บทนำ (หน้า 2)

      จากนั้นจัดเรียงไม้มุมทั้งหกอันใหม่ กล่าวว่า “แผนภูมิที่สองคือเสี้ยวกัว แปลว่าก้าวข้ามเล็ก เสี่ยวกั้วนั้นคือเรื่องเล็กน้อยสามารถผ่านพ้นเป็นภาพลักษณ์ของคนต่ำช้าสมปรารถนา ในคัมภีร์อี้จิงมีความตอนหนึ่งว่า “แม้นมุ่งมั่นช่วงชิง จักเกิดอันตราย พึงสังวรตนไว้ สุดท้ายไม่อาจยั่งยืนยาว” เราบอกต่อทูตตัวแทนว่า หากครองตำแหน่งโดยไม่เหมาะสม ถึงแม้ดำเนินการอย่างเฉียบขาดฉับพลัน ก็ไม่อาจดำรงคงอยู่นาน นอกจากนี้ยังมีความอีกตอนหนึ่งว่า ‘แม้บรรลุถึงขีดสุด ไร้ซึ่งสิ่งกีดขวาง เช่นนกกาบินสูง ต้องถูกยิงทำร้าย’ หากปล่อยให้อำนาจครอบงำ เลี่ยนเยี่ยงนกกาโบยบินขึ้นฟ้า ยิ่งสูงยิ่งไม่มีที่ยึดเกาะ สุดท้ายต้องรับกรรมที่ก่อไว้ เฉกเช่นขุนเขาถล่มทลาย ย่อยยับอัปราสิ้น”

*แผนภูมิปากัวประกอบด้วยเครื่องหมายเฉียน (ภาษาแต้จิ๋วอ่านว่าเคี้ยง) คุน (คุน) เจิ้ง (จิ้ง) ซวิน (ซุ่ง) คัน (คำ) หลี (ลี้) เกิน (ถึง) ตุย (ต๋วย) แต่ละเครื่องหมายครอบคลุมธรรมชาติ บุคคลสัตว์สี่เท้าองคาพยพ ตำแหน่งทิศฤดูกาล ขึ้นอยู่กับว่าต้องการเสี่ยงทายอะไร เมื่อเสี่ยงทายได้แล้ว ค่อยพลิกเปิดคัมภีร์อี้จิง ภายในมีคำเสี่ยงท้าย พร้อมคำอรรถาธิบาย

      เอ่ยถึงตอนนี้ สีหน้าปรากฏแววพลุ่งพล่านแต่แล้วกลับคืนสู่ความสงบ ชั่วครู่จึงกล่าว “หลังการเสี่ยงทาย เราเขียนคำนายมอบต่อทูตัวแทน ตอนนี้คำทำนายคงถึงมือประมุขนิกายอัคคีต้วนตู๋เสิ้งแล้ว”

      ชายกลางคนรับฟังจนหน้าแปรเปลี่ยนกลับกลาย ผุดลุกขึ้นกล่าวว่า “ต้วนตู๋เสิ้งพอเห็นคำทำนายนี้ คงต้องพิโรธเดือดดาล ลงมือต่อผู้อาวุโสด้วยอำมหิต ผู้อาวุโสต้องรีบไปจากที่นี้”

      เทพพยากรณ์ยิ้มเล็กน้อยกล่าวว่า “ขอบคุณท่านที่ห่วงใย ขณะที่เราเขียนคำทำนาย ก็คาดเดาจุดจบได้ ประมุขนิกายอัคคีเมื่อคิดเสาะหาเรา เราย่อมไม่รอดพ้นจากชะตากรรม ค่ำคืนนี้จึงให้คนในครอบครัว ดื่มยาพิษฆ่าตัวตาย ก่อนที่เราจะดื่มสุราพิษ ก็เสี่ยงทายอีกครั้ง ทราบว่าท่านทั้งสองจะมาถึง จึงยืดเวลาตายออกไป น้อมรอท่านทั้งสองโดยเฉพาะ”

      ชายกลางคนตะลึงลานชั่วขณะ จึงกล่าว “พฤติการณ์ณ์อันหาญกล้าเช่นนี้ ในยุทธจักรยากจะพบพาน”

      เทพพยากรณ์กล่าวอย่างเฉื่อยชาว่า “หากรอให้นิกายอัคคีมาล่าล้างทั้งครอบครัว มิสู้จัดการกับตัวเอง จะได้ไม่อัปยศอดสู แม้แต่หลานชายคนโปรดของเรา เราก็กรอกยาพิษต่อมัน ตายในอ้อมอกของเราแล้ว” กล่าวพลางหัวร่อเสียงแหบพร่า เสียงหัวร่อเต็มไปด้วยความคับแค้นรันทด ชายกลางคนกับชายหนุ่มนั้นรับฟังจนขนลุกเกรียว หันไปมองหน้ากันด้วยความตระหนก

      เทพพยากรณ์หัวร่ออยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าว “เราถือว่าก้าวลงหลุมไปครึ่งตัวแล้ว ที่น้อมรออยู่ที่นี้ เพียงเพราะเรายังติดค้างหนี้เสี่ยงทาย ให้กับนายเหนือท่านหนึ่งครั้ง ท่านทั้งสองคิดสอบถามอันใด ขอเชิญถามได้อย่างเต็มได้”

      ชายกลางคนสูดลมหายใจคำหนึ่ง ยื่นมือจัดเรียงไม้มุมบนโต๊ะทั้งหกอัน แสดงเป็นเครื่องหมายหนึ่ง กล่าวว่า “ผู้อาวุโส ท่านคงจดจำเครื่องหมายนี้ได้กระมัง?”

      เทพพยากรณ์กวาดมองไม้มุมเหล่านั้น แวบหนึ่ง ผงกศีรษะกล่าวว่า “เครื่องนี้คุนอยู่บนหลีอยู่ล่าง เป็นแผนภูมิหมิงอี้ (เชิงอรรถ - หมิงอี้แปลว่าแสงสว่างได้รับความเสียหายเป็นช่วงเก็บงำซ่อนตัว ) คำว่าหมิงอี้หมายถึงความสว่างไสวจมหายไปในดิน ทำนายว่าดวงอาทิตย์ลาลับฟ้า ความสว่างสิ้นสูญทีละน้อย ฟ้าสลัวดินเลือนราง หมู่มารร้ายครองเมือง ฝ่ายธัมมะอับแสง”

      ชายกลางคนผงกศีรษกล่าวว่า “ผู้อาวุโสเส่ยงทายเช่นนี้ตั้งแต่ห้าปีก่อน ทำนายว่าโลกหล้าจะประสบพิบัติภัย ตอนนั้นในยุทธจักรนอกจากนายเหนือเราแล้ว ไม่มีผู้ใดรับฟังคำเตือนของผู้อาวุโส ส่งผลให้เภทภัยลุกลาม ตอนนี้นิกายอัคคีครองความเป็นใหญ่ ประหารฆ่าฟันตามอำเภอใจ ขณะที่สำนักเส้าหลินหลบซ่อนตัวสำนักอูตังปิดสำนัก คำทำนายนี้ล้วนกลับกลายเป็นจริง นายเหนือเราทราบดีว่าทำไม่ได้หากยังกระทำรวบรวมกำลังผู้หาญกล้า บุกขึ้นเขาตู่เสิ้งฟง คิดกำจัดฆ่าประมุขนิกายอัคคี แต่ไม่อาจต้านอิทธิฤทธิ์และมนตราของนิกายอัคคี สุดท้ายพ่ายแพ้พินาศ ผู้คนล้มตายหมดสิ้นตอนนี้นายเหนือเราเพียงคิดขอให้ผู้อาวุโสชี้แนะหนทางอีกครั้ง”

      เทพพยากรณ์ฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า “นายเหนือท่านยกย่องเราเกินไปแล้ว เราแม้สามารถเสี่ยงทายทำนายอนาคต แต่ไม่อาจรู้แจ้งถ่องแท้ ทราบเรื่องในภายภาคหน้าทั้งสิ้น ไม่เช่นนั้นทั้งครอบครัวไหนเลยมีสภาพเช่นนี้? นายเหนือท่านมีปัญหาใด ขอให้ท่านบอกมาเถอะ”

      ชายกลางคนทราบว่านี่เป็นการเสี่ยงทาย ครั้งสุดท้ายของเทพพยากรณ์แห่งยุค ส่วนคำถามที่ตนเองคิดเรียนถามก็มีความสำคัญยิ่งยวด ด้วยเกี่ยวพันถึงชะตากรรมของยุทธจักรภายภาคหน้า รวมทั้งความเป็นความตาย ตลอดจนเกียรติยศและอัปยศของนักสู้ผู้กล้าทั้งมวล ดังนั้นคุกเข่าลงที่หน้าโต๊ะของเทพพยากรณ์ กล่าวว่า “นายเหนือเรามีเรื่องสามประการคิดเรียนถาม เรื่องแรกทำอย่างไร จึงจะทำลายอิทธิฤทธิ์ และมนตราของประมุขนิกายอัคคีได้?”

 

      เทพพยากรณ์ผงกศีรษะรับ ดึงไม้ติ้วทั้งห้าสิบซี่จากในกระบอกไม้ติ้ว ถือด้วยสองมือ ดดยที่มือขวาอยู่บน มือซ้ายอยู่ล่าง หลับตาลงยกชูไม้ติ้วขึ้นจรดหน้าผาก ดึงไม้ติ้วออกมาซี่หนึ่ง ปักลงในกระบอกไม้ติ้ว จากนั้นคลี่ไม้ติ้วที่เหลือทั้สี่สิบเก้าซี่เป็นรูปพัด ยกชูขึ้นเหนือศีรษะ หลับตากลั้นลมหายใจ ปากพึมพำตั้งคำถามที่คิดถามไถ่ แยกสองมือแบ่งไม้ติ้วออกเป็นสองกอง วางไม้ติ้วในมือขวางลงบนโต๊ะ ดึงออกมาซี่หนึ่ง คีบไว้ในซอกนิ้วนางกับนิ้วก้อยข้างซี่ จากนั้นถอดไม้ติ้วในมือซ้ายครั้งละแปดอัน คงเหลือไม่กี่ซี่สุดท้าย แล้วหยิบพู่กันลงบนกระดาษ ทำการเสี่ยงทานหนึ่งครั้ง ทวนซ้ำแปดคราเขียนข้อความลงบนกระดาษว่า

      “คิดพรากอิทธิแท้จริง สูญเสียไม่ได้กลับคืน”

      ชายกลางคนเพ่งตามองข้อความนั้น นิ่งครุ่นคิดไม่กล่าววาจา เทพพยากรณ์กล่าวว่า “คำเฉลยของคำถามข้อแรกอยู่ในข้อความนี้ เชิญถามคำถามที่สอง”

      ชายกลางคนสะท้านตื่นจากห้วงความคิดเงยหน้าขึ้นกล่าวว่า “เรื่องที่สอง นายเหนือเราคิดถามว่านิกายอัคคีมีช่วงชะตาอีกกี่ปี?”

      เทพพยากรณ์ขยับไม้ติ้วในมือดังเกรียวกราว เสี่ยงทายสิบกว่าครั้งแล้วกล่าว “สามสามผลลัพธ์คือเก้า เก้าสามเท่ากับยี่สิบเจ็ด ยังมีอีกยี่สิบเจ็ดปี”

      ชายหนุ่มนั้นทวนคำยี่สิบเจ็ดปี ชายกลางคนก็พึมพำว่า “ยาวนานถึงเพียงนี้?”

      เทพพยากรณ์เก็บรวบรวมไม้ติ้ว กล่าวว่า “เชิญถามคำถามข้อที่สาม”

      ชายกลางคนยังคุกเข่ากับพื้น สูดลมหายใจลึกๆ กล่าวเสียงสั่นสะท้านว่า “ขอเรียนถามผู้อาวุโสทำอย่างไรจึงจะกำจัดฆ่าประมุขนิกายอัคคี่ต้วนตู๋เสิ้ง ล้มล้างนิกายอัคคีได้?”

      เทพพยากรณ์ฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า “เราทราบว่านายเหนือท่านต้องถามคำถามนี้ นี่เป็นคำถามที่ยากที่สุด”

      พลางยกกระบอกไม้ติ้ว รวบรวมพลังสมาธิจากนั้นแบ่งไม้ติ้ว นับไม้ติ้ว พอเสี่ยงทายหนึ่งครั้ง จะขยับไม้มุมทั้งหกอัน จัดเรียงเป็นแผนภูมิ หยิบพู่กันจดบันทึกไว้ เห็นท่านเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ชั่วพริบตาก็เสี่ยงทายหลายสิบครั้ง ชายกลางคนกับชายหนุ่มนั้นไม่สามารถตามทัน เพียงเห็นใบหน้าของท่านปรากฏเป็นสีแดง ตาทอประกายพิสดารราวถูกมารร้ายเข้าสิงหน้าผากปรากฏหยาดเหงื่อผุดพราย หลั่งเหงื่อดุจห่าฝน ไม่นานก็เปียกชุ่มไปทั้งเสื้อผ้า หากยังเสี่ยงทายไม่หยุดยั้ง

      เสี่ยงทายเป็นเวลาชั่วธูปไหม้สองดอกจนกระทั่งเทพพยากรณ์ยิ่งคำนวณยิ่งเชื่องช้า ทั้งยังเปิดคัมภีร์อี้จิงทั้งสองภาค ( เชิงอรรถ - คัมภีร์อี้จิงแบ่งเป็นภาคต้นกับภาคปลายภาคมีสามสิบบท ภาคปลายมีสามสิบสี่บท รวมหกสิบสี่บท ) บนโต๊ะขึ้นมาพลิกดู ตรวจทานคำพยากรณ์ในคัมภีร์ เสี่ยงทายทั้งสิ้นร้อยกว่าครั้ง ในที่สุดค่อยหยุดลง เอื้อมมือที่สั่นระริกหยิบจับพู่กัน ยังไม่ทันจรดพู่กันลงบนกระดาษ พลันกระอักโลหิตคำหนึ่ง กระเซ็นใส่กระดาษหมี่จือบนโต๊ะและปกเสื้อสีขาวของตนเอง สร้างความตระหนกแก่ชายกลางคนกับชายหนุ่มนั้นจนร้องโพล่งว่า “ผู้อาวุโส”

      เทพพยากรณ์โบกมือคราหนึ่ง จรดพู่กันเขียนข้อความสองแถวว่า

      “พยัคฆ์ร้ายคืนซ่อน ฝ่ายธัมมะม้วยมอด

      เอกาตั้งตนเป็นใหญ่ แหล่งหล้าระส่ำระสาย”

      ชายหนุ่มนั้นอดกล่าวมิได้ว่า “ท่านอา เนื่องเพราะท่านผู้เฒ่าซ่อนตัวไว้ ฝ่ายธัมมะจึงเสื่อมโทรม...”

      ชายกลางคนรีบกล่าวว่า “สงบเสียงไว้ อย่าได้รบกวนผู้อาวุโส”

      เทพพยากรณ์ยกมือกุมอกส่งเสียงไอ มือขวากำด้ามพู่กัน ข้อมือสั่นระริกอย่างรุนแรง แต่ยังเขียนต่อไป หากทว่ายิ่งเขียนยิ่งเชื่องช้า แต่ละเส้นขีดคล้ายกับต้องทุ่มเทเรี่ยวแรงทั้งมวลชายกลางคนกับชายหนุ่มนั้น จ้องมองปลายพู่กันของท่านตาไม่กะพริบ แต่ตัวหนังสือตัวแล้วตัวเล่าปรากกขึ้นบนกระดาษหมี่จือ ชายหนุ่มนั้นต้องอ่านออกเสียงว่า

      “มังกรวิเศษปรากฏ ยุทธจักพลิกเปลี่ยนโฉม

      กระบี่อภิญญาร่ำไห้ ไฟป่ามอดดับหมดสิ้น”

      ชายกลางคนร้องออกมาว่า “กระบี่อภิญญาสะอื้น ไฟป่ามอดดับหมดสิ้น” รู้สึกว่าที่เบื่องหน้าคล้ายลิงโลดสุดระงับ รบเร้าถามว่า “กระบี่อภิญญากระบี่อภิญญาคืออะไร? มังกรวิเศษคืออะไร?”

      เทพพยากรณ์ฝืนใจเขียนข้อความนี้เสร็จสิ้น ต้องปลายมือปล่อยพู่กันร่วงหล่นลงบนโต๊ะกระอักโลหิตอีกคำหนึ่ง ร่างล้มระทวยบนเก้าอี้หอบหายใจอย่างหนักหน่วง ชายกลางคนซักถาม “ผู้อาวุโส กระบี่อภิญญาหมายถึงกระไร? มังกรวิเศษคืออะไร? ขอผู้อาวุโสโปรดชี้แนะ”

      เทพพยากรณ์ยื่นมือสั้นระริก หยิบไม้ติ้วแต่แรงกายแรงใจใช้ออกจนหมดสิ้น ไม่สามารถถือไม้ติ้วมั่น ร่วงกราวลงบนพื้น ชายหนุ่มนั้นรีบก้มลงเก็บขึ้น ร่วงกราวลงบนพื้น ชายหนุ่มนั้นรีบก้มลงเก็บขึ้นมา เห็นเทพยากรณ์ส่ายร่างโงนเงน พลิกร่างลงจากเก้าอี้ ชายกลางคนสะอึกเข้าประคอง ร้องว่า “ผู้อาวุโส”

      เทพพยากรณ์หอบหายใจอยู่หลายครา ฝืนใจ กล่าวว่า “เราจำกัดด้วยภูมิปัญญา ไม่อาจล่วงรู้กระจ่าง อภัยที่ไม่สามารถเสี่ยงทายให้กับนายเหนือท่านอีก เราเพียงทราบว่าบุคคลในคำทำนายถือกำเนิดแล้ว ตำแหน่งทิศคือตะวันตกเฉียงเหนือไม่ เป็นทิศตะวันออก หากคิดค้นหา ให้ค้นหาจากมวลชนไ

      ชายกลางคนพึมพำว่า “ตำแหน่งทิศตะวันออก คนผู้นี่ต้องหาให้พบ”

      เทพพยากรณ์ฝืนใจนั่งตัวตรง ทอดถอนใจยาวกล่าวว่า “ยี่สิบเจ็ดปี ช่วงเวลาที่ยาวนานนัก ทารกที่ถือกำเนิดในวันนี้ อีกยี่สิบกว่าปีให้หลังไม่แน่ว่าจะเป็นวีรบุรุษอันหาญกล้า เราโชคดีที่ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานอีกยี่สิบกว่าปีแล้ว” พลางหอบหายใจ กล่าวเสียงเร่งร้อนกว่าเดิมว่า ระวังคำทำนายนี้ไม่อาจปล่อยให้ประมุขนิกายอัคคีล่วงรู้ อย่าให้มันมีโอกาสทำลายมังกรวิเศษและกระบี่อภิญญาไป”

      เพิ่งกล่าวจบ พลันได้ยินเสียงฟ้าร้องครืนใหญ่ ท้องฟ้าราตรีอันดำมืดบังเกิดสายวิชชุแลบแปลบ ฟ้าผ่าใส่ต้นไม้ภายในตึกจนลุกไหม้ขึ้นมา เปลวไฟแลบกระจาย เพียงชั่วพริบตาอัคคีเพลิงก็โอบล้อมห้องโถงทั้งหลังไว้

      ชายกลางคนกับชายหนุ่มนั้นยืนอยู่กลางวงอัคคี ข้างหูแว่วเสียงฟ้าร้องติดต่อกัน อดอกสั่นขวัญแขวนมิได้ เทพพยากรณ์พลันหัวร่อฮาฮา กล่าวว่า “พวกท่านดุ เราแพร่งพรายความลับของฟ้าแล้ว หากมิใช่แพร่งพรายความลับของฟ้าเหตุใดฟ้าจึงพิโรธ? เรานับว่ามีชีวิตอย่างคุ้มค่าแล้ว” ท่านทางหนึ่งกระอักโลหิตทางหนึ่งยืดคอดื่มสุราพิษถ้วยนั้นลงไป โซซัดโซเซไปยังห้องโถงหลัง

      ชายหนุ่มนั้นรีบติดตามไป เห็นพยากรณ์ล้มลงกับพื้น อยู่รวมกับคนในครอบครัวทั้งยี่สิบสามคนแล้ว เมื่อมันยื่นมือประคองเทพพยากรณ์ เทพพยากรณ์ใบหน้ากลายเป็นเขียวคล้ำขาดใจตายแล้ว

ชายหนุมนั้นมองดุซากศพที่คลุมด้วยผ้าขาวทั่วห้องโถงหลั่งในใจบังเกิดความคับแค้นรันทดอย่างรุนแรง อดน้ำตาคลอเบ้ามิได้ ขบกรามกรอดพลางจัดวางซากศพของเทพพยากรณ์ลงบนเสื่อผืนสุดท้าย คลุมผ้าขาวให้ สายตาเหลือบเห็นบนเสื่อด้านข้างนอนไว้ด้วยร่างเล็กๆ ร่างหนึ่ง ทราบว่านั่นเป็นหลานชายคนโปรดที่เทพพยากรณ์กรอกยากพิษใส่กับมือ สร้างความพลุ่งพล่านใจแก่มันจนร้องดังๆ ว่า “เซียนพยากรณ์ในแดนดินเช่นนี้ กลับถูกนิกายอัคคีบีบคั้นจนสิ้นหนทาง ต้องฆ่าตัวตายทั้งตระกูล โลกนี้ยังมีความยุติธรรมหลงเหลืออีกหรือ?”

      ชายกลางคนยังยืนอยู่ที่ห้องโถงหน้า แหงนหน้ามองท้องฟ้า ดวงตาทอแววลิงโลดยินดีพึมพำว่า “ฟ้าร้องนี้ อัคคีฟ้านี้ ประมุขนิกายอัคคีบังเกิดความกลัวแล้ว เทพพยากรณ์ตัดสินใจฆ่าตัวตาย จึงไม่กลัวแพร่งพรายความลับของฟ้า ฟ้าส่งเสริมเราแล้ว ฟ้าส่งเสริมเราแล้ว” พลางหันหน้าไปทางห้องโถงหลัง กล่าวกับชายหนุ่มนั้นว่า “หลงอิง พวกเราต้องถ่ายทอดคำเสี่ยงทายที่กลั่นจากหัวใจ แปดเปื้อนคราบโลหิตทั้งแปดประโยคนี้ไปถึงท่านผู้เฒ่า”

      ในยามนั้น รอบบริเวณมิเพียงบังเกิดเสียงฟ้าร้อง แม้แต่พสุธาก็สั่นสะเทือนขึ้นมา ชายหนุ่มนามหลงอิงพลันโถมมาจากห้องโถงหลังร้องบอกว่า “ท่านอา นี่มิใช่เสียงฟ้าร้อง แต่เป็นเสียงฝีเท้าม้า สาวกนิกายอัคคีมาถึงแล้ว”

      จริงดังที่ว่า เสียงฝีเท้าม้าหมุนเนื่องดุจระลอกคลื่น ฟังจากเสียงฝีเท้าม้า แสดงว่าตัวตึกถูกล้อมไว้อย่างแน่นหนา ต่อจากนั้นเป็นเสียงเพียะพะ เมื่อสาวกนิกายอัคคีโยนเชื้อเพลงิเข้ามาภายในตึก ตัวตึกที่ลุกไหม้ด้วยอัคคีฟ้าอยู่แล้ว ยิ่งกระพือฮือโหมกว่าเดิม

      หลงอิงทราบว่าสาวกนิกายอัคคีกำลังจะบุกเข้ามาภายในตึก มันไม่นำพากับความเป็นความตายส่วนตัว เพียงกลัวว่าคำเสี่ยงทายที่ได้มาอย่างยากเย็นไม่สามารถถ่ายทอดออกไป ในใจทั้งแตกตื่นทั้งร้อนรุ่ม ต้องเงยหน้ามองดูชายกลางคน เห็นชายกลางคนยืนอยู่กลางวงอัคคี เพ่งตามองกระดาษที่เขียนคำเสี่ยงทาย ปากส่งเสียงพึมพำ แสงไฟสาดส่องใบหน้ามันจนบัดเดี๋ยวสว่างบัดเดี๋ยวสลัวลง ดังนั้นวิ่งเข้าไปกระตุกแขนเสื้อชายกลางคน ร้องว่า “ท่านอา”

      ในยามนั้น เงาร่างผอมซูบสายหนึ่งปรากฏขึ้นในวงอัคคีเขตห้องโถงหลัง หลงอิงเข้าใจว่าเป็นสาวกนิกายอัคคี รีบเลื่อนมือแตะด้ามดาบ แต่ดูจากรูปโฉมการแต่งกายของผู้มาไม่คล้ายเป็นศัตรู ภายใต้แสงไฟสาดส่อง เห็นเป็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา มีอายุเพียงยี่สิบเศษ เสื้อผ้ามอมแมมด้วยฝุ่นละองง สีหน้าขาวซีดดุจกระดาษ

      คนผู้นี้ยืนหยัดกับที่ คล้ายกับยืนอยู่ตั้งแต่แรก เสมือนหนึ่งว่าการที่มันยืนอยู่ในตึกเทพพยากรณ์กลาง วงล้อมอัคคี เป็นเรื่องชอบด้วยเหตุผล แต่หลงอิงทราบดีว่า ขณะที่มันกับท่านอามาถึงตัวตึก ผู้คนภายในตึกกลืนกินยาพิษฆ่าตัวตาย คงเหลือเทพภยากรณ์ที่ยังมีชีวิตอยู่ คนผู้นี้ฝ่าวงล้อมของนิกายอัคคีเข้าตัวตึกมาได้อย่างไร?

      ชายหนุ่มนั้นฝืนยิ้มออกมา พึมพำว่า “แขกไม่รับเชิญกรายมาเป็นสาม ดูท่าเราเป็นแขกไม่รับเชิญคนที่สามนั้นเอง”

      หลงอิงสาวเท้าเข้าไป คิดเอ่ยปากถามไถ่เห็นชายหนุ่มนั้นเหลียวหน้ามายังคนทั้งสองกวักมือคราหนึ่ง จากนั้นหันกายไป

      ชายกลางคนเห็นเช่นนั้นไม่กล่าวกระไร ก้าวยาวๆ ติดตามไป หลิงอิงลังเลเล็กน้อย ในที่สุดสาวเท้าตามติด แสงไฟแลบแปลบปลาบ เงาหลังคนทั้งสามกลืนหายกับเปลวอัคคีทีละน้อย

หนังสือแนะนำ

Special Deal