บทที่ 5 มหานครหลอมดาบ (หน้า 3)

หานซิ่นตื่นตระหนกยิ่ง กวาดมองไปยังจี้คงโส่ว กลับเห็นจี้คงโส่วหน้าแดงคอพอง คล้ายตกอยู่ในซึ้งนึ่ง ตลอดทั้งร่างมีควันร้อนพวยพุ่งออกมา

    จี้คงโส่วกล่าวราวครวญครางว่า “ร้อนยิ่งนัก ไฉนเป็นเช่นนี้?”

    หานซิ่นก็ถูกแช่แข็งจนร้องว่า “จี้เส้า ข้าพเจ้าหนาวยิ่ง คงเกิดจากหินประหลาดนี้ พวกเรารีบทิ้งมันไป”

    จี้คงโส่วคล้ายนึกได้อันใด ส่งเสียงทัดทานไว้ กล่าวว่า “นี่อาจเป็นประสิทธิผลของเต่าเหล็กดำ พวกเราต้องอำทนไว้ ไม่แน่ว่าจะสำเร็จเป็นยอดฝีมือ”

        ยามนั้นหานซิ่นถูกแช่แข็งจนหนาวสั่น เห็นจี้คงโส่วยังกัดฟันสู้ทน จึงตัดใจกล่าวว่า “เพื่อสำเร็จแป็นยอดฝีมือ บิดาของเสี่ยงดูสักครา”

    จี้คงโส่วชักชวนว่า “พวกเรากลับเข้าห้องลับก่อน อยู่ที่นี้สืบไปได้แต่รอความตาย”

    หานซิ่นก็ทราบว่าอีกสักครู่ไม่ทราบว่าร่างกายจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอันใด หากรั้งอยู่ที่นี้ เจ้าสำนักพุ่มบุปผาและพวกพอกลับมา ทั้งสองมีแต่หนทางตายสายเดียว

    ทั้งสองมุดกลับเข้าห้องลับใต้ดิน จี้คงโส่วปิดปากทางเข้า กล่าวอย่างร้อนรนว่า “รีบยื่นมือต่อข้าพเจ้า”

    หานซิ่นรีบยื่นมือออกไป มันกับจี้คงโส่วต่างต้องการสิ่งที่อยู่บนร่างของอีกฝ่าย

    พริบตาที่ฝ่ามือทั้งสองข้างเกาะกุมกัน พลังความร้อนและเย็นทั้งสองชนิดเกิดการดึงดูดกัน แยกย้ายกรุยเข้าสู่เส้นชีพจรของอีกฝ่าย ทั้งสองมิเพียงไม่รู้สึกว่าความเจ็บปวดบรรเทาลง ตรงกันข้ามถูกพลังทั้งสองขุมหักล้างกันจนร่างกายแทบระเบิดออก

    ความร้อนเย็นหักล้างกัน รุ่มร้อนเหน็บหนาวผสมกลมกลืน บนร่างทั้งสองกลับเปล่งประกายในห้องลับอันมืดมิด ปรากฏเป็นภาพลักษณ์หยินหยาง พร้อมกับการเคลื่อนตัวของหยินหยาง จี้คงโส่วกับหานซิ่นล้วนสะท้านขึ้นคราหนึ่ง สิ้นสติสมประดีไป

    ปรากฏการณ์ของจี้คงโส่วกับหานซิ่นครั้งนี้สอดคล้องกับสุภาษิตที่ว่า ‘หนึ่งหยดน้ำหนึ่งเม็ดข้าวสาร ล้วนแล้วแต่กำหนดแน่นอน’ ทุกเรื่องราวเกิดจากความประจวบเหมาะพอดีเป็นที่สุด กลายเป็นวาสนาปาฏิหาริย์ที่พบได้แต่คาดหวังไม่ได้

    ที่แท้เต่าเหล็กดำไม่ได้จารึกเคล็ดวิชายอดวิทยายุทธ หากทว่าห่อหุ้มวัตถุธาตุที่ตกทอดมาแต่โบราณกาลชนิดหนึ่ง เรียกว่าปู่เทียนสือ (หินซ่อมเสริมฟ้า)

    เมื่อครั้งบรรพกาล หลังจากที่เบิกฟ้าเปิดพิภพ โลกมนุษย์ยังเกิดอัคคีฟ้าเผาผลาญอย่างรุนแรง น้ำจากใต้บาดาลทะลักหนุนเนื่องขึ้นมาจนมุมหนึ่งของฟ้าแตกเป็นโพรงมหึมา แผ่นดินก็แยกออกเป็นหลุมลึก ไม่ต่างกับนรกในแดนดิน ทำลายสิ่งมีชีวิตไปจำนวนมาก ผู้ที่กอบกู้พิบัติภัยตามธรรมชาติครั้งนั้นคือเทพธิดาหนี่วา นางคัดสรรหินหลากสีมาหลอมละลายกลายเป็นของเหลว ปะซ่อมหลุมมหึมาที่มุมฟ้า จนเป็นที่มาของเทพนิยายหนี่วาสกัดศิลาซ่อมเสริมฟ้า

    วัตถุธาตุที่ซุกซ่อนอยู่ในเต่าเหล็กดำ คือหินซ่อมเสริมฟ้าซึ่งตกทอดมาแต่ยุคบรรพกาลเอง

    วันเวลาที่ผ่านมา มีผู้คนได้ครอบครองเต่าเหล็กดำ แต่ไม่อาจไขความลับที่ซ่อนอยู่ภายในได้ คราครั้งนี้จี้คงโส่วเห็นสถานการณ์คับขันจึงโยนเต่าเหล็กดำลงในเตาหลอม ซึ่งใช้หลอมเหล็กดำสร้างเป็นดาบพลัดพราก ความร้อนแรงของไฟในเตาจึงหลอมละลายเต่าเหล็กดำ ปรากฏเป็นหินซ่อมเสริมฟ้า

    จี้คงโส่วกับหานซิ่นไม่ทราบความนัย แยกย้ายกำหินกลมคนละก้อน หินซ่อมเสริมฟ้ากลับรรจุไว้ด้วยพลังหนึ่งหยางร้อน กับหนึ่งหยินเย็นตามธรรมชาติ ทั้งสองพอถืออยู่ในมือ พลังธาตุหยินและหยางในหินซ่อมเสริมฟ้าก็แล่นมาตามเส้นชีพจรบนข้อมือ คั่งค้างอยู่ภายในกายเท่ากับเพิ่มพูนพลังพิสดารสุดลึกล้ำแก่คนทั้งสองในเวลาชั่วข้ามคืน

    เมื่อทั้งสองฟื้นตื่นมา พบว่าโลกทั้งใบคล้ายเปลี่ยนไป หินกลมที่กำอยู่ในมือกลายเป็นหม่นหมองไร้ประกาย คล้ายก้อนหินทั่วไป มาตรว่าตกอยู่ในห้องลับอันมืดมิด แต่ทุกประการเห็นถนัดชัดเจน สามารถได้ยินเสียงมดแมลงภายในห้องตลอดจนเสียงร้องบนพื้นผิวดิน

    หานซิ่นกล่าวอย่างตื่นเต้นสงสัยว่า “นี่...นี่เป็นเรื่องราวใด?”

    จี้คงโส่วกล่าวว่า “อาจบางทีนี่เป็นโชควาสนาที่ติงเหล่าฟูจื่อเคยกล่าวไว้”

    หานซิ่นยืดอกขึ้น กล่าวว่า “ใช่แล้ว พวกเราออกไปเชือดเด็กน้อยม่อกัน จากนั้นรับช่วงสำนักพุ่มบุปผามา”

    จี้คงโส่วกล่าวอย่างขุ่นเคืองว่า “มารดาท่านเข้าใจว่าตัวเองไร้ผู้ต่อต้านหรือ? อย่าเพิ่งเอ่ยถึงประสบการณ์ต่อสู้ กระทั่งกระบวนท่าฆ่าคน พวกเรายังไม่เรียนรู้ กลับคิดไปเชือดผู้อื่น ยังคงรักษาชีวิตน้อยๆ เอาไว้เถอะ”

    หานซิ่นถูกด่าจนหัวร่ออย่างโง่งม กล่าวว่า “ตกลง ปล่อยให้มันมีชีวิตอีกหลายวัน ตอนนี้พวกเราควรทำอย่างไร?”

    จี้คงโส่วขบคิดแล้วกล่าว “ข้าพเจ้าคิดไปหาพี่ใหญ่ฝานไคว่ก่อน”

    หานซิ่นส่งเสียงสนับสนุนคำหนึ่ง

 

    วันนี้จี้คงโส่วกับหานซิ่นเดินทางผ่านเมืองน้อยแห่งหนึ่ง แต่ไม่กล้าหยุดแวะนานเกินไป โดยสารเรือที่แล่นขึ้นล่องระหว่างเมืองน้อยกับอำเภอเพ่ยเสี้ยนแล่นทวนน้ำไป

    เมื่อถามไถ่เจ้าของเรือ ค่อยทราบว่าจากที่นี้ถึงอำเภอเพ่ยเสี้ยนต้องเดินทางเป็นเวลาสามวัน ทั้งสองจึงซ่อนตัวในห้องท้ายเรือ เปิดหน้าต่างห้องท้องเรือแง้มออก ชมดูทิวทัศน์เบื้องนอก

    แม่น้ำไหวสุ่ยมาถึงช่วยนี้ ผิวแม่น้ำขยายกว้าง กระแสน้ำไหลเอื่อยลง ให้ความรู้สึกที่สงบรื่นรมย์ จิตใจของทั้งสองก็ผ่อนคลาย สั่นเจ้าของเรือยกข้าวปลาอาหารมารับประทานในห้องท้องเรือ

    หลังจากรอนแรมเดินทาง ทั้งสองไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย กลับกระปรี้กระเปร่าเปี่ยมพลัง คล้ายผ่านการชุบตัวกลายเป็นคนละคน

    หานซิ่นดื่มสุราอึกหนึ่ง กล่าวว่า “นี่เรียกว่าวาสนาในคราเคราะห์ ตอนนี้ข้าพเจ้ารู้สึกว่าทุกชิ้นส่วนของร่างกายเพิ่มความปราดเปรียว ตัวเบาราวนางแอ่น โลดแล่นดุจสายลม คล้ายกับเป็นชนชั้นยอดฝีมือแล้ว

    จี้คงโส่วยิ้มพลางกล่าวว่า “พวกเราใช่เป็นยอดฝีมือหรือไม่ยังไม่สำคัญ ประเด็นสำคัญคือหลังจากผ่านคราเคราะห์ครั้งนี้ พวกเรานับว่ากอปรด้วยทุนรอนในการท่องยุทธจักร มิใช่อันธพาลน้อยที่ปล่อยให้ผู้คนเชือดเฉือนตามอำเภอใจเช่นกาลก่อนอีก

    หานซิ่นปรบมือโห่ร้องว่า “หลังจากนี้เราท่านผนึกกำลัง จะเป็นวีรบุรุษผู้กล้าอันลือลั่น”

    จี้คงโส่วตบไหล่มัน กล่าวว่า “ตอนนี้กล่าวเช่นนี้ออกจะเร็วกว่าเหตุไป หากคิดเป็นวีรบุรุษผู้กล้า พวกเรายังมีเส้นทางอันลำเข็ญต้องเดินผ่าน อาศัยกำลังภายในเพียงนี้ยังไม่เพียงพอ พวกเราต้องเป็นเช่นฝานไคว่ มีท่าไม้ตายที่ผู้อื่นนึกเกรงขามจึงใช้การได้”

    หานซิ่นตากระจ่างวูบ กล่าวว่า “ใช่แล้ว หากพวกเราฝึกไม้ตายมีดบินสำเร็จ ม่อกันนับเป็นอย่างไดรได้ จะช้าเร็วต้องเป็นอาหารแกล้มสุราของพวกเรา”

    จี้คงโส่วสั่นศีรษะกล่าวว่า “ปัญหาอยู่ที่วิชามีดบินเมื่อเป็นไม้ตายของฝานไคว่ มันไม่แน่ว่ายอมถ่ายทอดให้แก่พวกเรา”

    เอ่ยถึงตอนนี้พลันเห็นบนฝั่งมีม้าพ่วงพีหลายตัวควบเหยาะย่างมา ระหว่างเรือโดยสารกับขบวนม้าห่างกันสิบยี่สิบวา

    จี้คงโส่วชมดูจนหน้าแปรเปลี่ยนไป ลดสุ้มเสียงแผ่วเบาลง กล่าวว่า “ดูท่าไม่ถูกต้อง”

    หานซิ่นใจหายวูบ รีบชะโงกศีรษะไปชมดู จี้คงโส่วชิงสะกดมันเอาไว้ กล่าวว่า “นับตั้งแต่พวกเราลงเรือ ผู้คนบนฝั่งหลายคนนั้นก็ติดตามพวกเรามา ตอนนี้เรือของพวกเราแล่นทวนน้ำ รุดหน้าอย่างเชื่องช้า หากพวกมันไม่ได้มาเพราะพวกเรา สมควรล้ำหน้าไปแต่แรก ไยต้องตามติดโดยไม่ลดละเช่นนี้?”

    หานซิ่นพอฟังการแยกแยะของจี้คงโส่วค่อยเข้าใจในบัดดล กล่าวว่า “คิดไม่ถึงสำนักพุ่มบุปผามีความอดทนถึงเพียงนี้ ยังตามพัวพันพวกเราไม่เลิกรา”

    จี้คงโส่วกล่าวอย่างจริงจังว่า “เต่าเหล็กดำเป็นของวิเศษที่ชาวยุทธจักรมุ่งมาดปรารถนา ฟังว่าบันทึกวิชาฝีมือที่ไร้ผู้ต่อต้าน พวกเราแม้ยังค้นหาความลับไม่พบ แต่ยามเปะปะบังเอิญ ได้รับประโยชน์ไม่น้อย ม่อกันเมื่อล่วงรู้ร่องรอยของเต่าเหล็กดำ ย่อมไม่ละทิ้งโดยง่ายดาย ดูท่าพวกเรายังชะล่าใจไป เป็นเหตุให้เปิดเผยร่องรอยออกไป”

    หานซิ่นกล่าวว่า “ดีที่พวกเรารู้สึกตัวแต่เนิ่นๆ ยังคงไปจากที่นี้”

    จี้คงโส่วฉุดดึงมันเอาไว้ กล่าวว่า “เกรงว่าท่านไม่ทันออกพ้นประตูห้องท้องเรือ ก็ถูกผู้คนจับตัวไว้”

    หานซิ่นถามโพล่งว่า “ท่านหมายความว่าบนเรือมีคนของสำนักพุ่มบุปผาปะปนอยู่?”

    จี้คงโส่วด่าเบาๆ ว่า “ท่านมีปฏิกิริยาเฉื่อยช้าจริงๆ เรือลำนี้ความจริงเป็นสำนักพุ่มบุปผาส่งมาประจำที่เมืองน้อย พวกมันรีรอไม่ลงมือ แสดงว่ารอให้ม่อกันรุดมา”

    หานซิ่นค่อยเข้าใจรกะจ่าง กล่าวว่า “ที่แท้พวกเราเหยียบย่างเรือโจร ตอนนี้ควรทำอย่างไร?”

    จี้คงโส่วคล้ายมีแผนเป็นมั่นเหมาะ กล่าวว่า “รอจนฟ้ามืดค่ำลง พวกเราจะดำน้ำหลบหนี เมื่อถึงเวลานั้นต่อให้พวกมันรู้สึกตัวก็ไม่อาจทำอย่างไรได้”

    หานซิ่นขบคิดแล้วกล่าว “หากพวกมันลงมือก่อนเล่า?”

    จี้คงโส่วกล่าวว่า “พวกเราพอหลบหนีออกจากเมืองน้อยฟ่งอู่ ม่อกันต้องได้คิดว่าพวกเรายากจะจัดการได้ อย่าว่าแต่มันไม่ต้องการให้มีคนล่วงรู้ความลับของเต่าเหล็กดำมากเกินไป ข้าพเจ้ากล้ารับประกันว่าก่อนที่ม่อกันจะรุดมา คนเหล่านี้ต้องไม่ลงมือ”

    หานซิ่นหัวร่อฮิฮะกล่าวว่า “เมื่อได้ยินท่านแยกแยะเช่นนี้ ข้าพเจ้านับว่าวางใจแล้ว จี้เส้าจะอย่างไรเป็นจี้เส้า ด้านความคิดอ่านไม่มีใครเทียบได้”

    ทั้งสองสนทนาอีกครู่หนึ่ง ฟ้าเริ่มมืดค่ำลงจึงผนึกพลังที่ใบหู สดับฟังเสียงความเคลื่อนไหวบนเรือ

    ยามนี้ทั้งสองได้รับพลังจากภายนอก พอบังเกิดความคิดขึ้น หูตาก็เพิ่มความปราดเปรียวเป็นสิบเท่า ได้ยินทุกสรรพเสียงในรัศมีหลายวา

    แว่วเสียงเจ้าของเรือดังจากดาดฟ้าเรือว่า “จูก่วนซื่อ (ผู้ดูแลเรื่องราวแซ่จู) เด็กน้อยทั้งสองคล้ายยังไม่รู้สึกตัว รอจนม่อไพ่จู่ (หัวหน้าสำนักแซ่ม่อ) มาถึง พวกเราจะทำการจับตะพาบในไห”

    จากนั้นเป็นเสียงจูจื่อเอินดังว่า “อย่าได้ชะล่าใจไป ครั้งก่อนพวกเราพลาดท่าหลงกลเด็กน้อยทั้งสองที่เมืองน้อยฟ่งอู่ หากครั้งนี้ปล่อยให้พวกมันหนีรอดไปอีก เราจูจื่อเอินคงไม่มีคำรายงานต่อไพ่จู่แล้ว”

    มันยังเคลือบแคลงสงสัยต่อปฏิบัติการที่เมืองน้องฟ่งอู่ไม่คลาย ตอนนั้นสำนักพุ่มบุปผาทุ่มเทกำลังทั้งรังปิดล้อมตรอกทั้งเส้นไว้ ต่อให้แมลงวันสักตัวยังไม่อาจบินหนีไปได้ สุดท้ายยังหาตัวจี้คงโส่วกับหานซิ่นไม่พบ

    หานซิ่นได้ยินโดยไม่ตกหล่น ชูนิ้วหัวแม่มือเคลื่อนไหวที่เบื้องหน้าจี้คงโส่ว เป็นความหมายนับถือเลื่อมใส จี้คงโส่วปัดมือมันออกห่าง กระซิบบอกว่า “ตระเตรียมเคลื่อนไหว”

หนังสือแนะนำ

Special Deal