บทที่ 5 มหานครหลอมดาบ

จี้คงโส่วกับหานซิ่นรู้สึกกระจ่างจ้าที่เบื้องหน้าสายตา คล้ายกับเห็นแสงอาทิตย์ลำหนึ่งสาดทะลุเมฆหนาทึบออกมา ให้ความรู้สึกที่แสบเคืองตา คนทั้งสองล้วนใจสั่นสะท้าน ถอยกายไปอีกสองก้าว

    รอจนความรู้สึกที่ขวัญสั่นวิญญาณสะท้านค่อยสงบลง ทั้งสองเพ่งตามองดูใหม่ เห็นตัวดาบซึ่งก่อนหน้านี้ดำมะเมื่อม ไม่มีอันใดสะดุดตา ยามนี้กลับสาดแสงเจิดจ้า เปล่งประกายเย็นเยียบออกมา

    “ดาบที่ดี”

    จี้คงโส่วกับหานซิ่นร้องชมเชยออกมาราวกับนัดกันไว้ ทั้งสองคลุกคลีในตลาดร้านถิ่นตั้งแต่เล็ก มิใช่คนที่ขวัญอ่อน แต่พอพบพานดาบยาวซึ่งเพิ่งหลอมตีสำเร็จ กลับถูกสะกดคุกคามจนแทบหายใจไม่ออก

    ชายชราตาทอประกายแวววาว จ้องจับที่ดาบยาวในมือ คล้ายไม่ได้ยินเสียงร้องชมเชยของคนทั้งสอง พลันสูดลมหายใจลึกๆ คำหนึ่ง ขยับแขนขวาเล็กน้อย ประกายดาบวูบขึ้นแวบหนึ่ง กลับกรีดนิ้วชี้ข้างซ้ายของตัวเองเป็นบาดแผลโลหิตสายหนึ่ง

    โลหิตผนึกตัวราวหยดน้ำค้าง ไหลซึมออกมาช้าๆ ชายชราไม่รู้สึกเจ็บปวดแม้แต่น้อย ดวงตาทอแววลุ่มหลงงมงายชนิดหนึ่ง หยดเม็ดโลหิตลงบนตัวดาบอย่างระมัดระวัง

    เสียงซี่พร้อมกับหมอกโลหิตคละคลุ้ง แฝงกลิ่นคาวเลือด พอลอยขึ้นฟ้าก็จางหายไป แต่บนตัวดาบที่ขาวแวววาว กลับเพิ่มรอยเลือดราวหยดน้ำตาสองหยด ไม่ลบเลือนหาย บันดาลให้ผู้พบเห็นเกิดความรู้สึกสวยงามอย่างโศกซึ้งชนิดหนึ่ง

    ชายชรานั้นลูบคลำรอยเลือดบนตัวดาบ เอื้อนเอ่ยว่า “ผู้กล้าสร้างกิจการ ดาบวิเศษดื่มโลหิต สิบก้าวฆ่าคนหนึ่ง เห็นชีวิตดั่งพลัดพราก พลัดพราก พลัดพราก เรียกว่าหลีเปี๋ยเตา (ดาบพลัดพราก) เถอะ”

    จี้คงโส่วรับฟังจนเลือดลมพลุ่งพล่าน เห็นว่าผู้คนถือกำเนิดเกิดมา สมควรกระทำการระบือลือลั่น อย่าเพิ่งบอกว่าเพื่อสรรพชีวิต เพื่อราษฎรทั้งแผ่นดิน มาตรว่าเพียงเพื่อเทพลักขโมย และเพื่อตนเอง ก็ควรต่อสู้บากบั่นสักครา

    มันกลอกตาตลบหนึ่งมองดูอาวุธที่เรียงรายอยู่บนแคร่ภายในร้าน สุดท้ายหยุดนิ่งที่ดาบวิเศษในมือชายชรา ครุ่นคิดขึ้น ‘ไม่เปรียบเทียบไม่ล่วงรู้ พอเปรียบเทียบรู้เหลื่อมล้ำ หากนำอาวุธภายในร้านมาเปรียบกับดาบเล่มนี้ แทบเป็นกองมูลฝอยที่หาประโยชน์ไม่ได้ หากเราสามารถถือครองมัน สมควรรักษาชีวิตไว้ได้’ ดังนั้นคำนับอย่างนอบน้อม กล่าวว่า “เหล่าซือฟู่ (คำยกย่องผู้มีศิลปวิชาสูงอายุ) ข้าพเจ้าขอคารวะแล้ว”

    ชายชรานั้นคล้ายเพิ่งพบว่าที่ข้างกายมีผู้คนสองคน จึงเบือนสายตาจากดาบวิเศษ สำรวจมองคนทั้งสองเที่ยวหนึ่ง กล่าวว่า “พวกท่านกำลังกล่าววาจากับเราผู้เฒ่าหรือ?”

    จี้คงโส่วเห็นมันมีสีหน้าอ่อนโยนลง จึงรีบบอกจุดประสงค์การมาว่า “ถูกแล้ว พวกเราเป็นคนต่างถิ่น ครั้งนี้เดินทางผ่านมา ต้องการอาวุธป้องกันตัว ไม่ทราบเหล่าซือฟู่ยอมตัดใจยกดาบวิเศษในมือให้หรือไม่?”

    ชายชรานั้นไม่ตอบตกลงหรือปฏิเสธ ย้อนถามว่า “ในสายตาพวกท่าน ดาบของเราผู้เฒ่าเล่มนี้เป็นอย่างไร?”

    จี้คงโส่วเห็นสีหน้ามันปรากฏแววภาคภูมิเฉกลักษณะของนักหลอมอาวุธผู้หนึ่งสร้างผลงานชิ้นเยี่ยมออกมา จึงชมเชยว่า “ดาบเล่มนี้เป็นดาบที่ดี เชื่อว่าต่อให้เป็นคุรุหลอมอาวุธที่ร่ำลือกันทั้งสามก็มีฝีมือเพียงนี้เท่านั้น”

     ชายชรานั้นหัวร่อฮาฮา วกสายตากลับมาที่ดาบวิเศษ กล่าวว่า “ดาบแม้เป็นดาบดี แต่ไม่แน่ว่าเป็นศัตราวุธที่คมกล้าที่สุด ซึ่งความจริงไม่ว่ายอดศัตราใดไม่สำคัญ ประการสำคัญขึ้นอยู่กับผู้ใช้ หากเป็นชนชั้นยอดฝีมือ เพียงปลิดบุปผาซัดใบไม้ ก็สามารถทำร้าย หากอยู่ในมือคนธรรม ต่อให้เป็นอาวุธวิเศษก็เป็นเครื่องมือหั่นผักฆ่าสุนัข”

    น้ำเสียงแสดงว่าไม่เห็นจี้คงโส่วกับหานซิ่นอยู่ในสายตา จี้คงโส่วกับหานซิ่นล้วนฟังออก สีหน้าปรากฏแววผิดหวังขึ้น

    ชายชรานั้นเห็นเช่นนั้นไม่อาจหักใจได้ กล่าวว่า “หากพวกท่านต้องการดาบ ลองเลือกจากภายในร้านสักเล่มหนึ่ง เราผู้เฒ่ารับรองว่าอาวุธภายในร้านต่อให้เลวกว่านี้ ยังเหนือกว่าของร้านอาวุธทั่วไปขั้นหนึ่ง”

    จี้คงโส่วไม่ยินยอมพร้อมใจ กล่าวว่า “เหตุใดเหล่าซือฟู่ไม่ยอมตัดใจยกดาบวิเศษในมือให้?”

    ชายชรานั้นสั่นศีรษะกล่าวว่า “มิใช่เราผู้เฒ่าไม่ยอมตัดใจยกให้ หากทว่าดาบวิเศษนี้มีเจ้าของแล้ว เราผู้เฒ่าเวลาสามปีหลอมสร้างดาบเล่มนี้เพื่อรอวันส่งมอบต่อเจ้าของดาบกับมือ”

    จี้คงโส่วยามอับจนปัญญา ได้แต่ชักชวนหานซิ่นเข้าร้านหยิบฉวยดาบมาเล่มหนึ่ง ไม่ทันพิจารณาดูก็ได้ยินเสียงฝีเท้าผู้คนเร่งร้อนดังมา

    จี้คงโส่วใจหายวูบ ชะโงกศีรษะมองดู เห็นที่นอกตรอกปรากฏแสงคบไฟลุกโชน แสดงว่าคนของสำนักพุ่มบุปผาล่วงรู้แผนจัก๊กจั่นทองลอกคราบของจี้คงโส่ว ทุ่มกำลังออกติดตาม

    หานซิ่นร้องโพล่งว่า “แย่แล้ว พวกเราเอาแต่ซื้อหาดาบ ลืมเลือนว่าตกอยู่ในห้วงอันตราย”

    จี้คงโส่วหยิบฉวยดาบวิ่งออกไป วิ่งไปไม่กี่ก้าว ได้ยินที่นอกตรอกบังเกิดเสียงคนดังใกล้มา ลังไล่ติดตามอึดปากตรอกไว้แล้ว

    “อยู่ที่นี้เอง พวกท่านดู ที่นี้ทิ้งเสื้อกระโปรงอยู่สองชุด”

    สุ้มเสียงหนึ่งร้องบอกออกมา จากนั้นเป็นเสียงฝีเท้าผู้คนวิ่งมาตามพื้นหินเขียวภายในตรอกอย่างเร่งร้อน

    จี้คงโส่วทราบว่าตนเองชะล่าใจ กลับทิ้งพิรุธเอาไว้ ดังนั้นหมุนตัววิ่งกลับเข้าร้านอาวุธ กล่าวอย่างร้อนรุ่มว่า “เหล่าซือฟู่ ไม่ทราบอนุญาตให้พวกเราหลบซ่อนตัวสักคราหรือไม่?”

    ชายชรานั้นมองดูความเคลื่อนไหวของจี้คงโส่ว ดวงตาทอแววตื่นเต้นสงสัยแวบหนึ่ง รอจนจี้คงโส่ววิ่งถึงเบื้องหน้า จึงกล่าว “คนเหล่านี้เพียงเป็นชนชั้นลิ่วล้อของสำนักพุ่มบุปผา ท่านไยต้องเกรงกลัวพวกมัน?”

    มันเพียงฟังจากเสียงฝีเท้าของผู้มาก็คำนวณพลังฝีมือฝ่ายตรงข้ามออกได้ จี้คงโส่วพลันฉุกใจคิด ที่แท้ชายชราแต่งกายซอมซ่อเบื้องหน้ากลับเป็นยอดฝีมืองำประกายมิดชิด ดังนั้นกล่าวว่า “เหล่าซือฟู่รู้จักสำนักพุ่มบุปผาหรอกหรือ?”

    ชายชรานั้นยิ้มเล็กน้อยกล่าวว่า “สำนักพุ่มบุปผาจัดอยู่ในเจ็ดพรรคเจียงไหว นอกจากเจ้าสำนักนามมอกันกับก่วนซื่อ (ผู้ดูแลเรื่องราว) อีกหลายคนที่พอมีฝีมืออยู่บ้างแล้ว อื่นๆ ล้วนเป็นชนชั้นกเฬวราก พวกท่านไม่ต้องกลัว เราผู้เฒ่ามีคำพูดประโยคหนึ่งคิดถามท่าน ขอให้ท่านตอบตามความสัตย์”

    จี้คงโส่วงงงันวูบหนึ่ง จึงกล่าว “เหล่าซือฟู่เชิญถามได้”

    ชยชรานั้นตาทอประกายวูบหนึ่ง เพ่งตาจ้องจับบนใบหน้าจี้คงโส่ว กล่าวว่า “ท่านคือจี้คงโส่วแห่งเมืองไหวอินหรือ?”

    จี้คงโส่วไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายไฉนถามเช่นนี้ ที่น่าประหลาดใจคือ ตนเองเพียงเป็นอันธพาลน้อยที่ร่อนเร่อยู่ข้างถนนผู้หนึ่ง ชายชราผู้นี้ทราบชื่อตนเองได้อย่างไร ยามรีบร้อนแม้ไม่ทราบว่าเป็นโชคหรือเคราะห์ ยังกัดฟันตอบว่า “ถูกแล้ว ข้าพเจ้าคือจี้คงโส่ว”

    ใบหน้าชายชรานั้นปรากฏรอยยิ้มอันอ่อนโยนขึ้น กล่าวว่า “เราผู้เฒ่าเซียนหยวนจื่อ เป็นสหายของเทพลักขโมยติงเหิง”

    จี้คงโส่วทั้งแตกตื่นทั้งยินดี ที่แตกตื่นคือมันไม่เคยได้ยินเทพลักขโมยเอ่ยถึงชื่อเซียนหยวนจื่อ ที่ยินดีคือเซียนหยวนจื่อเมื่อเป็นสหายของเทพลักขโมย ทั้งทราบชื่อของตนเอง ยามนี้มันถูกศัตรูตามล่า อีกฝ่ายคงไม่นิ่งดูดายแล้ว

    หานซิ่นคิดไม่ถึงว่าเรื่องราวเปลี่ยนพลิกเช่นนี้ สร้างความลิงโลดลืมตัว ยื่นมือตบไหล่ของเซียนหยวนจื่อ

    มือของมันเพิ่งกระทบถูกหัวไหล่เซียนหยวนจื่อ รู้สึกมีพลังขุมหนึ่งกระแทกสะท้อนกลับมา ต้องร้องโอยคำหนึ่ง แทบผงะหงายเท้าชี้ฟ้า

    จี้คงโส่วแลบลิ้นด้วยความตระหนก ไม่แตกตื่นลนลานราวสุนัขสูญเสียเจ้าของเช่นตอนแรกอีก หวนนึกถึงเซียนหยวนจื่อเมื่อกางปีกปกป้องตนเองสมควรรอดจากชะตากกรรมได้

    ยามนั้นแว่วเสียงม้าร้องก้อง เสียงฝีเท้าม้าเร่งร้อน สามคนสามม้าเผ่นโผนเข้าตรอกดุจสายลม คนบนหลังม้ารั้งดึงสายบังเหียน ม้าพ่วงพียกขาหน้าขึ้น หยุดนิ่งที่หน้าร้านอาวุธ เรียงรายเป็นแถวเดียว

    จากนั้นปรากฏแสงคบไฟสว่างวูบวาบ ชายฉกรรจ์ถือดาบควงกระบองหลายสิบคนฮือเข้าตรอกมา กระจายกำลังรายล้อมไว้

    เซียนหยวนจื่อคล้ายมองไม่เห็น เพียงจับจ้องมองจี้คงโส่วอย่างลึกซึ้ง ถามว่า “ติงเหิงเล่า?”

    มันความจริงไม่คิดถาม แต่ก็ทราบว่าหากไม่เกิดเรื่องขึ้น เทพลักขโมยติงเหิงคงไม่ปล่อยให้จี้คงโส่วออกจากเมืองไหวอิน

    จี้คงโส่วขอบตาแดงก่ำไม่ตอบคำ เพียงก้มศีรษะลง สีหน้าของมันเท่ากับบ่งบอกทุกสิ่ง

    เซียนหยวนจื่อหน้าขาวซีดไร้สีเลือด มือที่ถือกระบี่สั่นระริก แสดงว่าตกอยู่ในห้วงความเศร้าโศก จากนั้นกระชับดาบพลัดพรากในมือ เดินช้าๆ ออกจากร้าน เดินไปหลายก้าวพลันเหลียวหน้ามากล่าวว่า “เราที่จดจำท่านออก มิใช่เพราะพวกเราเคยพบหน้า หากแต่ท่าร่างของท่านมีเงาของท่าเท้าว่างเปล่า ยังมีเมื่อหนึ่งปีก่อนติงเหิงแวะมาที่นี้ ได้เอ่ยถึงท่าน เราเชื่อมั่นว่าติงเหิงดูคนไม่ผิด ดังนั้นหากเราตกตาย ท่านจะเป็นเจ้าของดาบพลัดพราก”

    กล่าวจบ คนเดินถึงเบื้องหน้าของม้าห่างประมาณหนึ่งวา พลันยืนหยัดดุจขุนเขา ดาบถือมั่นกับมือ ปรากฏรังสีการฆ่าฟันแผ่ซ่านออก

    คนบนหลังม้าใจสะท้าน คล้ายรู้สึกถึงพลังกดดันของเซียนหยวนจื่อ คิดไม่ถึงว่าในเมืองน้อยฟ่งอู่มียอดฝีมือเช่นนี้อาศัยอยู่

    เซียนหยวนจื่อพอเอ่ยปากก็กล่าวว่า “จูจื่อเอิน หลี่จวิน เซี่ยหมิง สามผู้ดูแลเรื่องราวสำนักพุ่มบุปผาให้เกียรติมายังร้านเรา ใช่คิดอุดหนุนร้านเรา หรือคิดรื้อถอนร้านรวง?”

    จูจื่อเอิน หลี่จวินและเซี่ยหมิงเป็นยอดฝีมือในสำนักพุ่มบุปผา ล้วนมีชื่อเสียงในยุทธจักร แต่ฟังจากน้ำเสียงเซียนหยวนจื่อ คล้ายไม่เห็นพวกมันอยู่ในสายตา จึงลอบตื่นตัวขึ้น เป็นจูจื่อเอินประสานมือกล่าวว่า “มิกล้า การมาของเราครั้งนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้อาวุโส เพียงแต่มาเพราะเด็กน้อยที่อยู่ภายในร้านผู้อาวุโสทั้งสอง”

    เซียนหยวนจื่อแค่นเสียงอย่างเย็นชา กล่าวว่า “ผู้ใดว่าพวกมันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรา? พวกมันอยู่ในร้านเรา ถือเป็นผู้มีอุปการะคุณของเราเซียนหยวนจื่อ ตราบใดที่พวกมันไม่ก้าวออกจากร้านเรา ห้ามมิให้ผู้ใดแตะต้องพวกมัน”

    จูจื่อเอินบังเกิดความตื่นตระหนกขึ้นมา หากมิใช่ได้ยินกับหู แทบไม่เชื่อว่าชายชราหลังค่อมผอมซูบเบื้องหน้านี้เป็นหนึ่งในสามมหาคุรุหลอมอาวุธแห่งยุค...เซียนหยวนจื่อ

    ควรทราบว่าชาวยุทธจักรใช้ชีวิตหลั่งเลือดเลียคมดาบ มาตรว่าบางครั้งโอ่อ่าภูมิฐาน แต่ไม่ทราบว่าพรุ่งนี้จะประสบอันตรายใด ดังนั้นความฝันอันยิ่งใหญ่ของพวกมันคือสามารถครอบครองยอดศัสตราวุธสักเล่มหนึ่ง ทั้งใช้ป้องกันตัว และใช้สังหารศัตรู ดังนั้นนักหลอมอาวุธที่โดดเด่นจะได้รับความเคารพจากชาวยุทธจักร โดยเฉพาะเซียนหยวนจื่อโดดเด่นเหนือใคร คิดไม่ถึงว่าจะซ่อนตัวอยู่ในร้านอาวุธของเมืองน้อยฟ่งอู่

    จูจื่อเอินถามย้ำว่า “ผู้อาวุโสคือเซียนหยวนจื่อแห่งภูเขาฝานซัน?”

    เซียนหยวนจื่อกล่าวด้วยความถือดีว่า “หรือในยุทธจักรมีเซียนหยวนจื่อมากกว่าหนึ่งคน?”

    จู่จื่อเอินสบตากับหลี่จวินและเซี่ยหมิงแวบหนึ่ง พวกมันแม้มีกำลังพวกมาก แต่เซียนหยวนจื่อเป็นคู่มือที่ไม่อาจดูแคลนได้ จึงกัดฟันกล่าวว่า “หากผู้อาวุโสเห็นว่าพวกเรามาขัดลาภของท่านจริงๆ ก็เสนอราคามา เราซื้ออาวุธทั้งหมดในที่นี้ อย่างนั้นผู้อาวุโสคงไม่สร้างความลำบากแก่พวกเรากระมัง?”

    เซียนหยวนจื่อกล่าวคำ “ประเสริฐ” กล่าวอย่างขึงขังว่า “ขอเพียงท่านจ่ายมาสามสิบแปดหมื่นเก้าพันสองร้อยตำลึง เราจะสะบัดก้นจากไป”

    จู่จื่อเอินหน้าเคร่งเครียดลง กล่าวว่า “ที่แท้ผู้อาวุโสจงใจหยอกล้อเรา” กล่าวพลางเลื่อนมือแตะหอกสั้นซึ่งเสียบอยู่ที่หว่างเอว

    เซียนหยวนจื่อหัวร่อฮาฮากล่าวว่า “ท่านยกตัวเองสูงเกินไปแล้ว” พลางรั้งดาบวิเศษในมือขึ้นเล็กน้อย ประกายดาบก็สะท้อนแสงไฟส่องต้องใบหน้าจูจื่อเอิน กล่าวถามว่า “ท่านทราบหรือไม่ว่าดาบนี้ตีจากวัตถุใด?”

    จู่จื่อเอินทราบว่าหากลงมือโดยผลีผลาม ไม่แน่ว่าจะได้ชัย จึงกล่าว “ขอถามรายละเอียด”

    เซียนหยวนจื่อกล่าวเสียงเนิบนาบว่า “ดาบนี้ตีจากเหล็กดำก้อนหนึ่ง อันว่าเหล็กดำอยู่ก้นทะเลตงไห่ (ทะเลบูรพา) ผู้คนทั่วไปยากจะได้เห็นสักครั้ง อย่าว่าแต่คิดครอบครอง เราใช้เวลาสามปี ทุ่มเทแรงกายแรงใจมากมาย จนบัดนี้ค่อยหลอมสร้างแล้วเสร็จ นึกดูพวกท่านทั้งสามช่างโชคดีนัก”

    จู่จื่อเอินกล่าวอย่างมึนงงสงสัยว่า “พวกเราโชคดีที่ใด?”

    เซียนหยวนจื่อตาทอประกายเย็นเยียบวูบหนึ่ง กล่าวว่า “โชคดีที่พวกท่านจะได้ทดสอบคมดาบดู”

    เสียงขาดคำ ปรากฏประกายสีขาวสายหนึ่งแวบขึ้นดุจสายฟ้า มันย่อตัวกวาดดาบออก คมดาบพอกวาดผ่าน ได้ยินเสียงม้าร้องควญคร่ำ ม้าพ่วงพีทั้งสามตัวทรุดฮวบลง จูจื่อเอินและพวกทั้งสามรีบพลิ้วกายลงจากหลังม้า ชักหอกสั้นออกถือมั่น รายล้อมเซียนหยวนจื่อเอาไว้

    ที่แท้เซียนหยวนจื่อที่กล่าววาจามากมายปานนี้เพียงเพื่อรบกวนสมาฑิของศัตรู จากนั้นฉวยโอกาสลงมือ กลับฟันขาม้าของฝ่ายตรงข้ามขาดหมดสิ้น เป็นม้าพ่วงพีนอนดิ้นรนกับพท้น เป็นสภาพที่สยดสยองนัก

    เซียนหยวนจื่อท่องยุทธจักรหลายสิบปี ในชีวิตชมชอบการต่อสู้ ยามนี้ถือดาบพลัดพรากกับมือยิ่งบังเกิดความฮึกเหิมอย่างเปี่ยมล้น พลันตวาดก้อง คมดาบกรีดเป็นเส้นสายอันสวยซึ้ง แผ่พุ่งประกายเย็นเยียบออก กลับไม่แปดเปื้อนคราบเลือดแม้แต่น้อย สมเป็นยอดศัตราวุธแห่งแผ่นดิน ซึ่งคือโลหิตไม่ทิ้งรอยบนตัวดาบ

    พริบตาที่มันใช้ดาบออก จู่จื่อเอิน หลี่จวิน และเซี่ยหมิงพากันขยับเคลื่อนกายเหยียบย่ำฝีเท้าที่ผิดแผก ผสานเป็นท่วงทำนองที่แปลกพิสดาร สะบัดกวัดแกว่งหอก กลับสลายท่าสังหารของเซียนหยวนจื่อไป

    เซียนหยวนจื่อพอฟันดาบล้มเหลวก็ถอนตัวล่าถอย ทั้งนี้เพราะมันดูออกว่าในศัตรูทั้งสาม นับเซี่ยหมิงอ่อนด้อยที่สุด ยามนี้เซี่ยหมิงพอดีเข้าสู่พื้นที่ช่องว่างทางด้านหลัง  ดังนั้นมุ่งเป้าจู่โจมไปที่เซี่ยหมิงเป็นลำดับแรก คมดาบตวัดย้อนกลับ เชือดใส่คอหอยของเซี่ยหมิง

    ดาบนี้รวดเร็วสุดเปรียบปาน เซี่ยหมิงขณะจะใช้หอกปิดป้อง คมดาบก็เสียดผ่านตัวหอก คุกคามถึงใบหน้ามัน สร้างความตื่นตระหนกแก่มันจนละทิ้งดาบ พร้อมกับเคลื่อนขวางไปทางซ้ายเจ็ดก้าว

    ดาบของเซียนหยวนจื่อนี้คิดบีบบังคับให้คู่มือทิ้งอาวุธ ย่อมไม่ละทิ้งโอกาสอันใด วกคมดาบกวาดใส่หว่างเอวของเซี่ยหมิง

    เห็นคมดาบของเซียนหยวนจื่อขณะจะฟันถูกหว่างเอวเซี่ยหมิง จูจื่อเอินก็ก้าวเท้ามาถึง ยื่นหอกออกต้านปะทะท่าจู่โจมอันเกรี้ยวกราดนี้เอาไว้

    เสียงตังดังสะท้าน จูจื่อเอินเซถอยไปด้านหลังหลายก้าว อ้าปากกระอักโลหิตคำหนึ่ง

    แสดงแน่ชัด พลังลมปราณของมันไม่เทียบเท่าเซียนหยวนจื่อ เมื่อปะทะหักหาญกัน หอกสั้นของมันไม่อาจต้านทานความคมกล้าของดาบพลัดพราก ปลายแหลมของหอกถูกฟันหักไป

    เซียนหยวนจื่อก็เผชิญกับคลื่นลมปราณกระแทกใส่จนเลือดลมพลุ่งพล่าน ส่ายร่างโงนเงนคราหนึ่ง พลันรู้สึกมีพลังการฆ่าฟันขุมหนึ่งคุกคามมาจากทางด้านหลัง

    ยามนี้พลังเก่าของมันใช้หมดสิ้น พลังใหม่ยังไม่ก่อเกิด ศัตรูเลือกช่วงเวลานี้จู่โจมทำร้าย แสดงว่ามีประสบการณ์ช่ำชองชำนาญ ได้แต่เบี่ยงตัวหลบเลี่ยง

    เซียนหยวนจื่อต้องการเวลาพักหายใจ ก็จะโคจรพลังฟื้นฟูเรี่ยวแรง แต่หลี่จวินเห็นซึ้งถึงข้อนี้ ควงหอกสั้นเป็นเงาหอกเต็มท้องฟ้า จู่โจมโหมใส่โดยไม่เปิดกาสให้ฝ่ายตรงข้ามหอบหายใจ

    เซียนหยวนจื่อยามอับจนปัญญาพลันตวาดคำหนึ่ง หยุดร่างเอาไว้ ขยับยกแขนคราหนึ่งกลับหนีบหอกสั้นอยู่ใต้ซอกแขน

    หอกสั้นซึ่งมีความยาวห้าเชียะถูกสะกดเอาไว้ คมหอกกรีดใส่ใต้ซอกแขนเซียนหยวนจื่อเป็นบาดแผลโลหิตยาวหนึ่งเชียะสายหนึ่ง

    หลี่จวินคิดไม่ถึงว่าเซียนหยวนจื่อใช้วิธีการนี้คลี่คลายสภาวะจู่โจมของมัน ยามนี้ทั้งสองห่างกันเพียงเชียะเศษ สายตาทั้งสี่ข้างเผชิญพบกัน คล้ายประกายสายฟ้าสี่สายปะทะกัน

    เซียนหยวนจื่อเลิกคิ้วชี้ชัน เอ็นเขียวบนใบหน้าขึ้นโปน ฉกฉวยโอกาสที่การต่อสู้ชะงักงันชั่ววูบโคจรพลังฟื้นฟูพลังฝีมือ กวาดเท้าใส่หัวเข่าของหลี่จวิน

    ในสถานการณ์เช่นนี้ หลี่จวินไม่มีทางเลือกอื่นอีก ได้แต่ละทิ้งหอกล่าถอย

    เซียนหยวนจื่อคล้ายเสือดาวที่รับบาดเจ็บตัวหนึ่ง ตวัดดาบตีโต้ จูจื่อเอินและพวกทั้งสามได้แต่ล่าถอยกลับเส้นทางเมื่อขามา

    เซียนหยวนจื่อกลับไม่ยอมเลิกรา สืบเท้าตามติดเข้าหาทีละก้าว

    จี้คงโส่วกับหานซิ่นกระทั่งลมหายใจยังไม่กล้าระบายออกหลบซ่อนตัวอยู่หลังประตูร้าน ชมดูการต่อสู้ตั้งแต่ต้น เห็นเซียนหยวนจื่อหาญสู้ศัตรูซึ่งมีจำนวนมากกว่า จี้คงโส่วค่อยทราบว่า บางครั้งพลังฝีมือสูงต่ำไม่สำคัญ ประการสำคัญต้องกอปรด้วยความหาญกล้า เช่นเซียนหยวนจื่อในตอนนี้

    มาตรว่าการต่อสู้ดำเนินถึงขั้นนี้ เซียนหยวนจื่อยังมีเปรียบกว่า แต่ในใจจี้คงโส่วยังบังเกิดความหวาดหวั่นพรั่นพรึงอยู่หลายส่วน

    “หากเราตกตาย ท่านจะเป็นเจ้าของดาบพลัดพราก”

    นี่เป็นคำกล่าวของเซียนหยวนจื่อ เมื่อกระทบโสตจี้คงโส่ว ในใจบังเกิดลางสังหรณ์อันอัปมงคลขึ้น รู้สึกว่าคล้ายเป็นคำสั่งเสียอยู่บ้าง

    จี้คงโส่วทราบว่าความยุ่งยากที่ตนเองได้รับสืบเนื่องจากเต่าเหล็กดำ พริบตานั้นพลันบังเกิดปฏิภาณวูบหนึ่ง ‘ในเมื่อเต่าเหล็กดำมีความสำคัญถึงเพียงนี้ ในสายตาของสำนักพุ่มบุปผาย่อมเห็นว่ามีราคาค่างวดกว่าชีวิตน้อยๆ ของพวกเรา หากพวกมันหามันไม่พบ ย่อมไม่กล้าลงมือต่อพวกเรา อย่างนั้นเต่าเหล็กดำจะกลายเป็นยันต์ป้องกันตัวของพวกเรา’

    จี้คงโส่วรู้ซึ้งถึงจุดอ่อนในนิสัยใจคอของผู้คน ในเมื่อก่อนหน้านี้มีสุภาษิตว่า “ขว้างมุสิกเกรงภาชนะเสียหาย” อย่างนั้นสำนักพุ่มบุปผาต้องชั่งน้ำหนักระหว่างเต่าหล็กดำกับชีวิตพวกมัน เห็นว่าสิ่งใดสำคัญกว่ากัน

    จี้คงโส่วสำรวจดูร้านอาวุธ ใช้มุมมองที่แตกต่างนึกหาตำแหน่งที่สุด สุดท้ายสายตาจ้องจับที่เครื่องสูบลมข้างเตาไฟนั้น

    มันลอบยินดี คืบคลานเข้าไปเคลื่อนย้ายเครื่องสูบลมมาที่แท่นยกพื้นของเตาไฟ ขณะจะซ่อนเต่าเหล็กดำไว้ภายใน ที่นอกร้านพลันบังเกิดเสียงตวาดคำ “ฆ่า...” ของเซียนหยวนจื่อดังขึ้น

    จี้คงโส่วสะท้านขึ้นด้วยความตระหนก เต่าเหล็กดำทั้งสองตัวหลุดจากมือ ร่วงหล่นลงในเตาไฟอันร้อนแรง

    เซียนหยวนจื่อขยับเคลื่อนกาย ฟาดฟันดาบออก ดาบนี้หมายมั่นสังหาร ฟันใส่ศีรษะของจู่จื่อเอินและพวกทั้งสาม

    จูจื่อเอินและพวกล่าถอยไม่ชักช้า แต่ว่าดาบของเซียนหยวนจื่อยามนี้รวดเร็วกว่าที่พวกมันคาดคิดไว้ ยามรีบร้อนคับขัน หลี่จวินรับหอกสั้นครึ่งท่อนจากจูจื่อเอิน ต้านปะทะดาบนี้เอาไว้

    เสียงตังสะท้านแก้วหู หลี่จวินเซตึงตึงตึงถอยไปสามก้าว แทบไม่อาจต้านทานรับพลังกดดันที่เซียนหยวนจื่อแฝงมากับดาบ หอกสั้นในมือก็ถูกดาบพลัดพรากฟันหักไปอีกท่อนหนึ่ง คงเหลือเพียงหนึ่งเชียะ

    เซียนหยวนจื่อส่งเสียงหัวร่อประหลาดพิกล กล่าวว่า “ดูว่าท่านต้านรับเราได้สักกี่ดาบ?” ในเสียงกล่าวสถาวะดาบยิ่งรุนแรง ม้วนใสหลี่จวินราวลมคลุ้มฝนคลั่ง

    หลี่จวินถอยกายไปอีกสามก้าว จากนั้นไม่ล่าถอยอีก ควงหอกสั้นในมือเข้าปะทะ

    ดาบและหอกปะทะกันตังตัง หนึ่งรุกหนึ่งรับ หักล้างกันสี่กระบวนท่า

    ไม่ว่าผู้ใดก็ดูออกว่าหลี่จวินมิใช่คู่มือของเซียนหยวนจื่อ ยิ่งไม่อาจต้านทานความคมกล้าของดาบพลัดพราก เห็นมันกระอักโลหิตสองคำ หอกสั้นเหลือเพียงส่วนที่ถืออยู่กับมือ หลังจากนี้คงต้องสู้ด้วยมือเปล่าแล้ว

    เซียนหยวนจื่อบังเกิดความเคลือบแคลงสงสัยต่อความแข็งกร้าวของหลี่จวิน หลี่จวินความจริงไม่ต้องยืนหยัดกับที่ ที่ด้านหลังมันยังมีพื้นที่ช่องว่าง ยังสามารถล่าถอยได้

    ปมปัญหาประการหนึ่งผ่านเข้ามาในห้วงสมองของเซียนหยวนจื่อ พร้อมกันนั้นค้นพบรอยยิ้มอันชั่วร้ายบนใบหน้าของหลี่จวิน

    รอยยิ้มเช่นนี้จะปรากฏขึ้นเมื่อคนผู้หนึ่งดำเนินแผนการลุล่วง

    หัวใจของเซียนหยวนจื่อตกวูบลง ทั้งนี้เพราะมันรู้สึกถึงรังสีการฆ่าฟันขุมหนึ่งคุกคามจากด้านหลัง

    เสียงแตกทำลายเสียงหนึ่งดังขึ้นที่ด้านหลัง ผนังไม้ชั้นหนึ่งแตกแยกออกเป็นช่อง ท่ามกลางเศษไม้ปลิวเวียนว่อน หอกยาวเล่มหนึ่งทิ่มแทงออกมาดุจมังกรร้าย

    “ม่อกัน”

    เซียนหยวนจื่อคำนวณศักดิ์ฐานะของผู้มาออก ทั้งทราบว่าตนเองพลัดตกหลุมพรางของเจ้าสำนักพุ่มบุปผาม่อกัน ซึ่งความจริงเจ้าสำนักพุ่มบุปผามาถึงแต่แรก เพียงใช้ให้จูจื่อเอินและพวกทั้งสามเป็นเหยื่อล่อ จากนั้นมันซ่อนตัวในเงามืด รอโอกาสจู่โจมลงมือ

    สำนักพุ่มบุผาจัดอยู่ในเจ็ดพรรคเจียงไหว เท่ากับบ่งบอกถึงขีดความสามารถของเจ้าสำนักพุ่มบุปผาม่อกัน หากเป็นยามปรกติ เซียนหยวนจื่อไม่แน่ว่าจะเอาชนะฝ่ายตรงข้ามได้ อย่าว่าแต่ตอนนี้ตนเองอยู่ในที่เปิดเผย เจ้าสำนักพุ่มบุปผาซุ่มอยู่ในที่มืด สุขสบายแทนลำบาก ลงมือโดยไม่คาดหมาย เซียนหยวนจื่อย่อมยากหลบรอดจากการลอบสังหารครั้งนี้

    ยามคับขันถึงขีดสุด เซียนหยวนจื่อรีบเกร็งกำลังทั่วร่าง เคลื่อนตัวจากซ้ายไปขวาแปดนิ้ว และรวมกำลังที่หัวไหล่ เพิ่งเคลื่อนย้ายตำแหน่ง หอกยาวก็เฉียดผ่านข้างลำคอมัน ปักฉึกใส่ไหล่ขวาของมัน

    เซียนหยวนจื่อยามปวดแปลบอย่างรุนแรง กลับกระตุ้นพลังซ่อนเร้นภายในกายขึ้น สะบัดฟาดฟันดาบต้านทานสภาวะจู่โจมของเจ้าสำนักพุ่มบุปผาไว้ ขณะเดียวกัน พุ่งถอยไปสามวาค่อยหยุดยั้งยืนหยัด

    มันช้อนตาขึ้น เห็นชายชราร่างอ้วนเตี้ยผู้หนึ่งถือหอกยาว สวมใส่เสื้อผ้าเลิศหรู ใบหน้าอวบอ้วนสมบูรณ์ ดูเผินๆ ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่ยึดถือมันเป็นเจ้าสำนักพุ่มบุปผาม่อกัน เพียงแต่ในดวงตาเล็กหยีของมันสาดประกายเย็นเยียบ ค่อยแสดงออกถึงอำนาจบารมีของหัวหน้าค่ายพรรคหนึ่ง

    พริบตานั้นภายในตรอกกลับกลายเป็นเงียบสงัดงัน มีแต่เสียงเปลวไฟภายในเตาของร้านอาวุธแตกปะทุออกมา

    แน่นอน นอกจากจี้คงโส่วกับหานซิ่นแล้ว ไม่มีผู้ใดสนใจเรื่องปลีกย่อยนี้ บุคคลอื่นล้วนเพ่งตาจ้องจับบนร่างเซียนหยวนจื่อกับเจ้าสำนักพุ่มบุปผาเป็นจุดเดียว

    จี้คงโส่วลอบคร่ำครวญในใจว่าจบสิ้นแล้ว พริบตาที่เต่าเหล็กดำร่วงหล่นลงในเตาไฟ หัวใจของเขาคล้ายตกวูบลงสู่ก้นหุบเหว ความรู้สึกที่อับจนปัญญาและสิ้นหวังคล้ายไม่มีที่สิ้นสุด

    หรือว่านี่เป็นชะตา?

    หรือว่าตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการช่วงชิงทางโลก?

หนังสือแนะนำ

Special Deal