บทที่ 3 ตามล่าไม่ลดละ (หน้า 2)

จี้คงโส่วกลับกล่าวว่า “หากคิดช่วยคน ต้องนึกหาแผนอันรอบคอบ ลองนึกดู หลิวปังมีฝีมือสูงเยี่ยมยังถูกทำร้ายจนมีสภาพเช่นนี้ แสดงว่าศัตรูของมันมิใช่ชนชั้นธรรมดา หากไม่ระมัดระวัง เกรงว่าช่วยคนไม่สำเร็จ พวกเรายังพลอยร่วมกลบฝังด้วย”

    หานซิ่นค่อยได้คิด ทั้งสองครุ่นคิดว่าจะจัดการกับหลิวปังอย่างไร สองฝั่งแม่น้ำพลันบังเกิดเสียงฝีเท้าดังมา

    จี้คงโส่วหน้าแปรเปลี่ยนไป กล่าวว่า “เกรงว่าความยุ่งยากมาแล้ว” พลางเหลียวซ้ายแลขวาเห็นบนชายหาดมีแต่หญ้าคาต่ำเตี้ย ไม่อาจซ่อนคนได้ ใต้เท้ากลับเหยียบถูกดินทราย จึงบังเกิดปฏิภาณวูบ กล่าวว่า “ท่านหาน ดูท่าได้แต่ซ่อนคนอยู่ใต้ดินทรายแล้ว”

    ทั้งสองรีบเคลื่อนไหว วุ่นวายอยู่ครู่หนึ่ง เพิ่งซ่อนคนอยู่ใต้ดินทราย ม้าพ่วงพีขบวนหนึ่งก็ควบขับมาถึง

    คนนำหน้าคือเซียวเหอเอง

    

    เซียวเหอควบม้าสืบเสาะมา เห็นชายหนุ่มสองคนนอนอาบแดดบนพื้นทรายอย่างปลอดโปร่ง จึงฉุกใจคิด ประสานมือกล่าวว่า “สหายน้อยทั้งสอง ขอถามพวกท่านใช่เห็นศพลอยมาตามน้ำหรือไม่?”

    “เห็นนั้นเห็นอยู่ เพียงแต่ผ่านไปนานปานนี้ คงลอยไปไกลสิบลี้แล้ว”

    คนตอบคำคือจี้คงโส่ว กลับกล่าวด้วยสีหน้าเป็นปรกติ กลับเป็นหานซิ่นที่อยู่ทางด้านหลังอดสะท้านขึ้นคราหนึ่งมิได้

    เซียวเหอมีนิสัยรอบคอบ จึงถามย้ำว่า “ขอถามอีกคำ พวกท่านเห็นสภาพของศพที่ลอยมาหรือไม่?”

    จี้คงโส่วแค่นหัวร่อกล่าว่วา “นายท่านประหลาดแท้ พวกเรานอนอาบแดดอยู่ที่นี้ เห็นศพลอยมาถือเป็นความโชคร้าย ผู้ใดมีกะใจชมดูโดยละเอียด?”

    เซียวเหอหามีโทสะไม่ กล่าวคำรบกวนแล้วกระตุ้นม้าหมายเดินทางต่อ

    มันพอเหลียวหน้ากลับไป เหลือบเห็นชายหนุ่มที่สงบปากคำทางด้านหลังระบายลมหายใจอย่างโล่งอก พลันสะกิดความสงสัยขึ้นมา

    มันบังคับม้าเหยาะย่างเป็นวง สำรวจดูชายหนุ่มทั้งสอง พลันเห็นที่แทบเท้าของชายหนุ่มที่สงบปากคำปรากฏพู่แพรสีแดงโผล่พ้นออกมากระจุกหนึ่ง

    เซียวเหอจดจำออกว่านี่เป็นพู่กระบี่ของกระบี่คู่มือหลิวปัง ต้องลอบยินดี ระหว่างทางมันครุ่นคิดหาทางช่วยเหลือหลิวปัง โดยไม่สะกิดความสงสัยของมู่หยงเชียน สุดท้ายนึกหาวิธีอันดีพร้อมไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ไม่ต้องวิตกกังวลอีกต่อไป

    เพียงแต่หากให้มันส่งมอบชีวิตหลิวปังให้แก่ชายหนุ่มทั้งสองนี้ จะอย่างไรไม่วางใจ ยังคงแสร้งเป็นติดตามต่อไป จากนั้นหาโอกาสย้อนกลับมาคนเดียว พิสูจน์ยืนยันว่าหลิวปังแคล้วคลาดปลอดภัย

    มันพอตกลงใจ ก็ยิ้มให้กับจี้คงโส่วและหานซิ่น นำไพร่พลทหารควบม้าจากไป

    แทบเป็นเวลาเดียวกัน จี้คงโส่วก็เหลือบเห็นพู่กระบี่ที่ใต้เท้าของหานซิ่น หัวใจถึงกับตกวูบลง รอจนเซียวเหอนำกำลังจากไป รีบกระโดดปราดขึ้นชิงเคลื่อนไหว

 

    “จี้เส้า ข้าพเจ้ารู้สึกไม่ถูกต้อง”

    หานซิ่นกล่าวพลางเหลียวมองไปด้านหลัง ไม่เห็นมีสิ่งผิดปรกติใด แต่ไม่ทราบเพราะเหตุใดกลางหลังกลับเย็นวะวาบอยู่บ้าง

    จี้คงโส่วก็ลดสุ้มเสียงแผ่วเบาลง กล่าวว่า “ข้าพเจ้าก็รู้สึกคล้ายมีคนสะกดรอยตามอยู่ด้านหลัง”

    ทั้งสองซ่อนตัวในดงไม้ เงี่ยหูสดับฟัง นอกจากเสียงลมแล้ว ไม่ได้ยินสุ้มเสียงอื่นอีก ค่อยระบายลมหายใจอย่างโล่งอก แยกย้ายเป็นหนึ่งหน้าหนึ่งหลัง เข้าสู่ส่วนลึกของดงไม้

    ยิ่งล่วงลึกเข้าไป แสงสว่างยิ่งอ่อนจาง จี้คงโส่วกับหานซิ่นอาศัยความทรงจำสืบเสาะถึงต้นไม้พันปีต้นหนึ่ง ต้นไม้มีขนาดเท่าสองคนโอบ ในต้นไม้มีโพร่งแห่งหนึ่ง หลิวปังถูกพวกมันซุกซ่อนอยู่ที่นี้

    ทั้งสองหามหลิวปังออกจากโพร่งไม้อย่างระมัดระวัง จัดให้นอนราบบนพื้นหญ้า ยื่นมือรอที่ริมจมูกของอีกฝ่าย พบว่ามีลมหายใจเป็นปรกติค่อยคลายใจลง

    จี้คงโส่วกล่าวว่า “หากหลิวปังพอกทายาของร้ายหุยชุนถังลงไป นอนพักรักษาตัวสักหลายวันคงทุเลาหายดี” พลางล้วงกอเอี๊ยะออกมาห่อหนึ่ง พอกทาลงบนร่างของหลิวปัง วุ่นวายอยู่ครู่หนึ่งค่อยสำเร็จเสร็จสิ้น จากนั้นกล่าวว่า “ข้าพเจ้าบอกอาการของคนไข้ต่อหลิวฟูจื่อ (หมอแซ่หลิว) มันก็จ่ายยาเหล่านี้ ทั้งกลืนกินทั้งพอกทา เรียกราคาถึงสิบตำลึง ยังแพงกว่าเที่ยวนางคณะกาหอสิงชุนอีก หากไม่ได้ผล ดูว่าข้าพเจ้าจะทุบป้ายยี่ห้อของร้ายหุนถังหรือไม่?”

    หานซิ่นทรุดนั่งลงพักผ่อนหายใจ ขณะจะกล่าวกระไร สีหน้าพลันแปรเปลี่ยนไป บุ้ยปากไปยังด้านหลังจี้คงโส่ว

    จี้คงโส่วไม่ทราบว่าที่ด้านหลังเกิดเรื่องใด แต่ด้วยสัญชาตญาณของมัน บวกกับความเข้าใจที่มีต่อหานซิ่น ทราบว่าหานซิ่นไม่ได้หยอกล้อเล่น ดังนั้นหันขวับไป

    เห็นบนพื้นหญ้าที่ด้านหลังระหว่างกิ่งง่ามที่ยื่นขวางของตั้นไม้ ปรากฏเงาร่างเลือนรางสายหนึ่งยืนอยู่ที่นั้น ราวกับเป็นวิญญาณที่ไม่ยอมผุดเกิดดวงหนึ่ง

    อากาศเปลี่ยนเป็นอึดอัดแทบขาดใจตาย ไม่ว่าจี้คงโส่วหรือหานซิ่น ล้วนเผชิญกับความหวาดหวั่นพรั่นพรึงชนิดหนึ่ง สำหรับกับพวกมัน ภูตผีปีศาจไม่น่ากลัว หากทว่าการพบพานที่สุดคือคน

    “ท่านเป็นใคร?”

    จี้คงโส่วสูดลมหายใจลึกๆ สะกดความประหวั่นในใจ เอ่ยปากถามไถ่

    ลมหอบหนึ่งโชยพัดผ่าน เงาร่างสายนั้นพลิ้วไหวตามสายลม จากนั้นปรากฏชายฉกรรจ์อายุสามสิบเศษผู้หนึ่งหยุดยืนที่เบื้องหน้าพวกมัน

    คนผู้นั้นพอเอ่ยปากก็ถามว่า “พวกท่านคือจี้คงโส่วกับหานซิ่น?”

    จี้คงโส่วเห็นความเคลื่อนไหวอันรวดเร็วของอีกฝ่าย ทราบว่าหากมันเป็นศัตรู พวกตนได้แต่งอมือรอความตายถ่ายเดียว ยามนั้นวางท่าเป็นนักเลงเก่าอันช่ำชอง ประสานมือกล่าวว่า “มิผิด ท่านล่วงรู้ชื่อของพวกเรา แสดงว่าเป็นสหายบนเส้นทาง คนเคลื่อนผ่านทิ้งชื่อ ห่านป่าบินผ่านทิ้งเสียง ขอถามนามสูงส่งของท่าน”

    ชายฉกรรจ์นั้นยิ้มพลางกล่าวว่า “เราเป็นใครไม่สำคัญ ประการสำคัญคือเราเป็นสหายของหลิวปัง หาใช่ศัตรูไม่”

    หานซิ่นสั่นศีรษะกล่าวว่า “วาจาลมปากไร้หลักฐ่น ผู้ใดเชื่อว่าที่ท่านกล่าวเป็นความจริง?”

    ชายฉกรรจ์นั้นยื่นมือคว้าใส่กลางอากาศคราหนึ่ง ที่ซอกนิ้วของนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้มันพลันเพิ่มมีดสั้นเจ็ดนิ้วเล่มหนึ่ง ใต้เงาไม้เลือนสลัว ตัวมีดสะท้อนประกายเย็นเยียบออกมา

    มีดบินพอปรากฏขึ้น ในดงไม้พลันเพิ่มพูนรังสีการฆ่าฟันชนิดหนึ่ง จี้คงโส่วทราบดีว่าขอเพียงผู้มาลงมือ ตนเองกับหานซิ่นมีแต่หนทางตายสายเดียว

    ชายฉกรรจ์นั้นยิ้มอย่างถือดี กล่าวว่า “มีดบินนี้อาจพิสูจน์ยืนยันได้” ขาดคำซัดมีดออกจากมือ

    ในดงไม้คล้ายปรากฏประกายสายฟ้าวูบขึ้นแวบหนึ่ง

    ไม่มีผู้ใดบรรยายถึงความเกรี้ยวกีราดของมีดนี้ได้

    จี้คงโส่วกับหานซิ่นตัวแข็งทื่อ หลับตาลงรอความตาย

    เสียงฉึกเมื่อมีดบินปักใส่ต้นไม้ใหญ่ด้านหลัง คมมีดจมหายเข้าไป โผล่พ้นเพียงด้ามมีด

    จี้คงโส่วกับหานซิ่นเหลียวหน้ามอง ถึงกับปากอ้าตาค้าง แทบไม่เชื่อว่านี่เป็นฝีมือผู้คน ต่างกวาดตาไปยังชายฉกรรจ์นั้นอีกครา

    ชายฉกรรจ์นั้นยิ้มอย่างเป็นมิตร กล่าวว่า “พวกท่านเมื่อเป็นสหายของหลิวปัง ก็ไม่ต้องกลัว เราใช้มีดบินเพียงเพื่อพิสูจน์ว่าเราคือฝานไคว่”

    จี้คงโส่วกับหานซิ่นพากันร้องคำ “ฝานไคว่?” แทบไม่เชื่อหูตัวเอง

    ในสายตาพวกมัน นามฝานไคว่ยังเกริกก้องกว่าหลิวปัง ทั้งนี้เพราะเหวินหู่ผู้เป็นพี่ใหญ่พวกมัน เพียงเป็นหัวหน้าหน่วยประจำเมืองไหวอิน ในสังกัดสำนักอูเชวี่ยเหมิน (สำนักหงส์ดำ) ของฝานไคว่

    จี้คงโส่วพลันฉุดลากหานซิ่นคุกเข่าลง โขกศีรษะคำนับ กล่าวว่า “บริวารคำนับเหมินจู่ (หัวหน้าสำนัก)”

    ฝานไคว่งงงันวูบหนึ่ง จากนั้นค่อยเข้าใจ กล่าวว่า “ที่แท้พวกท่านเป็นคนของเวหินหู่” พลางฉุดถึงคนทั้งสองขึ้นมา กล่าวถามว่า “พวกท่านติดตามเหวินหู่มากี่ปี? ตอนนี้ทำหน้าที่ใด?”

    จี้คงโส่วกล่าวว่า “พวกเราความจริงมิใช่สมุนของเหวินเหล่าต้า (พี่ใหญ่แซ่เหวิน) เพียงอาศัยป้ายยี่ห้อของมันสำหรับคลุกคลีในเมืองไหวอิน”

    ฝานไคว่ส่งเสียงดังอ้อ กล่าวว่า “อย่างนั้นพวกท่านไฉนช่วยเหลือหลิวปัง?”

    จี้คงโส่วรีบบอกเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นออกไป ทางหนึ่งกล่าวทางหนึ่งสังเกตสีหน้าของฝานไคว่ ฝานไคว่พอฟังจบกล่าวว่า “พวกท่านทราบหรือไม่ว่าความเมตตาชั่วแล่นของพวกท่าน มิเพียงช่วยชีวิตหลิวปัง ยังเป็นผู้มีพระคุณของสำนักหงส์ดำเรา” กล่าวจบพลันคุกเข่าลง โขกศีรษะคราหนึ่ง

    จี้คงโส่วร้องโอยคำหนึ่ง รีบยื่นมือประคอง แต่คล้ายกระทบถูกขุนเขา ร่างของฝานไคว่ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย จึงชักชวนหานซิ่นช่วยกันประคองฝานไคว่ขึ้นมา ในใจครุ่นคิด ‘เราช่วยเหลือหลิวปัง เหตุใดฝานไคว่กลับโขกศีรษะต่อเรา หรือ่วาปลิวปังกับสำนักหงส์ดำมีส่วนเกี่ยวข้องกัน?’

    ได้ยินฝานไคว่กล่าวว่า “ความจริงแล้วนายทหารที่พวกท่านเอ่ยถึง เป็นขุนพลในสังกัดผู้ดูแลเขตปกครองเจียงไหว เรียกว่าเซียวเหอ หากมิใช่มันส่งข่าวไป เรายังไม่ทราบว่าพวกท่านให้การช่วยเหลือหลิวปัง”

    จึ้คงโส่วยินดียิ่ง กล่าวว่า “หากท่านฝานนิยมในตัวพวกเราจริงๆ ก็รับตัวพวกเราไว้เข้าร่วมกับกองทัพธรรมของท่าน”

    ฝานไคว่ยิ้มเล็กน้อยกล่าวว่า “พวกท่านเสี่ยงอันตรายช่วยเหลือหลิวปัง เราย่อมต้องสมนาคุณ เพียงแต่หลิวปังสลบไสลไม่ฟื้น เราต้องรีบส่งตัวกลับอำเภอเผ่ยเสี้ยนโดยเร็ว ครั้งนี้ยังไม่อาจนำตัวพวกท่านไป ภายในหนึ่งเดือนเราจะกลับมารับตัวพวกท่าน”

    จี้คงโส่วกับหานซิ่นพอฟัง ต้องสบตากันด้วยความผิดหวังแวบหนึ่ง ฝานไคว่เห็นเช่นนั้นจึงถอนดึงมีดบินออกจากต้นไม้ ยื่นส่งต่อจี้คงโส่ว กล่าวว่า “พวกท่านไม่ต้องท้อใจ เราฝานไคว่มีวาจาเป็นสัจจะ เมื่อลั่นปากต้องทำตาม ขอเพียบพวกท่านถือมีดบินเล่มนี้ไปพบกันเหวินหู่ มันพบเห็นมีดเท่ากับพบพานคน ต้องต้อนรับขับสู้พวกท่านเป็นอย่างดี”

    จี้คงโส่วรับมีดบินมา เห็นมีดนี้แม้มีความยาวเพียงเจ็ดนิ้ว แต่มีน้ำหนักเป็นพิเศษ ต้องไม่ตีจากเหล็กธรรมดา ตัวมีดเบาบางแต่คมกล้า เส้นสายประณีตงดงาม มองปราดเดียวก็ทราบว่าจัดทำจากช่างฝีมือดี ต้องลูบคลำเล่นโดยไม่วางมือ

    ฝานไคว่แหงนมองท้องฟ้า เห็นเวลาไม่เช้าแล้ว จึงกล่าวกำชับอีกหลายคำ ค่อยแบกร่างหลิวปังขึ้น กระโดดปราดหายลับกับความมืด

    หานซิ่นมองดูเงาหลังฝานไคว่จนลับตา กล่าวอย่างเคลือบแคลงสงสัยว่า “ท่านเชื่อว่าฝานไคว่จะกลับมาจริงๆ”

    จี้คงโส่วกล่าวว่า “ข้าพเจ้ามีความรู้สึกดลใจว่าฝานไคว่เป็นคนที่ควรแก่การเชื่อถือ”

    หานซิ่นกล่าวถามว่า “อย่างนั้นตอนนี้พวกเราควรทำอย่างไร?”

    จี้คงโส่วงงงันวูบหนึ่ง ขบคิดแล้วกล่าว “ข้าพเจ้าจะไปพบตัวประหลาดเฒ่าติง ท่านไปรอข้าพเจ้าที่แหล่งของเหวินเหล่าต้าก่อนเถอะ”

    หานซิ่นกล่าวด้วยความยินดีต่อคราเคราะห์ผู้อื่นอยู่บ้างว่า “ดูท่าติงเหล่าฟูจื่อ (ครูสอนหนังสือแซ่ติง) จึงเป็นดาวข่มในชีวิตท่าน”

    

    จี้คงโส่วนึกถึงกำหนดกับติงเหล่าฟูจื่อเพื่อมิต้องรับความเจ็บปวดที่แก้มก้น ไม่สนใจคำประชดประชันของหานซิ่น รีบรุดไปยังศาลเจ้าไช่ซิ้ง (เทพสมบัติ)

    ภายในศาลเจ้าเทพสมบัติว่างเปล่าไร้ผู้คน นี่อยู่ในความคาดหมายของจี้คงโส่วอยู่แล้ว จึงสงบจิตใจรอคอย จวบกระทั่งวิกาลคล้อยดึก ค่อยได้ยินเสียงเคาะประตูก๊อก ก๊อก ก๊อกสามครา

    นี่เป็นรหัสที่มันกับติงเล่าฟูจื่อนัดหมายกัน ปฏิกิริยาตอบรับของมันคือกระแอมไอคำหนึ่ง จากนั้นเห็นติงเล่าฟูจื่อเดินทอดน่องเข้ามา

    จี้คงโส่วเห็นอีกฝ่ายมีสีหน้าที่เป็นมิตรกลับใจเต้นระทึกขึ้นมา กล่าวว่า “เหล่าฟูจือ (คำเรียกหาครูสอนหนังสือสูงอายุ) ไม่ทราบวันนี้เตรียมนึกหาลวดลายเคี่ยวเข็ญทรมานข้าพเจ้าอย่างไร?”

    ติงเหล่าฟูจื่อเดินมานั่งลงที่ข้างกายมัน กล่าวว่า “วันนี้ไม่มีลวดลาย เพียงคิดสนทนากับเจ้า”

    จี้คงโส่วแลบลิ้นออกมา กล่าวว่า “นี่สมควรบอกว่าอาทิตย์ขึ้นทางตะวันตก พิสดารจนเหลือเชื่อ”

    ติงเหล่าฟูจื่อกล่าวด้วยความสะท้อนใจว่า “นับดูพวกเรารู้จักกันสามปี คนหนึ่งตั้งหน้าตั้งตาสอน คนหนึ่งก้มหน้าก้มตาเรียน เวลาผ่านไปเร็วยิ่ง ชั่วพริบตาเข้าใกล้เติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว”

    จี้คงโส่วกลับกล่าวว่า “แต่ข้าพเจ้ากลับผ่านวันดุจเป็นปี  นับตั้งแต่รู้จักท่าน ข้าพเจ้าไม่เคยหลับสบายแม้สักคืนเดียว ทั้งยังเล่นทายปริศนากับท่านสามปีเต็มๆ”

    ติงเหล่าฟูจื่อยิ้มพลางกล่าวว่า “เจ้าทราบสาเหตุที่เราทำเช่นนี้หรือไม่?”

    จี้คงโส่วกล่าวเสียงอ่อนลงว่า “แน่นอน ท่านดีต่อข้าพเจ้าไม่น้อย แต่ข้าพเจ้าไม่ต้องการถูกผู้คนยึดถือเป็นคนปัญญาอ่อน”

    ติงเหล่าฟูจื่อมองผ่านหน้าต่างไป เพ่งดูม่านราตรีอันมืดมิด ชั่วครู่จึงกล่าว “เรามายังเมืองไหวอินเพื่อปฏิบัติภารกิจประการหนึ่ง แต่สามปีมานี้เหยียบย่ำทุกตารางนิ้วของเมืองไหวอิน ยังไม่พบเห็นอันใด”

    จี้คงโส่วกล่าวอย่างสงสับใจว่า “ท่านบอกว่าท่านมายังที่นี้เพื่อปฏิบัติภารกิจประการหนึ่ง?”

    ติงเหล่าฟูจื่อส่งเสียงดังอืมม์ กล่าวว่า “เจ้าเคยได้ยินชื่อเต้าเสิน (เทพลักขโมย) ติงเหิงมาหรือไม่?”

    จี้คงโส่วสั่นศีรษะกล่าวว่า “คนผู้นี้ออกจะผยองไปแล้ว โจรลักขโมยคือโจรลักขโมย ยังเติมคำเทพเข้าไป ใช่เป็นโรคประสาทหรือไม่?”

    ติงเหล่าผูจื่อร้องเพ้ยคำหนึ่ง กล่าวว่า “ในโลกมีคนโรคประสาที่ชาญฉลาดเช่นเราหรือ?”

    จี้คงโส่วอุทานดังอากล่าวว่า “หรือว่าท่านคือเทพลักขโมยติงเหิง?”

    ติงเหล่าฟูจื่อกล่าวอย่างขุ่นเคืองว่า “เจ้ารอบรู้น้อยนิด เราไม่โทษว่าเจ้า แต่เจ้าไม่อาจกล่าวเพ้อเจ้อเหลวไหล ผู้ที่กล้าบอกว่าเราติงเหิงเป็นโรคประสาท นับเจ้าเป็นบุคคลแรก หากมิใช่เห็นแก่การคบหาสามปี เราต้องเคาะฟันในปากของเจ้าออกมาให้หมดสิ้น”

    จี้คงโส่วไม่กล่าวโต้ตอบ ในใจกลับครุ่นคิด ‘ท่านยกตัวเองเป็นขุนโจรเทพลักขโมย แท้ที่จริงเป็นโจรลักขโมยคนหนึ่ง มีอันใดยอดเยี่ยมด้วย?’

    เทพลักขโมยตาสาดประกายเย็นเยียบ คล้ายมองทะลุถึงหัวใจจี้คงโส่ว กล่าวว่า “ต่อให้เราเป็นโจรลักขโมย ก็เป็นโจรลักขโมยที่ไร้ผู้เทียมเทียบ ในทุกสาขาอาชีพ ผู้ที่จัดอยู่อันดับหนึ่งสามควรได้รับความเคารพยกย่องอย่างที่มันพึงได้รับ”

    จี้คงโส่วอดกล่าวมิได้ว่า “นี่ไม่อาจโทษว่าข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเล่าเรียนกับท่านสามปี นอกจากวิชาปลอมแปลงโฉมที่พอใช้การได้แล้ว อื่นๆ ล้วนไม่มีประโยชน์ใช้สอย ไหนเลยไม่ให้ข้าพเจ้าเคลือบแคลงสงสัยค่อความเป็นเทพลักขโมยของท่านได้?”

    เทพลักขโมยแค่นหัวร่อกล่าวว่า “ช่างเป็นเด็กทารกไม่รู้ความ กลับกล้าบอกว่าสามท่ามือพิสดารกับท่าเท้าว่างเปล่าของเราไม่มีประโยชน์ใช้สอย ทราบหรือไม่ว่าไม้ตายที่เจ้าร่ำเรียนล้วนเป็นวิชาฝีมือที่ชาวยุทธจักรใฝ่ฝันเรียนรู้?”

    จี้คงโส่วกล่าวว่า “หากว่าสามท่ามือพิสดารกับท่าเท้าว่างเปล่าของท่านเลิศล้ำถึงเพียงนี้ ข้าพเจ้าไฉนไม่รู้สึกได้?”

    เทพลักขโมยผงกศีรษะกล่าวว่า “ถามได้ประเสริฐ สามปีมานี้ที่เราถ่ายทอดให้ล้วนเป็นกระบวนท่วงท่า แต่ไม่ได้ถ่ยาทอดเคล็ดวิชาโคจรพลังลมปราณแก่เจ้า นี่เฉกเช่นกับเราปลูกสร้างตึกสูงร้อยวาหลังหนึ่ง ตอนนี้ขึ้นโครงแล้ว แต่ยังไม่ได้ปรับฐานราก ไม่สามารถต้านลมโชยฝนสาดซัด พอผลักก็พังครืนลง ดังนั้นเราตระเตรียมปรับฐานรากแก่เจ้า เพื่อที่เจ้าพอเข้าสู่ยุทธจักร สามารถเผชิญกับลมคลุ้มฝนคลั่ง”

    จี้คงโส่วฉุกคิดขึ้น ‘จนบัดนี้เราไม่มีความสามารถอันใด หรือสืบเนื่องจากตัวเองปราศจากพื้นฐานกำลังภายใน?’ ยามนั้นนึกถึงปัญหาอีกประการหนึ่ง กล่าวว่า “ผู้อื่นล้วนปรับฐานราก ค่อยสร้างหอสูง ท่านไฉนประพฤติตรงกันข้าม?”

    เทพลักขโมยกล่าวว่า “เราบอกแต่แรกว่ามายังที่นี้ด้วยภารกิจประการหนึ่ง แต่สามปีมานี้เรากลางวันตระเวนเยือนพันห้องหับ กลางคืนสำรวจหมื่นหลังคาเรือน ยังไม่มีผลรับอันใด หนึ่งเดียวที่ต้องใจคือเด็กน้อยเจ้า จนบัดนี้เราค่อยบอกความจริงต่อเจ้า เพราะว่าเราคิดไปจากเมืองไหวอิน”

    จี้คงโส่วกล่าวถามว่า “ท่านมายังเมืองไหวอินเพื่อเสาะหาคนหรือ? เหตุใดไม่บอกต่อข้าพเจ้าแต่เนิ่นๆ? หรือท่านไม่ทราบว่าในท้องที่เมืองไหวอิน เราจี้คงโส่วสามารถใช้มือบังครึ่งแผ่นฟ้า?”

    เทพลักขโมยหัวร่อฮาฮากล่าวว่า “ใช้มือบังครึ่งแผ่นฟ้า? ใช่ต้องให้เราสอนเจ้าหรือไม่ว่า หากใช้มือปิดบังดวงตาข้างหนึ่ง อย่างมากเห็นเพียงครึ่งแผ่นฟ้า? เราผู้เฒ่าที่หมายตาเจ้า เพราะว่าเจ้าเป็นตัวของตัวเอง มาตรว่ายากไร้แต่ไม่ละโมบ ต่ำต้อยแต่ไม่ไร้ศักดิ์ศรี มีคุณธรรมน้ำใจอยู่บ้าง ที่หายากยิ่งกว่าคือมีรูปลักษณ์แปลกพิเศษ เป็นตัวบุคคลที่เราเฝ้าแสวงหา”

    จี้คงโส่วหน้าแดงฉาน กล่าวอย่างกระดากว่า “ฟังดูท่านคล้ายกำลังด่าข้าพเจ้า”

    เทพลักขโมยกล่าวอย่างจริงจังว่า “มีเรื่องบางประการไม่อาจมองเพียงเฉพาะหน้า เวลาพอนานเข้าเจ้าจะเข้าใจเอง ด้วยสายตาของเรา เจ้าต้องประสบความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ เพียงแต่เจ้าพึงจดจำไว้ คนถือกำเนิดเกิดมา ต้องมีชีวิตอย่างระบือลือลั่น ไร้คำตัดพ้อไม่นึกเสียใจ หากสามารถกระทำตามนี้ อย่างนั้นก็ตายโดยปราศจากความเสียใจ”

    จี้คงโส่วทวนคำ “มีชีวิตอย่างระบือลือลั่น ไร้คำตัดพ้อไม่นึกเสียใจ” จากนั้นกล่าวอย่างครุ่นคิดว่า “ระวห่างนี้ข้าพเจ้าได้ยินผู้คนโจษขานถึงเฉินเซิ่งอ๋องกับจอมทัพอู๋กว่าง พวกเขาก็เป็นสามัญชนคนธรรมดา กลับประกาศว่าอ๋องอำมาตย์มิใช่เป็นมาแต่กำเนิด ไม่เพียงตั้งรัฐจางฉู่ ยังตั้งตนเป็นอ๋อง พวกเขาใช่ถือว่าอยู่อย่างระบือลือลั่นหรือไม่?”

    เทพลักขโมยกล่าวว่า “เฉินเซิ่งกับอู๋กว่าง ความจริงถูกทางการกะเกรฑ์ไปทำงานที่ชายแดน เนื่องจากเส้นทางขาด ไม่สามารถไปถึงที่หมายตามกำหนด ตามกฎหมายราชวงศ์ฉินต้องถูกประหารชีวิตสิ้น จึงชักชวนทั้งหมดลุกฮือขึ้น ดูไปแม้เป็นเหตุบังเอิญ แท้ที่จริงเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่พ้น ภายใต้การปกครองเผด็จการ ใจคนย่อมคิดต่อต้าน ขอเพียงมีคนลุกขึ้นเป่าประกาศชักชวน ราษฎรทุกสารทิศต้องเข้าร่วม แต่ด้วยสติปัญญาความสามารถของเฉินเซิ่งกับอู๋กว่าง ได้แต่ดำเนินถึงขั้นนี้ หลังจากนั้นจะถึงจุดเสื่อม สุดท้ายย่อยยับดับสูญ ผู้ที่สามารถชิงแผ่นดินกับเผด็จการฉิน จะต้องกอปรด้วยปัญญาความกล้าหาญ ซึ่งจะถือกำเนิดในภายหลัง”

    จี้คงโส่วกล่าวด้วยความเลื่อมใสว่า “มันเป็นใครหรือ?”

    เทพลักขโมยกล่าวว่า “อาจเป็นเจ้า หรืออาจเป็นคนที่เรากำลังเสาะหา ขอเพียงเจ้าใช้ความพยายาม สำหรับกับเจ้าแล้ว สำเร็จหรือล้มเหลวไม่สำคัญ ประการสำคัญคือเจ้าใช่เข้าร่วมหรือไม่?”

    จี้คงโส่วรู้สึกมีเลือดลมพลุ่งพล่าน จากนั้นครุ่นคิด เทพลักขโมยกล่าววาจาเหล่านี้ เพราะชมชอบตนเอง เห็นว่าตนเองมีโอกาส แต่ด้วยความสามารถอันน้อยนิดของตนเอง ไหนเลยอวดอ้างร่วมช่วงชิงแผ่นดินได้?

    จี้คงโส่วปลอบใจตนเองว่า ถนนเกิดจากการเดินหน้าทีละก้าว ขอเพียงเดินอย่างมั่นคง ไม่แน่ว่าไม่สามารถขึ้นสู่จุดสุดยอดของชีวิต นี่คล้ายกับคนที่ปีนเขา ขณะที่ยังอยู่ที่เชิงเขา ก็ตื่นตะลึงต่อทิวทัศน์เบื้องหน้า รอจนขึ้นถึงยอดเขา ค่อยพบว่าความงดงามที่แท้จริงเป็นเช่นใด

    ดังนั้นคนที่ปีนเขาล้วนทราบว่า ไม่ว่าหนทางลาดชันเท่าใด สภาพแวดล้อมเลวร้ายเพียงไหน หากคิดชื่นชมต่อทัศนียภาพความงามบนยอดเขา จะไม่สนใจต่อทิวทัศน์รายทาง

    จี้คงโส่วประจวบเป็นบุคคลเช่นนี้

    จี้คงโส่วกล่าวด้วยความหวังว่า “นับแต่นี้ท่านใช่จะปรับฐานรากแก่ข้าพเจ้า ถ่ยาทอดวิธีฝึกพลังลมปราณแก่ข้าพเจ้าหรือไม่?”

    เทพลักขโมยย้อนถามว่า “เจ้าทราบหรือไม่ว่าสามปีมานี้เราเพียงถ่ายทอดสามท่ามือพิสดารกับท่าเท้าว่างเปล่าแก่เจ้า โดยไม่ถ่ายทอดวิธีฝึกพลังลมปราณแก่เจ้า?” พลางจับจ้องมองจี้คงโส่วอย่างลึกซึ้งแล้วกล่าว “หนึ่งนั้นเจ้าคลาดวัยของการฝึกพลังลมปราณ สอง แนววิชากำลังภายในของเราไม่เหมาะสมกับเจ้า ทั้งนี้เพราะเราฝึกฝีมือเมื่ออายุสามขวบ ฝึกลมปราณเมื่ออายุห้าขวบ จนบัดนี้พลังลมปราณของเรายังไม่อาจจัดอยู่ในทำเนียบสามสิบยอดฝีมือ อย่างนั้นต่อให้เจ้าฝึกปรือยังมีประโยชน์ใด?”

    จี้คงโส่วสะท้านขึ้นคราหนึ่ง กล่าวด้วยความผิดหวังว่า “เช่นนี้เป็นว่าข้าพเจ้าไม่มีหวังแล้ว?”

    เทพลักขโมยกล่าวอย่างจังจังว่า “ไม่ เคล็ดวิชาในโลกหล้ามีมากมายหลายหลาก เจ้าสมควรมีโอกาส ยกตัวอย่างจอมจักรพรรดิหวงตี้ รอจนมีอายุอยู่ในวัยของเจ้า ค่อยมีประสบการณ์ปาฏิหาริย์ สุดท้ายค้นพบสุดยอดวิชาบู๊ ค่อยรวมดินแดนรกร้างเป็นแว่นแคว้น กลายเป็นบูรพจารย์ของพวกเราชาวฮั่น หลังจากที่พระองค์ขึ้นสู่สรวงสวรรค์ ฟังว่าได้จารึกเคล็ดวิชาราชันลงในเต่าเหล็กดำสองตัว ทิ้งไว้ให้แก่ผู้มีวาสนาในภายหลัง ขอเพียงพวกเราค้นหาเต่าเหล็กดำทั้งสองตัวจนพบ ตีความที่ซ่อนอยู่ภายในได้ เจ้าจะทะยานขึ้นเป็นยอดฝีมือชั้นแนวหน้าในเวลาชั่วข้ามคืน”

    จี้คงโส่วสั่นศีรษะกล่าวว่า “ใต้หล้ากว้างใหญ่ไพศาล คิดหามันพบไหนเลยง่ายดาย?”

    เทพลักขโมยกล่าวว่า “คิดค้นหามันไม่ยากลำบาก ที่ยากลำบากคือไม่อาจตีความที่ซ่อนอยู่ภายในได้ เต่าเหล็กดำปรากฏขึ้นมาหลายพันปี ไม่ทราบผ่านมือผู้ทรงภูมิปัญญามากน้อยเท่าใด จนบัดนี้ยังไม่อาจไขความลับได้ แสดงว่าอยู่เหนือขีดความสามารถของผู้คน หากแต่กอปรด้วยโชควาสนา จึงสมมาดปรารถนา”

    สำหรับเรื่องราวของเต่าเหล็กดำ ถือเป็นหนึ่งในสามปริศนาของแผ่นดิน มีคนบอกว่านี่เพียงเป็นแผนลวงโลกของจอมจักรพรรดิหวงตี้ มีคนบอกว่าบนเต่าเหล็กดำไม่ได้จารึกเคล็ดวิชาฝีมือ กลับคล้ายกุญแจไขไปสู่ขุมทรัพย์ ยังมีคนบอกว่าลวดลายบนตัวเต่าดำซ่อนความนัยไว้ สรุปแล้วเกิดคำวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา แต่ที่แน่ใจคือ ผู้ฝึกวิชาบู๊ทั้งแผ่นดินล้วนบังเกิดความกระตือรือร้นสนใจใคร่ครอบครอง ทุกครั้งที่ปรากฏขึ้น ต้องก่อเกิดเป็นมรสุมการช่วงชิงอย่างรุนแรง

หนังสือแนะนำ

Special Deal