บทที่ 5 มหานครหลอมดาบ (หน้า 2)

หากว่าคำตอบคือใช่ อย่างนั้นการตายของเทพลักขโมยติงเหิงไยมิใช่ไม่คู่ควร การเสี่ยงชีวิตของเซียนหยวนจื่อไยมิใช่สูญเปล่า ตนเองไยมิใช่เป็นคนบาปผู้หนึ่ง?

    จี้คงโส่วรู้สึกสมองพองโตแทบระเบิด ความคิดคำนึงสับสนดุจกองปออันยุ่งเหยิง สายตาจ้องจับที่เปลวไฟที่ลุกไหม้ ดวงตากลับเวิ้งว่างเปล่า

    สมาธิจิตใจของเซียนหยวนจื่อล้วนมุ่งอยู่ที่เจ้าสำนักพุ่มบุปผา ไม่แบ่งแยกไปยังร้านอาวุธ สุ้มเสียงที่มันได้ยินมิใช่มาจากเตาไฟ หากแต่มาจากหัวไหล่ตัวเอง ปรากฏโลหิตหยดหยาดลงสู่พื้นหยดแล้วหยดเล่า

    “เจ้าไม่เป็นไรกระมัง?”

    เจ้าสำนักพุ่มบุปผาหันไปถามหลี่จวิน ดวงตาทอแววชื่นชมวูบหนึ่ง เพราะว่าหลี่จวินกัดฟันต้านทานสภาวะจู่โจมของเซียนหยวนจื่อ มันค่อยสบโอกาสทำร้ายศัตรูเป็นผลสำเร็จ

    หลี่จวินกัดฟันตอบว่า “บริวารไม่เป็นไร ยังยืนหยัดอยู่ได้”

    เจ้าสำนักพุ่มบุปผากล่าวว่า “ไม่เป็นไรก็ดี ไม่เช่นนั้นเราไม่สนใจว่ามันใช่เซียนหยวนจื่อหรือไม่ หรือว่าเป็นมหาคุรุหลอมอาวุธอันใด เราต้องสับร่างมันเป็นแปดท่อน”

    มันแสดงว่าคิดกระตุ้นโทสะของเซียนหยวนจื่อ ยอดฝีมือต่อสู้ชิงชัย ต้องมีจิตใจสงบราบเรียบ หากเซียนหยวนจื่อบันดาลโทสะ มันจะมีโอกาสให้ฉกฉวยแล้ว

    เซียนหยวนจื่อย่อมล่วงรู้เจตนาของอีกฝ่าย แต่ยามนี้สถานการณ์อยู่เหนือความควบคุมของมัน เพียงภาวนาว่าจี้คงโส่วกับหานซิ่นสามารถหลุดพ้นจากห้วงอันตรายก็พอ ดังนั้นร้องบอกว่า “จี้คงโส่วรับฟังไว้ พวกท่านตระเตรียมหลบหนี หนีไปได้ไกลเท่าใดถือว่าเท่านั้น”

    จี้คงโส่วค่อยสะท้านตื่นจากห้วงความคิด กล่าวถามว่า “อย่างนั้นท่านเล่า?”

    เซียนหยวนจื่อตัดบทว่า “ไม่ต้องสนใจเรา เรากลับคิดชมดูว่า มีผู้ใดสามารถฝ่าคมดาบของเราไปคร่ากุมคน?”

    จี้คงโส่วกล่าวเสียงสั่นเครือว่า “ท่านถนอมตัว” หลังจากนั้นภายในร้านไม่มีเสียงความเคลื่อนไหวอันใดอีก

    ใบหน้าเจ้าสำนักพุ่มบุปผาปรากฏรอยยิ้มวูบหนึ่ง คล้ายไม่ร้อนใจแม้แต่น้อย จุดประสงค์ที่มันรุดมาเพราะจี้คงโส่ว หากจี้คงโส่วหลบหนีไปได้ มันไยมิใช่คว้าน้ำเหลว?

    มันที่ไม่ร้อนรุ่มเพราะมันเชื่อว่าจี้คงโส่วไม่อาจหลบหนีออกจากตรอก ภายใต้คำสั่งการของมัน คนของสำนักพุ่มบุปผาล้อมที่นี้ไว้อย่างแน่นหนา ด้วยความสามารถของจี้คงโส่วกับหานซิ่น ยากที่จะบุกฝ่าออกไปได้

    ดังนั้นมันคิดถ่วงเวลาปล่อยให้โลหิตหยดหยาดจากปากแผลที่หัวไหล่เซียนหยวนจื่อ ยิ่งถ่วงเวลานานเท่าใด พละกำลังของเซียนหยวนจื่อยิ่งเสื่อมสูญไปพร้อมกับโลหิตที่หลั่งออกมา

    แต่แล้วยามนั้นเซียนหยวนจื่อใช้ดาบออกแล้ว

    พริบตาที่เซียนหยวนจื่อสะบัดดาบออก ดวงตาเจ้าสำนักพุ่มบุปผาทอแววตื่นเต้นสงสัยวูบหนึ่ง

    ตอนที่มันได้รับรายงานว่า ช่างตีเหล็กในร้านอาวุธภายในตรอกผู้นี้เป็นหนึ่งในสามมหาคุรุหลอมอาวุธแห่งแผ่นดิน นอกจากบังเกิดความประหลาดใจอยู่หลายส่วน ยังไม่เห็นว่าเซียนหยวนจื่อจะสร้างความยุ่งยากแก่มัน รอจนเซียนหยวนจื่อกรีดดาบพลัดพรากออก มันค่อยยอมรับว่าเซียนหยวนจื่อยังน่ากลัวกว่าที่มันคาดคิดไว้ ดังนั้นถอยกายไปหนึ่งก้าว

    เซียนหยวนจื่อใช้ดาบเป็นเส้นโค้งอันสวยงามและเร้าอารมณ์ แต่ไม่ได้ฟันใส่เจ้าสำนักพุ่มบุปผา หากทว่าฟันใส่พื้นที่ว่างด้านขวามือของเจ้าสำนักพุ่มบุปผา

    ตำแหน่งแห่งนี้พอดีเป็นทิศทางที่เจ้าสำนักพุ่มบุปผาคิดหลบเลี่ยง ดังนั้นเจ้าสำนักพุ่มบุปผาได้แต่ล่าถอยต่อไป เท่ากับว่าสูญเสียโอกาสรุกไป

    กระบวนท่าแรกของเซียนหยวนจื่อพอประสบผล พลังสภาวะพลันเพิ่มพูน ชั่วพริบตาจู่โจมออกเจ็ดดาบ

    เจ้าสำนักพุ่มบุปผาลงมือแล้ว หอกยาวสองคมของมันก็หลอมสร้างจากเหล็กดำ ไม่เกรงกลัวต่อความคมกล้าของดาบวิเศษ ดังนั้นควงหอกเข้าปะทะ บังเกิดเป็นเสียงปะทะติดต่อกันเจ็ดครา

    เซียนหยวนจื่อตวาดก้อง ฟันเฉียงๆ ออกสามดาบ พลันพบว่าตัวหอกของฝ่ายตรงข้ามแผ่พุ่งพลังกระแทกสะท้อนขุมหนึ่ง ยิ่งมายิ่งทวีความกล้าแข็ง ควบคุมสถานการร์ต่อสู้ทีละน้อย

    เซียนหยวนจื่อรับบาดเจ็บอยู่ก่อน ยามนี้ดาบวิเศษก็ไม่อาจช่วงชิงความได้เปรียบ มีความรู้สึกว่าเรี่ยวแรงไม่เป็นไปตามใจปรารถนา ทุกดาบที่ใช้ออกคล้ายตกอยู่ใจกลางพลังวังวนขุมหนึ่ง แรงดึงดูดของพลังวังวนคอยลิดรอนความแหลมคมของดาบไป

    ทั้งสองฝ่ายผลัดกันรุกผลัดกันรับ หักล้างกันเจ็ดแปดสิบกระบวนท่า ในเสียงคมหอกหวีดหวิว พลันบังเกิดเสียงทอดถอนใจเสียงหนึ่งดังขึ้น

    เสียงตังตังดังสองครา มือที่จับดาบของเซียนหยวนจื่อชาวูบ ถูกหอกยาวของเจ้าสำนักพุ่มบุปผาสกัดการรุกคืบของดาบพลัดพรากไว้

    ท่าร่างของเซียนหยวนจื่อพลอยถูกยับยั้ง จึงสลับเท้าหมายเคลื่อนกาย กลับปรากฏรังสีการฆ่าฟันจ่อคุกคามถึงหว่างคิ้ว ดังนั้นพลิกแพลงเปลี่ยนกระบวนท่า ดาบพลัดพรากฟันจากล่างขึ้นบนไป

    ที่ข้างหูแว่วเสียงเจ้าสำนักพุ่มบุปผาดังว่า “ตายเถอะ” จากนั้นรู้สึกเย็นวาบที่ชายโครงข้างซ้าย ปลายแหลมของหอกปักใส่ระหว่างกระดูกซี่โครงของมัน บังเกิดเป็นเสียงคมอาวุธขูดกระดูกอันระคายหูขึ้น

    เซียนหยวนจื่อก้มศีรษะลง เห็นหอกสองคมแทบทะลุหัวใจไป แต่มันก่อนตายยังรวมรั้งพลังที่หลงเหลือ อ้าปากฉีดพุ่งโลหิตที่แฝงพลังอันน่าตระหนกใส่ใบหน้าของเจ้าสำนักพุ่มบุปผา

    นี่นับว่าเหนือความคาดหมายผู้คน แม้แต่เจ้าสำนักพุ่มบุปผายังคิดไม่ถึงว่าเซียนหยวนจื่อก่อนตายยังมีฝีมือเช่นนี้ ยามนั้นรีบพุ่งถอยไปด้านหลัง แต่ยังชักช้าวูบหนึ่ง ที่ทรวงอกคล้ายถูกกระแทกใส่อย่างหนักหน่วง เลือดลมพลุ่งพล่านปั่นป่วน อึดอัดขัดข้องอย่างบอกไม่ถูก

    ภายใต้การประคองของจูจื่อเอิน มันค่อยยืนหยัดมั่น ยกมือกุมอกไว้ แต่เมื่อมันเงยหน้าขึ้น อดยิ้มออกมามิได้

    เซียนหยวนจื่อยังยืนหยัดกับที่ ไม่ขยับเคลื่อนไหว ดาบพลัดพรากยังอยู่ในมือ แต่ไม่สามารถสะบัดกวัดแกว่งอีก

    เซียนหยวนจื่อตายแล้ว มันเป็นเช่นเดียวกับเทพลักขโมยติงเหิง มาตรว่ามีความสามารถเฉพาะตัว แต่เพื่อจี้คงโส่ว กลับจ่ายค่าตอบแทนด้วยชีวิต

    เจ้าสำนักพุ่มบุปผาค่อยนึกถึงจี้คงโส่ว แต่มันเชื่อว่าจี้คงโส่วกับหานซิ่น เช่นตะพาบในไห ไม่อาจหนีรอดจากเงื้อมมือมัน

    มันสูดลมหายใจคำหนึ่ง รู้สึกว่าอาการเจ็บปวดที่ทรวงอกค่อยทุเลาลง จึงสะบัดมือหลุดพ้นจากประคองของจูจื่อเอิน กล่าวว่า “พวกเจ้ารออยู่ที่นี้”

    จูจื่อเอินยิ้มประจบกล่าวว่า “ไพ่จู่ (หัวหน้าสำนัก) ต้องการให้บริวารเข้าไปเป็นเพื่อนหรือไม่?”

    เจ้าสำนักพุ่มบุปผาปฏิเสธคำหนึ่ง มันไม่ต้องการให้เรื่องเต่าเหล็กดำมีคนล่วงรู้มากเกินไป

    มันเดินช้าๆ ไป จวบจนถึงหน้าประตูร้านยังไม่ได้ยินสุ้มเสียงผิดปรกติใด

    เจ้าสำนักพุ่มบุปผาใจหายวูบ ไม่คำนึงถึงการรักษาบุคลิกภาพตัวเอง พุ่งขวับเข้าร้านอาวุธไปดุจลูกธนู

    ข้าวของภายในร้านยังจัดวางเรียงราย ไฟในเตาค่อยมอดดับลงทีละน้อย แต่จี้คงโส่วกับหานซิ่นกลับสาบสูญจากคลองจักษุ

    ตรอกแห่งนี้อยู่ภายใต้การควบคุมของสำนักพุ่มบุปผาชัดๆ จี้คงโส่วกับหานซิ่นหลบหนีไปได้อย่างไร?

    เจ้าสำนักพุ่มบุปผาหันไปถามศิษย์สำนักพุ่มบุปผาว่า “พวกเจ้าแน่ใจว่าไม่มีคนเดินผ่านเบื้องหน้าพวกเจ้าไปหรือ?”

    ศิษย์สำนักพุ่มบุปผายืนยันอย่างแข็งขัน เจ้าสำนักพุ่มบุปผาจึงออกคำสั่งว่า “อย่างนั้นจูจื่อเอินนำกำลังตรวจค้นร้านอาวุธนี้ หลี่จวินนำกำลังสำรวจดูว่าละแวกนี้ใช่มีท้องร่องทางระบายน้ำหรือไม่ เซี่ยหมิงเคลื่อนกำลังไปปิดเส้นทางเข้าออกเมืองน้อยฟ่งอู่ไว้ เราต้องการหาตัวจี้คงโส่วให้พบให้จงได้”

    จูจื่อเอินและพวกแยกย้ายไปดำเนินการ แต่ค้นหาเป็นเวลาสองสามชั่วยาม แทบรื้อร้านอาวุธขุดแผ่นศิลาปูพื้นภายในตรอกออก ยังไม่พบร่องรอยของจี้คงโส่วกับหานซิ่นแม้แต่เงา

    ยามนั้นผู้ดูแลหอฟ้าหอมสังกัดสำนักพุ่มบุปผาผู้หนึ่งเข้ามารายงานว่า “เรียนไพ่จู่ จี้คงโส่วผู้นี้ถนัดในการปลอมแปลงโฉม เมื่อครู่ปลอมเป็นหญิงสาวภายในหอปะปนออกจากหอฟ้าหอม ครั้งนี้ใช่ดำเนินแผนเดิมหรือไม่?”

    เจ้าสำนักพุ่มบุปผาร้องโพล่งว่า “มีเรื่องเช่นนี้?”

    ผู้ดูแลนั้นรับคำว่า “มิผิด ไม่เช่นนั้นมันไม่มีทางหลบหนีออกจากหอฟ้าหอม”

    เจ้าสำนักพุ่มบุปผากระชากเสียงว่า “เจ้าไฉนรอถึงตอนนี้ค่อยบ่งบอก? กลับทำลายเรื่องสำคัญของเราไป” พลางตวัดเท้าเตะผู้ดูแลนั้นปลิวลิ่วไป

    ในความคาดคิดของมัน เมื่อค้นหาไม่พบ จี้คงโส่วคงหลบหนีออกไป วิธีการหลบหนีคือปลอมเป็นบริวารมัน เดินผ่านหน้าพวกเดียวกันไป

    ข้อสมมติฐานนี้มีความเป็นไปได้มากที่สุด ดังนั้นเจ้าสำนักพุ่มบุปผาเปลี่ยนแผนปฏิบัติการ กระจายกำลังเป็นหลายสายออกค้นหาโดยรอบ

    หลังจากออกคำสั่งคำหนึ่ง ผู้คนนับร้อยก็หายลับกับม่านวิกาล ภายในตรอกกลับคืนสู่ความเงียบสงบดังเดิม

    

    เจ้าสำนักพุ่มบุปผาม่อกันได้ชื่อว่ามีความคิดอ่านละเอียดรอบคอบ ครั้งนี้กลับคำนวณผิดแล้ว

    มันคาดคิดไม่ถึงว่าจี้คงโส่วกับหานซิ่นมิเพียงไม่ได้หลบหนี มิหนำซ้ำไม่ได้ออกจากร้านแม้สักก้าวเดียว

    ซึ่งความจริงตอนที่จี้คงโส่วคิดหลบหนี เคยนึกถึงการปลอมแปลงโฉม ปะปนอยู่ในศิษย์สำนักพุ่มบุปผา ค่อยหาโอกาสเอาตัวรอด จากนั้นครุ่นคิดว่าการปะปนไปในกลุ่มคนมีความยากลำบาก พวกมันออกจากภายในสู่ภายนอก เป็นที่แน่ใจว่าต้องสะกิดความสนใจของผู้อื่น

    สุดท้ายจี้คงโส่วมุ่งความสนใจไปที่เตียงไม้ของเซียนหยวนจื่อซึ่งจัดตั้งอยู่มุมห้อง มาตรว่าการซ่อนตัวที่ใต้เตียงเป็นวิธีการอันโง่เขลา แต่จี้คงโส่วไม่อาจนึกหาวิธีอื่นอีก

    หนึ่งนั้นนี่แม้เป็นวิธีอันโง่เขลา แต่ศัตรูกลับไม่ทันสนใจ สอง จี้คงโส่วมิใช่ซ่อนตัวอยู่ใต้เตียง หากแต่ใช้มือเท้ายึดเกาะกับใต้แผ่นไม้กระดานที่ปูเตียงดุจจิ้งจกตัวหนึ่ง เมื่อเป็นเช่นนี้ต่อให้มีคนชะโงกศีรษะมองดูก็ไม่พบเห็นพวกมัน

    จี้คงโส่วหารือกับหานซิ่น หานซิ่นก็เห็นด้วย ดังนั้นทั้งสองมุดลงมายังใต้เตียง มือของหานซิ่นบังเอิญกระทบถูกขาเตียงข้างหนึ่ง พลันบังเกิดเสียงผิดปรกติดังขึ้น พื้นดินใต้เตียงกลับแยกออกช้าๆ ปรากฏเป็นหลุมโพรงแห่งหนึ่ง

    จี้คงโส่วยินดียิ่ง กระโดดลงไปก่อน ค่อยพบว่ากลไกเปิดห้องลับใต้ดินติดตั้งอยู่ที่ขาเตียง หากมิใช่หานซิ่นบังเอิญกระทบถูกขาเตียง ยากจะพบเห็นความลับนี้

    เมื่ออยู่ในห้องใต้ดิน จี้คงโส่วยังเสาะพบกลไกอีกปุ่มหนึ่ง พอกดปุ่มกลไก พื้นผิวดินเหนือศีรษะก็เลื่อนปิดลงดังเดิม

    จี้คงโส่วกับหานซิ่นซ่อนตัวอยู่ในห้องลับ ช่องถ่ายเทอากาศของห้องลับเชื่อมติดกับปล่องควันของเตาไฟ ดังนั้นคนอยู่ภายในไม่รู้สึกอึดอัดแต่อย่างไร

    จี้คงโส่วหวนนึกถึงเต่าเหล็กดำเปลี่ยนมือหลายครั้ง สุดท้ายยังไม่เป็นของตนเอง สร้างความผิดหวังเสียใจนัก

    จากนั้นนึกถึงปัญหาข้อนี้ นั่นคือสำนักพุ่มบุปผาไฉนล่วงรู้ร่องรอยของเต่าเหล็กดำ? ตามคำบอกเล่าของเทพลักขโมย ความลับของเต่าเหล็กดำนอกจากมันกับตนเองแล้ว มีแต่หัวหน้าพรรคเฉาปางที่ล่วงรู้ หัวหน้าพรรคเฉาปางเพราะว่าจ้างเงาปีศาจมาช่วยเหลือมันทวงถามเต่าเหล็กดำ อาจแพร่งพรายเรื่องราวให้ทราบ เงาปีศาจเพื่อจัดการกับเทพลักขโมยยังชัดชวนผู้คลุมหน้าสามคนมาช่วยเหลือ ดูท่าคนทั้งสามต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับสำนักพุ่มบุปผา

    แต่ว่าเงาปีศาจไฉนไว้วางใจสำนักพุ่มบุปผา? ระหว่างพวกมันมีความสัมพันธ์อันใด?

    จี้คงโส่วพลันบังเกิดปฏิภาณวูบ หวนนึกถึงเงาปีศาจใช้หอกเป็นอาวุธ อาวุธของเจ้าสำนักพุ่มบุปผาก็เป็นหอก หรือว่าพวกมันมาจากค่ายสำนักเดียวกัน เงาปีศาจึงแพร่งพรายเรื่องของเต่าเหล็กดำต่อเจ้าสำนักพุ่มบุปผา

    นึกถึงตอนนี้ เริ่มเป็นห่วงความปลอดภัยของเซียนหยวนจื่อขึ้นมา

    จี้คงโส่วลอบทอดถอนใจคำหนึ่ง สมองกลายเป็นขาวว่างเปล่า ไม่ทราบผ่านไปนานเท่าใด หานซิ่นค่อยกระทบถูกมันเบาๆ กระซิบถามว่า “พวกเราออกไปได้แล้วกระมัง?”

    จี้คงโส่วค่อยตื่นจากห้วงความคิด กล่าวอย่างงุนงงว่า “ม่อกันและพวกไปแล้วหรือ?”

    หานซิ่นตอบว่า “ข้าพเจ้าไม่ทราบ แต่ว่าผ่านไปเนิ่นนานปานนี้ พวกมันสมควรไปแล้ว” ขณะกล่าวท้องลั่นโครกครากเป็นเสียงดัง

    จี้คงโส่วห่วงใยความเป็นตายของเซียนหยวนจื่อ จึงกดปุ่มกลไกเลื่อนเปิดช่องลับเหนือศีรษะออก เงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวเบื้องบน ชั่วครู่ค่อยมุดขึ้นจากช่องลับ

    เห็นม่านวิกาลหนาหนัก แสงจันทร์อ่อนจางสาดลอดช่องแตกบนผนังร้านเข้ามา ส่องเห็นสภาพอันสับสนภายในร้าน ให้ความรู้สึกที่เศร้าหดหู่อย่างบอกไม่ถูก

    หานซิ่นกล่าวอย่างสงสัยใจว่า “ไม่ทราบเซียนหยวนจื่อไปยังที่ใด? คนของสำนักพุ่มบุปผาไฉนจากไปหมดสิ้น?”

    จี้คงโส่วสั่นศีรษะกล่าวว่า “ข้าพเจ้าก็ไม่ทราบชัด แต่คาดว่าเซียนหยวนจื่อคงประสบเภทภัยมากกว่าวาสนา”

    ขณะกล่าว ในใจบังเกิดความลำบากใจ คล้ายคาดการณ์ได้แต่แรกว่าต้องลงเอยเช่นนี้ มันเพียงแค้นตัวเองเสียทีที่มากไหวพริบ แต่ไร้ซึ่งพลังฝีมือ ได้แต่เบิ่งตาดูสหายจากไปคนแล้วคนเล่า

    หานซิ่นกล่าวถามว่า “อย่างนั้นทำอย่างไรดี? ตอนนี้คนของสำนักพุ่มบุปผาคงออกค้นหาร่องรอยพวกเรา ขอเพียงพวกเราปรากฏกายออกไปเท่ากับพาตัวไปติดกับ”

    จี้คงโส่วกล่าวว่า “ท่านกล่าวไม่ผิด ในสถานการณ์เช่นนี้ สถานที่ปลอดภัยที่สุดมีแต่ซ่อนตัวอยู่ภายในร้าน พวกเราหาสิ่งของรับประทาน หลบซ่อนตัวสักสามสี่วัน รอจนเหตุการณ์สงบลงค่อยจากไป”

    ผลจากการค้นหา ทั้งสองหาพบเสบียงกรังจำนวนหนึ่ง ขณะจะกลับลงไปในห้องลับ หานซิ่นพลันหน้าแปรเปลี่ยนไป ยืนตัวแข็งทื่อ สองตาเบิกค้างราวกับพบเห็นผีสางก็มิปาน

    จี้คงโส่วกวาดตามองตามสายตาหานซิ่น เห็นเหนือเตาไฟฉายประกายสีแดงชาดจางๆ ชนิดหนึ่งหลอมกลืนเข้ากับแสงจันทร์ ดูไปประหลาดลี้ลับยิ่ง เตาไฟนั้นความจริงมอดดับแต่แรก ต่อให้ยังไม่มอดดับแสงสีแดงชาดจางๆ นั้นมาจากที่ใด?

    ทั้งสองสบตากันแวบหนึ่ง มองเห็นความตื่นเต้นสงสัยบนใบหน้าอีกฝ่าย หานซิ่นกล่าวว่า “นี่เป็นเรื่องราวใด? เป็นไปได้หรือไม่ว่าเต่าเหล็กดำเผชิญอัคคีไม่ละลาย ไม่ถูกไฟในเตาหลอมละลายไป?”

    จี้คงโส่วกล่าวว่า “นี่เป็นไปไม่ได้ เซียนหยวนจื่อใช้เตาไฟนี้หลอมดาบพลัดพราก เนื้อดาบของดาบพลัดพรากก็เป็นเหล็กดำ ระหว่างเหล็กดำทั้งสองชิ้นนี้ต้องไม่มีความแตกต่างถึงเพียงนี้”

    หานซิ่นกล่าวถามว่า “แต่ว่าประกายสีแดงชาดนั้นเป็นเรื่องราวใด?”

    จี้คงโส่วก็ขบคิดไม่เข้าใจจึงชักชวนหานซิ่นไปชมดู พอชะโงกศีรษะมอง เห็นภายในเตาขนาดใหญ่สุมเถ้าถ่านชั้นหนึ่ง ประกายสีแดงชาดนั้นสาดลอดออกจากใต้เถ้าถ่านเอง

    จี้คงโส่วหยิบฉวยกระบี่เหล็กเล่มหนึ่งลองเขี่ยเถ้าถ่านดู พลันปรากฏประกายสองสายพวยพุ่งออกมา เห็นใต้กองเถ้าถ่านมีหินกลมโปร่งใสแวววาวขนาดเท่าไข่นกพิราบสองก้อน แผ่คลื่นความร้อนเย็นสองชนิด ฉายเป็นภาพลักษณ์หยินหยาง ( เชิงอรรถ - ภาพหยินหยาง ) อยู่เหนือเตาไฟ

    ปรากฏการณ์ประหลาดนี้สะกดจนคนทั้งสองยืนตะลึงลานกับที่ ชั่วครู่ค่อยส่งเสียงร้องราวกับนัดแนะกันไว้ว่า “เต่าเหล็กดำ”

    จี้คงโส่วมีความคิดอ่านรวดเร็วกว่า รีบกล่าวว่ “พวกเรารีบหยิบหินกลมไป อย่าให้ประกายลำแสงชักนำม่อกันและพวกมา” พลางยื่นมือหยิบฉวยหินกลมก้อนหนึ่ง

    หานซิ่นก็มิใช่ตัวโง่งม รีบเคลื่อนไหวตาม แต่พอหยิบฉวยหินกลมอีกก้อนหนึ่งมาถือไว้ พลันสะท้านขึ้นคราหนึ่ง รู้สึกมีความเย็นเยียบอย่างประหลาดแล่นมาจากใจกลางฝ่ามือ กระจายไปยังเส้นชีพจรทั่วร่าง มิหนำซ้ำยิ่งมายิ่งเร่งร้อน ยิ่งมายิ่งเย็นเยือก

หนังสือแนะนำ

Special Deal