บทที่ 4 ของล้ำค่าเปลี่ยนเจ้าของ (หน้า 2)

นี่นับเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาด และเป็นเคล็ดลับที่มันรักษาชื่อเสียงไว้ไม่เสื่อมคลาย เพียงแต่คราครั้งนี้มันรับการว่าจ้างจากหัวหน้าพรรคเฉาปาง ไม่ได้ถามไถ่เป้าหมายให้แน่ชัด เพราะมันเห็นว่าไม่ว่าเป็นโจรลักขโมยอันใด ยากจะรอดชีวิตจากคมหอกมัน

    แต่ว่าเทพลักขโมยมีข้อยกเว้น มันมิเพียงเป็นโจรลักขโมย ทั้งยังเป็นเทพในหมู่โจรลักขโมย ดังนั้นเงาปีศาจตกลงใจจับตาดูเหตุการณ์ ไม่ลงมือโดยผลีผลาม

    ความจริงพิสูจน์ว่ามันคำนวณถูกต้อง ความสูงส่งของฝีมือเทพลักขโมย ยังอยู่เหนือความคาดหมายของมัน แต่ถึงแม้ว่าเงาปีศาจจะเบิ่งตาดูหัวหน้าพรรคเฉาปางตกตาย หากแต่มิใช่หมายความว่ามันจะเลิกล้มปฏิบัติการ นักฆ่าผู้หนึ่งต้องมีค่าความเชื่อถือ

    ดังนั้นมันสะกดอดกลั้น รอคอยกำลังหนุนมาถึง นี่เป็นครั้งแรกที่มันต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากผู้อื่นเพื่อบรรลุแผนลอบสังหาร เช่นนี้มันค่อยมั่นใจว่าจะปลิดปลงสังหารเทพลักขโมยโดยไม่ผิดพลาด

    ในยามนั้น สุดทางของถนนยาวพลันบังเกิดเสียงฝีเท้าม้าดังมา มาตรว่ายังอยู่ห่างไกล แต่พอกระทบโสตเงาปีศาจ พลันสะกิดความคิดฆ่าฟันของมันขึ้นมา

    รถม้าคันหนึ่งผ่านเข้าสู่คลองจักษุของมัน บนถนนยาวบังเกิดเสียงสะท้อนของเกือกม้ากับล้อรถ ทำให้ในอากาศที่ไหลเวียนแฝงรังสีการฆ่าฟันชนิดหนึ่ง

    รังสีการฆ่าฟันอ่อนจางยิ่ง อ่อนจางจนผู้คนแทบไม่รู้สึกสำนึก แต่เงาปีศาจรู้สึกถึงการอยู่ของมัน สายตาของมันจ้องจับที่รถม้าซึ่งไร้คนขับขี่ คล้ายกับจะมองทะลุผ้าม่านหน้ารถเข้าไป สังเกตดูสีหน้าของเทพลักขโมยภายในรถ

    มันคำนวณแน่ว่าในรถคือเทพลักขโมยติงเหิง แต่ว่ามันไม่แตกตื่นไม่ยินดี กลับเยือกเย็นกว่าเดิม จับตาดูรถม้าที่เคลื่อนใกล้เข้ามาทุกขณะ

    สิบวา ห้าวา สามวา...

    ยามนั้นม่านรถพลันม้วนตลบขึ้นทั้งที่ปราศจากลมโชย ในที่สุดเงาปีศาจเห็นใบหน้าของเทพลักขโมยซึ่งนั่งอยู่ในรถ

    เงาปีศาจสูดลมหายใจลึกๆ คำหนึ่ง ในที่สุดเคลื่อนไหวแล้ว

    หอกยาวแหวกฝ่าอากาศ พุ่งผ่านถนนยาวออกไป ระยะห่างสามวาเป็นช่วงระยะที่เหมาะกับการใช้หอกยาวบุกจู่โจมที่สุด ท่าโถมแทงของเงาปีศาจครั้งนี้หมายมั่นว่าต้องฆ่าให้จงได้

    พริบตาที่มันคุกคามเข้าใกล้รถม้าในรัศมีเจ็ดเชียะ หัวใจมันพลันตกวูบลง บังเกิดความตื่นตัวขึ้น

    เสียงระเบิดกึกก้องดังจากใต้รถม้า ท่ามกลางเศษไม้ปลิวเวียนว่อน เงาร่างสายหนึ่งสาดพุ่งออกจากใต้ท้องรถ เงาปีศาจขณะจะล่าถอย รู้สึกลำคอตึงวูบ จากนั้นได้ยินเสียงกระดูกหัก ที่ผ่านเข้าสู่คลองจักษุฉากสุดท้ายคือแววตาที่เวทนาของเทพลักขโมย

    เทพลักขโมยค่อยๆ คลายมือจากลำคอเงาปีศาจ พริบตาที่ซากศพของฝ่ายตรงข้ามล้มครืนลง มันกลับทอดถอนใจคำหนึ่ง

    พันตำลึงทองฆ่าหนึ่งคน ไม่ขอกลับไปด้วยมือเปล่า เงาปีศาจไม่ได้เสียสัจจะ มันน้อยครั้งจะใช้ชีวิตตัวเองยืนยันค่าควรเชื่อถือของตัวเอง นี่ไม่ทราบเป็นเรื่องน่าเศร้าหรือน่าหัวร่อ

    เงาปีศาจเผยอยิ้มอย่างขมขื่น พริบตานี้มันค่อยทราบว่าเทพลักขโมยมิเพียงถนัดในการลักขโมยยังถนัดในการฆ่าคน

    จิตใจของเทพลักขโมยมิเพียงไม่ผ่อนคลาย ตรงกันข้ามกลับหนักอึ้งกว่าเดิม พริบตาที่มันคลายมือจากเงาปีศาจ พลันเห็นเงาดำคลุมหน้าสามสายดาหน้าออกจากความมืด

    หากว่าเงาปีศาจมีญาณรับรู้ คงต้องสำนึกเสียใจ สำนึกเสียใจที่ไม่ควรชิงลงมือ มันความจริงเข้าใจว่ามันพอลงมือ ผู้คนที่นัดหมายไว้จะลงมือช่วยเหลือ แต่ว่ามันประเมินเทพลักขโมยต่ำทรามไป นึกไม่ถึงว่าเทพลักโขมยจะฆ่ามันจะกระบวนท่าเดียว

    แต่ว่าเทพลักขโมยกลับกระทำได้ พอลงมือก็ฆ่าเงาปีศาจ ทำให้พวกพ้องของมันทั้งสามคนกระทั่งโอกาสลงมือยังไม่มี นี่นับเป็นความเศร้าของเงาปีศาจอย่างแท้จริง

    โดยกระชั้นชิดติดกัน เทพลักขโมยพลันเลิกคิ้วขึ้น ชักดาบลงมือ

    ดาบน้ำคำนวณจังหวะเวลาเป็นมั่นเหมาะ ผสานกับตำแหน่งมุมอันแยบคาย ระดับความเร็วดุจสายฟ้า ทะลวงผ่านพื้นที่ช่องว่าง ชิงจู่โจมทำลายการผนึกกำลังกลุ้มรุมของฝ่ายตรงข้ามไป

    เทพลักขโมยก้าวเท้าด้วยท่าเท้าว่างเปล่า จู่โจมติดต่อกันสามดาบ พลังดาบคล้ายระลอกหนุนเนื่อง อากาศบนถนนยาวถึงกับถูกผนึกแข็งตัว

    คนร้ายที่คลุมหน้าทั้งสามล้วนคิดไม่ถึงว่าเทพลักขโมยจะใช้ดาบอย่างสมบูรณ์พร้อมถึงเพียงนี้ ดวงตาล้วนทอแววตื่นเต้นสงสัย พากันใช้อาวุธเข้าปะทะกับดาบ

    ในผู้คนทั้งสาม สองคนใช้กระบี่ คนหนึ่งใช้หอก อาวุธยาวสั้นผสานเกื้อหนุน โดยเฉพาะคนใช้หอก พานร่ายรำหอกยาวหนึ่งวาสองเชียะตีโต้กลับมา

    เทพลักขโมยตวาดก้อง ซัดดาบสั้นฝ่าอากาศเป็นประกายสีขาวสาหนึ่ง พอดีซัดถูกตัวหอก

    คนใช้หอกรู้สึกสะท้านที่ข้อมือ มันคิดไม่ถึงว่าเทพลักขโมยกลับกล้าละทิ้งดาบ ที่สร้างความตื่นตระหนกแก่มันยิ่งกว่าคือ ดาบสั้นที่ซัดพุ่งมาแฝงพลังอันกล้าแข็ง แล่นจู่โจมใส่มือที่ถือหอกของมัน ได้แต่คลายมือจากการถือหอก

    มาตรว่าทั้งสองต่างละทิ้งอาวุธ แต่ผลรับกลับแตกต่าง สิ่งที่เทพลักขโมยถนัดจัดเจนมิใช่ดาบ หากแต่เป็นมือเปล่า ยามนั้นรวบมือกำเป็นหมัด กระแทกใส่ทรวงอกศัตรู

    คนที่ใช้หอกรู้สึกมีพลังรูปเกลียวม้วนกระแทกถึง ได้แต่พุ่งถอยไป

    คนใช้กระบี่อีกสองคนเห็นผิดท่า สะบัดกระบี่จู่โจมมาจากทางซ้ายขวา

    เทพลักขโมยพลันกระทืบเท้า กระโดดลอยตัวขึ้น ส่งเสียงตวาดปานฟ้าร้อง ฝ่าไปในประกายกระบี่อย่างหักโหม

    คนทั้งสามสะท้านขึ้นคราหนึ่ง ปลิวลิ่วไปคนละทิศละทาง พร้อมกับห่าโลหิตเป็นฝูฝอย คนใช้กระบี่ทั้งสองถูกพลังหมัดของเทพลักขโมยกระแทกจนหัวใจขาดสะบั้นสิ้นใจตาย

    เทพลักขโมยก็หงายร่างตีลังกาออกไป รู้สึกมีเลือดลมพลุ่งพล่านปั่นป่วน ต้องอ้าปากกระอักโลหิตออกมา ซวนเซเสียหลักแทบล้มลง

    พลันปรากฏรังสีการฆ่าฟันขุมหนึ่งทะลักหนุนเนื่องมา มิเพียงเร่งร้อนรวดเร็ว ทั้งแฝงพลังเปี่ยมล้น เลือกจังหวะเวลาที่พลัวงเก่าของเทพลักขโมยใช้หมดสิ้น พลังใหม่ยังไม่ก่อเกิดขึ้น

    ผู้มาคือศัตรูที่ละทิ้งหอกนั้น มันเก็บหอกยาวขึ้นมาใหม่ จู่โจมลงมืออย่างสุดกำลัง

    เทพลักขโมยทราบว่าภายใต้สภาวะจู่โจมนี้ ไม่ว่ามันเลือกอย่างไร ต้องพบกับสภาพบาดเจ็บหรือตกตาย ดังนั้นฝืนใจรวมพลังลมปราณทั่วร่างที่ไหล่ซ้าย ค่อยบังคับร่างเคลื่อนขวาง ปล่อยให้ปลายหอกแทงทะลุไหล่ซ้ายไป

    เทพลักขโมยรู้สึกหัวไหล่เย็นวะวาบ จากนั้นเป็นอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรง ขู่คำรามว่า “ไปตายเถอะ” พลางตวัดเท้าเตะใส่ตำแหน่งหัวใจของศัตรู

    คนใช้หอกนั้นคิดไม่ถึงเทพลักขโมยเหี้ยมหาญเพียงนี้ ยามตื่นตระหนกเห็นเทพลักขโมยตวัดเท้าจากล่างขึ้นบน คิดหลบเลี่ยงก็ไม่ทันการณ์

    แต่ว่ามันก่อนตายแผดเสียงร้องคำหนึ่ง แผ่พุ่งพลังทั่วร่างผ่านตัวหอก แล่นจู่โจมเข้าสู่หัวไหล่เทพลักขโมย

    ภาพที่ชวนสะท้านขวัญฉากหนึ่งพลันปรากฏขึ้น ที่หัวไหล่เทพลักขโขมยแตกออกเป็นรูเล็กๆ หลายรุ โลหิตฉีดพุ่งดุจน้ำพุ ชโลมเสื้อผ้าจนแดงฉาน    

    แสดงแน่ชัด เทพลักขโยทุ่มเทกำลังทั่วร่างเตะออก ทำให้เส้นเลือดไม่อาจทนทานรับแรงกดดันจากภายนอก พลันแตกระเบิดออก คนใช้ออกนั้นพอเห็นภาพเหตุการณ์นี้ค่อยล้มลงสิ้นใจตาย

    โลหิตสดๆ ยังทะลักออกมาไม่ขาดสาย ใบหน้าเทพลักขโมยขาวซีดไร้สีเลือด หายใจอย่างหนักหน่วง สองเข่าอ่อนระทวย กระแทกนั่งลงกลางถนน

    “ท่านเป็นไรแล้ว?”

    จี้คงโส่วปลอมเป็นเทพลักขโมยนั่งอยู่ในรถม้ารีบมุดออกมา พอเห็นเช่นนั้นแตกตื่นจนหน้าถอดสี รีบเข้ามาประคองมันเอาไว้ หวาดหวั่นขวัญเสียจนแทบร้องไห้ออกมา

    เทพลักขโมยฝืนใจเค้นรอยยิ้มวูบหนึ่ง กล่าวว่า “เราคงไม่รอดแล้ว เจ้าผู้นี้ก่อนตายแผ่พุ่งพลังเข้าสู่ร่างเรา ให้เส้นโลหิตทั่วร่างเราแตกระเบิดออก...”

    จี้คงโส่วกล่าวเสียงสั่นเครือว่า “ท่านต้องไม่เป็นไร รอจนฟ้าสาง ข้าพเจ้าจะตามหมอมารักษาท่าน”

    ลมหายใจของเทพลักขโมยติดขัดลำบาก หากยังกล่าวว่า “เจ้า...อย่า...ร้องไห้ จด...จำ...คำพูด...เราไว้ เต่า...เหล็ก...ดำ...มี...ความ...สำคัญ...ต่อ...เจ้า...อย่าง...ยิ่งยวด อย่า...ให้...ผู้ใด...ล่วงรู้...เด็ดขาด”

    จี้คงโส่วโอบศีรษะของมันไว้ กล้ำกลืนน้ำตามิให้ไหลหลั่งออกมา

    เทพลักขโมยกล่าวอีกว่า “เจ้า...ต้อง...เชื่อมั่น...ตัวเอง มาตรว่า...เจ้า...ไม่...ถึงกับ...กอปรด้วย...ลักษณ์พยัคฆ์...รูปมังกร แต่...เจ้า...ต้อง...มิใช่...คนธรรมดา...สามัญ” เอ่ยถึงตอนนี้ ม่านตาของมันเบิกกว้างแต่ยังรวบรวมเรี่ยวแรงอึดสุดท้าย กล่าวว่า “น่า...เสียดาย...เรา...ไม่อาจ...เห็น...วันเวลา...อัน...เกริกก้อง...เกรียงไกร...ของ...เจ้า...แล้ว”

    สุ้มเสียงของมันยิ่งมายิ่งแผ่วเบา เมื่อเอ่ยถึงคำสุดท้ายก็ขาดหายไป แต่บนใบหน้ายังประดับด้วยรอยยิ้มที่ปราศจากความสำนึกเสียใจชนิดหนึ่ง

    จี้คงโส่วสวมกอดร่างที่ยิ่งมายิ่งเย็นเฉียบของเทพลักขโมย น้ำตาสองสายไหลรินลงอาบแก้ม

    

    “ท่านหาน ข้าพเจ้าคิดไปจากเมืองไหวอิน”

    สีหน้าจี้คงโส่วยังแฝงแววเศร้าเสียใจ แหงนมองปุยเมฆบนท้องฟ้า พลันเอ่ยปากขึ้น

    หานซิ่นหาประหลาดใจไม่ เมื่อมันได้ยินจี้คงโส่วบอกเล่าว่าคดีฆ่าฟันที่เกิดขึ้นในเมืองไหวอินสองวันนี้ล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับจี้คงโส่ว ก็ทราบว่าจี้คงโส่วต้องมีการตัดสินใจอย่างหนึ่งอย่างใด จึงถามว่า “ท่านหักใจจากไปหรือ?”

    คำถามนี้ออกจะโง่งมอยู่บ้าง ด้วยสภาพการณ์ของจี้คงโส่วตอนนี้ หักใจจากเมืองไหวอินหรือไม่ก็ต้องจากไป

    จี้คงโส่วยังเหม่อมองปุยเมฆที่เคลื่อนคล้อยอย่างช้าๆ กล่าวด้วยจิตใจอันเลื่อนลอยว่า “ข้าพเจ้าเติบโตขึ้นมาจากตัวเมืองนี้ หากบอกว่าไม่มีความผูกพันเป็นการหลอกตัวเอง พร้อมกับวัยที่เติบใหญ่ขึ้น ข้าพเจ้าเคยถามตัวเองว่า ตัวเมืองนี้ให้อะไรแก่ข้าพเจ้า มีแต่ความอดอยาก ยากไร้ ไม่มีหลักแหล่งแน่นอน เหล่านี้ควรแก่การอาลัยอาวรณ์ของข้าพเจ้าหรือ? ไม่ ข้าพเจ้าเห็นว่าข้าพเจ้าไม่ได้เป็นของตัวเมืองนี้” เอ่ยถึงตอนนี้เบือนสายตามายังใบหน้าหานซิ่น กล่าวสืบต่อ “หลายปีมานี้ ผลรับของข้าพเจ้าคือข้าพเจ้ามีสหายที่ดีสองคน หนึ่งคือเทพลักขโมย หรืออีกนัยหนึ่งคือติงเหล่าฟู่จื่อ อีกคนหนึ่งคือท่าน ตอนนี้เทพลักขโมยจากไปแล้ว ข้าพเจ้ายิ่งหวงแหนน้ำมิตรระหว่างพวกเรายิ่งกว่าเดิม”

    หานซิ่นไม่กล่าวกระไร เพียงยื่นมือออกสัมผัสมือกับจี้คงโส่วอย่างแนบแน่น

    จี้คงโส่วกล่าวว่า “หลายวันนี้เกิดเรื่องราวมากหลาย แต่ละเรื่องคล้ายเป็นนิมิตหมายว่าอนาคตของข้าพเจ้าสะกิดความเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะเทพลักขโมยก่อนตายบอกว่า ข้าพเจ้าต้องมิใช่คนธรรมดาสามัญ แม้แต่ผู้อื่นยังเชื่อมั่นในตัวข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามีเหตุลใดที่หยามย่ำยีตัวเอง ในเมื่อเมืองไหวอินไม่เหมาะกับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไยไม่ไปจากที่นี้เพื่อเผชิญการท้าทายที่ใหม่กว่า?”

    หานซิ่นกล่าวว่า “อย่างนั้นข้าพเจ้าจะเป็นเพื่อนท่านไปยังอำเภอเพ่ยเสี้ยน นี่ความจริงเป็นแผนการที่พวกเราวางไว้แต่แรก”

    จี้คงโส่วตากระจ่างวูบ กล่าวว่า “ข้าพเจ้าก็มีเจตนาเช่นนี้ หากอยู่ที่นี้ไร้เรื่องราวกระทำ มิสู้ไปในบัดดล ด้วยตำแหน่งในสำนักหงส์ดำของฝานไคว่ สมควรจัดสรรหน้าที่แก่พวกเราได้ อีกประการ ข้าพเจ้าคิดสืบสาวว่าอาการบาดเจ็บของหลิวปังใช่ทุเลาหายดีหรือไม่?”

    หานซิ่นพอฟัง บังเกิดความลิงโลดขึ้นมา กล่าวว่า “ใช่แล้ว พวกเราจะอย่างไรเป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตมัน มันมีหน้ามีตาอยู่ในอำเภอเพ่ยเสี้ยน ขอเพียงมันออกปากคำเดียวก็เพียงพอให้พวกเราหาเลี้ยงชีพไปชั่วชีวิต”

    จี้คงโส่วขมวดคิ้วกล่าวว่า “หากคิดหาเลี้ยงชีพ อยู่ในเมืองไหวอินก็ได้ ไยต้องไปถึงอำเภอเพ่ยเสี้ยน? พวกเราเมื่อคิดไปยังอำเภอเพ่ยเสี้ยน ต้องกระทำการอันลือลั่นสักครา”

    หานซิ่นฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า “อาศัยพวกเราหรือท เมื่อเหยียบย่างสถานที่แปลกถิ่น จะมีภัยรอบด้าน หากคิดบุกบั่นทะลวงฝ่า ต้องมีฝีมือติดตัว”

    จี้คงโส่วจับจ้องมองหานซิ่นอย่างลึกซึ้ง พลันถามว่า “ท่านหาน ท่านใช่ยึดถือข้าพเจ้าเป็นพี่น้องหรือไม่?”

    หานซิ่นงงงันวูบใหญ่จึงกล่าว “นี่ยังต้องถามหรือ? ที่แล้วมาข้าพเจ้ายึดถือท่านเป็นผู้นำ มาตรว่าข้าพเจ้าอายุมากกว่าท่านสองสามปี แต่ข้าพเจ้ายึดถือท่านเป็นพี่น้องตลอดมา”

    จี้คงโส่วกล่าวคำ “ประเสริฐ” ล้วงเต่าเหล็กดำจากอกเสื้อ ประคองถือไว้ในมือ กล่าวว่า “นี่เป็นของกำนัลจากเทพลักขโมย เขากำชับมิให้คนนอกล่วงรู้ แต่เราท่านเมื่อเป็นพี่น้อง ก็มิใช่คนนอก ข้าพเจ้าไม่มีความจำเป็นต้องปิดบังท่าน”

    หานซิ่นรับเต่าเหล็กดำมาชมดู พบว่าเต่าโลหะทั้งสองตัวนอกจากหนึ่งร้อนหนึ่งเย็นแล้วไม่มีข้อแตกต่างอันใด จึงกล่าว “จี้เส้า (คนหนุ่มแซ่จี้) นี่มิใช่เต่าโลหะสองตัวหรือ? หากนำไปจำนำ อย่างมากได้เงินสามสี่เหรียญ มิต้องแสร้งเป็นลึกลับถึงเพียงนี้”

    จี้คงโส่วสั่นศีรษะกล่าวว่า “สิ่งของนี้เป็นเทพลักขโมยขโมยจากสำนักใหญ่พรรคเฉาปาง (ขนส่งทางน้ำ) พอปรากฏขึ้นก็เกิดคดีสังหารหลายราย ลองนึกดู เมื่อมีผู้คนมากมายตกตายเพราะมัน ยังเป็นของที่ไร้ค่าอีกหรือ?”

    จากนั้นบ่งบอกที่มาของเต่าเหล็กดำออกไป หานซิ่นรับฟังจนปากอ้าตาค้าง พิจารณาดูเต่าเหล็กดำใหม่ กล่าวว่า “หากพวกเราสามารถค้นพบความลับที่ซ่อนอยู่ในเต่าเหล็กดำ ไยมิใช่พิชิตไปทั่วหล้าโดยไร้ผู้ต่อต้าน?”

    จี้คงโส่วกล่าวว่า “นี่เป็นทุนรอนอันยิ่งใหญ่ของพวกเรา ขอเพียงพวกเรากระทำสำเร็จ ก็ไม่ต้องพึ่งพาสวามิภักดิ์ต่อหลิวปังกับฝานไคว่อีก”

    หานซิ่นรับฟังจนบังเกิดความเชื่อมั่นเพิ่มพูนขึ้น ดังนั้นทั้งสองเก็บข้าวของอย่างลวกๆ แวะไปร่ำลาเหวินเหล่าต้า (พี่ใหญ่แซ่เหวิน) เหวินเหล่าต้าพอล่วงรู้จุดประสงค์การเดินทางของพวกมัน ทราบว่าไม่อาจเหนี่ยวรั้ง จึงกำนัลเงินทองให้เล็กน้อย

    จี้คงโส่วกับหานซิ่นออกจากเมืองไหวอิน เดินออกไปร้อยก้าวพากันหมุนตัวมาราวกับนัดแนะกันไว้ มองดูอย่างอาลัยอาวรณ์แวบหนึ่ง จากนั้นเดินออกไปโดยไม่เหลียวหน้ากลับมาอีก

    จาเมืองไหวอินถึงอำเภอเพ่ยเสี้ยนเป็นระยะทางสามสี่ร้อยลี้ สามารถเดินทางทั้งทางบกและทางน้ำ จี้คงโส่วหวนนึกถึงการตายของเทพลักขโมยมีเลศนัย คนร้ายคลุมหน้าทั้งสามต้องได้รับการใช้สอยบงการมา อย่างนั้นพวกพ้องของผู้ตายจะอาศัยร่องรอยเบาะแสสืบเสาะถึงตัวมัน เพื่อประกันความปลอดภัย จี้คงโส่วตกลงใจใช้เส้นทางทางบก หากเกิดเรื่องราวก็สามารถหลบหนี ดีกว่างอมือรอความตายอยู่บนเรือ

    พอตกลงใจ ทั้งสองหลีกเลี่ยงจากทางหลวง ปีนป่ายข้ามภูเขาลูกหนึ่งเลียบทางภูเขาเดินเป็นเวลาหลายชั่วยาม ในที่สุดเห็นเมืองน้อยฟ่งอู่ที่เชิงเขา

    ขอเพียงบรรลุถึงเมืองน้อยฟ่งอู่ ถือว่าพ้นจากเขตเมืองไหวอิน พอเดินตามทางภูเขาลงไปก็มาถึงเมืองน้อยฟ่งอู่

    ยามไต้เข้าไฟ เมืองน้อยฟ่งอู่คึกคักครึกครื้น นอกจากชาวเมืองแล้วยังมีคนสัญจรและพ่อค้าต่างถิ่นไม่น้อย จี้คงโส่วกับหานซิ่นเห็นในกระเป๋ามีเงินอยู่หลายตำลึง จึงเลือกเหลาสุราแห่งหนึ่งเข้าไปสั่งสุราอาหารมาเต็มโต๊ะ

    ทั้งสองดื่มสุราป้านหนึ่ง บังเกิดความมึนเมาอยู่บ้าง หานซิ่นบังเกิดจิตฟุ้งซ่าน กระซิบบอกว่า “จี้เส้า ตอนอยู่ที่เมืองไหวอิน ข้าพเจ้าได้ยินว่าสตรีที่เมืองน้อยนี้ดึงดูใจผู้คนเป็นพิเศษ ยากนักที่มาถึง พวกเราใช่คิดไปรับทราบดูหรือไม่?”

    จี้คงโส่วนึกถึงสุ้มเสียงราวแมวร้องของเสี่ยวเถาหงในคืนนั้นพลอยคันที่หัวใจ กล่าวว่า “ท่านหากมีอารมณ์รักสนุก ข้าพเจ้าย่อมน้อมสนอง เพียงแต่พวกเราเพิ่งมาถึง ไม่รู้ราคาตลาด ระวังถูกผู้คนหลอกขูดรีดไป”

    หานซิ่นเสนอให้ถามไถ่ดู ขณะจะลุกขึ้นพลันเห็นชายฉกรรจ์ท่าทางหลุกหลิกที่โต๊ะติดกันเดินเข้ามา ประสานมือทักทาย กล่าวว่า “พี่ท่านทั้งสองเชิญเถอะ ข้าพเจ้าหวังชี”

    หานซิ่นกับจี้คงโส่วหันไปมองหน้ากัน แสดงว่าเพิ่งได้ยินชื่อนี้เป็นครั้งแรก

    หวังชีถือวิสาสะนั่งลง กล่าวว่า “ท่านทั้งสองไม่ต้องนึกแล้ว พวกเราเพิ่งพบกันเป็นครั้งแรก ฟังจากน้ำเสียงท่านทั้งสองคล้ายเป็นชาวเมืองไหวอิน หากท่านทั้งสองคิดหาความสำราญ ข้าพเจ้าขอแนะนำสถานที่แห่งหนึ่ง”

    จี้คงโส่วส่งเสียงดังอ้อ กล่าวว่า “ลองบอกมาฟังดู”

    หวังชีกล่าวอย่างขึงขังว่า “ที่ขึ้นชื่อของเมืองน้อยฟ่งอู่ คือหอเทียนเซียง (ฟ้าหอม) ในสังกัดสำนักฮัวเจียน (สำนักพุ่มบุปผา) ท่านทั้งสองลองตามข้าพเจ้าไป รับรองว่าพึงพอใจ”

    จี้คงโส่วกับหานซิ่นสบตากันยิ้มออกมา

 

    หอฟ้าหอมให้ความรู้สึกแก่ผู้คนคือความภูมิฐาน คล้ายสวนอุทยานของคนมั่งมีเงินทอง

    จี้คงโส่วกับหานซิ่นแม้เที่ยวนางคณิกาเป็นครั้งแรก แต่พวกมันคลุกคลีในบ่อนพนันหอนางโลมตั้งแต่เล็ก ดังนั้นไม่ใช่มือใหม่อันใด

    คนทั้งสามติดตามแม่เล้าที่แต่งตัวฉูดฉาดนางหนึ่งขึ้นมายังหอหลังหนึ่ง หวังชีหัวร่อฮิฮะ กล่าวว่า “รอสักครู่เรียกแม่นางมาถึง ท่านทั้งสองจะทราบว่าคุ้มค่าสมราคาแล้ว”

    ซึ่งความจริงระหว่างทางพวกมันสวนทางกับหญิงงามเมืองไม่น้อย ต่างชม้ายชายตายั่วยวน เป็นเหตุให้จี้คงโส่วกับหานซิ่นลอบกลืนน้ำลาย ใจวาบหวิวหวั่นไหวขึ้นมา

    หญิงสาวที่ถูกเรียกตัวมาสองนางล้วนอยู่ในวัยแรกรุ่น รูปร่างอวบอัดสล้าง พอมาถึงก็แยกย้ายนั่งลงที่ข้างกายจี้คงโส่วกับหานซิ่น หวังชีกล่าว “คู่บ่าวสาวทั้งสองคู่ช่างเหมาะสมนัก ราตรีหฤหรรษ์มีค่าพันตำลึงทอง ข้าพเจ้าไม่รบกวนแล้ว” มันระบเศษเงินที่จี้คงโส่วยื่นส่งให้ คำนับขอบคุณแล้วล่าถอยไป

    จี้คงโส่วกับหานซิ่นแม้เคยเกลือกกลั้วในสถานที่เช่นนี้ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เรียกหานางคณิกามา อดขวยเขินอยู่บ้างมิได้ กลับเป็นหญิงสาวทั้งสองคร่ำโลกกว่า ช่างเจรจาพาที ไม่นานก็กลายเป็นสนิทสนมกลมเกลียว

    จี้คงโส่วคิดสั่งสุราอาหารมาเพื่อดื่มสุราโอภาปราศรัย พลันรู้สึกปวดท้องสุดทนทาน ทราบว่ารับประทานอาหารไม่สะอาดลงไป จึงรีบผละจากห้องข้าง สอบถามเส้นทางแล้วตรงไปยังห้องน้ำ

    นั่งถ่ายท้องอยู่ครู่ใหญ่ จี้คงโส่วค่อยรู้สึกสบายท้อง ขณะจะลุกขึ้น พลันได้ยินเสียงฝีเท้าดังมา มีผู้คนสองคนเข้ามายังห้องข้าง พอดีหยุดยืนอยู่ติดกับผนังห้องน้ำที่จี้คงโส่วนั่งยองๆ อยู่

    สุ้มเสียงหยาบกร้านเสียงหนึ่งลดสุ้มเสียงแผ่วเบาลง ถามว่า “เจ้าดูไม่ผิดหรือ?”

    สุ้มเสียงอีกเสียงหนึ่งดังว่า “ข้าพเจ้าสอบถามดูแล้ว เป็นเด็กน้อยทั้งสองนั้นเอง”

    สุ้มเสียงนี้คุ้นหูจี้คงโส่วยิ่ง ถึงกับใจเต้นระทึกขึ้นมา ทั้งนี้เพราะมันฟังออกว่าคนกล่าววาจาเห็นหวังชีซึ่งชักนำมันกับหานซิ่นมายังหอฟ้าหอม

    สุ้มเสียงหยาบกร้านนั้นกล่าวอย่างลิงโลดอยู่บ้างว่า “ตอนนี้พวกมันอยู่ที่ใด?”

    หวังชีตอบว่า “ข้าพเจ้าจัดให้อยู่ในห้องของเสี่ยวฉุ่ยกับชิวเยี่ย ข้าพเจ้ายังสั่งพวกนางจับตาดูให้ดี”

    สุ้มเสียงหยาบกร้านนั้นกล่าวว่า “ตกลง พวกเราคอยดูพวกมันไว้ก่อน รอจนจูก่อนซื่อ (ผู้ดูแลเรื่องราวแซ่จู) มาถึงค่อยลงมือ” จากนั้นเป็นเสียงน้ำกราวใหญ่ แสดงว่ามันถ่ายปัสสาวะออกมา

    คนทั้งสองรีบรุดออกไป ทอดทิ้งให้จี้คงโส่วนั่งยองๆ อยู่ในห้องน้ำ รู้สึกมือเท้าเย็นเฉียบ ทราบว่าพวกมันถูกหวังชีขายทิ้งไปแล้ว

    จนบัดนี้จี้คงโส่วค่อยเข้าใจกระจ่าง ที่แท้หวังชีล่วงรู้ที่มาของตนเองตั้งแต่แรก ทราบว่ามีคนกำลังตามล่าตนเอง จึงหลอกพวกมันมายังหอฟ้าหอม

    เช่นนี้เป็นว่าผู้ที่ตามล่าตนเองมาจากสำนักพุ่มบุปผา มิหนำซ้ำอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับคนร้ายคลุมหน้าที่ปรากฏกายในถนนยาวทั้งสามคนนั้น ไม่เช่นนั้นพวกมันคงไม่ล่วงรู้ความสัมพันธ์ระห่างตนเองกับเทพลักขโมย

    จิตประสงค์ของศัตรูชัดแจ้งยิ่ง แสดงว่ามาเพราะเต่าเหล็กดำ คราครั้งนี้ตนเองคงประสบเภทภัยมากกว่าวาสนาแล้ว

    จี้คงโส่วนุ่งกางเกงเดินออกจากห้องน้ำ บนในหบน้าค่อยปรากฏรอยยิ้มขึ้น ทั้งนี้เพราะมันนึกแผนอันแยบคายได้แล้ว

    ความคิดของจี้คงโส่วรวบรัดยิ่ง เพียงแต่ประเด็นไม่อาจมีจิตเอ็นดูบุปผา

    วิธีการของมันคือจับมัดหญิงสาวทั้งสองนางยัดอยู่ที่ใต้เตียง จากนั้นใช้ผ้าเช็ดหน้าของพวกนางอุดปากพวกนางไว้ แล้วสวมใส่เสื้อผ้าของพวกนางปลอมตัวเป็นสตรี เดินนวยนาดออกจากหอฟ้าหอม

    พอออกพ้นจากหอฟ้าหอม หานซิ่นค่อยระบายลมจากปากคำหนึ่ง กล่าวว่า “หวาดเสียวนัก รับประทานปลาไม่สำเร็จ กลับแปดเปื้อนกลิ่นคาว”

    จี้คงโส่วถลึงตาใส่มัน กล่าวว่า “พวกเรายังไม่พ้นจากห้วงอันตราย หากคิดมีชีวิตก็กล่าววาจาให้น้อย เดินให้มากไว้”

    ทั้งสองเดินผ่านถนนตรอกซอยหลายสายมาถึงมุมมืดแห่งหนึ่ง ทั้งสองค่อยถอดเสื้อผ้าสตรีออก ขณะจะปลอมตัวแปลงโฉม พลันได้ยินเสียงตีเหล็กติงตังดังจากส่วนลึกของตรอก

    จี้คงโส่วฉุกใจคิด กล่าวว่า “ที่เบื้องหน้ามีร้านช่างตีเหล็ก พวกเรามิสู้ไปเลือกอาวุธป้องกันตัวสักสองชิ้น ยังดีกว่ามือเปล่าไร้อาวุธ”

    ที่สุดตรอกมีร้านขายอาวุธที่หน้าร้านทรุดโทรมร้านหนึ่ง ชายชราหลังค่อมร่างผอมเล็กผู้หนึ่งยืนอยู่หน้าเตาไฟอันร้อนแรง ใช้ค้อนตีเบ้าดาบที่ใกล้เป็นรูปเป็นร่างอย่างจดจ่อ

    หานซิ่นพอมีเงิดติดตัวก็วางท่าราวนายใหญ่ ร้องเรียกว่า “นี่ เฒ่าชรา การค้ามาแล้ว”

    ชายชราหลังค่อมคล้ายไม่ได้ยิน ยังตั้งอกตั้งใจตีเบ้าดาบในมือ ดวงตาทอแววลิงโลดอยู่หลายส่วน ตีดาบอย่างเป็นจังหวะจะโคน บังเกิดเป็นท่วงทำนองอันงดวามชนิดหนึ่ง

    หานซิ่นสบตากับจี้คงโส่วแวบหนึ่ง สีหน้าทอแววตื่นเต้นสงสัยอยู่บ้าง แต่ไม่พอใจต่อท่าทีอันเย่อหยิ่งของชายชรา จึงร้องว่า “ท่านหูหนวกหรือ กลับไม่ได้ยินว่าข้าพเจ้ากำลังกล่าวกับท่าน?”

    ชายชรานั้นเงยหน้าขึ้น ดวงตาสาดประกายเย็นเยียบ กวาดผ่านหน้าจี้คงโส่วกับหานซิ่นคราหนึ่ง

    จี้คงโส่วกับหานซิ่นรู้สึกมีความเย็นแผ่ซ่านจากใจ ต้องสั่นสยิวคราหนึ่ง ถอยกายไปหนึ่งก้าว

    ชายชรานั้นก้มศีรษะลงใหม่ ตวัดแขนขึ้นลง แว่วเสียงติงติงตังตัง ความเคลื่อนไหวหลายครานี้เร่งรัวดุจฝนอันคลุ้มคลั่ง ต่อจากนั้นยื่นเบ้าดาบสีดำมะเมื่อมในมือลงในถังน้ำข้างกาย ได้ยินเสียงซี่ซี่ ปรากฏควันขาวปกคลุมทั่วพื้นที่ว่าง

    จี้คงโส่วชมดูอย่างจดจ่อ เห็นคนผู้นี้มีความเคลื่อนไหวช่ำชอง ฝีมือละเอียดประณีต สมควรยึดอาชีพนี้มานานปี ขอเพียงตนเองร้องขอด้วยดี และเพิ่มเงินให้ ไม่แน่นักว่าสามารถซื้อดาบวิเศษสักเล่มสองเล่ม

    ขณะครุ่นคิด ควันขาวค่อยจางหายสิ้น ชายชรานั้นพลันยกมือขึ้น เห็นประกายเจิดจ้าดุจสายฟ้าสายหนึ่งพวยพุ่งขึ้นฟ้าในบัดดล

หนังสือแนะนำ

Special Deal