เม่ยเซิง เปลี่ยนหน้าท้าลิขิต เล่ม 1

บทที่สาม ฟากฝั่ง

 

“ใบหน้านี้ซ่อมได้หรือไม่”

ผู้ถามคือบุรุษจมูกงองุ้มผู้หนึ่ง รูปร่างสูงใหญ่กำยำ ทว่าแววตามุ่งร้ายและมีลับลมคมใน

ฉางเซิงซึ่งยืนอยู่หลังจื่อเหยียนลอบชำเลืองมองไปที่เตียง

ใบหน้าเหวอะหวะเละเทะ แยกแยะอวัยวะไม่ออก

เขารีบเบนสายตากลับเพื่อตั้งสติ

จื่อเหยียนขยับร่างนั้นเข้ามา ช้อนมือเย็นชืดขึ้น มองสำรวจใบหน้าซึ่งไม่ต่างจากก้อนเนื้อโชกเลือดของเจ้าของร่าง

ขณะที่เขาขยับตัวบังเกิดช่องว่างเล็กน้อย ฉางเซิงเผลอตัวเหลือบมอง พลันรู้สึกคลื่นไส้อาเจียน

ครานี้ฉางเซิงจึงตระหนักถึงข้อดีที่จื่อเหยียนไม่แตะต้องอาหารประเภทเนื้อสัตว์ หากต้องประทินโฉมให้คนตายเป็นประจำ ทั้งยังต้องพิเคราะห์ใบหน้าสยดสยองเหล่านั้น ผู้ใดจะกลืนเนื้อติดมันได้ลง

“ข้าตกลงรับงานนี้”

จื่อเหยียนให้คำตอบ

ชายจมูกงุ้มผู้นั้นดีใจยิ่ง ค้อมกายคำนับกล่าวขอบคุณมิได้หยุด

เมื่อฉางเซิงส่งคนผู้นั้นกลับมา พบว่าจื่อเหยียนล้างมือเสร็จสิ้น กำลังนั่งหลับตาครุ่นคิดอยู่เบื้องหน้าเจ้าของร่างนั้น

“เจ้ามองเห็นอะไรบ้าง” จื่อเหยียนถามเขา

ฉางเซิงไม่นึกว่าคุณชายจะถามความเห็น รีบพิจารณาร่างนั้นอย่างละเอียด ถึงเอ่ย “คนผู้นี้เป็นบุรุษ อายุประมาณ...สามสิบกว่าปี รูปร่างกำยำ...ไม่รู้ผู้ใดมีความแค้นรุนแรงกับเขา ถึงทำลายใบหน้าเขาเสียยับเยินเช่นนี้”

จื่อเหยียนจับมือฉางเซิงกดบนร่างนั้น เอ่ย “คนผู้นี้ร่างกายแข็งทื่อ ท้องน้อยบวมโต รอยจ้ำเลือดบนตัวศพหากใช้มือกดสีจะจางลง สิ้นใจมาแล้วอย่างน้อยห้าชั่วยาม” มือของเขาพลันปรากฏประกายวาบ มีดเล็กคมกริบกรีดแหวกแขนของคนผู้นั้น เลือดค่อยๆ ไหลซึมออกมา “มีเลือดไหล คนผู้นี้สิ้นใจไม่ถึงหนึ่งวัน ศพยังสดยิ่ง น่าเศร้าที่รอยกรีดนี้มิใช่ฝีมือผู้อื่น แต่เป็นฝีมือของเขาเอง”

ฉางเซิงตะลึงลาน ชักมือกลับผงะถอยหลัง โบกมืออย่างพรั่นพรึง “คุณชายท่านเลิกกล่าวเถิด! ข้าเห็นคนตายครั้งแรก บัดนี้ยังไม่ชิน ท่านให้ข้าตั้งสติ”

จื่อเหยียนมองค้อน รอยยิ้มอ่อนบางประหนึ่งดอกบัวผลิบาน เสียงถอนใจแผ่วเบาแว่วดังมาจากเกสรดอกไม้

ฉางเซิงละอายใจยิ่ง ก้าวไปใกล้เขาทั้งใบหน้าแดงก่ำ รวบรวมความกล้าจ้องมองร่างไร้วิญญาณที่มีคราบเลือดเกรอะกรังนั้น

นับเป็นผู้เคราะห์ร้ายโดยแท้ ฉางเซิงเห็นใบหน้าโชกเลือดของเขาชัดเจน ด้านบนเต็มไปด้วยรอยกรีดหลายสิบรอยที่บ้างสั้นบ้างยาวบ้างตื้นบ้างลึกสลับซ้อนทับ รอยแผลทุกรอยล้วนสะท้อนให้เห็นถึงความเด็ดขาดของผู้ถือดาบ

ฉางเซิงกลืนน้ำลาย ภายใต้สายตาชื่นชมของจื่อเหยียน เขาช้อนมือร่างนั้นขึ้นมา เล็บมือตัดเป็นระเบียบยิ่ง ฝ่ามือข้างขวามีรอยหนาด้านเกลี้ยงเกลาสี่รอย ข้อนิ้วแข็งแรงมีพลัง น่าจะเป็นผู้ที่มีพลังฝีมือสูงล้ำ

จุดที่ทำให้สิ้นลมคือรอยดาบบนหน้าอก รูเลือดขนาดใหญ่ดำคล้ำคล้ายปากที่อ้ากว้าง

จื่อเหยียนใช้ใบมีดกรีดชุดขาด เผยให้เห็นเนื้อหนังที่ถูกคว้านจนเละ

“อาห์ น่าเสียดายที่ข้ากับเจ้าไม่รู้วิชาฝีมือ ดูไม่ออกว่าเพลงดาบกงจักรนี้แท้จริงแล้วเป็นฝีมือผู้ใด”

“คุณชายกำลังคาดเดาสถานะของผู้ที่มาเมื่อครู่หรือ”

จื่อเหยียนพยักหน้า “เขาพูดจามีลับลมคมใน บอกว่าเป็นสหายที่ถูกโจรทำร้าย แท้จริงแล้วคนผู้นี้ทำร้ายตนเองเพื่อปิดบังสถานะ เช่นนั้นสถานะของสองคนนี้ก็น่าสงสัยอย่างยิ่ง มิเพียงเท่านี้ เพลงดาบนี้ดุดันรุนแรงเป็นที่สุด ผู้ที่ใช้เพลงดาบนี้ได้ต้องมิใช่คนธรรมดา ข้ายิ่งสงสัยมากขึ้นทุกทีแล้ว”

เขาคว้ามือฉางเซิงวางบนใบหน้านั้น โครงหน้าใต้ฝ่ามือเด่นชัด กระดูกปูดโปนทิ่มแทงจนฉางเซิงสลดใจ

“กระดูกชิ้นนี้ก็คือคำสาปเร่งสังหาร” จื่อเหยียนเอ่ยเสียงสงบ “หนีไม่พ้นเคราะห์ภัยคร่าชีวิต”

ฉางเซิงเผลอยกมือลูบหน้าตนเอง แม้แต่เสียงถอนใจยังหนาวสะท้าน

ชะตาหรือว่าบังเอิญ ฟ้ากำหนดหรือคนกระทำ

ขณะเหม่อลอยเขารู้สึกว่าตนเองก็เคยมีกระดูกอัปมงคลเช่นนี้ ถูกปลิดคว้านออกไปทั้งอย่างนั้น ประดุจเปลี่ยนแปลงโชคชะตา

ฉางเซิงกลัวจื่อเหยียนมองออกว่าเขากำลังคิดฟุ้งซ่าน จึงหัวเราะแห้งๆ  ฝืนทำเป็นสุขุมขณะหยิบผ้าผืนบางเช็ดรอยเลือดที่เปื้อนเตียง

จื่อเหยียนเห็นเขามิกลัวศพศพนั้น จึงออกไปอย่างวางใจ

รอจนจื่อเหยียนออกไป ฉางเซิงถึงวางมือสั่นเทาทาบบนใบหน้าคนผู้นั้นอีกครั้ง

ฟอนเฟะยับเยิน คราบเลือดแห้งกรัง

มือของเขาไล้ผ่านบาดแผลแข็งนูน คล้ายมีดทู่ถูเสียดแกรกกราก เขาคล้ายได้ยินเสียงกระดูกหัก พลันคลายมือออกอย่างตกใจ สะดุ้งถอยออกจากเตียง หนีห่างจากผู้เคราะห์ร้ายผู้นั้น

 

ตกเย็น ยามฉางเซิงรับประทานอาหารยังนึกถึงใบหน้านั้น

รูปโฉมก่อนถูกทำลายเป็นอย่างไร?

เบื้องหลังมีเรื่องราวน่าอเนจอนาถปานใด?

เขาเคี้ยวอาหารอย่างใจลอย มือสั่นจนเกือบตักน้ำแกงใส่จมูก ทำให้จื่อเหยียนหัวเราะชอบใจไม่หยุด

“นึกถึงใบหน้าคนผู้นั้นอยู่หรือ” จื่อเหยียนถามขึ้น

ฉางเซิงตอบรับ ก่อนจะถาม “คุณชาย นรลักษณ์ของท่านกับข้านับว่าประเสริฐหรือไม่”

จื่อเหยียนสั่นศีรษะ “รูปโฉมของข้าเย้ายวนเกินไป ดูจากนรลักษณ์หาได้อายุยืนยาวไม่ แต่เจ้าไม่เหมือนกัน นับจากนี้จะเปี่ยมโชคลาภวาสนา สุขภาพแข็งแรงจนแก่เฒ่า”

ฉางเซิงผลักจานหยุดตะเกียบ นิ่งอึ้งงุนงง

จื่อเหยียนอมยิ้มมองเขา พลันเผยอยิ้มซุกซน “คนเราหากอยู่จนแก่ชราจะมีรสชาติอันใด รุ่งเรืองสักห้าสิบปีก็พอแล้ว ข้ามิต้องการอยู่นาน ข้าต้องการรูปงาม”

แต่ทว่า เขาจะเสียคุณชายไปได้อย่างไร ฉางเซิงพลันใจหาย ความขมเฝื่อนพลันแทรกซึมออกมาจากปาก ร่างกายเหนื่อยล้าประหนึ่งเพิ่งกลับจากการเดินทางไกล

เขาเอนพิงมุมโต๊ะอย่างไร้เรี่ยวแรง เงยหน้ามองจื่อเหยียน

ดวงหน้าเยือกเย็นของคุณชายเฉกเช่นรูปสลักหยก เปลวเทียนทาบทับใบหน้าของเขา สะท้อนประกายวาววาม นับเป็นคุณชายผู้สมบูรณ์แบบโดยแท้

ฉางเซิงมิกล้านึกถึงดอกไม้ร่วงโรย ใบไม้เหี่ยวเฉา เขาต้องการรักษาความงดงามชั่วครู่ยามนี้ไว้

“ข้าต้องการศึกษาวิชาแปลงโฉม” จู่ๆ เขาก็กล่าวประโยคนี้ขึ้น

ใช่แล้ว มีเพียงศึกษาวิชาแปลงโฉม เขาถึงสามารถเปลี่ยนแปลงรูปโฉมของจื่อเหยียน แม้กระทั่งโชคชะตา

จื่อเหยียนมองเขาอย่างประหลาดใจ ครู่ใหญ่ถึงฟังเข้าใจ ลุกขึ้นอย่างปลื้มปีติ ดึงมือฉางเซิงหมุนเป็นวงกลมรอบหนึ่ง

“ในที่สุดเจ้าก็ยอมศึกษาวิชาแปลงโฉม ประเสริฐยิ่งนัก” เขาโน้มตัวก้มมองแววตาไร้เดียงสาทว่าแน่วแน่ของฉางเซิง ได้ยินเสียงใจเต้นไม่เป็นส่ำของอีกฝ่าย

 นับจากวันนี้สืบทอดศาสตร์พิสดารที่เต็มไปด้วยมนตร์เสน่ห์นี้ จริงแท้ลวงปลอมล้วนถูกลบเลือน ขีดเขียน สับเปลี่ยนท่ามกลางเข็มด้ายและใบมีด

จื่อเหยียนจับมือเขาวางบนฝ่ามือตนก่อนจะแบออก กล่าวอย่างจริงจัง “ข้าจะถ่ายทอดความรู้ทุกอย่างให้ เจ้าอย่าทำให้ข้าผิดหวัง”

อย่าทำให้ผิดหวัง

ฉางเซิงเหม่อมองจื่อเหยียน ใจของเขาประหนึ่งผืนดินกระหายน้ำที่กำลังเฝ้ารอหยาดฝนซัดสาด

ใต้โคมไฟ บนโต๊ะยาว จื่อเหยียนนำภาพวาดแต่ละภาพมาวางเรียง เริ่มจากภาพคิ้ว ภาพตา ภาพจมูก ภาพปาก ภาพหู ตามด้วยภาพใบหน้าที่มีอวัยวะครบถ้วน

ใบหน้านับไม่ถ้วนปรากฏเบื้องหน้าฉางเซิง กระจัดกระจายเสมือนแต่ละช่วงตอนในอดีตและปัจจุบัน

ทุกใบหน้าล้วนมีเรื่องราว ชีพจรซุกซ่อนโชคชะตา เส้นชี้ขึ้นหรือว่าชี้ลง นับเป็นสองเส้นทางที่แยกจากกันอย่างชัดเจน

ฉางเซิงสำรวจภาพวาดเหล่านั้น ดั่งลูกนกพยายามกางปีกรอโผบิน นัยน์ตาค่อยๆ เปล่งประกายเจิดจ้า

“จำสิ่งเหล่านี้ให้แม่นยำ เมื่อดูข้าแปลงโฉมก็จะง่ายขึ้นมาก” จื่อเหยียนยิ้มน้อยๆ  ชี้แนะอย่างเชี่ยวชาญ “คืนนี้ ช่วยข้าแปลงโฉมให้คนผู้นั้น”

 

หลังอาหาร ฉางเซิงตามจื่อเหยียนเข้าไปในห้องอิ๋งหู (เชิงอรรถ – คำว่า “อิ๋งหู (瀛壶)” ในที่นี้หมายถึง “อิ๋งโจว (瀛洲)” หนึ่งในภูเขาวิเศษกลางทะเล ที่อยู่ของเทพเซียนในเทพนิยายของจีน) สายลมอุ่นสบายโชยผ่านร่างกายอย่างนุ่มนวล เขาพลันรู้สึกตื่นเต้น มองคุณชายหยิบเข็ม มีด ด้าย กรรไกร สีต่างๆ  รวมทั้งผงแป้งและขี้ผึ้งขวดเล็กขวดน้อยออกมาวางเต็มโต๊ะ

จื่อเหยียนจับหน้าคนผู้นั้นหันตรง เริ่มจากช้อนมือซ้ายของผู้ตายขึ้นมา เอ่ยถาม “เจ้าดูตรงนี้มีอะไรแปลกไป”

ผู้ตายกำหมัดแน่น

“หรือว่าคนผู้นี้เจ็บแค้นยิ่งยามสิ้นใจ?” ฉางเซิงออกความเห็นอย่างแปลกใจ

ข้อต่อกระดูกของมือซ้ายที่กำแน่นปูดโปน ต้องใจเด็ดปานใดถึงสามารถปลิดคร่าชีวิต กรีดเชือดเนื้อหนังจบสิ้นอดีต

ฉางเซิงมองร่างไร้ใบหน้าอย่างเวทนา คิดในใจว่า หากเวลานี้ผู้ที่นอนอยู่บนเตียงคือญาติมิตรของเขา จะเศร้าโศกเสียใจสักปานไหน

จื่อเหยียนส่ายหน้า “มิใช่ เช่นนี้เพียงบอกเป็นนัยว่าเขาปลิดชีพตนเอง ก่อนถูกจับยอมตัดลิ้นทำลายรูปโฉมของตน กระนั้นก็มิต้องการถูกอีกฝ่ายบังคับสารภาพ”

คนผู้นี้มือกำอาวุธ ทำร้ายตนเองต้องใช้เรี่ยวแรงทั้งหมด ด้วยเหตุนี้มือซ้ายจึงกำแน่นโดยไม่รู้ตัว

ฉางเซิงกระจ่างในจุดนี้ มองจื่อเหยียนอย่างเลื่อมใส นึกไม่ถึงว่าวิธีชันสูตรเหล่านี้คุณชายจะรู้ละเอียดยิ่ง จะเห็นได้ว่าศาสตร์การแปลงโฉมลึกล้ำกว้างขวาง ความดูแคลนที่เคยมีต่อศาสตร์วิชานี้พลันมลายหายไปทีละน้อย

“ดาบกงจักร ดาบกงจักร” จื่อเหยียนกล่าวพึมพำ บาดแผลนั้นประหนึ่งเกสรดอกไม้เบ่งบาน เฉือนคว้านเนื้อหนังเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย อเนจอนาถจนมิอาจทนมอง “เพียงดาบเดียวก็ทำให้เลือดสาดกระเซ็น มีไม่กี่คนในใต้หล้าที่มีฝีมือเช่นนี้”

ฉางเซิงขนลุกชูชัน หวนนึกถึงหน้าตาดุร้ายของชายจมูกงุ้มผู้นั้น พลันรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก

จื่อเหยียนถอนหายใจ เอ่ย “เรื่องนี้มีข้อสงสัยมากมาย เรียกอิ๋งหั่วมา”

อิ๋งหั่ว คนเย็นชาน่ารำคาญผู้นั้นอีกแล้ว

ฉางเซิงตอบรับอย่างไม่เต็มใจ ถือตะเกียงสืบเท้าเชื่องช้าผ่านลานกว้าง มาถึงห้องเฉินจูที่พำนักของอิ๋งหั่ว

กลิ่นหอมโชยชาย แสงจันทร์เหน็บหนาวอาบไล้บ่อน้ำนอกห้อง ให้บรรยากาศเคร่งขรึมวังเวง

มีเสียงดังตูม คางคกตัวหนึ่งกระโดดลงน้ำจนเกิดเสียงดัง ทำให้ฉางเซิงสะดุ้งสุดตัว

เขาย่นคอเล็กน้อย หันมองซ้ายขวาอย่างลังเล ยืนไกลๆ อยู่นอกประตู ลากเสียงตะโกน “อิ๋งหั่ว คุณชายเรียกเจ้า...”

อิ๋งหั่วก้มตัวผ่านประตูออกมา ใบหน้าหล่อเหลาไร้ชีวิตชีวา ไม่เอื้อนเอ่ยอันใด เดินตามหลังฉางเซิงเงียบๆ 

ฉางเซิงทนไม่ไหว เขยิบไปทางเขา

อิ๋งหั่วเลิกคิ้ว นัยน์ตาดุจหมาป่าเป็นประกายระแวดระวัง กลับทำให้ถ้อยคำสารพันของฉางเซิงจุกค้างอยู่ที่คอ

ฉางเซิงสะบัดแขนเสื้ออย่างโมโห อิ๋งหั่วผู้นี้แต่ไหนแต่ไรเพียงต่างจากคนตายตรงที่มีลมหายใจ ถึงขั้นกล้าแสดงท่าทีข่มตน

ช่างเถิด ปล่อยให้เขาเสียหน้าเบื้องหน้าคุณชายแล้วกัน มิจำเป็นต้องสาธยายความคิดของคุณชายให้เขาฟัง

จื่อเหยียนทำความสะอาดรอยดาบตรงหน้าอกคนผู้นั้นจนสะอาด เพื่อจะได้ตรวจดูรอยลึกและความแรงของดาบได้สะดวกขึ้น ขณะที่เขาหลับตาครุ่นคิด อิ๋งหั่วก็มาถึง

“บัดนี้ในยุทธจักร ผู้ใดมีฝีมือระดับนี้”

จื่อเหยียนถามจบ เนิ่นนานไร้เสียงตอบ กลับเห็นอิ๋งหั่วคุกเข่าหน้าเตียง ประคองมือคนผู้นั้น น้ำตาไหลอย่างไร้เสียง

หยาดน้ำตาของเขาเป็นประกายภายใต้แสงไฟ พราวระยับดุจแสงดาว

ฉางเซิงคล้ายได้ยินเสียงหอบหายใจหนักหน่วงของเขา ขณะที่หัวใจโศกศัลย์ก็กำลังหลั่งน้ำตา

ชั่วขณะนั้น อิ๋งหั่วพลันมีชีวิตขึ้นมาในสายตาของฉางเซิง เบื้องหลังสีหน้าเคร่งขรึมเย็นชานั้น ฉางซิงมองเห็นความแข็งแกร่งเด็ดเดี่ยว

เขาเฉกเช่นกระบี่ล้ำค่าคมกริบที่ถูกชักออกจากฝัก คมกระบี่ทอประกายวาววับ จวนเจียนกรีดแหวกความเงียบงันยามค่ำคืน ปลดปล่อยความลับในอดีตอันไกลห่างออกมาจนสิ้น

จื่อเหยียนโบกมือ อิ๋งหั่วพลันกลั้นน้ำตา เอ่ยเสียงสงบ “นี่คือรอยแผลจากดาบสะอื้น กระบวนท่าที่สองของเพลงดาบสิบสามวิปโยค วิหครำพัน”

เป็นครั้งแรก ฉางเซิงรู้สึกว่าอิ๋งหั่วประหนึ่งกล่าวราวขับขาน ถ้อยเสียงดั่งใบหม่อนเต้นระบำบนปลายนิ้ว ไพเราะน่าฟังอย่างบอกไม่ถูก

เขาจ้องมองผู้ที่เขาชิงชังเรื่อยมาอย่างนิ่งอึ้ง ประหลาดใจในวาจาและน้ำเสียงชวนหลงใหลของอีกฝ่าย

“นกจื่อกุยร้องครวญในรัฐสู่

ดอกตู้เจวียนผลิบานที่เซวียนเฉิง”

(เชิงอรรถ – กลอนวรรคนี้มาจากบทกวี “พบดอกตู้เจวียนที่เซวียนเฉิง” ประพันธ์โดยหลี่ไป๋ บรรยายถึงเมื่อครั้งหลี่ไป๋ถูกทางการเนรเทศ หลังได้รับอภัยโทษ ตกอับในเซวียนเฉิง อาศัยอยู่ใต้ชายคาผู้อื่น ครั้นเห็นดอกตู้เจวียนอันเป็นดอกไม้ประจำบ้านเกิดผลิบาน และนกจื่อกุยซึ่งมีชื่ออีกอย่างว่านกตู้เจวียนครวญขาน จึงโศกเศร้าสะเทือนใจคิดถึงบ้านเกิด)

จื่อเหยียนกล่าวท่องอย่างแช่มช้า

อิ๋งหั่วพลันตัวสั่นสะท้าน หมอบลงกับพื้นคล้ายกำลังวิงวอน

ฉางเซิงรู้สึกได้ว่าเรื่องนี้มีอะไรไม่ชอบมาพากล กลับเห็นจื่อเหยียนลุกขึ้นอย่างเคร่งขรึม ปิดประตูห้อง เขี่ยไส้เทียนจ้องมองเขา

สีหน้าของคุณชายคล้ายยามเมาสุราถือตะเกียงยลกระบี่ ฉางเซิงพลันเคร่งเครียด รู้ว่าเขาจะกล่าวเรื่องสำคัญ

เป็นไปตามคาด จื่อเหยียนเอ่ย “ผู้ที่ลงดาบนี้ต้องการตามหาวั่งตี้ เจ้าเคยได้ยินชื่อเขาหรือไม่”

ฉางเซิงส่ายหน้าอย่างงุนงง

อิ๋งหั่วฟุบตัวต่ำลงเรื่อยๆ จนแทบจมหายไปกับพื้น

“หลายปีก่อน วั่งตี้คือหนึ่งในผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุทธจักร ประมุขสำนักวิฬารหยกผู้ลือนามสะท้านแผ่นดิน สำนักวิฬารหยกเป็นที่รวบรวมยอดฝีมือ ช่วยฮ่องเต้ขจัดอุปสรรค สืบข่าวลับให้แต่ละพรรคในยุทธภพ แต่แล้ววันหนึ่ง วั่งตี้กุมความลับในมือมากเกินไป ทั้งต่อหน้าและลับหลังล้วนมีคนมิชอบหน้าเขา จึงถูกหลายฝ่ายตามสังหาร สิ้นใจไร้ที่ฝังร่าง”

บุคคลน่าอัศจรรย์ผู้นี้ทำให้ฉางเซิงตื่นเต้นอย่างยิ่ง ถามต่ออย่างกระตือรือร้น “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เหตุใดอีกฝ่ายจึงยังต้องการตามหาวั่งตี้”

“อาจเพราะเขามองออกว่าคนผู้นี้เกี่ยวข้องกับวั่งตี้” จื่อเหยียนเว้นจังหวะ เหลือบมองอิ๋งหั่วอย่างคล้ายจงใจคล้ายไม่จงใจ “ดาบสะอื้นเป็นสมบัติล้ำค่าของผู้นำสหพันธ์เจ้าลั่ง เชื่อว่าเขาต้องอยากรู้หน้าตาของคนผู้นี้ยิ่งนักเป็นแน่”

จื่อเหยียนไล้มือผ่านใบหน้าของผู้ตาย ฉางเซิงนิ่งเงียบกลั้นหายใจ ราวกับเมื่อมือของเขาไล้ผ่านจะพลันบังเกิดแมกไม้ผลิบานชูช่อ ฟื้นฟูใบหน้าเดิมของคนผู้นั้น

อิ๋งหั่วหายใจถี่กระชั้น ประหนึ่งน้ำเต็มถังกำลังล้นปรี่ ฉางเซิงชำเลืองมองเขาอย่างแปลกใจ เห็นเขาขมวดคิ้วพลางกระแทกตัวคำนับจื่อเหยียน ก่อนจะเดินออกไปด้านนอกอย่างเด็ดเดี่ยว

ฉางเซิงสะดุดใจ พลันเข้าใจในบัดดล ถามจื่อเหยียนเสียงอึกอัก “คุณชายเหตุใดจึงต้องถามข้า ผู้ที่ท่านต้องการถามเห็นชัดๆ ว่าคือเขา”

นึกได้ว่าอิ๋งหั่วยังมีประโยชน์มากกว่าตน ฉางเซิงถอนใจอย่างกลัดกลุ้ม นึกอยากฝึกปรือในยุทธภพสักครา คุณชายจะได้มองเขาเสียใหม่

“ข้านึกว่า เจ้าจะเข้าใจอย่างแท้จริง” จื่อเหยียนสั่นศีรษะ หยิบด้ายเข็มขึ้นมา รอยยิ้มจางหายไปจากใบหน้า เริ่มลงมือร่างอดีตด้วยท่าทางเคร่งขรึม

วาจาประโยคนี้กระแทกใจฉางเซิง

ตกลงเขาพลาดอันใดไป?

คุณชายต้องการให้เขาเข้าใจอะไร?

เขาเหลียวมองทิศทางที่อิ๋งหั่วเดินหายไป ครุ่นคิดอย่างกลัดกลุ้ม

ขณะที่เขาหันไปมองจื่อเหยียนอีกครั้งทั้งที่ยังงุนงงไม่หาย ก็พบว่าใบหน้าครึ่งหนึ่งซ่อมแซมเป็นรูปเป็นร่าง โครงหน้าของคนผู้นั้นปรากฏชัดเจน

เขามิสนใจลักษณะของคนผู้นั้น เพียงตกตะลึงในฝีมือของจื่อเหยียนที่ประหนึ่งมีเทพเซียนคอยช่วยเหลือ

จื่อเหยียนยกมือลูบหน้าผาก เหงื่อวาววามหยดหนึ่งกลิ้งหยดจากคิ้วเรียวงาม หยดลงในบาดแผลของคนผู้นั้น ซึมซาบเข้าไปด้านใน

ฉางเซิงเห็นดังนั้น กุลีกุจอหยิบผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อบนหน้าผากให้คุณชาย

ตอนนั้นเอง อิ๋งหั่วพลันพรวดพราดกลับเข้ามา แต่งกายเช่นผู้เดินทางไกล ด้านหลังสะพายห่อผ้า กระแทกตัวคุกเข่าเบื้องหน้าจื่อเหยียน

“ขอเซียนเซิงโปรดปล่อยข้าไป”

“ตัวเจ้าต้องการไป ใต้หล้านี้ผู้ใดจะห้ามเจ้าได้” จื่อเหยียนเอ่ยเสียงเรียบ ประคองหน้าคนผู้นั้นขึ้น “เจ้ามาดู ใช่หน้าตาเช่นนี้หรือไม่”

อิ๋งหั่วมองตามอย่างเศร้าสร้อย เปลวเทียนกะพริบวูบไหวท่ามกลางความเงียบงัน ใบหน้าที่เคยเปื้อนยิ้มบัดนี้เยียบเย็นเสียดกระดูก เขาสูดหายใจ ข่มกลั้นความเจ็บปวดขณะเอ่ยตอบ “หากเซียนเซิงส่งตัวเขาออกไป เกรงจะมีคนมากกว่านี้ที่ต้องตายอย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่”

“อาห์...” ฉางเซิงพลันผงะถอยหลัง ในที่สุดก็รู้ว่าอิ๋งหั่วคือวั่งตี้

เหตุไฉนเขาจึงประหนึ่งผู้ทำนายโชคชะตา ล่วงรู้อดีตของผู้คนนับไม่ถ้วน?

ก็เพราะเขาคือเจ้าสำนักวิฬารหยกในอดีต

“เจ้าคิดว่าเจ้าสามารถหนีรอดปลอดภัย? หรือว่า เจ้ายอมเป็นหยกแหลกลาญ แต่มิเต็มใจเอาชีวิตรอด?” จื่อเหยียนกล่าวถึงตอนท้าย สีหน้าน้ำเสียงล้วนเปลี่ยนเป็นเครียดขรึม “ข้าเสียเวลาตั้งมากมายเพื่อปลูกฝังนิสัยใจคอเจ้า ไม่นึกว่าเจ้ากลับยังวู่วามบุ่มบ่ามปานนี้ เสียเวลาเปล่าโดยแท้!”

อิ๋งหั่วฟุบตัวหมอบพื้น เจ็บแค้นจนทนไม่ไหว โทสะที่จุกแน่นอยู่ในคอเสียดแทงจนปวดแปลบแสบร้าว

“หากโฉมหน้าของอิ๋งเกอหวนสู่สภาพเดิม สหพันธ์เจ้าลั่งก็จะหาที่ซ่อนตัวของพวกเขาพบ ข้า...จะทำให้พวกเขาเดือดร้อนอีกมิได้!” ฟันในปากเขากระทบกันดังกึกกัก ประหนึ่งเสียงเสียดสีของแท่งน้ำแข็ง

“แล้วเจ้าจะให้เขาไปพบพญามัจจุราชโดยปราศจากใบหน้าเช่นนี้หรือ” จื่อเหยียนเอ่ยเสียงเฉียบขาด “ข้ามิสนว่าเขาเป็นใคร ในเมื่อตกลงรับงานนี้ ข้าจะทำตามประสงค์ของผู้ว่าจ้าง บรรลุความปรารถนาของเขา”

เขาพลันขยับเข็มด้ายอย่างรวดเร็วมิได้หยุด ท่วงท่างามพิลาสเฉกเช่นฝูงนกสยายปีก

อิ๋งหั่วจ้องมองอย่างเจ็บปวดใจ เห็นใบหน้าเว้าแหว่งของอิ๋งเกอได้รับการซ่อมแซมทีละน้อย คราบเลือดค่อยๆ จางหายไปจากกระดูก สิ่งที่ปรากฏขึ้นแทนที่คือเนื้อหนังนุ่มชื้นสมบูรณ์

ภายใต้แสงไฟวูบไหว ในที่สุดใบหน้านั้นก็มีชีวิตชีวา นอกจากดวงตาที่ปิดสนิท แม้แต่ริมฝีปากอวบหนาก็เป็นประกายคล้ายกำลังเผยออ้า

อิ๋งเกอ

อิ๋งหั่วลุกขึ้นอย่างใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เหม่อมองใบหน้าของสหายผู้ล่วงลับ

ประหนึ่งตายแล้วเกิดใหม่

ยามมีชีวิตเขามักแย้มยิ้มอยู่เป็นนิจ รอยย่นตรงหางตายามแย้มยิ้มล้วนแจ่มชัดในห้วงคำนึง ทว่าเขาเองก็แก่แล้ว ริ้วรอยบนหน้าผากเป็นสิ่งที่อิ๋งหั่วไม่คุ้นเคย ไหนจะร่องลึกใต้ตานั้นอีก

กี่ปีแล้วที่มิได้พบกัน นึกไม่ถึงว่าเขาจะแก่แล้ว

มีเพียงรอยดาบกลางใบหน้าที่ยังคงเฉียบขาดมิเปลี่ยน

 

เขากล่าวว่า ข้าจะเป็นสุดยอดมือสังหาร เฉกเช่นเนี่ยเจิ้ง (เชิงอรรถ – หนึ่งในสี่ยอดมือสังหารแห่งยุคชุนชิวจ้านกั๋ว)

 

ตอนนั้นอิ๋งหั่วยังเป็นวั่งตี้ผู้เปี่ยมอิทธิพลในยุทธภพ ขมวดคิ้วกล่าว ผู้นำสหพันธ์เจ้าลั่งพลังฝีมือสูงล้ำ เจ้ามิใช่คู่ต่อสู้ของเขา

อิ๋งเกอหัวเราะ ข้าจะถือศีรษะของเขากลับมา

 

ศึกครานั้นเลือดหลั่งธารา อิ๋งเกอถือศีรษะของผู้นำสหพันธ์เจ้าลั่งกลับมา น่าเสียดายที่เป็นตัวปลอม ล้มเหลวในก้าวสุดท้าย

วั่งตี้รู้ว่า บัดนี้คลาดคลาโอกาสที่ประเสริฐสุดไป

อักษร “อดทน (忍)” มีคมมีด (刃) อยู่เหนือหัวใจ (心) เขาต้องการให้ทุกคนอดทนต่อไป

หากแต่หลายปีผ่านไป อิ๋งเกอหาลืมเลือนไม่

เขาลงมืออีกครั้ง แม้มิอาจสังหารผู้นำสหพันธ์เจ้าลั่ง กระนั้นก็ทำตามสัญญา ทำลายโฉมหน้าตนเอง

ใบหน้าที่ไม่มีสิ่งใดต้องละอายต่อฟ้าดินเช่นนี้...

อิ๋งหั่วพลันรู้สึกผิด มิอยากเชื่อว่าเพื่อเอาชีวิตรอด เขาจะต้องการให้ใบหน้านี้สูญหายไปจากโลกหล้าอย่างเงียบงัน

แต่ทว่า มิได้มีเพียงชีวิตของเขาคนเดียว

สำนักวิฬารหยกนับแต่เขาจากมา ก็ล้วนแยกย้ายหลบซ่อนตัว คนนอกเข้าใจเพียงว่าสำนักล่มสลาย

ความเกี่ยวโยงอันซับซ้อนนี้ หากล้วนถูกสืบค้นเพราะสถานะของอิ๋งเกอถูกเปิดเผย สิ่งที่ตามมาย่อมร้ายแรงเกินกว่าจินตนาการได้

นึกถึงตรงนี้ อิ๋งหั่วก็มิอาจรักษาความเย็นชาไว้ได้อีกต่อไป ยอมลดตัววอนขอความช่วยเหลือจากจื่อเหยียน

ฉางเซิงจับจ้องอิ๋งหั่ว อีกฝ่ายเสมือนเครื่องเคลือบขาวที่แตกกระจาย กาลก่อนจะงดงามวามวาวปานใด บัดนี้ก็เป็นเพียงเศษเล็กเศษน้อยที่อาจบาดมือโดยง่าย

หากมิทันระวัง ผู้ที่เก็บก็อาจถูกบาด

ดูท่าคุณชายคงคิดเช่นนี้

ทว่าจู่ๆ ฉางเซิงกลับนึกอยากเก็บเศษเครื่องเคลือบกองนี้ขึ้นมา ต่อเชื่อมเป็นความแกร่งกร้าวในอดีต

สิ่งที่คุณชายทำมาตลอด ก็คือเช่นนี้มิใช่หรือ?

เปลี่ยนแปลงรูปโฉมที่ยับเยินเสียหาย

เมื่อฉางเซิงคิดเช่นนี้ จึงทรุดตัวคุกเข่าข้างกายอิ๋งหั่ว เอ่ยขอร้อง “ฉางเซิงขอให้คุณชายละเว้นอิ๋งหั่วสักครา”

จื่อเหยียนหาได้สนใจไม่ เอ่ยพึมพำ “ในเนื้อหนังมีเศษผ้าปะปน เดิมทีเขาใช้ผ้าดำคลุมหน้า กระทั่งผู้นำสหพันธ์เจ้าลั่งลงมือถึงรู้ว่าพลังฝีมืออีกฝ่ายสูงกว่าที่คิดไว้มาก เขารู้ตัวว่าไร้หนทางหนีรอด จึงตัดสินใจทำลายรูปโฉม รอยแผลบนใบหน้าเขาลงมือหนักหยุดมือเบา ดาบสุดท้ายแทงทะลุดั้งจมูก คาดว่าคงเจ็บปวดเกินทนไหว จึงตัดบิดเบี้ยวไป ขณะเดียวกันช่วงอกของเขาได้รับบาดเจ็บสาหัส ศัตรูมั่นใจว่าเขาต้องตายแน่นอน จึงมิได้ไล่ตาม ให้โอกาสเขาจบชีวิตตนเอง”

เสียงของเขาเจือแววเห็นใจเบาบาง คล้ายสงสารดอกไม้โรยรา โยนมันลงสายน้ำไหลเอื่อย

จากนั้น เขามองคนทั้งสองที่คุกเข่าบนพื้น เอ่ยเนิบนาบ “เช่นนั้น พวกเจ้าต้องการให้เขามีรูปโฉมเช่นใด”

ฉางเซิงพลันใจเต้นรัวเร็ว นึกไม่ถึงว่าคุณชายจะยอมผ่อนปรน

เขาชำเลืองมองอิ๋งหั่ว เนื่องจากวาจาประโยคหนึ่งของตน ประกายดาบทั่วร่างอิ๋งหั่วยิ่งสว่างวาบ เขาถึงขนาดมองเห็นขอบดาบคมกริบกำลังพลุ่งลวกนัยน์ตาเขา

ฉางเซิงเบนสายตากลับมา ในใจลอบยินดี ประหนึ่งเขากับสหายที่พูดน้อยไร้อารมณ์ผู้นี้ บังเกิดความรู้ใจบางอย่างที่มิต้องเอื้อนเอ่ย

 

วันส่งของมาถึงแล้ว

ชายจมูกงุ้มยื่นจดหมายด้วยท่าทางพินอบพิเทา ฉางเซิงเหลือบมอง มาจากสหพันธ์เจ้าลั่งเช่นที่คาดไว้

อ้ายกู่คือชื่อของบุรุษน่าสะพรึงกลัวผู้นี้ เขาเปิดผ้าขาวคลุมศพอย่างเปี่ยมหวัง แต่แล้ว สีหน้าพลันฉายแววงุนงง ก่อนจะถอยหลังกรูดด้วยความตกใจ

“ที่แท้ก็คนทรยศผู้นี้!” อ้ายกู่อึ้งงันทำอะไรไม่ถูก ชำเลืองมองใบหน้าเรียบเฉยของจื่อเหยียน ครานี้ถึงค่อยได้สติ ร้อนรนประสานมือขอบคุณจื่อเหยียน

ค่าตอบแทนมหาศาลเสียจนทำให้จื่อเหยียนยิ้มกว้าง ลายหงส์ฟ้ากิเลนเหิน ลายไก่ฟ้าแพะประจัน ผ้าแพรไหมร้อยพับงามจรัสเรืองรอง พริ้งเพริศเฉิดฉายอย่างยิ่ง จื่อเหยียนแม้ทำทีเป็นสุขุม แต่สุดท้ายก็ทนไม่ไหวเหลือบมองหลายครั้งครา เรียกอ้ายกู่ดื่มชาอย่างกระวนกระวาย

อ้ายกู่ไม่มีแก่จิตแก่ใจ อ้างว่าเจ้านายกำลังรอรายงาน นำร่างไร้วิญญาณของอิ๋งเกอจากไปอย่างลุกลี้ลุกลน

อิ๋งหั่วแอบอยู่นอกหน้าต่าง เขาไม่รู้จักใบหน้านั้น

หลังฉางเซิงขอร้องอยู่นาน จื่อเหยียนรับปากแปลงโฉมให้อิ๋งเกอ

เดิมคิดว่าเซียนเซิงคงเลือกใบหน้าของใครสักคนมาเปลี่ยนให้ ไม่นึกว่าจะทำให้คนของสหพันธ์เจ้าลั่งตระหนกตกใจจนเสียกิริยา เช่นนี้ควรกังขาหรือว่ายินดี?

อิ๋งหั่วมองจื่อเหยียนผ่านช่องหน้าต่าง ผู้ที่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่มีทางมองออก

จื่อเหยียนรอจนอ้ายกู่ออกไป มือที่คลำผ้าแพรไหมพลันหยุดนิ่ง รอยยิ้มพลันจางหายไปจากใบหน้า ตวัดสายตาไปนอกหน้าต่าง เอ่ยอย่างมิสบอารมณ์ “เจ้าคิดว่าฝีมือของเจ้า จะตบตาอ้ายกู่ได้หรือ หากมิใช่เขาตกใจกับสิ่งที่เห็น เกรงว่าคงซักถามข้า เหตุใดจึงให้คนแอบมองด้านนอก!”

อิ๋งหั่วเดินหน้าสลดเข้ามา เขามั่นใจว่ามิได้เผยพิรุธอันใด ทว่าแม้แต่ผู้ไม่รู้วิชาฝีมือเช่นจื่อเหยียนยังรู้ตัว เห็นทีคงเป็นเพราะเขาอัดอั้นตันใจ จึงเผลอแสดงท่าทีพิรุธโดยไม่รู้ตัว

ฉางเซิงลอบส่งสัญญาณให้เขา เป็นเชิงว่าจื่อเหยียนมิได้โกรธ หารู้ไม่กลับถูกจื่อเหยียนเห็นเข้า เบ้ปากเล็กน้อย เอ่ยต่อว่าต่อขาน “ประเสริฐ ที่แท้พวกเจ้าก็ร่วมมือกัน ที่แห่งนี้ ตกลงใช่ข้าเป็นใหญ่หรือไม่”

ฉางเซิงรีบก้มหน้าลง มิกล้าเอ่ยอันใดอีก

อิ๋งหั่วเอ่ยขึ้นอย่างซึ้งใจ “ขอบคุณเซียนเซิงที่ช่วยเหลือ หากแต่ใบหน้านั้นแท้จริงเป็นของผู้ใด”

ฉางเซิงมองไปทางจื่อเหยียนอย่างสงสัยใคร่รู้ สุดท้ายคุณชายก็ยอมรับฟังเขา ให้เขาได้หน้าเบื้องหน้าอิ๋งหั่ว

“น้องชายของอ้ายกู่” จื่อเหยียนเห็นว่าคุมทั้งสองคนได้ สีหน้าเคร่งขรึมพลันหายไป มุมปากเผยอยิ้มน้อยๆ “น้องชายเขากาลก่อนหนีออกจากสหพันธ์เจ้าลั่ง ปราศจากข่าวคราว ว่ากันว่าชิงตัวอนุภรรยาของผู้นำสหพันธ์ไป...ใครจะรู้ว่าอยู่หรือตาย”

อิ๋งหั่วลอบคิดอย่างแคลงใจ จื่อเหยียนรู้จักคนผู้นั้นได้อย่างไร ทั้งยังล่วงรู้เรื่องราวซับซ้อนมากมายเหล่านี้

เขายิ่งรู้สึกได้ว่าความลึกล้ำยากคาดเดาของจื่อเหยียน แม้แต่ผู้ที่ชำนาญการสืบข่าวเช่นเขายังมิอาจเทียบได้

ฉางเซิงมิได้คิดมากปานนั้น รู้สึกเพียงว่าจื่อเหยียนผู้เปี่ยมฝีมือทุกด้านได้ทำคุณความดีอีกครั้ง ยิ่งไปกว่านั้นยังช่วยมิให้อิ๋งหั่วต้องเสี่ยงอันตราย ในใจปลาบปลื้มยินดี เอ่ยขึ้นอย่างชื่นบาน “คุณชาย ครานี้ท่านลืมซื้อเครื่องหอม เรื่องเล่านี้พวกเรามิต้องขายแล้วกัน”

รอยยิ้มนุ่มนวลของจื่อเหยียนพลันชะงักค้าง

กุ่ยฮว่า หากเจ้าได้ยินเรื่องเล่านี้ จะมอบเครื่องหอมชนิดใดให้ข้า

จู่ๆ เขาก็กระสับกระส่าย เดินกลับไปกลับมาในห้องหลายรอบ ฉางเซิงกับอิ๋งหั่วไม่เข้าใจ มองเขาอย่างงุนงง

จื่อเหยียนคลุมชุดยาวหลากสีลายดอกบัว ด้ายไหมสีแดงเข้ม สีเขียวอ่อน สีขาวหยก และสีฟ้าแกมเขียวห่อหุ้มตัวเขาประหนึ่งดอกโบตั๋นเลื้อยพันกิ่งไม้

เขาขมวดคิ้วคู่งาม ท่าทางกังวลประดุจดอกไม้หลายกลีบโรยรา บุปผาผลิงามไร้ซึ่งความสดชื่นร่าเริง

ฉางเซิงก้าวไปหา เอ่ยปลอบเขา “คุณชาย ครานี้เปลี่ยมโฉมให้ผู้ล่วงลับ มิต้องใช้เครื่องหอมก็สามารถลงมือ ไยจึงต้องพึ่งเครื่องหอมแทนยาชาทุกครั้ง”

จื่อเหยียนเบิกตาโตมองเขา ฉางเซิงมิเคยเห็นมาก่อนว่านัยน์ตาสามารถเบิกกว้างดั่งถ้ำลึก คล้ายจะกลืนกินเขาในคราวเดียว

“เจ้าคิดว่าเครื่องหอมนั้นให้ผู้อื่นใช้หรือ ทุกคราที่แปลงโฉม ข้าจะอายุสั้นลง เครื่องหอมนั้นใช้ต่อชีวิตข้า” จื่อเหยียนเอ่ยแช่มช้า ดวงตาสุกสกาวพลันหมองหม่น “อาห์ พวกเจ้ามักมิขายเรื่องเล่า เช่นนั้นก็รอเก็บศพข้าแล้วกัน”

ฉางเซิงกับอิ๋งหั่วมองหน้ากัน อิ๋งหั่วคุกเข่ามิยอมลุก เอ่ยพลางคำนับ “ขอบคุณเซียนเซิงที่ช่วยแปลงโฉมหลายครั้ง”

จื่อเหยียนยิ้มซุกซน “มีอันใดต้องขอบคุณ ข้ารับเงินของเจ้า มากเสียจนสามารถสร้างจวนได้หลายหลัง”

เขาเดี๋ยวโมโหเดี๋ยวร่าเริง เดี๋ยวกังวลเดี๋ยวหงุดหงิด สีหน้าเปลี่ยนเร็วยิ่งกว่าการแสดงกลเสียอีก ฉางเซิงกับอิ๋งหั่วตามอารมณ์เขาไม่ทัน แยกไม่ออกว่าแท้จริงแล้วเขากำลังคิดอันใด

“ฉางเซิง ไปร้านกุ่ยฮว่าให้ข้าสักครา เครื่องหอมครานี้ไม่มีมิได้” จื่อเหยียนกล่าวจบ เอ่ยเสริมอีกประโยค “จดจำทุกคำที่นางกล่าวอย่าได้ตกหล่น”

จากนั้น ฉางเซิงเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้กุ่ยฮว่าฟัง จื่อเหยียนบอกว่ามิต้องปิดบังอันใดนาง เพียงงดกล่าวถึงชื่อแซ่ของคนในจวนสกุลจื่อ ถือเสียว่าเล่าเรื่องพิสดารเรื่องหนึ่ง

กุ่ยฮว่าถักเปียยาวสองข้าง ยิ้มตาหยีพลางโยนผึ้งทอดใส่ปาก กลิ่นหอมกรุ่นของตัวอ่อนผึ้งสีขาวใสลอยตลบอบอวล

ฉางเซิงทั้งคลื่นไส้ทั้งน้ำลายสอ มองนางอย่างนิ่งอึ้ง ลืมไปชั่วขณะว่าต้องกล่าวอันใด

“เจ้านายของเจ้ามิได้จุดเครื่องหอมหรือ โอ” กุ่ยฮว่าส่ายหน้า

ฉางเซิงฟังแล้วหัวใจกระตุกวูบ

นางปิดปากหัวเราะคิกคัก “กลิ่นศพรุนแรงเช่นนั้น เขากลับรับไหว ข้าว่า จมูกของเขาต้องใช้การมิได้เป็นแน่ วันหลังต้องรมด้วยอ้ายเฉ่าแล้ว” (เชิงอรรถ – โกฐจุฬาลัมพาจีน ใช้สำหรับจุดรมยาเพื่อฆ่าเซื้อโรค)

ฉางเซิงคลี่ยิ้มกระอักกระอ่วน แต่เมื่อคิดใคร่ครวญ สิ่งที่นางกล่าวก็นับว่ามีเหตุผล

ปกติจื่อเหยียนเป็นคนรักความสะอาดยิ่ง งานสกปรกเช่นการจัดการศพ ไม่มีเหตุผลที่จะลืมจุดเครื่องหอม

หรือใจเขามิได้อยู่ตรงนี้?

ฉางเซิงตัวสั่นสะท้าน ฟังจากน้ำเสียงของจื่อเหยียนกับอิ๋งหั่ว ผู้นำสหพันธ์เจ้าลั่งผู้นั้นนับเป็นปีศาจร้ายที่มิอาจมีเรื่องมีราว หากแต่คุณชายกลับดูรู้จักเขาดีผิดธรรมดา

ฉางเซิงมิต้องการให้พวกเขาเกี่ยวข้องอันใดต่อกัน เขามิต้องการให้จื่อเหยียนเกิดเรื่อง

“นี่ เจ้าหนู เจ้าเป็นห่วงเขาหรือ”

ฉางเซิงหน้าแดงอย่างไม่มีเหตุผล พยักหน้าเล็กน้อย ประหนึ่งดอกหญ้าสีขาวที่ถูกแต่งแต้มด้วยสีแดงเรื่อกำลังเยื้องกรายเลื้อยพันไปตามลำคอของเขา

กุ่ยฮว่าเห็นดังนั้นก็นึกสนใจ หัวเราะคิกคัก “มิต้องกลัว เพียงครั้งสองครั้งไม่ถึงกับตาย อาห์ เรื่องที่เจ้าเล่า ข้าว่ายังมิจบ”

ฉางเซิงเอ่ยอย่างอึ้งงัน “เล่าจบแล้ว เป็นเรื่องเช้าวันนี้”

กุ่ยฮว่ายิ้มน้อยๆ “เจ้านายของเจ้าครานี้ฉลาดเกินตัว น่ากลัวจะมิใช่ลางดี” นางโยนผึ้งทอดตัวสุดท้ายขึ้นฟ้าแล้วอ้าปากรับ เคี้ยวกรุบกรับก่อนจะกลืนลงคอ ถูมือกล่าวกับฉางเซิง “เจ้ารออีกสองชั่วยาม ข้าจะปรุงเครื่องหอมก้านหนึ่งให้เขา”

ฉางเซิงนึกไม่ถึงว่าต้องรออีกหลายชั่วยาม ได้แต่ตอบรับอย่างงุนงง

กุ่ยฮว่าเลิกม่านไหมสีน้ำเงินลายเมฆหมอก ก้าวตรงเข้าไปในห้องใน

เขานั่งทื่ออยู่ในร้านหอมหมื่นลี้ สูดกลิ่นหอมประหลาดสารพัน ความคิดจิตใจเหม่อลอย

ขณะที่ฉางเซิงสะลึมสะลือ กุ่ยฮว่าก็กำลังมองวัตถุดิบปรุงเครื่องหอมในห้องอย่างกลัดกลุ้ม

มู่เซียงเถิง หานเซี่ยวฮวา หวงอวี้หลาน เยี่ยเหอฮวา โยวถานฮวา เซียงเยี่ยจื่อ เจี้ยงเซียงเถิง โก่วหยาฮวา อิงจว่าหลาน ฟูอี๋ มู่กวาฮวา จินอิงจื่อ จิ๋วหลี่เซียง หวงซานกุ้ย อวิ๋นเซียง ซู่หลาน สุ่ยหงซู่ มู่เหอ เซียงชิวไห่ถัง...

น้ำมันสำหรับสกัดล้วนปิดผนึกอยู่ในโถเคลือบขาวสลักลายกลีบบัวแต่ละใบ เพียงแต่เครื่องหอมก้านนั้นกลับปรุงยากอย่างยิ่ง

จะช่วยจื่อเหยียนได้หรือไม่ ก็ต้องดูว่าเครื่องหอมนี้หอมหวนเข้มข้นพอหรือไม่ เย้ายวนถึงกระดูก เยียบเย็นถึงหัวใจ ต้องสามารถเฝ้ามองอยู่ไกลๆ แต่มิอาจเข้าใกล้แตะต้อง ท้ายที่สุด เขาถึงสามารถพ้นเคราะห์

ทะเลทุกข์ไร้ขอบเขต ความสุขมิอยู่ที่ฟากฝั่ง

นางนึกออกแล้วว่าจะปรุงเครื่องหอมเช่นใด

เมื่อกุ่ยฮว่ายื่นเครื่องหอมใส่มือฉางเซิง ท้องฟ้าล้วนมืดสนิท เครื่องหอมก้านนี้ ชื่อว่า “ฟากฝั่ง”

ครั้นเครื่องหอมถูกหมุนเล่นอยู่ในมือจื่อเหยียน ฉางเซิงถ่ายทอดถ้อยคำของกุ่ยฮว่าเสร็จสิ้น

จื่อเหยียนนิ่งมอง “ฟากฝั่ง” เงียบๆ  เขารู้ว่า พวกเขาไม่มีวันไปถึง

มิอาจหนีพ้นทะเลทุกข์ ไร้หนทางหลุดพ้นหลีกหนี

 

ไม่กี่วันต่อมา ฉางเซิงอดหลับอดนอนท่องจำภาพวาดที่จื่อเหยียนสั่งจนขึ้นใจ ความทุ่มเทตลอดหลายวันทำให้เปลือกตาของเขาหนักอึ้ง มักเผลอสัปหงกอยู่เสมอ

อากาศร้อนระอุขึ้นทุกที เมื่ออยู่ในสวนนานเกินไป ให้รู้สึกว่าดวงอาทิตย์ประดุจยาพิษฤทธิ์ช้า ค่อยๆ ซึมซาบเข้าสู่ผิวหนัง

เขาหลบไปงีบหลับอยู่ใต้ระเบียง พิงเสาพักผ่อนไปชั่วครู่ ประตูใหญ่พลันดังสนั่นหวั่นไหว ทำให้เขาสะดุ้งสุดตัว

ทันทีที่เปิดประตู ก็ถูกเจ้าของร่างสูงใหญ่พุ่งชนจนกระเด็น คนผู้นั้นก้าวอาดๆ เข้ามา หันมาปรายตามองฉางเซิงคราหนึ่งอย่างขอไปที

“โอ แม้แต่เด็กรับใช้ก็หน้าตาดีไม่น้อย!” เขากล่าวจบ หันกลับไปเดินต่ออย่างเย่อหยิ่ง

ฉางเซิงชะเง้อคอมองเขา แสงตะวันอาบไล้แผ่ซ่านมาตามร่างกายเขา ประหนึ่งช่วยเพิ่มความโดดเด่นให้กับแผ่นหลังกำยำของเขา

คนผู้หนึ่งยืนเงียบๆ อยู่ข้างฉางเซิง เอ่ยเสียงเหี้ยมเกรียม “ผู้นำสหพันธ์ของพวกเรามาแล้ว บอกจื่อเซียนเซิงต้อนรับขับสู้ให้ดี!”

ฉางเซิงครานี้ถึงเพิ่งรู้ตัวว่าอ้ายกู่ยืนอยู่ใกล้ๆ  ใบหน้ากึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้ม ดูไม่ออกว่ารู้สึกอย่างไร

เขาลอบสะท้านใจ ลุกลี้ลุกลนวิ่งไปยังโถงด้านใน เขามิอาจปล่อยให้คนผู้นั้นไร้มารยาทกับคุณชาย

ทว่าสายไปเสียแล้ว เมื่อเขาเข้าไปในห้อง ผู้นำสหพันธ์เจ้าลั่งผู้นั้นกำลังใช้มือบีบคางจื่อเหยียน หัวเราะอย่างจองหอง “นับเป็นใบหน้ายวนเสน่ห์สมคำร่ำลือ!”

เปลวเพลิงแทบปะทุออกมาจากนัยน์ตาฉางเซิง

จื่อเหยียนมิเปลี่ยนสีหน้า มองเจ้าลั่งด้วยท่าทีสบายๆ คล้ายทารกที่บริสุทธิ์ไร้เดียงสา

เมื่อเห็นเจ้าลั่งเป่าลมหายใจรดใบหน้าจื่อเหยียน มือของฉางเซิงสั่นเทิ้ม หมายจะปล่อยหมัดเข้าใส่ ชกเจ้าลั่งให้หน้าหงาย ทว่ากลับทำมิได้

อ้ายกู่ซึ่งยืนอยู่ด้านหลังมิใช่สาเหตุ หากแต่ท่าทียโสโอหังของเจ้าลั่งทำให้เขาหวั่นเกรง

ฉางเซิงเข้าใจดีว่า เขามิใช่คู่ต่อสู้ของบุรุษผู้นี้

มิเกี่ยวข้องกับวิชาฝีมือ แต่คือนิสัยใจคอ

เขากลัวว่าจวนแห่งนี้จะไม่มีผู้ใดสามารถกำราบเจ้าลั่ง เมื่อเห็นอีกฝ่ายหยามเกียรติจื่อเหยียน ผู้เดียวที่ฉางเซิงนึกถึง ก็คืออิ๋งหั่ว

ทันใดนั้น เจ้าลั่งพลันชักมือออกจากใบหน้าจื่อเหยียน ประดุจถูกงูกัดก็ไม่ปาน มีชั่วขณะหนึ่งที่หวาดหวั่นพรั่นกลัว

เขาจับจ้องฝ่ามือขาวผ่อง ตรงปลายนิ้วปรากฏรอยเขียวคล้ำ ค่อยๆ แล่นไหลไปตามฝ่ามือราวกับลำธารสายเล็ก

“ไม่เลว ไม่เลว แม้แต่ใบหน้ายังยอมวางยาพิษ ข้ามิได้มองเจ้าผิด” เจ้าลั่งแค่นยิ้ม ทว่าสีหน้ากลับไม่จองหองเท่าเมื่อครู่

จื่อเหยียนมองเขาอย่างเคร่งขรึม “เฉิงจู่มีอันใดให้รับใช้” (เชิงอรรถ – คำเรียกขานผู้นำสหพันธ์)

“ให้เจ้าดูอะไรบางอย่าง” เจ้าลั่งกล่าวจบ ส่งสายตาให้อ้ายกู่

ฉางเซิงลอบสะท้านใจ รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี

อ้ายกู่ปรบมือ เสียงลอยออกไปด้านนอก คนของสหพันธ์เจ้าลั่งทยอยเดินเข้ามาในห้องโถง แบกศพสามศพเข้ามา

รอจนคนเหล่านี้ถอยออกไป อ้ายกู่เลิกผ้าสีขาวขึ้น

ศพแรก มิต้องบอกก็รู้ว่าคืออิ๋งเกอ อีกสองศพเป็นศพบุรุษและศพสตรี กลิ่นศพโชยคลุ้งเตะจมูก

ฉางเซิงสะอิดสะเอียนยิ่ง แม้แต่เหลือบแลยังมิต้องการ 

จื่อเหยียนเข้าใจทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น ชำเลืองมองฉางเซิงคราหนึ่ง

ฉางเซิงคิดจะออกไปตามหาอิ๋งหั่ว ทว่ามีคนเร็วกว่าเขา

อ้ายกู่ปิดประตูห้องโถงมิดชิด ยืนเฝ้าหน้าประตูราวกับกุญแจสนิมเขรอะที่เปิดไม่ออก

“จื่อเซียนเซิงเป็นคนฉลาด” เจ้าลั่งคลำนิ้วมือ มือขวาบัดนี้กลายเป็นสีดำ เขารู้สึกสงสัยใคร่รู้ หัวเราะเฮอะฮะพลางใช้มือซ้ายกดข้อมือขวา รอยเขียวคล้ำหยุดลงโดยพลัน ไม่กระจายไปตามแขนอีก

เขาเหลือบตา ยิ้มบางเอ่ย “อนุภรรยาผู้นี้ของข้าชื่อหงโต้ว ริมฝีปากกระจิริดช่างน่าทะนุถนอมเป็นที่สุด เจ้ามาดู น่าเอ็นดูยิ่งใช่หรือไม่”

ฉางเซิงใบหน้าเผือดซีด เช่นนั้นศพอีกศพหนึ่ง ก็คือน้องชายของอ้ายกู่

เขาลองเขยิบเข้าไปใกล้ แย่แล้ว หน้าตาคล้ายอิ๋งเกอหลังแปลงโฉมอย่างยิ่ง

จื่อเหยียนสีหน้าปกติ ก้าวไปมองใกล้ๆ  เอ่ยชมเชย “ฝีมือประณีตยิ่ง”

ศพสองศพนี้เพิ่งเริ่มเน่าเปื่อย เห็นได้ชัดว่าตายไม่นาน ที่ผ่านมาสหพันธ์เจ้าลั่งมิเคยจับพวกเขาได้ แน่นอนว่าไม่มีทางบังเอิญจับได้ตอนนี้ มองพิรุธของอิ๋งเกอออก เกรงว่า คนสองคนนี้ย่อมมิใช่เจ้าตัวเช่นกัน

พลันนั้นเขานึกถึงเรื่องอีกเรื่องหนึ่ง ในเมื่อสหพันธ์เจ้าลั่งมียอดฝีมือด้านการแปลงโฉม ไยจึงต้องให้เขาซ่อมแซมโฉมหน้าของอิ๋งเกอ นึกถึงตรงนี้ จื่อเหยียนยิ่งทวีความสุขุม ถามเจ้าลั่ง “เจ้านำศพสามศพให้ข้าดู ต้องการให้ข้าแปลงโฉมหรือ”

เจ้าลั่งหัวเราะลั่น เดินอ้อมศพเหล่านั้นมาหยุดเบื้องหน้าเขา

เขาสูงกว่าจื่อเหยียนเล็กน้อย ครั้นยืนใกล้ ท่าทีเช่นผู้ที่อยู่เหนือกว่าจึงยิ่งฉายชัด

“ข้าต้องการรู้ว่า เบื้องหลังใบหน้านี้ของเจ้า แท้จริงเป็นผู้ใด”

สิ่งที่เขามิได้กล่าวออกมาคือ เหตุไฉนเจ้าจึงรู้เรื่องราวของสหพันธ์เจ้าลั่ง

“เจ้าต้องการเห็นจริงหรือ”

วาจานี้เย้ายวนจับใจ ฉางเซิงไม่คาดคิดว่าจื่อเหยียนจะตอบเช่นนี้

ต้องการเห็น หากคุณชายมีอีกใบหน้าหนึ่ง เขาต้องการเห็นอย่างยิ่ง

ขณะที่คิดลมหายใจก็ถี่กระชั้น เขามิทันสังเกตเห็นว่าเจ้าลั่งเบิกตากว้างกว่าเดิม แม้กระทั่งอ้ายกู่ คิ้วเชิดก็เลิกขึ้นเล็กน้อย

จื่อเหยียนก้าวมาหยุดหน้าโต๊ะ จุดเครื่องหอมที่ชื่อฟากฝั่ง

อ้ายกู่ตวาดลั่น “เจ้าทำอันใด”

ฉางเซิงรีบอธิบายแทนจื่อเหยียน “คุณชายของเราจะจุดเครื่องหอมทุกครั้งที่ลงมือแปลงโฉม”

เจ้าลั่งคล้ายเพิ่งสังเกตเห็นฉางเซิง เหลียวมองอย่างดูแคลน ยังมิทันเห็นเต็มตาก็เบนสายตาหนี

เขามิเหลือบแลผู้อื่น จื่อเหยียนคือสิ่งดึงดูดเพียงหนึ่งเดียว

ครั้นอยู่เบื้องหน้าบุรุษยวนเสน่ห์ผู้นี้ เจ้าลั่งรู้สึกร่างกายไร้เรี่ยวแรง ความน่าเกรงขามที่เคยมีล้วนจางหาย

เขาตัวสั่นวูบ ขณะที่อ้ายกู่ร้องขึ้น “เฉิงจู่ เขากำลังวางยาพิษ!”

ฟากฝั่งค่อยๆ ถูกผลาญเผา ควันหอมอันงามสง่าลอยอวลทั่วห้องโถง คอยสำรวจอย่างแช่มช้า ที่ใดมีคน มันจะไปที่นั่น รู้ว่านั่นคือที่ที่มันพำนักพักพิง ครั้นเห็นร่างมีเลือดเนื้อ มันจะมิไปที่ใดอีก แต่จะเฝ้ามองเวียนวน โอบล้อมอารักขาอย่างไร้เสียง

นี่คือเครื่องหอมที่มีฤทธิ์ดูดพลัง จะมีพลังฝีมือสูงล้ำปานใดก็เฉกเช่นคนแก่ใกล้ตาย ไร้โอกาสแสดงวิชาฝีมือ

ฉางเซิงนั่งลงอย่างอ่อนระทวย เห็นอ้ายกู่ไร้ซึ่งเรี่ยวแรง รู้สึกเบาใจยิ่ง

เจ้าลั่ง...ผู้ยิ่งใหญ่จอมยโสผู้นั้น โซเซล้มลงบนเก้าอี้มีพนัก กระนั้นใบหน้าก็ยังคงแย้มยิ้ม

“เจ้าต้องการเห็นโฉมหน้าข้ามิใช่หรือ” จื่อเหยียนหยิบมีดเล่มหนึ่งขึ้นมากลางหมอกควัน ขยับเข้าใกล้เจ้าลั่ง

เขาเป็นผู้ที่สงบเยือกเย็นที่สุด คุ้นชินกับการเคลื่อนไหวท่ามกลางเครื่องหอมกล่อมประสาท เรี่ยวแรงมิได้รับผลกระทบ

แววตาพราวระยับ ผู้ถือมีดงามจรัสจับตา ทว่าสีหน้ากลับเฉกเช่นจิงเคอผู้ลอบสังหารเจ้านครรัฐฉิน

ภายใต้รูปลักษณ์บอบบางมีสัตว์ดุร้ายซ่อนอยู่

อยู่ห่างเพียงหนึ่งฉื่อ (เชิงอรรถ – หนึ่งฉื่อเท่ากับหนึ่งฟุต) ประกายเยียบเย็นของคมมีดสะท้อนเข้าตาเจ้าลั่ง หากมือสั่นเพียงเล็กน้อยก็สามารถแทงทะลุนัยน์ตา

ทว่าบุรุษผู้นี้หาได้หวาดกลัวไม่ ซ้ำยังยื่นมือออกไปลูบหน้าจื่อเหยียน ยิ้มเอ่ย “ใช่ ข้าต้องการยล”

เขารู้ว่าจื่อเหยียนมิกล้าสังหารเขา จึงเฝ้ามองสายตาอาฆาตแค้นของฉางเซิงด้วยท่าทางพึงพอใจ

จื่อเหยียนเอี้ยวหลบมือของเจ้าลั่ง หมุนมีดในมือชี้จ่อจอนผมของตน ก่อนจะกรีดลงไปอย่างแรง

ดวงหน้างามล้ำของเขาพลันปรากฏหยดเลือด ประหนึ่งเลือดหยดแรกในชามหยกเคลือบยามกรีดเลือดสาบาน

เลือดไหลช้ายิ่ง ราวกับหอยคายไข่มุกก็ไม่ปาน หนึ่งหยด สองหยด ล้ำค่าผิดธรรมดา

เจ้าลั่งตกตะลึง ฉางเซิงตกใจหมดสติ อ้ายกู่วางใจลงชั่วคราว

นัยน์ตาของจื่อเหยียนเป็นประกายโชติช่วง เสียงของเขายังคงไพเราะรื่นหู นุ่มนวลกังวานใส “ข้าใช้ใบหน้าของข้า แลกกับศพสามศพนี้”

“ประเสริฐ คุ้มค่าข้ายิ่ง” เจ้าลั่งรู้สึกเพียงว่าในคอมีหนามแหลม มิคายออกมิได้ จื่อเหยียนดุจดั่งปลาปักเป้าที่รสชาติเลิศล้ำ ต่อให้รับประทานแล้วต้องตาย เขาก็ทำใจละวางไม่ลง

หากแต่ยามนี้จำต้องก้มศีรษะ เจ้าลั่งรู้สถานการณ์ดี รู้ว่ามิอาจบีบให้อีกฝ่ายจนตรอก

ฝีมือเท่าเทียม จำต้องปล่อยไปเช่นนี้ จวบจนรู้แพ้รู้ชนะ

จื่อเหยียนพยักหน้าพึงใจ มีคำมั่นประโยคนี้ เขาจะได้ส่งอิ๋งเกอคืนให้อิ๋งหั่วอย่างไร้รอยขีดข่วน

มีดในมือยังคงกรีดต่อไป ไล่ไปตามโครงหน้าสมบูรณ์แบบ ถากออกเป็นวงกลม

เขาโยนใบหน้าที่เป็นเนื้อหนังบางเฉียบไปบนโต๊ะ ใช้แขนเสื้อของชุดผ้าไหมยาวสีน้ำตาลเลื่อมทองปักลายห่านป่าเหินทะยานปิดหน้า ชุดสีเข้มบดบังเขาทั้งตัว ประหนึ่งวิญญาณที่หลุดลอยจากร่าง

จื่อเหยียนเดินไปนอกห้องโถง อ้ายกู่มิอาจขัดขวางเขา ได้แต่มองจื่อเหยียนเปิดประตู ปล่อยให้แสงอาทิตย์ส่องลอดเข้ามาในห้องที่มิเปิดโอกาสให้พักหายใจ จากนั้นเขาเดินต่อไป เงาร่างจมหายไปในแสงสว่าง

จวบจนฟากฝั่งมอดดับ ฤทธิ์ยาผ่านพ้น เจ้าลั่งดีดตัวจากเก้าอี้อย่างรวดเร็วราวธนูบิน เดินวนทั่วจวนสกุลจื่อ

บรรดาเด็กรับใช้กำลังเล่นสนุกอยู่ในสวน ไม่รู้ว่าคราวเคราะห์มาเยือน เจ้าลั่งคว้าตัวเด็กรับใช้สองสามคนมาไต่ถาม ไม่มีผู้ใดเห็นว่าจื่อเหยียนไปที่ใด

ขณะเดียวกันอิ๋งหั่วได้ยินเสียงดัง รีบเข้ามาประคองฉางเซิง

เขาใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี ไม่เหลือบมองอิ๋งเกอบนพื้นแม้แต่น้อย

อ้ายกู่ตะเกียกตะกายลุกขึ้น ฉวยใบหน้าที่จื่อเหยียนกรีดออกมาไปเก็บไว้ ตวัดสายตาดุดันเยียบเย็นใส่ทั้งสองคน ก่อนจะเดินออกไปด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก

นอกประตูใหญ่ เจ้าลั่งขึ้นม้า นิ่งมองสถานที่พิสดารแห่งนี้ คิ้วขมวดเข้าหากัน

นับเป็นการมาเยือนที่น่าสนใจ มีบุคคลประหลาดที่ต้องการพบ ซึ่งลานกว้างอันโอ่อ่าของจวนสกุลจื่อ ดูคล้ายไร้ที่บดบัง แท้จริงหาได้ธรรมดาไปกว่าสหพันธ์เจ้าลั่งไม่

การประชันฝีมือเพิ่งเริ่มต้นขึ้น

มุมปากเขาเหยียดยิ้ม กล่าวกับอ้ายกู่ “เขา...คงจะฝังศพสองคนนั้นอย่างดี” จากนั้นควบม้าพุ่งทะยานจากไป

อ้ายกู่ติดตามด้านหลัง นำลูกน้องกลับไปอย่างเอิกเกริก เพียงพริบตากลุ่มคนขี่ม้าก็หายไปจากตรอก

ฉางเซิงกับอิ๋งหั่วหาจื่อเหยียนจนทั่วไม่พบ จึงจำต้องหาสถานที่จัดวางศพทั้งสามคนนั้นก่อน ค่อยกลับมารอในห้องโถงอีกครั้ง ความมืดค่อยๆ โรยตัวลงมาจากฟ้า ทั้งคู่เตรียมอาหารเลิศรสเต็มโต๊ะ เฝ้ารอจื่อเหยียนกลับมา

อิ๋งเกอไม่สำคัญอีกต่อไป อิ๋งหั่วคิดได้แล้ว เป็นเพียงศพศพหนึ่งเท่านั้น ซึ่งมิตรภาพระหว่างสหายจะคงอยู่ในใจของเขาเสมอ นึกถึงว่าจื่อเหยียนถึงขั้นนำความปลอดภัยของตนแลกกับโครงกระดูกของอิ๋งเกอ เขากระวนกระวายใจยิ่ง

เขาติดค้างจื่อเหยียนมากมายเหลือเกิน อิ๋งหั่วอัดอั้นกลัดกลุ้ม เอาแต่คว้าสุรากรอกใส่ปาก

ฉางเซิงนึกถึงสภาพน่าอนาถของจื่อเหยียน ซับน้ำตาเป็นระยะ เกลียดที่ตนเองไร้สามารถ

ทั้งคู่ร่ำสุราเยียวยาความทุกข์โศก ต่างฝ่ายต่างกังวล ไม่มีแม้แต่แก่จิตแก่ใจจะปลอบโยนอีกฝ่าย ขณะเดียวกันก็มองอีกฝ่ายเป็นคนในครอบครัวของตนโดยไม่รู้ตัว

ตอนนั้นเอง จื่อเหยียนสวมชุดยาวแขนกว้างสีเขียว ถือตะเกียงแก้วหลากสีดวงหนึ่ง เยื้องย่างเข้ามาในห้องโถง

เขาประหนึ่งกลับจากการเดินทางไกล ไม่สนใจสีหน้าตกใจระคนยินดีของทั้งสองคน แย้มยิ้มพลางวางตะเกียงลง คีบไก่เจชิ้นหนึ่งใส่ปากเคี้ยว

“จานนี้ย่อมเป็นฝีมือของฉางเซิง หายากยิ่ง!”

ทั้งสองคนจ้องมองใบหน้าไร้ที่ติของเขา ราวกับมองตัวประหลาด

อาห์ เขากลับมาแล้ว ประเสริฐยิ่ง ทั้งยังงดงามตรึงจิตวิญญาณยิ่งกว่ากาลก่อนเสียอีก มองอย่างไรก็ไม่เบื่อ

หากแต่เขาได้รับบาดเจ็บหรือไม่ ตกลงใบหน้าที่พวกเขาพบเจออยู่ทุกวันนั้น ใช่โฉมหน้าที่แท้จริงของจื่อเหยียนหรือไม่ สิ่งนี้คือสิ่งที่ทั้งสองคนเป็นห่วงที่สุด

“หน้าข้าเปื้อนหรือ” จื่อเหยียนใช้มือขาวนวลลูบใบหน้า เขามองออกว่าทุกคนมีคำถามอยู่ในใจ กระนั้นก็มิต้องการเอ่ย “นี่ พวกเจ้าสองคนรีบรับประทาน อาหารเย็นแล้วจะไร้รสชาติ ให้ข้าทายดู อิ๋งหั่วเจ้าปรุงอาหารจานใด โอ เจ้าอุตส่าห์ออกมารับอาหารพร้อมพวกเรา ก็ดีเหมือนกัน รับประทานสองคนเงียบเหงาเกินไป หากมีเวลาว่างเจ้าก็หมั่นแวะมา”

จื่อเหยียนพล่ามไม่หยุด ในที่สุดฉางเซิงก็ทนไม่ไหวเอ่ยแทรกเขา “คุณชาย ใบหน้าท่าน...”

“อันก่อนใช้จนเก่าแล้ว คนผู้นั้นต้องการก็ยกให้ไปแล้วกัน” จื่อเหยียนเอ่ยอย่างภูมิใจ “ใช้หนังชิ้นหนึ่งแลกกับคนสามคน ช่างสมใจยิ่ง”

เขาไม่มีแก่จิตแก่ใจตอบคำถามฉางเซิง

เขากลับมา เพราะต้องการตรวจสอบใบหน้าก่อนแปลงโฉมของศพสองศพนั้น

ยอดฝีมือที่ซ่อนตัวอยู่ในสหพันธ์เจ้าลั่งเป็นใครกัน ถึงขนาดมีฝีมือเทียบเท่าเขา

ไม่มีเวลาชะล่าใจ จื่อเหยียนรู้ว่า ฟากฝั่ง อย่างไรก็ไม่มีวันไปถึง

หนังสือแนะนำ

Special Deal