บทที่ 4 ลมจันทราไร้ทุกข์

เหยียนเสี่ยวเตาเพิ่งขึ้นฝั่ง เห็นเซวียเป่ยฝานไล่หลังมา จึงรีบมุดเข้าซอยเล็กหนีไป นางมาเมืองหังโจวครั้งแรก วิ่งสะเปะสะปะไม่เลือกถนน เข้าซอยนั้นออกซอยนี้ สุดท้ายจนตรอกในซอยตัน

แว่วเสียงเซวียเป่ยฝานจากข้างหลัง “สาวน้อยคนงาม โจรราคะมาจับเจ้าแล้ว!”

เสี่ยวเตาตกใจจนขนหัวลุก ไม่คำนึงมากความ กระโดดข้ามรั้วบ้านทางด้านหลังเข้าไป

เซวียเป่ยฝานมองเห็นชัดแจ้ง กระตุกมุมปากพึงใจ “นี่เรียกทุ่มตัวเข้าแห”

หลังกำแพงราวกับคนละโลก ภูเขาจำลอง สระบัว บุปผาประหลาดพรรณไม้พิสดาร ไกลออกไปเป็นระเบียงทางเข้ายาวเหยียด เชื่อมต่อถึงคฤหาสน์ที่มีเสาระเบียงขนาดใหญ่ เรือนแต่ละช่วงล้วนเป็นประตูไม้สีแดงหน้าต่างเคลือบสีทอง หรูหราตระการตา

เสี่ยวเตาซ่อนตัวหลังภูเขาจำลองลูกหนึ่ง กลับเห็นเซวียเป่ยฝานอยู่บนกำแพง กำลังสอดส่ายหานาง

เห็นเขาโดดลงจากรั้วบ้าน เสี่ยวเตารีบมุดเข้าซุ้มประตูด้านหลัง เห็นหน้าต่างบานหนึ่งเปิดอยู่ จึงพลิกตัวเข้าไปแล้วปิดหน้าต่างทันที กวาดตามองดู ในห้องไร้คน!

เสี่ยวเตาค่อยโล่งอก จากนั้นได้ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้นจากข้างนอก

มีคนโพล่งถาม “คุณชายเซวีย ท่านมองหาอะไร”

เสี่ยวเตาตะลึงวูบ...คุณชายเซวีย? หรือรู้จักกัน หนำซ้ำเสียงนี้ก็คุ้นหูนัก เหมือนเคยได้ยินที่ไหน

“ข้าหาลูกแมวตัวหนึ่ง” เสียงเซวียเป่ยฝานตอบกลับไป

“ลูกแมว?”

“ใช่แล้ว เจอที่ริมแม่น้ำ ถือร่มสีแดงคันหนึ่ง สวมกระโปรงลายดอก” เซวียเป่ยฝานพูดลอยๆ ไม่จริงจังนัก “เผลอนิดเดียว นางก็วิ่งหนีแล้ว”

เหยียนเสี่ยวเตานึกในใจ…อีกประเดี๋ยวได้ควานหาทีละห้องแน่ ดังนั้นรีบผลุบเข้าหลังฉากบังตา

“จุ๊ๆ เหมียวๆ”

ด้านนอก เซวียเป่ยฝานคล้ายล่อหลอกแมว ร้องเรียกพลางเดินหาไกลออกไป

เสี่ยวเตาสบโอกาส ตั้งท่าเผ่น เสียงฝีเท้าข้างนอกนั่นกลับตรงมาถึงหน้าห้องแล้ว ตามด้วยเสียงผลักประตู คนผู้หนึ่งเดินเข้ามา ปิดประตู ไปนั่งลงที่เตียง

เสี่ยวเตาลอบครวญคำย่ำแย่ ได้แต่กลั้นหายใจตั้งสมาธิไม่ให้ถูกผู้อื่นพบเห็น พลางลอดสายตาผ่านรอยแยกบนฉากบังตาออกมาอย่างใคร่รู้ พอมองก็พบว่า… เป็นแม่นางชุดดำสวมหน้ากากคนที่ยืนอยู่ด้านหลังเสิ่นซิงไห่ ซึ่งเจอกันในแผงน้ำชาเมื่อเช้านี้นั่นเอง

แม่นางคนนั้นนั่งบนเตียง วางห่อกระดาษไข ยาขวดหนึ่งและผ้าพันแผลม้วนหนึ่งที่อยู่ในมือลง

เหยียนเสี่ยวเตาค่อยกระจ่าง...ตนจับพลัดจับผลูวิ่งเข้ามาในบ้านสวนซิงไห่แล้ว

แม่นางชุดดำคนนั้นวางข้าวของเสร็จ ก็ถอดหน้ากากลงมา คลายอาภรณ์ ยื่นมือคลำแผ่นหลังตัวเอง

เสี่ยวเตารีบจ้องเขม็ง ตื่นตะลึงใหญ่ หญิงงาม!

นางพอตื่นเต้น ก็หลุดกลั้นหายใจ เพียงเห็นแม่นางที่เดิมทีใบหน้าอ่อนล้าพลันผุดรังสีสังหารสายหนึ่ง ชักมีดสั้น ย่างเท้ามาที่ฉากบังตา เสี่ยวเตาม้วนตัวกลิ้งบนพื้น มาถึงกลางห้องเห็นแม่นางคนนั้นยังจะชักดาบ จึงโบกมือพัลวัน “เป็นข้า เป็นข้า”

สตรีชุดดำมองเสี่ยวเตา สายตากังขา แสดงชัดว่าจดจำนางไม่ได้

เสี่ยวเตายิ้มหวาน “ข้าไม่ใช่คนเลว มีคนไล่ล่า ข้าถึงหนีเข้ามาหลบในนี้”

สตรีชุดดำรูดแขนเสื้อขึ้นเล็กน้อย เสี่ยวเตาเห็นบนมือนางมีรอยเลือด จึงขมวดคิ้วถาม “เจ้าบาดเจ็บหรือ?”

สตรีชุดดำไม่ตอบ ในดวงตายังเปี่ยมแววหวาดระแวง

เสี่ยวเตาพินิจละเอียดอีกรอบ อดจุ๊ปากสองเสียงมิได้... แม่นางคนนี้ อายุยี่สิบเศษ หน้าตาแฉล้ม ผิวขาวผมดกดำ บอกน่ารักก็ออกจะผิดต่อนางเกินไป นี่เรียกว่าสวยสะคราญชัดๆ ใบหน้าที่ชวนมองปานนี้ ใช้หน้ากากบดบังไว้ช่างเสียของจริงๆ หรือเสิ่นซิงไห่จงใจเก็บซ่อนนาง เลี่ยงไม่ให้เป็นที่หมายตาของพวกโจรราคะเยี่ยงเซวียเป่ยฝาน?

เสี่ยวเตารู้สึกว่าดวงตานางใสซื่อ คล้ายปราศจากเล่ห์เหลี่ยม จึงขึ้นหน้าสองก้าว “เจ้าบาดเจ็บที่หลังใช่ไหม”

นางยังคงไม่ส่งเสียง

“ข้าเคยเรียนวิชาแพทย์ จะพันแผลให้เจ้าแล้วกัน เจ้าคงเอื้อมไม่ถึง” เสี่ยวเตาพูดพลางวิ่งมาถึงข้างเตียง ชะโงกมองแผ่นหลังของสตรีชุดดำ นั่นสมควรเป็นรอยแผลจากธนู อยู่บริเวณสะบัก ไม่ถึงกับหนักหนาสาหัส เสี่ยวเตาถอดรองเท้าปีนขึ้นเตียง นั่งคุกเข่าข้างหลังนาง “ปากแผลอักเสบแล้ว เจ้าไฉนไม่ตามหมอมาตรวจดู”

กล่าวพลางหยิบขวดยาตรงข้างมือนาง เปิดจุกแล้วดมดู ถึงกับย่นคิ้ว “ยาสมานแผลนี่เสียแล้ว”

สตรีชุดดำเหลียวมามองเสี่ยวเตา

“ไม่เป็นไร ข้ามียาสมานแผลชั้นดี” เสี่ยวเตาล้วงยาขี้ผึ้งที่อาจารย์ผสมเองออกมาจากกระเป๋าข้างเอว ทาให้นางพลางกล่าว “ทาแบบนี้ติดต่อกันสองวันก็หายแล้ว” ยัดตลับยาขี้ผึ้งใส่มือแม่นางชุดดำ แล้วใช้ผ้าพันแผลให้นาง

จัดการบาดแผลเสร็จ ทั้งสองนั่งจ้องตากันไปมา สตรีชุดดำคล้ายกระดากอยู่บ้าง

ตอนเสี่ยวเตาลงจากเตียง เผลอชนถูกกระดาษไขห่อนั้น พอเปิดดู เป็นหมั่นโถวแห้งที่ถูกทับจนบี้แบนลูกหนึ่ง

สตรีชุดดำสวมเสื้อผ้าเรียบร้อยก็หยิบหมั่นโถวมานั่งกินที่โต๊ะพร้อมกับน้ำชาเย็นชืด หน้ากากยังคงวางไว้ข้างมือ พร้อมคว้ามาใส่ทุกเมื่อ

เสี่ยวเตาลองเลียบเคียง “เสิ่นซิงไห่หักเงินเดือนเจ้าหรือ?”

“แค่ก แค่ก…” แม่นางถูกถามจนสำลัก ทุบหน้าอกเบาๆ และเปิดปากในที่สุด “นายน้อยดีต่อข้ามาก”

เมื่อครู่ตอนเสี่ยวเตาทำแผลให้นาง เห็นบนตัวนางมีรอยแผลเล็กบ้างใหญ่บ้าง “หรือเจ้าทำร้ายตัวเอง?”

แม่นางชุดดำรินน้ำให้เสี่ยวเตาถ้วยหนึ่ง รู้สึกแม่นางคนนี้ร่าเริงดีจริง

เสี่ยวเตาประคองถ้วยชา ยิ้มมุมปากเมื่อเอ่ย “ข้าชื่อเหยียนเสี่ยวเตา เจ้าล่ะ?”

“โหลวเสี่ยวเยว่”

“ไพเราะ”

คำชมของเสี่ยวเตาคล้ายทำให้โหลวเสี่ยวเยว่ขวยอายเล็กน้อย นางพิศมองเสี่ยวเตาอีกครั้ง “เป็นผู้ใดไล่ล่าท่าน”

“ข้าบอกก็ได้ แต่เจ้าห้ามทรยศข้าเชียว” เสี่ยวเตาเอาคางเกยโต๊ะอย่างหมดอารมณ์ “ข้าเคราะห์ร้ายแล้ว”

แม่นางชุดดำผงกศีรษะหนักแน่น

“เซวียเป่ยฝานเจ้าโจรราคะใหญ่!”

คำพูดของเสี่ยวเตาเพิ่งหลุดปาก เสียงของเซวียเป่ยฝานก็ดังขึ้นนอกประตู “ข้าเป็นโจรราคะใหญ่ เจ้าเป็นโจรราคะน้อย”

เสี่ยวเตาลุกพรวด โหลวเสี่ยวเยว่ชี้ไปที่หลังฉากบังตา เสี่ยวเตารีบผลุบหายเข้าไป

โหลวเสี่ยวเยว่เดินมาเปิดประตู เซวียเป่ยฝานยืนอยู่ตรงนั้นดังคาด ก็ไม่ทราบมาหยุดอยู่นานเท่าใดแล้ว เขากวาดมองด้านใน “สาวน้อยคนนั้นเล่า?”

“ไม่มีใคร” โหลวเสี่ยวเยว่ตอบคำถาม

เซวียเป่ยฝานนึกสนุก “ต้องมีแน่ ถ้าไม่มีคน ก็ต้องมีลูกแมวตัวหนึ่ง”

“ก็ไม่มี” โหลวเสี่ยวเยว่ตอบตรงไปตรงมา คล้ายอ้อมค้อมไม่เป็น

“ข้าได้ยินเสียงนางพูดจาอยู่ในนี้ชัดๆ”

“หลักฐาน”

เซวียเป่ยฝานอ้าปากพะเยิบพะยาบ ชี้ที่หูตัวเอง “ข้าได้ยิน”

โหลวเสี่ยวเยว่ยังคงตอบทื่อๆ “พูดปากเปล่าไม่นับเป็นหลักฐาน”

เซวียเป่ยฝานอ้าปากค้าง ยามนี้ชัดเจนว่าอับจนหนทาง ท่าทางทะลึ่งตึงตังของเขาไม่มีผลต่อโหลวเสี่ยวเยว่ตรงหน้าสักนิด

เสี่ยวเตาเกาะฉากบังตายิ้มปริ่ม  สาแก่ใจ!

โหลวเสี่ยวเยว่ยืนขวางประตูไม่ให้เซวียเป่ยฝานเข้ามา

จังหวะนั้น เสิ่นซิงไห่เดินมาจากนอกลาน เมื่อใกล้ถึง เห็นโหลวเสี่ยวเยว่ไม่ใส่หน้ากาก อาภรณ์ก็สวมใส่ไม่รัดกุม

เสิ่นซิงไห่ขมวดคิ้วทันที

เซวียเป่ยฝานชำเลืองเห็นสีหน้าเขา พลันลากสำเนียงแปลกประหลาด “เอ่อ แม่นางโหลวปกติใส่หน้ากาก คิดไม่ถึงความจริงหน้าตางดงามปานนี้”

โหลวเสี่ยวเยว่ค่อยนึกได้ตนเองลืมสวมหน้ากาก วิ่งกลับไปหยิบ เซวียเป่ยฝานรีบฉวยจังหวะนี้เดินเข้าห้อง

เสี่ยวเยว่กางมือสกัด ไม่ยอมให้เขาเข้าใกล้ฉากบังตา

“บังอาจ!” เสิ่นซิงไห่เผยสีหน้าขุ่นมัว “พี่เซวียเป็นแขกของข้า เจ้าอย่าเสียมารยาท”

โหลวเสี่ยวเยว่ก้มหน้า แต่เมื่อครู่ตกลงกับเสี่ยวเตาแล้ว ไม่อาจให้นางถูกพบเห็น ดังนั้นมิได้หดมือกลับมา

เสิ่นซิงไห่หน้าขุ่นกว่าเดิม

เสี่ยวเตามองเห็นชัดเจนจากหลังฉากบังตา เพลิงโทสะลุกวาบในใจ เซวียเป่ยฝานเจ้าคนชั่ว!

เซวียเป่ยฝานคิดไม่ถึงจะทำให้โหลวเสี่ยวเยว่โดนดุ รู้สึกเสียใจอยู่บ้าง ขณะจะไกล่เกลี่ย พลันปรากฏเสียงจากหลังฉากบังตา…

“เซวียเป่ยฝาน” เหยียนเสี่ยวเตาเดินกระแทกกระทั้นออกมาถึงข้างตัวเสี่ยวเยว่ มองเสิ่นซิงไห่แล้วมองเซวียเป่ยฝาน “นางได้รับบาดเจ็บ ไม่มีใครพันแผลให้ ตอนเที่ยงกินแค่หมั่นโถวลูกหนึ่งกับน้ำเย็นชืด พวกท่านเป็นบุรุษแท้ๆ รังแกสตรีคนหนึ่ง ไม่ละอายหรือ?”

วาจาของเสี่ยวเตา ทำเอาเสิ่นซิงไห่กับเซวียเป่ยฝานถึงกับอึ้ง

โหลวเสี่ยวเยว่กระตุกแขนเสื้อเสี่ยวเตาเบาๆ เอ่ยเสียงค่อย “ห้ามเสียมารยาทต่อนายน้อย”

เสี่ยวเตาไร้คำพูด หรือโหลวเสี่ยวเยว่มีความลับอะไรอยู่ในมือเสิ่นซิงไห่ ถึงได้เชื่อฟังปานนั้น?

“นายน้อย”

ขณะนั้น บ่าวคนหนึ่งวิ่งมารายงานเสิ่นซิงไห่ “มือปราบป้ายทองห่าวจินเฟิง มาขอพบอยู่ด้านนอกขอรับ”

เสิ่นซิงไห่ค่อยคืนสติ กล่าวกับเซวียเป่ยฝาน “ข้าไปถ่วงเวลาเขาก่อน เจ้าหาที่ซ่อนตัว”

เซวียเป่ยฝานผงกศีรษะ

เสิ่นซิงไห่มองโหลวเสี่ยวเยว่อีกแวบ รวมทั้งห่อกระดาษไขกับยาสมานแผล มีประกายชนิดหนึ่งวูบผ่านนัยน์ตา เป็นความสงสารหรือไม่พอใจ? โหลวเสี่ยวเยว่ก้มหน้าอยู่จึงไม่เห็น เสี่ยวเตากลับมองเห็นเส้นสนกลในบางอย่าง

โหลวเสี่ยวเยว่จะใส่หน้ากากติดตามออกไป

เสิ่นซิงไห่กลับเอ่ยเสียงแผ่วทุ้ม “วันนี้ไม่ต้องติดตามข้า พักรักษาตัวให้หายก่อนแล้วกัน”

จบคำก็จากไป

โหลวเสี่ยวเยว่ถือหน้ากากมองเหม่อ

เซวียเป่ยฝานเห็นเหยียนเสี่ยวเตามองตนเองราวกับแมลงสาบ รู้สึกกระดากอยู่บ้าง งึมงำประโยคหนึ่ง “ข้าไม่ได้ตั้งใจ”

เสี่ยวเตาแค่นเสียงฮึ เข้าไปดึงเสี่ยวเยว่ “พวกเราออกไปกินข้าวกัน”

“ถ้าอย่างไรให้ข้าเป็นเจ้ามือ…” เซวียเป่ยฝานรีบเอ่ยแทรก “ถือเป็นการขอโทษต่อแม่นางเสี่ยวเยว่”

เสี่ยวเตาเหล่มองเขา ก่อนกระซิบริมหูเสี่ยวเยว่ “เสี่ยวเยว่ คนผู้นี้เป็นโจรราคะ เกี้ยวพาราสีผู้อื่นที่กำลังท้องโต ทำให้ผู้อื่นโดดน้ำตาย หนึ่งศพสองชีวิต”

เสี่ยวเยว่ตกใจจ้องหน้าเซวียเป่ยฝาน แววตาชนิดนั้น นางเชื่อถือคำพูดทั้งหมดของเสี่ยวเตา!

“ข้าไม่ได้…” เซวียเป่ยฝานไม่ทันแก้ตัว เสี่ยวเตาก็ลากเสี่ยวเยว่เดินไปแล้ว

เซวียเป่ยฝานถอนใจ ไล่ตามหลัง เตรียมไปจ่ายเงินแทนทั้งคู่

พ้นประตูได้ไม่กี่ก้าว เซวียเป่ยฝานรีบชะโงกเข้าไปใกล้ทั้งสอง “เสี่ยวเตา…”

“อย่ามาเรียกสนิทสนมแบบนี้ ไม่ใช่คนคุ้นเคย”

“เสี่ยวเตา พวกเราออกเดินทางเมื่อไรดี”

เสี่ยวเตาเพราะอารมณ์ชั่วแล่นอยากแก้แค้นแทนเสี่ยวเยว่ ยามนี้ค่อยนึกถึงเรื่องสำคัญขึ้นมา แย่แล้ว!

“บ่อมังกรเก้ามุกอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ พรุ่งนี้ออกเดินทางเป็นอย่างไร”

“ไม่ไป!” เสี่ยวเตาอ้อมไปหลบข้างหลังเสี่ยวเยว่ “ข้าไม่ออกไปไหนกับโจรราคะ อันตราย!”

“นี่” เซวียเป่ยฝานเริ่มฉุน “ตาข้างไหนของเจ้าเห็นข้าเกี้ยวพาราสีหญิงมีสามี อย่ามาใส่ความข้า”

“ห่าวจินเฟิงพูดอย่างหนักแน่น”

“หรือจะเป็นการเข้าใจผิด?”

โหลวเสี่ยวเยว่ที่ไม่พูดจามาตลอดพลันเอ่ยแทรก “คุณชายเซวียไม่คล้ายคนลามก”

“นั่น!” เซวียเป่ยฝานผงกศีรษะระรัว “ยังคงเป็นแม่นางเสี่ยวเยว่มีเหตุผล”

“เดือนก่อน เฟิงอู๋โยวเจ้าของหอลมจันทรา มาที่บ้านสวนซิงไห่ นางเชิญคุณชายเซวียเข้าไปสดับพิณในเรือน คุณชายเซวียกลับไม่ไป”

เสี่ยวเตาฟังเสี่ยวเยว่พูดจบ ตะลึงจนอ้าปากค้าง… ของวิเศษชิ้นสุดท้ายในสี่สิ่งล้ำค่าแห่งยุทธภพ ลมจันทราไร้ทุกข์ ที่แท้หมายถึงสาวงามอันดับหนึ่งในแผ่นดิน เฟิงอู๋โยว*เจ้าของหอลมจันทรา ไม่มีเหตุผลที่โจรราคะคนหนึ่ง จะเป็นฝ่ายละทิ้งโอกาสในการอยู่ร่วมห้องกับสาวงามอันดับหนึ่งในแผ่นดินนี่นา

[*อู๋โยว แปลว่า ไร้ทุกข์ ไร้กังวล]

เซวียเป่ยฝานกอดอก “เมื่อครู่ข้าสอบถามมาแล้ว หญิงคนที่ตายทั้งกลมชื่อวังหรุ่ย ภรรยาของจวิ้นหวาง(บรรดาศักดิ์ชั้นหวาง)ไฉจื่อเหย้า”

“ท่านไม่รอดแน่” เสี่ยวเตาเบิกตาโต “จวิ้นหวางกับวังหรุ่ยฟูเหริน(หญิงแต่งงานแล้วชื่อวังหรุ่ย)ขึ้นชื่อว่าเป็นคู่สามีภรรยาที่รักใคร่กันมาก”

“เฮอะ” เซวียเป่ยฝานหัวร่อมีเลศนัย

“ท่านหัวเราะอะไร”

“กินข้าวที่นี่เถอะ” เซวียเป่ยฝานไม่ได้ตอบ ชี้ไปทางตึกเล็กหลังหนึ่งด้านข้าง

“หอลมจันทรา?” เสี่ยวเตากับเสี่ยวเยว่สบตากันแวบหนึ่ง... มากินข้าวที่นี่ นี่มิใช่สถานที่สำหรับสดับฟังหญิงงามบรรเลงพิณหรอกหรือ?

ทั้งสามเพิ่งเข้าประตู เซวียเป่ยฝานก็ชี้มือไปทางโต๊ะนั่งหรูหราชั้นบน ถามเสี่ยวเตาเบาๆ “เห็นผู้ชายคนนั้นหรือไม่?”

เสี่ยวเตาเงยมองอย่างสงสัย เพียงเห็นคนที่เซวียเป่ยฝานชี้ให้ดู เป็นบุรุษแต่งกายเลิศหรู อายุราวสามสิบเศษ กำลังตั้งใจฟังบทเพลงด้วยสีหน้าเคลิบเคลิ้ม

“เขาก็คือจวิ้นหวาง ไฉจื่อเหย้า” เซวียเป่ยฝานกะพริบตาให้เสี่ยวเตาที่ตะลึงตาค้าง “ครึ่งเดือนมานี้เขามาที่นี่ทุกวัน ใช้จ่ายเงินก้อนโต เพื่อให้ได้เห็นหน้าเฟิงอู๋โยวสักแวบ”

เสี่ยวเตาขมวดคิ้ว… นี่ไม่ใช่เรื่องซึ่งคนที่กำลังระทมทุกข์เจียนตายเพราะสูญเสียคู่ครองสมควรกระทำ!

“มีแต่เจ้ามือปราบจอมบื้อคนนั้นถึงเชื่อคำพูดของเขา ใครบ้างไม่รู้ว่าเขาแต่งกับวังหรุ่ยเพราะละโมบในทรัพย์สมบัติของพ่อตา” เซวียเป่ยฝานหัวร่อคำหนึ่ง ก่อนกล่าวเสริมอีกประโยค “ดูให้ดี นั่นต่างหากจึงเรียกว่าโจรราคะ!”

พูดจบ เดินหาโต๊ะ ลากเก้าอี้ให้โหลวเสี่ยวเยว่นั่ง เรียกเด็กในร้านมาสั่งอาหาร

หนังสือแนะนำ