อนหยุดนิ่ง ทราบหรือไม่?”

      หมิ่งเอ๋อผงกศีรษะรับบังเกิดความสงสัยอยากรู้ ยกมือแตะสัมผัสหว่างคิ้ว คิดหยั่งคำนวณจิตใจของเฒ่าวิกลจริต มิคาดเฒ่าวิกลจริต พลันหัวร่อฮาฮาอีกครา เสียงหัวร่อสะท้อนสะท้านในถ้ำเสือ หมิงเอ๋อถูกเสียงหัวร่อสะกดจนตะลึงลาน ลดมือลงอย่างช้าๆ

      เฒ่าวิกลจริตชะงักเสียงหัวร่อกล่าวว่า “เด็กน้อยมีเวลาว่างก็มานั่งเป็นเพื่อนเราในที่นี้ เรามิเพียงสอนเจ้าหายใจ ทั้งยังจะสอนเจ้าหวดกระบอง”

      หมิงเอ๋อไหนเลยเคยพบพานบุคคลที่แปลกประหลาดทั้งลึกล้ำสุดจะหยั่งเช่นนี้ เกิดความอยากรู้อยากเห็น ทั้งไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ นับแต่นั้นทุกสองสามวันจะขึ้นเขามาหาเฒ่าวิกลจริตที่ถ้ำเสือ เฒ่าวิกลจริตมักรอมันอยู่ภายในถ้ำ มันพอมาถึง ก็ให้มันนั่งลงหายใจ บางครั้งพอเข้าถ้ำมา เฒ่าวิกลจริตก็คว้าไม้ไผ่ฟาดหวดมัน ฟาดหวดจนมันร้องโอดโอย หนีกระเซอะกระเซิง บางคราเฒ่าวิกลจริตบอกให้หมิงเอ๋อคว้าไม้ไผ่ฟาดหวดตนเอง หมิงเอ๋อเห็นเฒ่าวิกลจริตนั่งแน่วนิ่งไม่เคลื่อนไหวชัดๆ แต่ไม่ว่าหวดซ้ายป่ายขวาอย่างไร ไม่อาจกระทบถูกได้

      เฒ่าวิกลจริตชมชอบหัวร่อ แต่พูดจาไม่มากนัก เพียงแต่บางครั้งด่าทอค่ายสำนักนั้นใช้การไม่ได้ ด่าว่าผู้นั้นเป็นสวะชั้นเลว หมิงเอ๋อไม่คาดคิดว่าเฒ่าวิกลจริตถ่ายทอดอันใดแก่ตนเองเนื่องเพราะเฒ่าวิกลจริตไม่เคยตั้งตนเป็นอาจารย์ยิ่งไม่ออกปากชี้แนะ หมิงเอ๋อเข้าใจว่าคนผู้นี้อยู่ในป่าเขา ตัดขาดจากโลกภายนอก กลับกลายเป็นเสียสติ ขอเพียงมีคนมานั่งเป็นเพื่อน หรือฟาดหวดไม้พลองเล่น ก็บังเกิดความยินดีจวบกระทั่งหมิงเอ๋อเปิดเผยช่องว่างจุดอ่อนของสามกระบวนท่าสำนักกระบี่ไท่ซาน เฒ่าวิกลจริตบอกว่า “ไม่เสียทีที่ฝึกวิชากับเรา” ค่อยทราบว่าเฒ่าวิกลจริตถ่ายทอดวิชาแก่ตนเอง แต่ตนเองที่แท้เรียนรู้อันใด ไม่อาจบอกกล่าวให้กระจ่างชัด

      หมิงเอ๋อยกมือเกาศีรษะ เห็นว่านี่ไม่มีส่วนละม้ายเหมือนกับวิธีฝึกลมปราณฝึกกระบี่ของศิษย์สำนักกระบี่ไท่ซาน ตนองเก็ไม่เข้าใจว่าจะถือกระบี่ฆ่าฟันอย่างไร ยกตัวอย่างเช่นตอนนี้ ตนเองถูกสาวกนิกายอัคคีคุมตัวลงจากเขา ในใจไม่ยินยอมพร้อมใจ แต่ก็ไม่อาจหยิบฉวยกระบองไม้พลองฟาดหวดทั้งหมดกระจัดกระจายหลบลี้หนีหน้าไป

      ขบคิดไปขบคิดไป ก็เดินทางเป็นเวลาสามชั่วยาม เมื่อใกล้พลบค่ำทั้งหมดค่อยมาถึงเชิงเขา หมิงเอ๋ออดเหลียวมองภูเขาไท่ซานอันตระหง่านล้ำมิได้ ครุ่นคิดในใจ ‘หลังจากนี้ ไม่ทราบยังได้พบกับเฒ่า วิกลจริตหรือไม่? เฒ่าวิกลจริตมีความเป็ฯมาอย่างไร? ท่านผู้เฒ่าสามารถใช้เพลงกระบี่ไท่ซานแต่ด่าทอสำนักไท่ซาน อย่างสาดเสียเทเสีย แสดงว่าไม่ได้สังกัดสำนักไท่ซาน เมื่อหลายวันก่อนเราพบพานแหยแหย (ท่านปู่) ผู้เฒ่าที่เป็นหมอรักษา ท่านผู้เฒ่าถามว่าเราสังกัดสำนักใด โดยเอ่ยถึงสำนักกระบี่ไท่ซาน ยังบอกว่ามณฑลชานตุงมีสำนักกระบี่ตระกูลฉินกับสำนักฉางชิง หรือเฒ่าวิกลจริตเป็นคนของสำนักทั้งสอง? เหตุใดท่านผู้เฒ่าจึงอยู่กับเสือร้ายกลางป่าลึก ใช้ชีวิตไม่ต่างกับคนป่าดงดอย?’

หนังสือแนะนำ

Special Deal