บทที่ 4 ของล้ำค่าเปลี่ยนเจ้าของ

    จี้คงโส่วเงียบงันไร้วาจา ในใจบังเกิดความผิดหวัง รู้สึกว่าความฮึกหาญของตนเองสุดท้ายเลือนลับกับสายน้ำ ได้แต่เกลือบกลั้วในตลาดร้านถิ่น ผ่านชีวิตไปอย่างราบเรียบธรรมดา

    เทพลักขโมยกล่าวเสียงเนิบนาบว่า “หากเราบอกว่าตอนนี้เต่าเหล็กดำอยู่ในมือเรา เจ้าเชื่อหรือไม่?”

    จี้คงโส่วร้องโพล่งว่า “ย่อมไม่เชื่อ”

    เทพลักขโมยกล่าวคำ “เจ้าดู” พลางยกมือเคลื่อนไหวอยู่กลางอากาศวูบหนึ่ง พอแบมือออกก็เพิ่มเต่าโลหะสีดำขนาดเท้าไข่ไก่สองตัว

    จี้คงโส่วเพ่งตามอง เห็นเต่าโลหะทั้งสองตัวเป็นสีดำเข้ม พอพิศดูโดยละเอียด สามารถเห็นลวดลายกระดอง ส่วนหัวและขา ตลอดจนปากและลูกตา ฝีมือแกะสลักประณีตราวมีชีวิต พริบตานั้นดวงตามันเป็นประกาย คล้ายกับบังเกิดปฏิกิริยาตอบสนองต่อเต่าเหล็กดำเป็นพิเศษ

    นี่เป็นครั้งแรกที่มันพบเต่าเหล็กดำ จำแนกไม่ออกว่าเป็นของจริงหรือแปลกปลอม แต่ไม่ทราบเพราะเหตุใด เขาแน่ใจว่าเป็นของจริง คล้ายกับมีเหตุผลอันลึกล้ำให้การสนับสนุน

    พร้อมกับการปรากฏของเต่าเหล็กดำ ภายในศาลเทพสมบัติคล้ายเพิ่มแสงสว่างขึ้น ดวงตาจี้คงโส่วกับเทพลักขโมยล้วนทอแววลิงโลด จ้องจับที่เต่าเหล็กดำที่โจษจันร่ำลือมานานปีทั้งสองตัว

    จี้คงโส่วขยี้ตากล่าวว่า “นี่หรือคือเต่าเหล็กดำที่บันทึกเคล็ดวิชาราชัน?”

    เทพลักขโมยยืนยันคำหนึ่ง กล่าวว่า “ทอดตาทั่วทั้งแผ่นดิน นอกจากเราสองแล้ว ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ร่องรอยของมันอีก”

    จี้คงโส่วรับเต่าเหล็กดำจากมือเทพลักขโมย พิศดูเป็นเวลานานจึงกล่าว “มันมาจากที่ใด? ท่านได้มาอย่างไร?”

    เทพลักขโมยยิ้มเล็กน้อยกล่าวว่า “มันสาบสูญไประยะเวลาหนึ่ง ครั้งสุดท้ายตกเป็นของสำนักกระบี่อู๋เวี่ย นั่นเป็นเรื่องเมื่อห้าสิบปีก่อน สุดท้ายถูกผู้คนใช้ฝีมืออันต่ำช้าช่วงชิงไป แต่พฤติการณ์ของมันตกอยู่ในสายตาคนผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นคนที่ใช้ให้เรามายังที่นี้”

    จี้คงโส่วกล่างด้วยความสงสัยอยากรู้ว่า “มันที่แท้เป็นใคร? หรือว่าท่านมายังที่นี้เพื่อค้นหาเต่าเหล็กดำ?”

    เทพลักขโมยสั่นศีรษะกล่าวว่า “เราบอกได้แต่เพียงว่ามันเป็นคนที่เอื้ออาทรต่อความทุกข์ของชาวโลก นึกถึงแผ่นดินโดยรวมผู้หนึ่ง มันใช้ให้เรามายังที่นี้ หวังว่าสามารถเสาะพบผู้ที่มีจิตปฏิธานจากห้วงกลียุคนี้”

    จี้คงโส่วรับฟังจนมึนงงสงสัย ราวถูกจับยัดไปในหมอกควันหนาทึบ รู้สึกว่าทุกประการออกจะเหลือเชื่อไป

    มันเพียงเป็นอันธพาลน้อยคนหนึ่ง มาตรว่าไม่ได้ก่อกรรมทำชั่ว แต่ก็น้อยครั้งจะสร้างบุญกุศล เพียงกระทำตามกฎเกณฑ์ดีชั่วในใจ ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด ดังนั้นขบคิดไม่เข้าใจว่า บุคคลเช่นมันบางครั้งยังดูแคลนตัวเอง เหตุใดเทพลักขโมยจึงทุ่มเทแรงกายแรงใจฝึกอบรมมันถึงสามปี?

    เทพลักขโมยยิ้มพลางกล่าวว่า “เจ้าย่อมไม่เข้าใจ แม้แต่เราเองยังไม่อาจเข้าใจ เราที่หมายตาเจ้าอาจเป็นวาสนาผูกพันที่ผู้คนกล่าวขาน เราเชื่อมั่นว่าด้วยสายตาของเรา ต้องดูเจ้าไม่ผิด ดังนั้นในสามปีนี้ เราไม่เพียงถ่ายทอดวิชาฝีมือแก่เจ้า ทั้งยังสืบเสาะในทางลับ จนกระทั่งเมื่อครึ่งเดือนก่อน ค่อยขโมยเต่าเหล็กดำจากสำนักใหญ่ของเฉาปาง (พรรคขนส่งทางน้ำ)”

    จี้คงโส่วร้องอุทานว่า “ท่านหมายความว่าเต่าเหล็กดำตกเป็นของพรรคเฉาปาง ท่านใช้เวลาถึงสามปี ค่อยขโมยมันออกมา?”

    มันทราบว่าพรรคเฉาปางจัดอยู่ในเจ็ดพรรคเจียงไหวเช่นเดียวกับสำนักหงส์ดำของฝานไคว่ เป็นค่ายพรรคที่ทรงอิทธิพล เทพลักขโมยตอแยพวกมัน ไม่ต่างกับถอนเขี้ยวจากปากเสื้อ

    เทพลักขโมยกล่าวว่า “ในสายตาผู้อื่น พรรคเฉาปางอาจน่ากลัว แต่เราติงเหิงยึดถือเป็นเสือกระดาษตัวหนึ่ง ไม่นับเป็นอย่างไร เราที่ใช้เวลาถึงสามปีค่อยหาเต่าเหล็กดำพบ หนึ่งนั้นสืบเนื่องจากเจียงเทียนกลอกกลิ้งเจ้าเล่ห์ ซ่อนเต่าเหล็กดำในที่ซึ่งผู้คนนึกไม่ถึง สอง เราต้องรอจนเจ้าฝึกฝีมือสำเร็จ ค่อยหยิบฉวยมามอบต่อเจ้า หากลงมือก่อน รังแต่ตอแยความยุ่งยากโดยใช่เหตุ”

    จี้คงโส่วร้องว่า “อะไร ท่านบอกว่าขโมยเต่าเหล็กดำเพื่อข้าพเจ้า?” มันแทบไม่เชื่อว่าสิ่งของที่ผู้ฝึกวิชาบู๊ทั้งแผ่นดินคิดครอบครองจะเป็นของตนเองโดยง่ายดายเช่นนี้ จากนั้นหวนนึกถึงยังไม่มีผู้ใดตีความที่ซ่อนอยู่ในเต่าเหล็กดำได้ ตนเองก็ไม่มีข้อยกเว้นเช่นกัน

    เทพลักขโมยเพ่งตาจ้องจับบนใบหน้าจี้คงโส่ว กล่าวว่า “ใช่แล้ว เต่เหล็กดำเมื่ออยู่ในมือเจ้าก็ถึงเวลาที่พวกเราแยกทางกัน หากเจ้าสามารถค้นพบสิ่งที่เจ้าต้องการจากเต่าเหล็กดำ ก็จะเข้าสู่โลกกว้าง แผ้วถางเส้นทางให้กับตัวเอง”

    ที่ผ่านมาจี้คงโส่วถูกดุด่าทุบตี เคี่ยวเข็ญจนแทบไม่เป็นผู้คน ยามนี้ค่อยทราบว่าเทพลักขโมยคิดส่งเสริมตนเอง พริบตานั้นบังเกิดความอาลัยอาวรณ์ขึ้น คิดหาเหตุผลรั้งตัวอีกฝ่ายไว้ จึงกล่าว “เมื่อครอบครองเต่าเหล็กดำ ท่านสมควรรั้งอยู่ช่วยเหลือข้าพเจ้า อาศัยมันสมองของพวกเราสองคนค่อยค้นหาความลับในเต่าเหล็กดำได้”

    เทพลักขโมยกล่าวว่า “เรื่องราวดำเนินถึงขั้นนี้ เราไม่อาจช่วยเหลือเจ้าอีก นับแต่นี้ทุกประการขึ้นอยู่กับเจ้า เพียงขอบอกว่าการตีความในเต่าเหล็กดำได้หรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่สติปัญญาของเจ้า หากแต่ขึ้นอยู่กับโชควาสนา หากสวรรค์กำหนดให้เจ้ากระทำการใหญ่ จะต้องส่งเสริมเกื้อหนุนเจ้า ไม่เช่นนั้นเจ้าต้องลืมเลือนเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสามปีนี้ อยู่อย่างเรียบง่ายไปชั่วชีวิต”

    จี้คงโส่วฟังออกว่าน้ำเสียงอีกฝ่ายแฝงความรู้สึกฉันพ่อลูก ดังนั้นรับคำ ซุกเก็บเต่าเหล็กดำไว้ในอกเสื้อ กล่าวว่า “เราท่านแม้ไม่มีพันธะฉันอาจารย์กับศิษย์ แต่ในความเป็นจริง นับเป็นอาจารย์กับศิษย์ ก่อนที่จะจากไป ไม่ทราบอนุณาตข้าพเจ้าเรียกหาสักคำหรือไม่?”

    เทพลักขโมยชิงกล่าวว่า “ไม่ เจ้าผิดแล้ว พวกเราถือเป็นสหาย เป็นสหายที่แท้จริงคู่หนึ่ง หากมิใช่เรามีภารกิจผูกมัดตัว คงต้องรั้งอยู่ช่วยเหลือเจ้าไขความลับของเต่าเหล็กดำ แต่เราเชื่อว่าด้วยโชควาสนาของเจ้า ต้องคลี่คลายปริศนาในเต่าเหล็กดำ เข้าสู่โลกแห่งวิทยายุทธ์อย่างแน่นอน”

    จี้คงโส่วกล่าวอย่างจริงใจว่า “ขอบคุณท่าน”

    เทพลักขโมยตบไหล่ของมัน กล่าวว่า “ไม่ต้องขอบคุณเรา เราเพียวกระทำเรื่องที่ตัวเองสมควรกระทำ” หยุดเล็กน้อยจึงกล่าวอีกว่า “มาตรว่าพวกเรากำลังจะแยกทางกัน แต่เรายังสามารถกระทำอีกเรื่องหนึ่งให้กับเจ้า”

    จี้คงโส่วงงงันวูบหนึ่ง ขณะจะกล่าววาจา พลันเห็นเทพลักขโมยหน้าเคร่งเครียดลง หันหน้าหาประตูศาลเจ้า ตวาดว่า “เจียงปางจู่ (หัวหน้าพรรคแซ่เจียง) เมื่อมาแล้ว ไยไม่เข้ามาสนทนา? แอบฟังคำสนทนาของผู้คนที่เบื้องนอกเช่นนี้ ไหนเลยนับเป็นพฤติการณ์ของหัวหน้าพรรคหนึ่ง?”

    จี้คงโส่วใจเต้นระทึกขึ้น ได้ยินนอกประตูบังเกิดเสียงแค่นอย่างเย็นชา สุ้มเสียงหนึ่งกล่าวว่า “ทั่วทั้งแผ่นดินผู้ที่สามารถขโมยเต่าเหล็กดำจากมือเรา มีแต่เทพลักขโมยติงเหิงท่าน”

    พร้อมกับเสียงดัง ปรากฏขายกลางคนผู้หนึ่งถลันเข้าประตูศาลเจ้ามา หยุดยั้งที่เบื้องหน้าเทพลักขโมยสองวา

    มันพอปรากฏกาย ปรากฏรังสีการฆ่าฟันขุมหนึ่งแผ่ปกคลุมทั่วศาลเจ้า จี้คงโส่วไม่อาจทนทานรับได้ รู้สึกลมหายใจติดขัดแทบขาดห้วง ต้องล่าถอยถึงเชิงผนัง

    เทพลักขโมยคล้ายไม่รู้สึกเหนือความคาดหมายต่อการปรากฏกายของเจียงเทียนผู้เป็นหัวหน้าพรรคเฉาปาง มันเห็นว่าที่สมควรมาถึงอย่างไรต้องมา หากว่ามาสายมิสู้มาเร็ว สะสางบุญคุณความแค้นรายนี้แต่เนิ่นๆ เพื่อที่มันจะได้กลับไปรายงานที่แดนปาสู จึงกล่าว “คิดขโมยข้าวของในมือท่าน ไม่ต้องมีฝีมือสูงส่งใด เจียงปางจู่กล่าวเช่นนี้ออกจะยกย่องตัวเองไปแล้ว”

    หว่างคิ้วหัวหน้าพรรคเฉาปางปรากฏแววโทสะขึ้น แค่นหัวร่อกล่าวว่า “ท่านแม้ฉายาเทพลักขโมย กล่าวถึงที่สุดเพียงเป็นโจรลักขโมยผู้หนึ่ง เราเจียงเทียนเพียงลำพัง ก็สามารถคร่ากุมท่าน”

    เทพลักขโมยกล่าวอย่างเหยียดหยามอยู่บ้างว่า “เพราะท่านได้แต่รุดมาคนเดียว เต่าเหล็กดำจะอย่างไรมีความสำคัญใหญ่หลวง มีผู้รู้เห็นลดน้อยไปคนหนึ่ง จะเพิ่มความปลอดภัยส่วนหนึ่ง ใช่หรือไม่?”

    หัวหน้าพรรคเฉาปางอดถามมิได้ว่า “เต่าเหล็กดำเป็นของวิเศษประจำพรรคเฉาปาง มีแต่เราปางจู่ (หัวหน้าพรรค) ที่ล่วงรู้ ท่านได้รับข่าวจากที่ใด?”

    เทพลักขโมยยิ้มเล็กน้อย ยกมือขึ้นกางนิ้วทั้งห้ากวัดแกว่งที่เบื้องหน้าสายตาคราหนึ่ง

    หัวหน้าพรรคเฉาปางหน้าแปรเปลี่ยนไป ร้องโพล่งว่า “ท่านหมายถึงอู่ (ห้า) ...”

    พริบตานั้นเทพลักขโมยลงมือแล้ว พุ่งโถมใส่หัวหน้าพรรคเฉาปางดุจสายฟ้า

    หัวหน้าพรรคเฉาปางลอบตื่นตระหนก ถอยปราดไปด้านหลังจนแผ่นหลังปะทะกับผนังกำแพง กลับหยิบยืมพลังปะทะดีดกายขึ้น ลอยข้ามศีรษะเทพลักขโมยไปดุจวิหคตัวมหึมา

    คนยามลอยอยู่กลางอากาศ มันช่วงชิงโอกาสชักกระบี่ ขยับกระบี่เป็นประกายเย็นเยียบร้อยพันสาย ครอบคลุมใส่จุดสำคัญบนร่างเทพลักขโมย

    เทพลักขโมยกลับฟาดฟันมือไปในประกายกระบี่ ตบฟาดใส่คราหนึ่ง หัวหน้าพรรคเฉาปางรู้สึกมีพลังอันมหาศาลแล่นมาตามตัวกระบี่ แทบปล่อยให้กระบี่หลุดจากมือ

    หัวหน้าพรรคเฉาปางสลับเท้าถอยกายไปหนึ่งก้าว คิดไม่ถึงเทพลักขโมยมิเพียงมีกระบวนท่าลึกล้ำ มิหนำซ้ำมีพลังลมปราณเหนือล้ำกว่ามัน พลันนึกเสียใจที่มันไม่ควรรุดมาเพียงลำพัง

    พริบตานั้นกระบี่ฝ่ามือหักล้างกันหลายครา เทพลักขโมยใช้พลังอันกล้าแข็ง สะกดกระบี่ของฝ่ายตรงข้าม สิบกระบวนท่าให้หลัง หัวหน้าพรรคเฉาปางรู้สึกว่าตัวกระบี่คล้ายถูกพลังหยุ่นเหนียวขุมหนึ่งดูดเอาไว้ ไม่อาจใช้กระบี่อย่างเต็มที่

    มันไม่เป็นตัวของตัวเอง เทพลักขโมยกลับตั้งใจลงมือ ใช้สามท่ามือพิสดารออกมา จี้คงโส่วอยู่ที่มุมศาลเจ้า มาตรว่าถูกพลังลมคุกคามเสียดผิวกาย แต่ยังเบิ่งตากลมโตมองดูการจู่โจมลงมือของเทพลักขโมย

    จี้คงโส่วพบว่านับตั้งแต่เทพลักขโมยต่อสู้กับหัวหน้าพรรคเฉาปาง กระบวนท่าที่ใช้ล้วนเป็นสามท่ามือพิสดาร มิหนำซ้ำการลงมือแต่ละครั้งไม่ถูกจำกัดอยู่ในรูปแบบที่แน่นอน พลิกแพลงเปลี่ยนแปลงปรารถนา ช่วงชิงเป็นฝ่ายมีเปรียบกว่า

    จนบัดนี้มันค่อยพบว่าสามท่ามือพิสดารที่ตนเองเห็นว่าไม่มีประโยชน์ใช้สอย พอใช้ในการต่อสู้กลับบังเกิดผลถึงเพียงนี้

    พลันได้ยินเสียงตวาดก้อง หัวหน้าพรรคเฉาปางบิดตัวราวอสรพิษ หลุดพ้นจากรัศมีฝ่ามือของเทพลักขโมย พุ่งโถมไปยังหน้าต่างศาลเจ้า

    เทพลักขโมยแค่นเสียงดังเฮอะกล่าวว่า “คิดหนีไม่ง่ายนัก” พลางไขว้สลับสองมือ คล้ายเหยี่ยวร้ายที่พุ่งจู่โจมลงจากเบื้องสูง ตะปบใส่กลางหลังหัวหน้าพรรคเฉาปาง

    หัวหน้าพรรคเฉาปางขณะจะบรรลุถึงริมหน้าต่าง พลันขยับข้อมือวูบ ใช้ปลายกระบี่จี้ใส่กรอบหน้าต่างจนงอโค้งเป็นรูปคันธนู หยิบยืมพลังพลิกตัวกลางอากาศ พลิกกลับไปด้านหลังเทพลักขโมย

    จี้คงโส่วชมดูจนร้องอุทานออกมา แต่เทพลักขโมยไม่แตกตื่นลนลาน ร่างเคลื่อนขวางไปสามเชียะ หัวหน้าพรรคเฉาปางรู้สึกละลานตาวูบ ร่างของเทพลักขโมยเคลื่อนตัวจากพื้นที่หนึ่งไปยังอีกพื้นที่หนึ่ง ท่ากระบี่ของมันจึงแทงใส่อากาศธาตุ

    หัวใจของหัวหน้าพรรคเฉาปางคล้ายตกวูบลงยังห้วงเหวอันลึกล้ำ สถานการณ์ชัดเจนยิ่ง เทพลักขโมยเป็นฝ่ายกำหนดสภาพการต่อสู้โดยสิ้นเชิง

    ด้วยความบังเอิญ มันเหลือบเห็นจี้คงโส่วยืนอยู่มุมศาลเจ้า สีหน้าแฝงแววตื่นเต้นตึงเครียด พลันฉุกใจคิด โถมแทงกระบี่ใส่เทพลักขโมยเจ็ดกระบี่

    เจ็ดกระบี่นี้ท่ากระบี่ยังไม่บรรลุถึง พลิกกระบี่ก็แผ่พุ่งถึงก่อน เทพลักขโมยกลับไม่กล้าชะล่าใจ ขยับเคลื่อนเท้าที่แปลกประหลาด บัดเดี๋ยวอยู่หน้า บัดเดี๋ยวอยู่หลัง เป็นท่วงทำนองตรงกันข้ามกับสภาวะกระบี่ พาตัวหลบรอดจากคมกระบี่ได้

    หัวหน้าพรรคเฉาปางพลันตวาดก้อง เปลี่ยนเป็นควงกระบี่ก่อเกิดเป็นวงกลมที่เบื้องหน้าหลายวง ขณะเดียวกันร่างก็ลื่นไหลไปด้านหลัง

    เทพลักขโมยพอมองดูทิศทางที่หัวหน้าพรรคเฉาปางล่าถอย ต้องตวาดคำ “ท่าน...” ค่อยทราบว่าหัวหน้าพรรคเฉาปางมุ่งเป้าไปยังชายหนุ่มมือเปล่าผู้นี้ แสดงว่าคิดคร่ากุมจี้คงโส่ว นำเต่าเหล็กดำไปจากที่นี้

    จี้คงโส่วความจริงหดตัวอยู่มุมศาลเจ้า พลันเห็นหัวหน้าพรรคเฉาปางใช้พลังกระบี่สะกดเทพลักขโมยไว้ จากนั้นยื่นมืออีกข้างหนึ่งตะปบใส่ตนเอง

    จี้คงโส่วรีบก้าวเท้าออก ร่างกลับเคลื่อนเฉียงไปเชียะเศษ มันปราศจากกำลังภายใน ได้แต่ก้าวเท้าเช่นเดียวกับผู้คนทั่วไป หากทว่าพอดีใช้ท่าเท้าว่างเปล่า หลบรอดจากเงื้อมมือของหัวหน้าพรรคเฉาปางอย่างหวุดหวิด

    นี่คล้ายเป็นเหตุประจวบเหมาะ แต่สำหรับจี้คงโส่ว ไม่ทราบซักซ้อมท่าเท้านี้มากี่เที่ยว พอเห็นหัวหน้าพรรคเฉาปางยื่นมือตะปบใส่ ก็ใช้ท่าเท้าว่างเปล่าออกตามสัญชาตญาณ

    หัวหน้าพรรคเฉาปางคำนวณว่าการลงมือครั้งนี้ต้องประสบผล คิดไม่ถึงจะตะปบใส่ความว่างเปล่า ท่าร่างจึงชะงักงันวูบหนึ่ง จากนั้นคุมกระบี่ตามหลังจี้คงโส่วไป

    แต่ว่าสายเกินไปแล้ว มาตรว่าเป็นเวลาชั่ววูบ แต่ในสายตายอดฝีมือ เพียงพอให้กระทำเรื่องราวที่คิดกระทำ เทพลักขโมยเป็นยอดฝีมือเช่นนี้โดยมิต้องสงสัย

    กระบี่ของหัวหน้าพรรคเฉาปางเพิ่งกรีดฝ่าอากาศออก พลันเผชิญกับพลังอันกล้าแข็งขุมหนึ่ง ปิดสกัดการรุกคืบของกระบี่ไว้ แต่ว่ามันไม่มีทางเลือกอื่นอีก ได้แต่เกร็งกำลังฟาดฟันกระบี่ออกไป

    พลังฝ่ามือและลมปราณกระบี่พอปะทะ บังเกิดเป็นมรสุมพลังหอบหนึ่ง หัวหน้าพรรคเฉาปางถูกกระแทกปลิวลิ่วไปด้านหลัง อ้าปากกระอักโลหิตเป็นฝูฝอย

    เสื้อผ้าของเทพลักขโมยโชยพัดพลิ้ว ร่างกลับปักหลักยืนหยัดมั่น จับจ้องมองหัวหน้าพรรคเฉาปางที่นอนกับพื้นอย่างเย็นชา กล่าวว่า “ที่ผ่านมาเจ็ดพรรคเจียงไหวครองความยิ่งใหญ่ที่แถบถิ่นนี้ นอกจากห้าตระกูลทรงอิทธิพลแล้ว ไม่มีผู้ใดกล้าลูบคม แต่จากตัวท่าน เราคล้ายเห็นถึงความเสื่อมถอยชนิดหนึ่ง”

    หัวหร้าพรรคเฉาปางหน้าขาวซีด กระอักโลหิตอีกคำหนึ่งแต่ยังกล่าวว่า “อย่า...ได้...ลำพอง...ไป เรา...เพียง...ล่วง...หน้า...ไป...น้อม...รอ...ที่...ปรภพ...ก่อน...ก้าวหนึ่ง”

    เทพลักขโมยยิ้มพลางกล่าวว่า “นั่นกลับไม่ต้อง เราท่านเดินคนละเส้นทาง ไม่บรรจบพบกันอีก”

    หัวหน้าพรรคเฉาปางหอบหายใจอย่างหนักหน่วง ดวงตากลับปรากฏรอยยิ้มอันลี้ลับขึ้น กล่าวว่า “เรา...แม้...คำนวณ...ผิดพลาด สมควร...รับ...ชะตา...กรรม แต่...ก่อน...หน้านี้...ทุ่มเงิน...ว่าจ้าง...กุ่ย...อิ่งจื่อ ไม่...ทราบ...เพราะ...เหตุใด มัน...ยัง...ไม่...มาถึง แต่...ด้วย...ชื่อเสียง...ส่วนตัว...ของมันต้อง...ทำตาม...คำมั่น...สัญญา...แน่นอน”

    เทพลักขโมยร้องโพล่งว่า “ว่านอู๋อี้สือกุ่ยอิ่งจื่อ (เงาปีศาจไม่เคยพลาดพลั้ง)?”

    หัวหน้าพรรคเฉาปางหัวร่อราวคลุ้มคลั่ง จนโลหิตทะลักจากจมูกปาก ร้องคำ “มิ...ผิด” สุดท้ายหงายร่างไปด้านหลังสิ้นใจตาย

    ภายในศาลเจ้าเงียบงันปานวังเวง เทพลักขโมยหน้าเคร่งเครียดจริงจัง คล้ายปกคลุมด้วยน้ำแข็งชั้นหนึ่ง

    จี้คงโส่วเดินถึงข้างกายมัน ยกมือตบอก กล่าวว่า “ช่างหวาดเสียวนัก”

    เทพลักขโมยค่อยตื่นจากห้วงความคิด เหลียวหน้ามามองดูจี้คงโส่ว กล่าวว่า “ใช่แล้ว หวาดเสียงจริงๆ หากมิใช่เจ้าหลบรอดจากท่าตะปบของผู้แซ่เจียง ตกไปในเงื้อมมือมัน เราไม่ทราบจะตัดสินใจอย่างไรจริงๆ”

    จี้คงโส่วยิ้มพลางกล่าวว่า “ข้าพเจ้าก็คิดไม่ถึงว่าตัวเองสามารถหลบรอดจากท่าตะปบของมัน เพียงแต่ยามร้อนรุ่มใจ จึงขนย้ายสิ่งที่ซักซ้อมจนช่ำชองออกมา กลับหลบหลีกรอดพ้น”

    เทพลักขโมยกล่าวอย่างครุ่นคิดว่า “เจ้าปราศจากกำลังภายใน เพียงอาศัยท่าเท้าหลบรอดจากท่าจู่โจมอันดุร้ายของผู้แซ่เจียง แสดงว่าเจ้ามีพรสวรรค์ล้ำเลิศ เหมาะกับการฝึกวิชาบู๊ มาตรว่านี่เป็นเหตุบังเอิญ แต่ในโลกมีเรื่องราวมากหลายเป็นเช่นนี้ ขอเพียงเจ้าก้าวเท้าก้าวแรกออกไป ก็บ่งบอกถึงการเริ่มต้นใหม่ประการหนึ่ง”

    จี้คงโส่วคิดไม่ถึงว่าเทพลักขโมยกลับชมเชยตนเอง นี่เป็นเรื่องที่ไม่เคยมีมาก่อน กลับกระดากใจอยู่บ้าง พลันนึกถึงคำโต้ตอบของทั้งสอง จึงกล่าว “เงาปีศาจไม่เคยพลาดพลั้งเป็นตัวอะไร? เหตุใดท่านพอได้ยินชื่อนี้ คล้ายกับพบพานผีสางก็มิปาน”

    ดวงตาเทพลักขโมยทอแววหวาดหวั่นวูบหนึ่ง มองดูม่านวิกาลนอกหน้าต่าง เนิ่นนานให้หลังจึงกล่าว “ในอาชีพนักฆ่า เงาปีศาจไม่เคยพลาดพลั้งมิใช่คนมีชื่อ มันเก็บเนื้อเก็บตัว ผู้ที่ล่วงรู้โฉมหน้าแท้จริงของมันมีน้อยกว่าน้อย เพราะเหตุนี้มันจึงน่ากลัว เพราะมันหลบซ่อนอยู่ในที่มืด ส่วนท่านอยู่ในที่สว่าง ขอเพียงเจ้าประมาทเลินเล่อ มันจะเปิดฉากจู่โจม ปลิดชีวิตในคราเดียว ตามคำร่ำลือ นับตั้งแต่มันเข้าสู่วงการนักฆ่า ยังไม่เคยลงมือล้มเหลวมาก่อน เจียงเทียนเมื่อทุ่มเงินว่าจ้างมันมา หลังจากนี้เราคงไม่มีวันอยู่สุขสงบได้”

    จี้คงโส่วพลอยอกสั่นขวัญแขวน เมื่อครู่มันเห็นเทพลักขโมยสยบศัตรูสังหารฝ่ายตรงข้ามอย่างปลอดโปร่งเยือกเย็น ยังเข้าใจว่าเทพลักขโมยจัดอยู่ในทำเนียบยอดฝีมือ แต่อีกฝ่ายยามเอ่ยถึงเงาปีศาจ น้ำเสียงแฝงความกริ่งเกรงอยู่หลายส่วน แสดงว่าความน่ากลัวของเงาปีศาจยังอยู่เหนือความคาดหมายของมัน จึงกล่าว “ฟังจากปากคำเจียงเทียน เงาปีศาจมาถึงละแวกใกล้เคียงแล้ว”

    เทพลักขโมยตาทอประกายเย็นเยียบวูบหนึ่ง กล่าวว่า “ต่อให้มันมาแล้ว เรามิใช่ไม่มีโอกาส”

    จี้คงโส่วบังเกิดปฏิภาณวูบหนึ่ง ร้องว่า “ท่านคิดล่องูออกจากถ้ำ”

    เทพลักขโมยค่อยยิ้มออกมา

 

    เงาปีศาจไม่เคยพลาดพลั้งมือโอบหอกยาว นั่งอยู่ใต้ชายคาบ้านช่อง หลับตาพริ้มลง คล้ายกำลังพักผ่อน แท้ที่จริงทุกความเคลื่อนไหวในรัศมีสิบวาไม่อาจรอดพ้นจากโสตประสาทของมัน

    แว่วเสียงเคาะบอกโมงยาม เป็นเวลายามสาม บนถนนยาวไร้ร่องรอยผู้คน สายลมโชยพัดผ่าน ยิ่งเพิ่มความเงียบวังเวงกว่าเดิม

    มันคำนวณแน่ว่าเทพลักขโมยติงเหิงต้องอาศัยทิศทางนี้หลบหนีออกจากเมืองไหวอิน หากมันไม่คิดทำลายชื่อเสียง “พันตำลึงทองฆ่าหนึ่งคน ไม่ขอกลับไปด้วยมือเปล่า” ของตนเอง นี่เป็นโอกาสครั้งสุดท้ายของมัน

    สำหรับกับมัน หากไขว่คว้าโอกาสเป็นเคล็ดลับของความสำเร็จ การเลือกจังหวะเวลาเป็นประเด็นสำคัญของการพบกับความสำเร็จ

    เงาปีศาจนึกถึงตอนนี้ต้องนึกชมเชยวาสนาตัวเอง ทั้งนี้เพราะมันซ่อนตัวในความมืด เห็นทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในศาลเจ้าเทพสมบัติ

    ค่ำคืนนั้นมันรุดไปตามนัด ถึงกับไปถึงก่อนเทพลักขโมย เลือกตำแหน่งที่เหมาะกับการมองไกล ซ่อนตัวไว้ มันเห็นว่านักฆ่าไม่เพียงต้องมีฝีมือสูงเยี่ยม มีความคิดอ่านอันรอบคอบ ทั้งยังต้องขยันให้มากไว้ อย่างนั้นอัตราส่วนของความสำเร็จจะสัมพันธ์กับหยาดเหงื่อที่ท่านหลั่งออกไป

    ต่อจากนั้นมันเห็นเทพลักขโมย ในข้อมูลของมัน เทพลักขโมยเป็นหนึ่งในบุคคลที่ควรหลีกเลี่ยงจากการฆ่า มันเคยทุ่มเทแรงกายแรงใจมากมาย ศึกษายอดฝีมือที่มีชื่อเสียง เพื่อที่จะไม่คว้าน้ำเหลวกลับไป

หนังสือแนะนำ

Special Deal