ฝันร้ายที่หลอกหลอน

       หมิงเอ๋อ ( เชิงอรรถ - หมิงแปลว่าแสงสว่าง เอ๋อตรงกับคำหนูของไทย ) ส่งเสียงร้องคำหนึ่ง กลิ้งตกลงจากเตียง พอลืมตาขึ้น ก็สอดส่ายสายตามองหาทางออก

       ได้ยินภายในห้องบังเกิดสุ้มเสียงด่าทอดังว่า “มารดามันเถอะ เป็นผู้ใด?”

       “ร่ำร้องตั้งแต่เช้าอันใด?”

       หมิงเอ๋อยกมือขยี้ตา ค่อยพบว่าตนเองไม่ได้ตกอยู่ในกองเพลิงกลางวงล้อมศัตรู หากแต่อยู่ในเรือนนอนของอารมต้าเอียนกวน (อารามห่านป่าสใหญ่) ที่นอกหน้าต่างปรากฏแสงรำไรสาดลอดเข้ามา ดูท่าฟ้าสางสว่างแล้ว

       มันสลัดศีรษะโดยแรง คิดสลัดหลุดจากห้วงความฝันอันลี้ลับนั้น พลันรู้สึกศีรษะปวดแปลบคราหนึ่ง ดาวทองระยิบระยับเต็มหน้า เมื่อถูกนักพรตอ้วนใหญ่ที่นอนเตียงติดกันทุบใส่หมัดหนึ่ง นักพรตอ้วนด่าทอว่า “เราคงเคราะห์หามยามร้าย จึงนอนติดกับเด็กโสโครกเจ้า รีบเข้ามารับความตาย”

       พลางม้วนแขนเสื้อหมายทุบตีมัน หมิงเอ๋อไหนเลยกล้าเข้าไป รีบหนีหัวซุกหัวซุน รู้สึกใต้ซอกแขนซ้ายปวดแปลบ เมื่อถูกนักพรตบนเตียงด้านซ้ายถีบใส่เท้าหนึ่ง

       เหล่านักพรตถูกปลุกสะดุ้งตื่นขึ้นมา ล้วนโมโหโกรธา นักพรตหนุ่มรูปหนึ่งพานรวบร่างหมิงเอ๋อไว้ บิดสองมือไขว้หลัง ที่เหลือคิดฮือเข้ามา พลันบังเกิดสุ้มเสียงหนึ่งตวาดว่า “วุ่นวายอันใด? ยังมิรีบไปที่โบสถ์อีก”

       เหล่านักพรตมองไปที่ประตุ เห็นนักพรตชราร่างสูงใหญ่ผู้หนึ่งยืนอยู่หน้าประตู กลับเป็นผู้ดูแลโบสถ์ว่างซินเตี้ยนนามจางเจียวมาด้วยตัวเอง จางเจียวเป็นผู้ดูแลโบสถ์ข้างของอารามต้าเอียนกวน มีตำแหน่งไม่เบา ปรกติวางอำนาจ เหล่านักพรตรีบปล่อยตัวหมิง เอ๋อพากันลุกจากที่นอน ล้างหน้าล้างตา เกล้าผมเป็นมวยนักพรต ครองชุดพรตอย่างรีบร้อน

       หมิงเอ๋อ รอดจากการถูกทุบตี รีบคืบคลานกลับมาที่ข้างเตียงตนเอง เบื้องหน้าสายตาคล้ายปรากฏภาพของชายชรากระอักเลือดเขียนคำทำนาย ยังมีเงาหลังคนทั้งสามกลืนหายกับเปลวเพลิง ต้องยกมือปาดหยาดเหงื่อบนหน้าผากครุ่นคิดในใจ ‘ฝันร้ายอีกแล้ว เหตุใดเราจึงฝันอย่างเดียวกัน? หรือว่าวันนี้จะเกิดเรื่องประหลาดอันใดอีก?’

       จางเจียวยืนอยู่หน้าประตู มองดุสภาพอันวุ่นวายในเรือนนอน ต้องร้องเพ้ยกล่าวว่า “ยังบอกว่าเป็นนักพรตอันใด พวกเจ้าไม่ต่างกับโจรผู้ร้ายกลุ่มหนึ่ง รอจนตังเจีย ( เชิงอรรถ - คำตังเจียแปลวว่าหัวหน้าครอบครัว ในที่นี้แปลว่าเจ้าของ ) กลับมา พวกเจ้าค่อยทราบความร้ายกาจ” กล่าวจบสะบัดแขนเสื้อจากไป

       ชาวบ้านละแวกเมืองไท่อันมณฑลชานตุงล้วนทราบว่า อารามต้าเอียนกวนนี้ตั้งอยู่ที่ไหล่เขาไท่ซาน มีประวัติศาสตร์ ยาวนานเมื่อหลายร้อยปีก่อนเคย เป็นสถานที่ศักดิ์สถาบันพรตแต่มีเงื่อปมประการหนึ่งคือ ตำแหน่งตังเจีย ตกทอดจากบิดาสู่บุตร เมื่อสามสิบปีก่อนมีบุตรไม่รัก ดีคนหนึ่งปฏิเสธตำแหน่งตังเจียอารามนักพรตแห่งนี้ ก็ไม่มีผู้ควบคุมดูแลค่อยๆ ถดถอยลง ตอนนี้แม้อาศัยสมบัติที่ตกทอดมาคอยค้ำจุน แต่ก็ปราศจากภาพลักษณ์เช่นกาลก่อน

       ตอนนี้ในอารามยังพำนักด้วยนักพรตสี่สิบกว่าคน นอกจากนักพรตชราสองสามคนแล้ว ที่หลงเหลือไม่ตั้งใจฝึกวิชาบำเพ็ญพรตกลายเป็นคนเกียจคร้านไม่เอาการเอางาน จนกระทั่งนักพรตจางเจียวอ้อนวอนขอร้องให้ลูกหลานไม่รักดีนั้น กลับมาเป็นตังเจียอารามต้าเอียนกวน อารามนักพรตหลังนี้ค่อยมีเจ้าของอีกครั้ง เพียงแต่มันน้อยครั้งจะดูแลกิจการในอาราม หากมอบหมายให้ผู้ดูแลโบสถ์ไท่ไป๋เตี้ยนนักพรตชราหวังโหม่วเป็นผู้ตัดสินใจ

       เมื่อหลายวันก่อน หวังโหม่วมีคำสั่ง ให้ทั้งหมดมาชุมนุมที่โบสถ์ใหญ่ทุกเช้า เพื่อท่องคัมภีร์หัดเขียนยันต์ เหล่านักพรตกลัวถูกขับออกจากอารามได้แต่เข้าร่วมพิธี ดังนั้นเมื่อจางเจียวมาเร่งรัดทั้งหมดไปชุมนุมที่โบสถ์ใหญ่ ทุกคนจึงไม่กล้าตัดพ้อตำหนิ

       นักพรตเด็กที่ฝันร้ายหมิงเอ๋อเพิ่งอายุแปดขวบ เป็นนักพรตอายุเยาว์ที่สุดของอาราม มันเป็นกำพร้าไม่มีบิดามารดา นับแต่จำความได้ก็อาศัยอยู่ในอารามต้าเอียนกวน จากคำบอกเล่าของนักพรตในอาราม บิดาของหมิงเอ๋อเป็นนกัแสดงเร่รอน ขณะที่ผ่านเชิงเขาไท่ซาน เนื่องเพราะไม่มีเงินทองติดตัวแม้สักหุนเดียว จึงทิ้งบุตรอายุสี่ห้าขวบไว้ที่หน้าอาราม ตัวเองหลบลี้หนีไป เนื่องด้วยหมิงเอ๋ออายุน้อยที่สุด นักพรตในอารามชมชอบใช้งานมัน สุดท้ายพานผลักไสงานหาบน้ำ ปัดกวาด ซักผ้า หุงข้าวให้แก่หมิงเอ๋อ เด็กผู้นี้กลับไม่โง่งม เมื่อหนีไม่รอดได้แต่ตั้งใจทำงาน แต่พอสบโอกาสจะหลบหนีขึ้นเขาไปวิ่งเล่น มักหายสาบสูญไปหลายวันค่อยกลับมา

       เช้าวันนี้ทั้งหมดถูกหมิงเอ๋อก่อกวนจนตื่นขึ้นมา ทั้งยังถูกนักพรตจางเจียวเร่งรัดจึงครองชุดนรตอย่างรีบเร่ง ทยอยมายังโบสถ์ไท่ไป๋เตี้ยน แยกย้ายนั่งลงตามลำดับรุ่น หมิงเอ๋ออายุน้อยที่สุด นั่งอยู่แถวท้ายสุด แทบอกมานอกประตูโบสถ์

       ภายในโบสถ์ประดิษฐานเทพเจ้าซำเช็ง ( เชิงอรรถ - คำซำเซ็งและรายชื่อองค์เทพในหน้านี้ล่วนออกเสียงเป็นภาษาแต้จิ๋ว ) ที่เป็นองค์เทพที่ลัทธิเต๋าให้ความเคารพสูงสุด ได้แก่ง้วนซื่อเทียนจน ป้อเล้งเทียนจนและเต๋าเต็กเทียนจุน ทั้งจัดตั้งกระถางกำยานรูปนกกระเรียนทองเหลืองคู่หนึ่ง พ่นควันหอมออกจากจงอยปากกระเรียน อบอวลอยู่รอบองค์เทพทั้งสาม

       ผู้ดูแลโบสถ์ไท่ไป๋เตี้ยนนักพรตชราหวังโหม่วนั่งสำรวมอยู่ก่อน ท่านมีใบหน้าเหลืองราวขี้ผึ้ง ไว้เคราขาวดอกเลา พอได้ยินเสียงคนค่อยลืมตาแดงก่ำขึ้น รอจนเหล่านักพรตนั่งเรียบร้อย จึงส่งเสียงกระแอมกล่าวว่า “วันนี้ที่เรียกทั้งหมดมาชุมนุมตั้งแต่เช้า นอกจากประกอบกิจประจำวันแล้ว ยังมีเรื่องคิดประกาศให้ทราบ มีผู้ใดยังไม่มาหรือไม่?”

       นักพรตจางเจียวลุกขึ้นมา ตราจนับจำนวนคนแล้วกล่าว “เรียนเตี้ยนจู่ (ผู้ดูแลอาราม) คนมาครบถ้วนแล้ว”

       นักพรตชราหวังโหม่วผงกศีรษะรับ กล่าวอย่างจริงจังว่า “อารามเรามีส่วนเกี่ยวโยงกับสำนักพรตในยุทธจักร ตอนนี้ยุทธจักรเกิดเหตุเภทภัยดังนั้นพวกเราไม่อาจนิ่งดูดายได้”

       คำพูดพอกล่าว เหล่านักพรตในอารามล้วนงงงันวูบใหญ่ ทั้งหมดอยู่ที่อารามแห่งนี้นานปีกระทั่งวิทยายุทธ์ยังไม่เคยฝึกปรือ ไม่ทราบมาก่อนว่าสำนักอาจารย์เป็นส่วนหนึ่งในยุทธจักร

       ได้ยินนักพรตชราหวังโหม่วกล่าวสืบต่อ “เมื่อหลายวันก่อน เราได้รับจดหมายจากสำนักไท่ซานฉบับหนึ่ง ในจดหมายบอกว่าสถานการณ์ในยุทธจักรเฉกเช่นเสียงลมพัดกระเรียนร้อง เห็นหญ้าไม้นึกหวาดเป็นทหาร ( เชิงอรรถ - คำพูดสองประโยคนี้เป็นสุภาษิตสองบท ใช้เปรียบเปรยว่าสถานการณ์คับขัน ) อารามต้าเอียนกวนเฉกเช่นลงเรือลำเดียวกัน ควรมีส่วนร่วมในการนึกหาแผนรับมือ”

       ท่านยกอ้างสุภาษิตหลายคำ นักพรตในอารามมีอยู่กว่าครึ่งไม่เข้าใจ หันไปกระซิบกระคนข้างกายว่า “กระเรียนอันใด หญ้าไม้อันใดลงเรืออันใด?”

       นักพรตชราหวังโหม่ว ทราบว่านักพรตถุงฟางข้าว ( เชิงอรรถ - สมองขี้เลื่อย ) เหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่รู้จักหนังสือ ท่านใช้ภาษาลึกล้ำเกินไป พวกมันล้วนฟังไม่ออก จึงกล่าว “สรุแปล้ว สำนักไท่ซานหวังว่าพวกเรามีส่วนช่วยอีกแรงหนึ่ง คิดมายังอารามเรา คัดเลือกนักพรตที่มีสติปัญญาสักหลายคน นำกลับไปยังสำนักไท่ซาน เพื่อฝึกเพลงกระบี่ก่อตั้งค่ายกล เสริมกำลังให้กับสำนัก หลังเที่ยงวันนี้นักพรตอี้จิ้งผู้เป็นศิษย์ของเจ้าสำนักไท่ซานจะมาถึง ดังนั้นทั้งหมดหลังจากรับประทานอาหารเที่ยง ให้กลับมาชุมนุมที่โบสถ์นี้ เข้าพบนักพรตอี้จิ้ง เพื่อรับการทดสอบ”

       เหล่านักพรตพอได้ยินว่ามีโอกาสเช่นนี้ อดกระตือรือร้นคึกคักมิได้ สำนักไท่ซานตั้งอยู่ที่อารามซันหยางกวนเชิงเขาหลิงฮั่นฟงห่างจากที่นี้เพียงยี่สิบสามสิบลี้ แต่ที่แล้วมาไม่มีการไปมาหาสู่กัน ด้วยสำนักกระบี่ไท่ซานจัดเป็นค่ายสำนักใหญ่อันดับห้า หากมีโอกาสไปฝึกเพลงกระบี่ที่สำนักกระบี่ไท่ซาน จะมีอนาคตก้าวไกล ต่างกับจมปลักอยู่ที่นี้ราวฟ้ากับดิน

       ในจำนวนนี้มีแต่หมิงเอ๋อลอบคร่ำครวญในใจ ‘สำนักไท่ซานอะไรนั่นมาคัดเลือกศิษย์ไปหาเป็นไรไม่ แต่เหตุใดเลือกมาเวลาหลังเที่ยงวันนี้ อย่างนั้นเรื่องของเราจะทำอย่างไร?”

       ที่แท้พลบค่ำเมื่อวานขณะที่มันไปตักน้ำที่บ่อโบราณบนเขา พบพานชายชราหน้าซูบสดใส ไว้เครายาวผู้หนึ่ง กำลังก้มเอาค้นหาตามร่องภูเขา หมิงเอ๋อไม่เคยเห็นชายชราผู้นี้มาก่อนจึงเข้าไปสอบถามมันว่าค้นหาอะไร ชายชรากล่าวว่า “เราคิดหาสมุนไพรให้กับบุตรี นางร่างกายอ่อนแอ เราคิดหาซัวคุ้ย ( เชิงอรรถ - ชื่อยานี้เป็นภาษาแต้จิ๋ว ) นำไปผสมเป็นยาบำรุงร่างกาย”

       หมิงเอ๋อถามว่าซัวคุ้ยมีลักษณะใด ชายชรากล่าวว่า “ใบยื่นออกจากราก ยาวราวครึ่งเชียะลักษณะใบเป็นรูปหัวใจ ริมขอบมีเขี้ยวขยัก ดอกเป็นสีขาว ช่อดอกไม้เป็นรูปกากบาท ใบอ่อนของช่อดอกไม้เป็นรูปทรงไข่ มีกลีบดอกสีกลีบตรงกลางประกอบด้วยเกสรตัวผู้หกเส้น เกสรตัวเมียหนึ่งเส้น”

       หมิงเอ๋อได้ยินมันบรรยายอย่างละเอียดเช่นนี้ จึงเอียงหน้าขบคิดแล้วกล่าว “ข้าพเจ้าเคยเห็นในหุบเขาบริเวณหลังเขามีพืชหญ้าเช่นนี้”

       ชายชรานั้นตากระจ่างวูบ ร้องขอให้หมิงเอ๋อนำมันไปค้นหา แต่ตอนนั้นท้องฟ้าใกล้มืดค่ำแล้ว หมิงเอ๋อจึงนัดแนะมันว่าหลังอาหารเที่ยงวันพรุ่งนี้พบกันที่ข้างบ่อโบราณ ไปค้นหาสมุนไพรซัวคุ้ยที่หลังเขาด้วยกัน มิคาดวันนี้สำนักระบี่ไท่ซานคิดมาคัดเลือกศิษย์ หมิงเอ๋อต้องครุ่นคิด งหากเราผิดนัด ชายชรานั้นคงผิดหวังยิ่ง’ ดังนั้นใคร่ครวญว่าจะหลี่เลี่ยงจากการคัดเลือกศิษย์อย่างไร เพื่อขึ้นเขาไปพบกับชายชรานั้น

       หลังอาหารเที่ยง ทั้งหมดแต่งชุดพรตเรียบร้อย ตระเตรียมไปยังโบสถ์ใหญ่ หมิงเอ๋อขลุกอยู่ที่ห้องครัวตั้งแต่ก่อนเที่ยง วุ่นวายกับการหุงข้าวผัดผัก จนร่างเปรอะเปื้อนคราบน้ำมัน ยังไม่ทันรับประทานข้าว ก็ต้องช่วยเหล่านักพรตเก็บชามตะเกียบ ล้างหม้อ่ข้าวจานผัก ยามนั้นฉุกคิดขึ้น ‘เรามิสู้รั้งอยู่ในครัวล้างชามต่อไป รอจนทั้งหมดไปที่โบสถ์ เราก็ลอบขึ้นเขาไป’

       รอจนเหล่านักพรตทยอยรุดไปที่โบสถ์หมิงเอ๋อก็ล้างชามจนแล้วเสร็จ เช็ดมือถอดผ้ากันเปื้อนออกจากห้องครัว เดินผานระเบียงคดเคี้ยว มองลอดร่องกำแพงไปยังโบสถ์ใหญ่ เห็นเหล่านักพรตอยู่พร้อมหน้า คาดว่าคนอขงสำนักไท่ซานยังไม่มาถึง นักพรตชราหวังโหม่วกับนักพรตจางเจียวยืนหารือกันอย่างเคร่งเครียดหมิงเอ๋อจึงล่าถอยกลับห้องครัว ปิดประตูห้องลง วิ่งปราดไปยังหลังเขา

       เมื่อผ่านซุ้มประตูอาราม ก้มลงมองไปที่เชิงเขา เห็นบนทางภูเขาคดเคี้ยวมีคนผู้หนึ่ง เดินขึ้นเขามา นั่นเป็นชายหนุ่มผู้หนึ่ง ครองชุดพรตสีดำ หว่างเอาสะพายกระบี่หน้าตาหล่อเหลาริมฝีปากเบาบาง หมิงเอ๋อครุ่นคิด ‘หรือว่าเป็นคนของสำนักไท่ซาน?’

       มันหลับตาลง ยกนิ้วชี้ข้างขวาใช้ข้อนิ้วแตะกับหว่างคิ้ว ข้างหูก็ได้ยินคนผู้นั้นพึมพำว่า “ต้องหาให้ครบสิบห้าคน อายุแปดปีถึงยี่สิบปี... เวลารีบร้อนจวนเจียน...คิดหาปีศาจตายแทนไม่ง่ายนัก...แต่ว่าซือฟู่ (ท่านอาจารย์) บอกว่า การหาปีศาจตายแทนเป็นวิธีเพียงหนึ่งเดียว...”

       หมิงเอ๋อลืมตาขึ้น เห็นคนผู้นั้นมีฝีเท้าคล่องแคล่ว ชั่วพริบตารุดหน้าสิบกว่าวา ข้างหูมันแว่วเสียง “ปีศาจตายแทน” แต่พอเพ่งตามอง เห็นชายหนุ่มนั้นขมวดคิ้ว ริมฝีปากหาจยับเขยื้อนไม่ หมิงเอ๋อกลับไม่ประหลาดใจ ทราบว่าที่ตนเอง “ได้ยิน” เป็นความนึกคิดในใจรคนผู้นั้น เพียงไม่เข้าใจว่าคนผุ้นี้คิดอ่านอันใด ทั้งกลัวว่าคนผู้นี้พอมาถึง นักพรตชราหวังโหม่วจะขานชื่อนักพรต จึงรีบหมุนตัววิ่งตะบึงขึ้นเขา

       มันใช้ทางภูเขามาถึงข้างบ่อโบราณ เห็นชายชราเครายาวนั้นนั่งรอที่ขอบบ่อ ที่กลางหลังสะพายหลัวเปล่าใบหนึ่ง ชายชรานั้นเห็นมันมาถึง จึงผุดลุกขึ้นด้วยความยินดี

       หมิงเอ๋อยิ้มให้กับมัน กล่าวว่า “ตามข้าพเจ้ามา” พลางนำชายชราเดินไปทางหลังเขา

       ชายชราเห็นเด็กชายผู้นี้ ใส่รองเท้าหญ้าชุดพรตที่เก่าดหละหลมพัดพลิ้วไปตามลม มวยผมนักพรตหลวมคลาย แต่ท่าร่างประเปรียวผิดะรรมดา อดถามมิได้ว่า “เต้าหยิน (คำเรียกนักพรต) น้อย เจ้าสังกัดสำนักไท่ซานหรือ?”

       หมิงเอ๋อสั่นศีรษะ ชายชราถามอีกว่า “อย่างนั้นคงสังกัดเจ้าสำนักฉินแห่งสำนักกระบี่ตระกูลฉินแล้ว?”

       หมิงเอ๋อสั่นศีรษะอีกครา ชายชราถามซ้ำว่า “หรือว่าเป็นคนของสำนักฉางชิง?”

       หมิงเอ๋อยังคงสั่นศีรษะ ชายชรายกมือเกาศีรษะกล่าวว่า “ทั่วทั้งมณฑลชาตุง มีแต่สำนักทั้งสามนี้มีชื่อเสียงอยู่บ้าง หากเจ้าไม่ได้สังกัดสำนักทั้งสาม อย่างนั้นฝึกวิชาตัวเบาจากที่ใด?”

       หมิงเอ๋อหัวร่อคิกออกมา กล่าวว่า “แหยแหย (ท่านปู่) ผู้เฒ่า ท่านเอ่ยถึงวิชาตัวเบาอันใด? ข้าพเจ้าสังกัดอารามต้าเอียนกวน นักพรตของอารามต้าเอียนกวนไม่มีวิทยายุทธ์ติดตัว”

       ชายชราตื่นเต้นสงสัยยิ่ง มันทราบว่าอารามต้าเอียนกวนอาศัยด้วยนักพรตที่เกียจคร้านกลุ่มหนึ่ง คิดไม่ถึงว่ามีนักพรตน้อยเช่นนี้ จึงถามว่า “เต้าหยินน้อยมีคำเรียกหาว่ากระไร?”

       หมิงเอ๋อกล่าวว่า “ข้าพเจ้าเรียกว่าหมิงเอ๋อ” มันเรียนถามว่า “ท่านผู้เฒ่ามีคำเรียกหาอย่างไร?”

       ชายชรากล่าวว่า “เราแซ่หยางนามจงซานเป็นหมอรักษาโรค”

       หมิงเอ๋อผงกศีรษะรับ ผู้เฒ่าหยางกล่าวถามว่า “เจ้าไฉนคุ้นกับภูมิประเทศแถบนี้?”

       หมิงเอ๋อยิ้มพลางกล่าวว่า “พวกเราล้วนอยู่ว่างข้าพเข้าจึงวิ่งขึ้นเขาไป ต่อให้ไปหลายวัน ในอารามก็ไม่มีผู้ใดถามไถ่” พลางชี้มือไป กล่าวว่า ท่านดูภูเขาลูกนั้น ยังมีลูกที่อยู่ด้านตรงข้าม ตลอดจนช่องเขาหน้าผาที่หลังเขา ข้าพเจ้าล้วนเคยไปมาแล้ว”

       ผู้เฒ่าผงกศีรษะกล่าวว่า “ยอดเขาตะวันออกเรียกว่าเทียนไหลฟง ทางตะวันตกเป็นยอดเขาเสิ้งจู่ฟง ช่องเขาหน้าผาที่เอ่ยเอ่ยถิง คงเป็นช่องเขาหู่เตี๋ยเจี๋ย (ช่องเขาผยัคฆ์เผ่นโผน) กับหน้าผาปี้ลั่วหยาแล้ว”

       คราครั้งนี้ถึงรอบหมิงเอ๋อบังเกิดความตื่นเต้นสงสัย กล่าวว่า “ที่แท้สถานที่เหล่านั้นล้วนมีชื่อเรียกหา ข้าพเจ้าหาทราบไม่”

       ทั้งสองเดินพลางสนทนาพลาง ระหว่างทางผู้เฒ่าหยางพบเห็นหญ้าสมุนไพรอันใด จะอธิบายต่อหมิงเอ๋อ เดินเป็นเวลาหนึ่งชั่วยาม ค่อยมาถึงหุบเขาแห่งหนึ่ง ทั้งสองยืนอยู่บนโขดหิน ก้มลงมองดูหุบเขาเขียวชอุ่มเบื้องล่าง ผู้เฒ่าหยางปาดหยาดเหงื่อบนหน้าผาก กล่าวว่า “หากข้ามหุบเขานี้ไป จะเป็นหูซาน (ภูพยัคฆ์) แล้ว”

       หมิงเอ๋อผงกศีรษะกล่าวว่า “ชื่อภูพยัคฆ์ตั้งได้ดียิ่ง บนภูเขามีเสือมากมาย ข้าพเจ้าเคยเห็นมาหลายตัว”

       ผู้เฒ่าหยางได้ยินมันกล่าวอย่างปลอดโปร่งอดประหลาดใจมิได้ ถามว่า “เจ้าเคยเห็นเสือ? เจ้าไม่กลัวหรือ?”

       หมิงเอ๋อกล่าวอย่างสงสัยใจว่า “เสือมีอันใดน่ากลัว?”

       ผู้เฒ่าหยางประหลาดใจกว่าเดิม กล่าวว่า “หรือเจ้าไม่กลัวเสือกัด?”

       หมิงเอ๋อตอบว่า “พวกมันไม่เคยกัดข้าพเจ้าเพียงรังเกียจพวกมันมาพัวพันข้าพเจ้าให้ข้าพเจ้าบอกเรื่องราวที่เชิงเขาต่อพวกมัน”

       ผู้เฒ่าหยางงงงันวูบ เข้าใจว่านี่เป็นเด็กปัญญาอ่อน แต่เห็นหมิงเอ๋อตากลมโตดำขลับใบหน้าที่มอมแมมไม่มีวี่ววเสียสติแต่อย่างไร อดระแวงสงสัยมิได้

       ยังไม่ทันเอ่ยปาก หมิงเอ๋อก็กระโดดลงไปทิ้งตัวลงบนก้อนหินที่อยู่ต่ำลงไป กวักมือชักชวนผู้เฒ่าหยาง ผู้เฒ่าหยางติดตามหลัง มาถึงภายในหุบเขา

       หมิงเอ๋อแหวกหญ้าคาค้นหาอยู่ชั่วขณะ ค่อยโห่ร้องคำหนึ่ง ก้มกายลงเด็ดอันใดขึ้นมา ยกชูต่อผู้เฒ่าหยาง ร้องว่า “หญ้าสมุนไพรที่ท่านต้องการหา ใช่เป็นของนี้หรือไม่?”

       ผู้เฒ่าหยางเป็นวัตถุในมือมันเป็นสมุนไพรซัวคุ้ยเอง สร้างความยินดียิ่ง รับมาถือไว้ พอก้มศีรษะมองดู เห็นในซอกหลืบของภูเขา งอกงามด้วยซัวคุ้ย มันคล้ายพบเห็นของวิเศษปลดหลัวไม้ไผ่ลงจากหลัง ถอนดึงซัวคุ้ยเป็นการใหญ่

       หมิงเอ๋อก็ช่วยมันถอนดึง ผู้เฒ่าหยางบอกว่ารากและก้านตลอดจนใบของซันคุ้ยสามารถเข้ามา ให้ถอนขึ้นมาทั้งราก พลางถอนดึงให้ดูเป็นตัวอย่าง

       หมิงบ๋อผงกศีรษะรับ ม้วนแขนเสื้อชุดพรตขึ้น ตั้งถอนซัวคุ้ย ผู้เฒ่าหยางสังเกตเห็นแขนซ้ายที่ซูบผอมของมันเต็มไปด้วยริ้วรอยแผลเป็นจางๆ กลับกลายเป็นรอยถูกไฟลวกที่แขนขวาก็เช่นกัน ดังนั้นอดถามมิได้ว่า “หมิงเอ๋อ รอยแผลเป็นบนแขนเจ้าเป็นเรื่องราวใด?”

       หมิงเอ๋อมองดูแขนของตนเองแวบหนึ่ง กล่าวว่า “ข้าพเจ้าก็ไม่ทราบ ข้าพเจ้ามีรอยแผลเป็นเช่นนี้ ตั้งแต่เล็ก บนร่างก็มีเช่นกัน” พลางแบะปกเสื้อให้ผู้เฒ่าหยาง เห็นรอยแผลเป็นที่หน้าอก

       ผู้เฒ่าหยางเพ่งตามอง เห็นมันคล้องตุ้มทองแดงอันหนึ่ง ที่หน้าอกมีรอยไฟลวกมากยิ่งกว่า ละเอียดถี่ยิบราวกับงานช่างชิ้นหนึ่ง หมิงเอ๋อบอกว่ากลางหลังก็มี พลางเลิกชุดพรตให้ดู

       ผู้เฒ่าหยางความจริงเข้าใจว่าเด็กผู้นี้เมื่อวันเยาว์เคยตกอยู่ในกองเพลิง บนร่างจึงมีรอยไฟลวกมากมายถึงเพียงนี้ แต่เมื่อเพ่งดูให้ดี ค่อยทราบว่ามีคนจงใจใช้ไฟนาบใส่ ค่อยปรากฏเป็ฯภาพที่เล็กละเอียดถึงเพียงนี้

       ผู้เฒ่าหยางขบคิดแล้วถามว่า หมิงเอ๋อ เจ้าเป็นคนหมู่บ้านใด? บิดามารดาเป็นใคร?”

       หมิงเอ๋อยกมือเกาศีรษะกล่าวว่า “ข้าพเจ้าไม่ทราบ ข้าพเจ้าเพียงจำได้ว่าอยู่ที่อารามต้าเอียนกวนตลอดมา”

       ผู้เฒ่าหยางไม่ได้รับความกระจ่าง ดังนั้นครุ่นคิด ‘เด็กผู้นี้คาดว่าไม่ธรรมดา ไม่ทราบมีความเป็นมาอย่างไร? อาจบางทีวันหน้าควรไปเยือนอารามต้าเอียนกวน สอบถามเจ้าอารามดู”

       ทั้งสองเด็ดสมุนไพรซัวคุ้ยอยู่ครึ่งชั่วยาวจนเต็มหลัว ผู้เฒ่าหยางจึงกล่าว “หยางเอ๋อ ขอบใจมากแล้ว ของนี้พอใช้ไปหลายเหือน”

       หมิงเอ๋อเงยหน้ามองทอ้งฟ้าแล้วกล่าว “ข้าพเจ้าต้องกลับไปแล้ว”

       ผู้เฒ่าหยางถามด้วยความเป็นห่วงอยู่บ้างว่า “เด็กเอย เจ้ารุดกลับไปทันเวลาหรือไม่?”

       หมิงเอ๋อหลับตาลง ยากนิ้วชี้ข้างขวา ใช้ข้อนิ้วแตะกับหว่างคิ้ว พลันขมวดคิ้วเข้าหากัน สร้างความประหลาดใจแก่ผู้เฒ่าหยางจนถามว่า “เป็นไรหรือ?”

       หมิงเอ๋อยิ้มออกมา ลบเค้าความกังวลบนใบหน้าไปสิ้น กล่าวว่า “ไม่มีใด ข้าพเจ้าต้องกลับไปก่อนฟ้ามืดค่ำ หุงอาหารค่ำให้กับทั้งหมด”

       หนึ่งชราหนึ่งเยาว์วัยออกจากหุบเขา เหยียบย่างเส้นทางเมื่อขามา ใช้เวลาเดินทางหนึ่งชั่วยามเศษ เมื่อกลับถึงข้างบ่อโบราณ ฟ้าก็ใกล้มืดค่ำแล้ว หมิงเอ๋อโบกมือล่ำลา วิ่งปราดจากไปอย่างรวดเร็ว

       ผู้เฒ่าหยางมองดุเงาหลังของมัน อดบังเกิดความห่วงใยกังวลต่อนักพรตเด็กที่แปลกประหลาดผู้นี้มิได้

หนังสือแนะนำ

Special Deal