ปีศาจที่ตายแทน

      หมิงเอ๋อรีบรุดกลับมายังโบสถ์ ของอารามต้าเอียนกวน มองแต่ไกลเห็นจุดไฟสว่างไสวแสดงว่าทั้งหมดยังชุมนุมอยู่ที่นั้น เมื่อครู่มันสังหรณ์ณ์ใจว่าไม่ถูกต้อง ตนเองมีปัญหาไม่น้อย จริงดังคาดหมาย นักพรตหนุ่มที่เฝ้าประตูอารามพอเห็นมันก็ร้องว่า “กลับมาแล้ว ลูกสำส่อนกลับนางแล้ว”

      ภายในโบสถ์ปรากฏเหล่านักพรตฮือออกมาตรงเข้าจับต้าหมองเอ๋อ ผลักไสมันเข้าโบสถ์หมิงเอ๋อเห็นภายในโบสถ์นั่งไว้ด้วยผู้คนสามคน นอกจากนักพรตชราหวังโหม่ว กับนักพรตจางเจียวแล้ว ยังมีชายหนุ่มครองชุดพรตสีดำคิ้วเรียวตาแจ่มใส ใต้คางไว้เคราสั้นผู้หนึ่งเป็นคนที่มันพบพานก่อนขึ้นเขานั้นเอง คาดว่าเป็นนักพรตอี้จิ้งที่หวังโหม่วเอ่ยถึงแล้ว

      นักพรตจางเจียวโกรธแค้นจนหน้าดำคล้ำโถมเข้ามาใช้แส้ปัดหวดใส่ศีรษะหมิงเอ๋อสามครา ด่าทอว่า “เดรัจฉานน้อย ช่างไม่รู้จักดีชั่วปล่อยให้ทั้งหมดรอจนฟ้ามืดค่ำแล้ว”

      หมิงเอ๋อยกมือกุมศีรษะ แสร้งเป็นคนโง่งมร้องว่า “ข้าพเจ้าไม่กล้าแล้ว ข้าพเจ้าเป็นเหตุให้ทั้งหมดท้องหิว ข้าพเจ้าจะไปหุงข้าวแล้ว”

      นักพรตจางเจียวกระชากเสียงว่า “ผู้ใดเรียกเจ้าหุงข้าว? ทั้งหมดรับประทานแล้ว เป็นอี้จิ้งเต้าหยินสำนักไท่ซานต้องการพบเจ้า รออยู่ที่นี้ครึ่งค่อนวันแล้ว”

หมิงเอ๋อเงยหน้ามองดูนักพรตหนุ่มนั้น เห็นมันใช้สายตาเจิดจ้ามองดูตนเอง หมิงเอ๋อกะพริบตา ข้างหูก็ “ได้ยิน” เสียงจากหัวใจ ของมันว่า ‘...อายุรูปร่างไล่เลี่ยกับอี้เฉวียน ใช้การได้พอดี...เพียงแต่อี้เฉวียนคงแก่เรียน เด็กดอยผู้น้ำกลับเซื่องซึมโง่งม...โอ ตอนนี้ ได้แต่นำตัวไปสาวมรอยแล้ว...’

      หมิงเอ๋อได้ยินมัน “บอกว่า” ตนเองเซื่องซึม โง่งม จึงแสยะหน้าใส่มัน นักพรตอี้ จิ้งขมวดคิ้วค่อยกล่าวว่า “ตกลงเป็นมันเอง เวลาไม่เช้าแล้ว พวกเราจะออกเดินทาง”

      นักพรตจางเจียวพอฟังว่าเด็กผู้นี้ใช้การได้ ค่อยระบายลมหายใจโล่งอก โบกมือกล่าวกับนักพรตที่ยืนอยู่ด้านข้างทั้งสิบกว่าคนว่า” พวกเจ้ายังรออันใด? รีบกลับห้องไปเก็บของ รวบรวมห่อผ้า ติดตามอี้จิ้งต้าหยินออกเดินทาง”

      เหล่านักพรตที่ได้รับเลือกพากันคัดค้านว่า “ฟ้ามืดค่ำแล้ว ไยไม่รอถึงวันพรุ่งนี้ค่อยออกเดินทาง?”

      ยามนั้นหมิงเอ๋อทราบกระจ่างแก่ใจว่า ที่ว่า “ปีศาจร้ายตายแทน” หมายถึงพวกตน ขณะที่สำนักไท่ซานสถานการณ์คับขัน ต้องรีบจัดหาปีศาจตายแทนไป มันเงยหน้าขึ้น เห็นนักพรตปีศาจตายแทนไป มันเงยหน้าขึ้น เห็นนักพรตอี้จิ้งสั่นศีรษะ ยืนกรานให้เดินทางในคืนนี้ นักพรตจางเจียวจึงสั่งให้เหล่านักพรตหุบปาก เตรียมออกเดินทาง

      นักพรตอี้จิ้งมีสีหน้าขุ่นข้อรำคาญ เดินไปมาอยู่ภายในโบสถ์ ในใจครุ่นคิด ‘...ศัตรูมาเร็วยิ่ง ไม่ทราบมาตรการของซือฟู่นี้ยังทันการณ์หรือไม่? ไม่ว่าอย่างไรพวกเราเหล่าศิษย์ที่มีชื่อคงไม่รอดแล้ว เพียงหวังสามารถรักษาศิษย์รุ่นเยาว์อายุสิบกว่ายี่สิบปีเอาไว้...โดย      เฉพาะอี้เฉวียนผู้เป็นบุตรโทนของซือฟู่มีภูมิปฏิภาณเลิศล้ำซือฟู่ฝากความหวังอยู่ที่มัน...หวังว่ามันรอดพ้นจากครมเคราะห์ครั้งนี้...’

      หมิงเอ๋อ “รับฟัง” ความคิดอ่านของนักพรตอี้จิง แต่ไม่ทันรับฟังมากกว่านี้ นักพรตจางเจียวก็ร้องเร่งรัดว่า “รีบด่วนด้วย ไม่ต้องนำเสื้อผ้าไปแล้ว สำนักไท่ซานจะจัดหาชุดพรตให้พวกเจ้าเอง เพียงรวบรวมห่อผ้าเล็กๆ ก็พอ”

      หมองเอ๋อปราศจากข้าวของอันใด กระทั่งห่อผ้าก็ไม่มี เพียงลูบคลำหน้าอก แน่ใจว่าเหรียญกษาปณ์ทองแดงที่ทำเป็นตุ้นคล้องคอ ร้อยด้วยเชือกด้ายสีแดงยังอยู่ ก็คลายใจลง ฟังว่าตุ้มคล้องคอนี้ติดตัวมันตั้งแต่ตอนนี้ขึ้นเขา เป็นหนึ่งเดียวที่เชื่อมโยงกับประวัติความเป็นมาของตนเอง จึงให้ความสำคัญตลอดมา

      ทั้งหมดออกเดินทางยามวิกาล นักพรตอี้จิ้งถือโคมกระดาษนำหน้า คัดเลือกนักพรตหนุ่มที่แข็งแรงคนหนึ่งถือโคมรั้งทเย ตรงกลางครั่นไว้ด้วยนักพรตอารามต้าเอียนกวนสิบสองคน มุ่งสู่อารามซันหยางกวน อันเป็นที่ตั้งสำนักไท่ซาน

หมิงเอ๋ถูกจัดให้อยู่กลางขบวน ทางหนึ่งข่มกลั้นความหิวโหย ทางหนึ่งอ้าปากหาว พอนึกดูตนเองมิเพียงพลาดอาหารค่ำ กระทั่งอาหารเที่ยงก็ไม่ได้รัปบระทาน ได้ยินเหล่าศิษย์พี่ที่หน้าหลังโต้ตอบกันว่า “ดีที่เราปรกติขึ้นลงทางภูเขามีร่างกายแข็งแรง จึงได้รับเลือก”

      “เราฝึกฝีมือสักห้าปีเจ็ดปี พอลงจากเขา เอ่ยชื่อสำนักไท่ซาน เหล่าอันธพาลท้องถิ่นคงแตกตื่นจนอุจจาระปัสสาวะเรี่ยราด”

      แต่หมิงเอ๋อทราบดีว่า ผู้ที่ได้รับเลือกเพียงเป็นปีศาจตายแทน คล้ายสุกรที่ถูกขุนจนอ้วนพี ถูกส่งเข้าโรงฆ่าสัตว์ ไม่มีอันใดน่ายินดี มันกลับไม่เป็นห่วง สังหรณ์ใจว่าเมื่อถึงเวลาจะแคล้วคลาดปลอดภัย

      ทางภูเขานี้แม้มีระยะทางเพียงยี่สิบกว่าลี้ แต่เดินทางกลางคืนเพิ่มความยากลำบาก เหล่านกัพรตอารามต้าเอียนกวนก็ไม่เคยฝึกวิชาบู๊ ทั้งหมดลากดึงเป็นเวลาสองชั่วยามเศษ ค่อยมาถึงอารามซันหยางกวน ทุกคนเหน็ดเหนื่อยสายตัวแทบขาด นักพรตอี้จิ้งสั่งให้นักพรตน้อยผู้หนึ่งนำทั้งหมดไปพักผ่อนที่เรือนนอนหลังอาราม ทุกคนกระทั่งเสื้อผ้ายังไม่ถอด ก็ล้มตัวลงบนที่นอน

      หมิงเอ๋อหิวโหยสาหัส พลิกตัวไปมา ไม่ว่าอย่างไรก็นอนไม่หลับ อดทนถึงยามเที่ยงคืน ไม่อาจข่มกลั้นสืบไป ครุ่นคิดขึ้น ‘เราไปยังห้องครัวขโมยหมั่นโถวรับประทาน อย่าได้ถูกผู้คนพบเห็นก็แล้วกัน’

      ดังนั้นเดินย่องออกจากเรือนนอน เห็นชายคาโบสถ์หลักตั้งตระหง่านอยู่ที่ขอบฟ้าด้านซ้ายมือ คาดว่าห้องครัวคงอยู่ทางช่วงหลัง จึงสืบเสาะไปทางขวามือ

      ได้ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้น เห็นคนครองชุดพรตสีดำสองคนถือกระบี่เดินลาดตระเวน หมิงเอ๋อต้องครุ่นคิด ‘สำนักกระบี่ไท่ซานรักษาการณ์อย่างเข้มงวด ดูท่ามีคนลาดตระเวณตลอดทั้งคืน’

      มันรอจนคนเหล่านั้นจากไปไกล ค่อยเดินย่องไปทางขวา แต่เดินไปไม่นาน ปรากฏเมฆดำบัดบังจันทร์ รอบบริเวณมืดมิดเป็นแผ่นผืนหมิงเอ๋อหยีตามองหาแสงสว่าง เห็นที่ห่างไปมีบ้านต่ำเตี้ยหลังหนึ่ง ปรากฏแสงไฟสาดลอดออกทางหน้าต่าง เมื่อหาห้องครัวไม่พบ ลองไปที่นั้นแล้วค่อยว่ากล่าวว จึงเดินช้าๆ ไป

      มันมาถึงใต้หน้าต่างของบ้านต่ำเตี้ย ได้ยินภายในแว่วเสียงผู้คน แทรกเสียงสะอึกสะอื้นหลายครา สร้างความสงสัยอยากรู้แก่หมิงเอ๋อจนชะโงกศีรษะมองเข้าไป เห็นชายหนุ่มสิบกว่าคนคุกเข่ากับพื้น ทุกคนแต่งกายเช่นคนธรรมดากลางหลังสะพายห่อผ้า หลั่งน้ำตานองหน้า กราบกรานต่อคนที่กึ่งกลาง คนที่กึ่งกลางใบหน้า สี่เหลี่ยม ไว้เครายาวสีดำ ครองชุดพรตสีดำหลั่งน้ำตาของผู้ชราออกมาเช่นกัน ในอ้อมอกยังอุ้มเด็กชายหน้าตาหมดจดสดใส มีอายุเจ็ดแปดปีผู้หนึ่ง

      ได้ยินศิษย์ผู้หนึ่งกล่าวเสียงสั่นเครือว่า “อาจารย์มีพระคุณมากล้น อี้ปานขอร่วมเป็นร่วมตายกับศิษย์ร่วมสำนัก...”

      นักพรตไว้เคราดำนั้นส่ายหน้ากล่าวว่า “อี้ปาน อี้เหมี่ยน ยังมีอี้ค่วง อี้หยวน เราเข้าใจเจตนาของพวกเจ้า แต่ความอยู่รอดของสำนักกระบี่ไท่ซานสำคัญกว่าน้ำใจฉันอาจารย์กับศิษย์ทุกประการดำเนินตามแผนเดิม พวกเจ้าออกเดินทางได้แล้ว”

      หมิงเอ๋อเข้าใจในบัดดล คนเหล่านี้เป็น “ตัวจริง” ของปีศาจตายแทน ตอนนี้ปีศาจตายแทนมาถึง พวกมันต้องรีบจากไป

      นักพรตเคราดำก้มลงมองดูเด็กชายในอ้อมอก ถอนใจเบาๆ กล่าวว่า “เฉวียนเอ๋อเอยเฉวียนเอ๋อ ตอนนี้สถานการณ์ทางโลกสับสน นิกายอัคคีออกอาละวาด เจ้าซ่อนตัวในหมู่บ้าน รักษาเนื้อรักษาตัวไว้ รอจนสถานการณ์เปลี่ยนแปลง เราสองพ่อลูกค่อยหาทางพบกันใหม่”

      เด็กชายนั้นกอดไหล่นักพรตเคราดำ เรียกหา “ท่านพ่อ” หมิงเอ๋อที่นอกหน้าต่างเห็นเช่นนั้น พลันนึกถึงภาพความฝันที่แล้วมา หลานชายที่ถูกแหยแหย (ท่านปู่) วางยาเสียชีวิต ก็เคยเกาะแขนของแหยแหยอันเป็นที่รักไว้ สร้างความหดหู่ใจ คล้ายนึกถึงความหลังที่หลงลืมไปเป็นเวลานาน แต่ก็จดจำไม่ชัดเจน พลันครุ่นคิด ‘เรามีความจำเป็นเลิศ เหตุใดไม่มีความทรงจำต่อเรื่องเมื่อวัยเด็กแม้แต่น้อย? เหล่าศิษย์พี่อารามต้าเอียนกวนบอกว่าบิดาเราทิ้งเราที่หน้าประตูอารามแต่เรากลับจำหน้าตาชื่อแซ่ของบิดาไม่ได้ ตอนนั้นเราอายุสี่ห้าขวบแล้ว สมควรรู้ชื่อแซ่ตัวเองจึงถูกต้อง’

      มันจำได้ว่านักพรตแผนกต้อนรับของอารามต้าเอียนกวนบอกว่า พวกมันพบเห็นเด็กชายสวมเสื้อผ้าเก่าขาดผู้หนึ่งยืนอยู่หน้าประตูอาราม นักพรตแผนกต้อนรับจึงสอบถามว่า “เด็กเอย เจ้ารเรียกว่าอะไร? เด็กชายนั้น ถามคำอย่างงุนงงว่า “หมิงเอ๋อ?” ( เชิงอรรถ - คำหมิงเอ๋อในที่นี้แปลวว่าชื่อ ถึงแม้ออกเสียงตรงกับนามหมิงเอ๋อ แต่เขียนไม่เหมือนกัน ) นักพรตแผนกต้อนรับเข้าใจว่ามันเรียกว่าหมิงเอ๋อ นับแต่นั้นทั้งหมดจึกเรียกหามันเช่นนี้

      นึกถึงตอนนี้ หมิงเอ๋อต้องยื่นมือลูบคลำ ตุ้มทองแดง ที่คล้องคอ ครุ่นคิดขึ้น ‘ท่านพ่อเพียงทิ้งตุ้มทองแดงนี้ไว้แก่เรา แล้วปลีกตัวจากไป นอกจากท่านผู้เฒ่าไม่มีเงินทองติดตัวแล้ว ท่านผู้เฒ่าคิดอาศัยเหรียญกษาปณ์นี้บอกอันใดต่อเรา? ท่านผู้เฒ่ายังจะกลับมาหาเราหรือไม่?’

      ได้ยินนักพรตเคราดำภายในห้องเร่งรัดให้ทั้งหมดออกเดินทาง ทั้งหมดค่อยคุกเข่ากราบลา ปวดเช็ดน้ำตาออกเดินทาง นักพรตเคราดำเปิดประตูส่ง มองดูศิษย์อายุเยาว์ทั้งสิบห้าคนจนกลืนหายกับม่านวิกาล หมิงเอ๋อเพราะซ่อนตัวในพงหญ้าใต้หน้าต่าง จึงไม่ถูกพบเห็น

      นักพรตอี้จิงยื่นอยู่ข้างกายอาจารย์ รอจนศิษย์ทั้งหลายจากไปไกล ค่อยกล่าวเบาๆ ว่า “ซื่อฟู่ (ท่านอาจารย์) ท่าน...ท่านตกลงใจแล้ว?”

      นักพรตเคราดำกล่าวช้าๆ ว่า “สิทธิเต๋าเรา เน้นหลักธรรมฃาติ ไม่อาจประพฤติฝืนฟ้า ตอนนี้เพียงรอให้นิกายอัคคีบุกขึ้นเข้า พวกเราแสร้างต่อต้านแข็งขืน เสียสละศิษย์สักหลายคน สุดท้ายก็ต้องสวามิภักดิ์ หากไม่ยอมจำนนสักนักเราจะอยู่รอดได้อย่างไร เพียงแต่นี่เป็นความคิดอ่านของเรา เจ้าไม่อาจบอกต่อศิษย์น้องทั้งหลายเด็ดขาด”

      นักพรตอี้จิ้งผงกศีรษะ เงียบงันชั่วขณะ จึงกล่าว “ซื่อฟู่ แต่ว่าแผนตัวตายตัวแทนนี้หากถูกพบเห็น คงยากมีผลสรุปที่ดี”

      นักพรตเคราดำกล่าวอย่างเด็ดเดี่ยวว่า “ไม่ว่าอย่างไร เราไม่อาจปล่อยให้เฉวียนเอ๋อขึ้นเขาตู้เสิ้งฟงเด็ดขาด” หยุดเล็กน้อยจึงกล่าวอีกว่า “ตัวแทนเหล่านี้ทางที่ดีปล่อยให้เสียชีวิตระหว่างการต่อสู้ จะได้ขจัดเภทภัยภายหลัง”

      นักพรตอี้จิ้งรับคำ จากนั้นกล่าวอย่างลังเลว่า “แต่นักพรตที่เพิ่งขึ้นเขามาไม่มีฝีมือติดตัว หากปล่อยให้พวกมันลงมือ กลับเผยพิรุธออกมา”

      นักพรตเครายาวกล่าวว่า “เจ้าคิดอ่านรอบคอบนัก คนเหล่านี้หากจงรักภักดีต่อสำนักไท่ซานก็แล้วกัน หากคิดทรยศหลบหนี ก็ฆ่าทิ้งให้หมดสิ้น” กล่าวจบหันกายกลับห้องไป

      หมิงเอ๋อเห็นคำสนทนาของสองอาจารย์กับศิษย์ยุติลง จึงเคลื่อนกายไปด้านหลัง อ้อมผ่านหินใหญ่ก้อนหนึ่ง คิดกลับสู่ทางน้อยเมื่อขามา มิคาดท้องลั่นโครกคราก ส่งเสียงดังออกมา นักพรตอี้จิงพลันรู้สึกตัว หมุนตัวชักกระบี่ คนโถมเข้าพงหญ้า อ้อมผ่านหินใหญ่ จ่อกระบี่ใส่ลำคอหมิงเอ๋อ

      ภายใต้แสงจันทร์สาดส่อง นักพรตอี้จิ้งเห็นชัดตาว่าเงาร่างผอมเล็กนี้เป็นนักพรตน้อยที่ตนเองเพิ่งนำตัวมาจากอารามตำเอียนกวน ต้องงงงันวูบหนึ่ง หมิงเอ๋อก็มีปฏิกิริยารวดเร็ว พริบตานั้นเปลี่ยนท่วงท่าและทิศทาง จนดูไปคล้าย เพิ่งเดินมาตามทางน้อยนั้น เปลือกนอกยิ้มอย่างโง่งมกล่าวว่า “อี้จิ้งซื่อฟู่ ข้าพเจ้าหิวจนนอนไม่หลัง จึงออกมาหาอะไรรองท้อง แต่ที่นี้กว้างขวางยิ่ง ข้าพเจ้าหาห้องครัวไม่พบวิงวอนท่านมอบหมั่นโถวให้ข้าพเจ้าประทังหิวได้หรือไม่?”

      นักพรตอี้จิ้งดูจากตำแหน่งที่มันยืนอยู่เข้าใจว่ามันเพิ่งเดินมาทางด้านนี้ สมควรไม่เห็นเหตุการณ์ภายในห้อง หรือได้ยินคำสนทนาของพวกมัน ดังนั้นรั้งกระบี่กลับ ไปยังห้องครัวหาเสบียงกรังยัดให้แก่มัน นำมันกลับไปยังเรือนนอน

      เช้าวันรุ่งขึ้น นักพรตอี้จิ้งให้นักพรตอารามต้าเอียนกวนทั้งสิบห้าคนผลัดเปลี่ยนเป็นครองชุดพรตสีดำของสำนักไท่ซาน มาชุมนุมที่โบสถ์ใหญ่

      อารามซันหยางกวนนี้ใหญ่โตโอฬารกว่าอารามต้าเอียนกวนมากนัก โบสถ์ใหญ่กว้างกว่าโบสถ์ไท่ไป๋เตี้ยนห้าหกเท่า ใช้หินใหญ่หล่อเป็นเสา สลักลวดลายมังกรขนดเสือหมอบภายในโบสถ์ประดิษฐานเทพซำเช็งสูงห้าวา นักพรตอี้จิ้งนำเหล่านักพรตอารามต้าเอียนกวนมาจุดธูปหน้าเทพเจ้าซำเช็ง จากนั้นนำทั้งหมดไปเข้าพบจ้ำนักกระบี่ไท่ซาน ฉายาฉางฟางเต้าหยิน

      เจ้าสำนักไท่ซานกล่าวอบรมศิษย์แรกเข้าสังกัดอย่างคร่าวๆ จากนั้นขนาดฉายาให้แก่เหล่านักพรต ปรากฏว่าฉายาอี้ปานอี้เปมี่ยนอี้ควงอี้หยวน ส่วนหมิงเอ๋อได้ฉายาอี้เฉวียนล้วนถูกคัดเลือกมาเป็นปีศาจตายแทนจริงๆ

      เจ้าสำนักไท่ซานพอขนาดฉายาให้ก็กลับไปยังตึกหลัง นักพรตอี้จิ้งกล่าวกำชับว่า” สำนักกระบี่ไท่ซานเราให้ความสำคัญกับฉายาที่ซือฟู่ตั้งให้ พวกเจ้าต้องจดจำให้ขึ้นใจ ลืมเลือนชื่อเก่าไป ทราบหรือไม่?”

เหล่านักพรตตอนอยู่ที่อารามต้าเอียนกวนเพียงใช้ชื่อแซ่เดิม ยามนี้ไดรับฉายานามใหม่ รู้สึกแปลกใหม่ยิ่ง ร้องเรียกหยอกล้อกันเอง นักพรตอี้จิ้งสั่งทั้งหมดแยกย้ายไปพักผ่อน หลังอาหารเที่ยงให้ไปยังลานฝึกซ้อมฝีมือ เพื่อฝึกเพลงกระบี่

      หลังเที่ยงวันนั้น นักพรตอี้จิ้งหอบหมายให้ศิษย์น้องฉายาอี้ฝู่มาสอนเพลงกระบี่แก่ทั้งหมด นักพรตอี้ฝู่มีอายุยี่สิบเศษ หน้าตาจัดว่าหล่อเหลา หากมีท่าทีรำคาญ มันไม่สอนทั้งหมดสืบเท้าก้าวเท้า แบกยกหินหนักซึ่งเป็นวิชาฝีมือขึ้นพื้นฐาน แต่สอนให้จับกระบี่ฝึกท่าเริ่มต้นของสำนักกระบี่ไท่ซาน นามลูกผุ้ชายแห่งไต้จง ( เชิงอรรถ - ไต้จงเป็นอีกชื่อหนึ่งของภูเขาไท่ซาน ) โดยให้ทั้งหมดซักซ้อมครั้งแล้วครั้งเล่า จวบจนละม้ายคล้ายเหมือนก็ยุติ

      หมิงเอ๋อทราบแน่แก่ใจว่า ขอเพียงใช้ท่าแรกเริ่มต้น ให้ผู้คนดูออกว่าเป็นศิษย์สำนักไท่ซานก็พอ จะอย่างไรทั้งหมดมีฝีมือพื้นเพธรรมดา พอลงมือก็ถูกศัตรูฆ่าตาย ศัตรูเพียงเข้าใจว่าตนเองฆ่า ศิษย์สำนักไท่ซานที่ฝีมืออ่อนด้อยคนหนึ่งไป

      แต่หมิงเอ๋อทราบว่าไม่อาจเปิดเผยเบื้องหลังของปีศาจตายแทนออกไป เพราะว่ารังแต่สร้างความแตกตื่นลนลานแก่ศิษย์พี่ทั้งหลาย ลนลานหนีเอาชีวิตรอด หากว่าหลบหนีคงต้องตายใต้กระบี่ของศิษย์สำนักกระบี่ไท่ซาน หากไม่หลบหนี ติดตามดูเหตุการณ์ต่อไป อาจยังมีหนทางรอดได้

      มันบังเกิดความอึดอัดกลัดกลุ้ม ลองหลบตาใช้ความคิด คิดมองดูโชคชะตาข้างหน้า แจ่ยิ่งมองดูจิตใจยิ่งขุ่นมัว คล้ายกับไม่มีหนทางรอด หากมิใช่ทั้งหมดต้องตาย ตนเองก็ต้องตกอยู่ในสภาพที่ยากกอบกู้แก้ไข สุดท้ายพานไม่ขบคิดมากความ

      ยามอยู่ว่างไร้เรื่อง หมิงเอ๋อจะนั่งบนบันไดศิลาข้างลานฝึกซ้อมฝีมือ เหม่อมองดูศิษย์ สำนักไท่ซานฝึกเพลงกระบี่ ยามนี้เหล่าศิษย์อายุเยาว์ล้วนหลบหนีลงจากเขา ที่หลงหลือเป็นศิษย์ที่เข้าสำนักนานปี ส่วนใหญ่ท่องผาดโผนในยุทธจักร ทั้งหมดก็ทราบว่าเภทภัยกรายกล้ำ ทุกวันเฝ้าฝึกซ้อมเพลงกระบี่อย่างแข็งขัน

      หมิงเอ๋อดูไปดูไป ค่อยๆ จับต้นชนปลายได้ ครุ่นคิดในใจ ‘คนเหล่านี้ใช้เวลาส่วนใหญ่กับการแบกหินใหญ่ยกกระถาง เพื่อฝึกกำลังแขนเมื่อมีกำลังแขน จึงใช้กระบี่หนักที่หนักกว่ากระบี่ธรรมดาเท่าตัวได้ กระบี่หนักแม้เฉื่อยช้า แต่ทรงพลังกว่ากระบี่ทั่วไป ใช้โค่นศัตรูล้มลง’

      มันชมดูจนเคลิบเคลิ้ม บางครั้งอดกรีดวาดมือมิได้ แต่ว่ามันอายุเยาว์เรี่ยวแรงอ่อนโทรมไม่สามารถยกกระบี่หนักของสำนักกระบี่ไท่ซานเพียงจดจำเคล็ดความกระบวนท่าไว้

      วันนี้เหมิงเอ๋อพลันรู้สึกกลางหลังเย็นวะวาบ ทราบว่าต้องเกิดเหตุร้ายอันใดแน่นอน

      จริงดังคาดหมาย หลังเที่ยงที่โบสถ์หลังอยู่ดีๆ เกิดเพลิงไหม้ นักพรตหลายคนแทบถูกกักอยู่ในกองเพลิง ต่อจากนั้นนักพรตที่ไปตัดฟืนบริเวณออกค้นหา ค่อยพบว่าประตูหลังถูกไม้ซุงยันไว้ ไม่สามารถกระแทกเปิดออกส่วนซุ้มประตูด้านหน้าไม่ทราบก่อเนินดินราวหลุมฝังศพไว้ตั้งแต่เมื่อใด ใช้สีแดงชาดเขียนข้อความว่า ไสวามิภักดิ์ในบัดดล ประมุขนิกายจะทรงเมตตา หนึ่งวันไม่ยอมจำนน ฆ่าทิ้งวันละหนึ่งคน”

      นักพรตสองคนพอเห็นเช่นนั้ส ด่าทอนิกายอัคคีเสแสร้งแกล้งดัด ชักชวนกันบุกฝ่าออกไป มิคาดทั้งสองพออ้อมผ่านเนินดิน ก็กระอักโลหิตเสียชีวิต

      เมื่อเป็นเช่นนี้คนของสำนักไท่ซาน ทราบว่าศัตรูบุกขึ้นเขามาแล้ว แต่พานไม่ราปกตัวเพียงปิดสำนักฆ่าคน เจ้าสำนักไท่ซานสั่งให้ทั้งหมดมารวมตัวที่โบสถ์ใหญ่ กล่าวว่า “อารามซันหยางกวนมีเสบียงและน้ำดื่มเพียงพอถึงหนึ่งปี ทั้งหมดไม่ต้องแตกตื่น ยังคงลาดตระเวนดังเดิม ศัตรูเห็นว่าไม่สามารถโยกคลอนจิตใจพวกเรา จะช้าเร็วต้องปราฏตัวรอจนศัตรูปรากฏตัวเผชิญซึ่งหน้า สำนักไท่ซานเรามีฝีมือลือลั่น ต้องกำราบมารร้ายเป็นผลสำเร็จ”

      วันรุ่งขึ้น นิกายอัคคีเริ่มแผนบีบบังคับให้ยอมจำนน สังหารศิษย์สำนักไท่ซานคนหนึ่ง เผาศพจนจจจจดจำหน้าไม่ได้ ทิ้งอยู่บนเนินดินหน้าประตู

      วันต่อมาศิษย์สำนักไท่ซานมาชุมนุมที่โบสถ์ใหญ่ กลับพบเห็นศพใหม่อีกศพหนึ่งอยู่กลางโบสถ์ ซากศพถูกไฟเผา ทั้งหลั่งโลหิตเนืองนอง

      ก่อนหน้านี้ทั้งหมดพลุ่งพล่านดาลเดือดยามนี้กลับบังเกิดความหวาดหวั่นพรั่นพรึง ทั้งหมดความจริงเข้าใจว่านิกายอัคคีเฝ้าอยู่นอกอารามซันหยางกวน คิดไม่ถึงศัตรูกลับเข้าออกอารามซันหยางกวนรวมกับเป็นสถานที่ไร้ผู้คน

      หมิงเอ๋อยืนอยู่ในกลุ่มนักพรต พลันนึกถึงเมื่อคืนฝันร้ายีอกครั้ง ชายชราวางยาฆ่าหลานรัก แขกไม่รับเชิญสองคนรุดมาขอให้เสี่ยงทาย หลังจากเขียนคำทนาย เกิดอัคคีฟ้าเผาไหม้ตัวตึก นิกายอัคคียกกำลังโอบล้อมสถานที่ไว้

      นี่ย่อมมิใช่ครั้งแรกที่มันฝันเช่นนี้ ถึงแม้ที่ผ่านมามันฝันร้ายไม่หยุดหย่อน แต่ไม่สมจริงสมจัง กระจ่างแจ่มชัด มีรายละเอียดครบถ้วนเท่ากับครั้งนี้ ถึงกับหลั่งเหงื่อเย็นเยียบโซมกาย มันกวาดตามองรอบข้าง พลันพบว่าสภาพในตอนนี้หาได้ดีกว่าฝันร้ายไม่ต้องครุ่นคิด ‘เหตุใดเรามักฝันว่าถูกนิกายอัคคีรายล้อม ตอนนี้กลับตกอยู่ในวงล้อมจริงๆ? ที่ดีนี่เพียงเป็นฝันร้ายตื่นหนึ่งเช่นกัน’ แต่มันทราบว่านี่มิใช่ความฝัน ได้แต่กัดฟันเผชิญหน้า

      เจ้าสำนัก ไท่ซานมองดูซากศพภายในโบสถ์ ใบหน้ากลับกลายเป็นเขียวคล้ำ ชุดพรตที่สวมใส่สั่นพลิ้วเล็กน้อย ร้องสั่งให้ศิษย์ฝังศพผู้ตาย ชำระโบสถ์ใหญ่ จัดเวรยามลาดตระเวนต่อไป เหล่าศิษย์รับคำโดยพร้อมเพรียง แต่น้ำเสียงกลับหวาดหวั่นพรั่นพรึงสุดระงับ

      เหล่านักพรตอารามต้าเอียนกวนยิ่งตื่นตระหนกราวเผชิญภูตภูเขา จับกลุ่มกันหารือว่าจะหนีอย่างไร หมิงเอ๋อเข้าร่วมรับฟังพลันสอดคำขึ้น “ทั้งหมดคิดใคร่ตายหรือต้องการมีชีวิตอยู่?”

      ทั้งหมดงงงันวูบหนึ่งจึงกล่าว “ย่อมต้องการมีชีวิตอยู่”

      หมิงเอ๋อกล่าวว่า “หากต้องการมีชีวิต จะมีหนทางรอด ตอนนี้ไม่อาจหลบหนี หากว่าหลบหนี ไม่เพียงแต่สำนักกระบี่ไท่ซานจะฆ่าพวกเรา นิกายอัคคีที่เฝ้าอยู่เบื้องนอกก็กจะฆ่าพวกเรา”

      ทั้งหมดกล่าวอย่างสงสัยใจว่า “หากไม่หลบหนี หรือจะรั้งอยู่รอความตาย?”

      หมิงเอ๋อกล่าวว่า “เมื่อหลายวันก่อนข้าพเจ้าแอบได้ยินเจ้าสำนักกระบี่ไท่ซานสนทนากับนักพรตอี้จิ้ง สุดท้ายสำนักกระบี่ไท่ซานต้องสวามิภักดิ์ เพียงแต่พวกมันต้องต่อต้านแข็งขืน เสียสละศิษย์สักหลายคน หลังจากสวามิภักดิ์ นิกายอัคคีอย่างมากจับตัวผู้คนไปเป็นตัวประกันสักหลายคน เมื่อถึงเวลานั้นทั้งหมดจะรักษาชีวิตเอาไว้”

      ทั้งหมดยามปรกติไม่เห็นเหมิงเอ๋ออยู่ในสายตา แต่ยามนี้ประหวั่นลนลาน ได้ยินมันกล่าวมีเหตุผล พากันผงกศีรษะเห็นพ้อง

หนังสือแนะนำ

Special Deal