บทที่ 3 ตามล่าไม่ลดละ

กุบกับ...

    เสียงขบวนม้าดังเลื่อนลั่นมุ่งมายังเมืองไหวอิน ซึ่งเป็นเมืองสำคัญทางตอนล่างของแม่น้ำไหวสุ่ย เกือกม้าตะกุยผงคลีคละคลุ้ง คนนำหน้าคือผู้ควบคุมดูแลซื่อสุ่ยจวิน* (เชิงอรรถ - สมัยราชวงศ์ฉินแบ่งประเทศออกเป็นสามสิบหกจวิน หรืออีกนัยหนึ่งคือเขตปกครอง ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าตัวเมือง) นามมู่หยงเชียน

    มู่หยงเชียนจับตาดูเงาดำจุดหนึ่งซึ่งเคลื่อนไหวอยู่ที่ห่างไปร้อยวาโดยไม่คลาดสายตา เห็นเป้าหมายกำลังจะถลันเข้าดงไม้แถบหนึ่ง สร้างความร้อนรุ่มใจยิ่ง รอจนมู่หยงเชียนติดตามถึงริมดง ศัตรูก็พุ่งตัวไปในดงไม้แต่แรกแล้ว

    มู่หยงเชียนออกคำสั่งว่า “เซียวเหอ เฉาเซิน กู่เชอ พวกเจ้าแยกย้ายกันนำกำลังขบวนหนึ่งทำการโอบล้อมดงไม้ เราไม่เชื่อว่าโจรร้ายนี้จะหนีรอดจากเงื้อมมือเรามู่หยงเชียน”

    มันโบกมือวูบ ผู้คนหลายร้อยคนพากันลงจากหลังม้า แบ่งกำลังออกเป็นสี่สาย แยกย้ายกันเข้าสู่ดงไม้

    กู่เชอคิดช่วงชิงความดีความชอบ จึงบุกฝ่าเข้าดงไม้ไปก่อน

    ดงไม้นี้มีพื้นที่กว้างไพศาล อยู่เหนือความคาดหมายของกู่เชอ ดังนั้นมันเพิ่มความตื่นตัว กุมดาบกระชับมั่น

    ในยามนั้น ประกายเย็นเยียบสายหนึ่งกรีดฝ่าอากาศดุจสายฟ้า ตัดศีรษะไพร่พลทหารไปหลายหัว

    กู่เชอยังไม่ทันทำความเข้าใจว่าเกิดเรื่องใด คนผู้นั้นก็ตวัดเท้าเตะศีรษะหลายหัวนั้นแหวกพุ่งใส่กู่เชอราวอาวุธลับ กู่เชอเคลื่อนขวางหลบเลี่ยง รู้สึกละลานตาวูบ เงาร่างสายหนึ่งถลันถึงเบื้องหน้ามัน

 

    มันตื่นตระหนกยิ่ง ถอยกายไปหนึ่งก้าว จากนั้นฟาดฟันออกดาบหนึ่ง ค่อยเห็นชัดตาว่าศัตรูเบื้องหน้ามีอายุยี่สิบกว่าปี หน้าตาองอาจ ท่วงท่าเหี้ยมหาญราวเทพอสูรตนหนึ่ง

    คนผู้นั้นสลับเท้าหลบเลี่ยงจากคมดาบ กรีดกระบี่เป็นเส้นโค้งอย่างสวยงาม กระบี่ยังไม่บรรลุถึง พลังการฆ่าฟันก็คุกคามเสียดผิวกายกู่เชอ

    กู่เชอค่อยทราบว่าเหตุใดมู่หยงเชียนจึงทุ่มเทกำลังออกตามล่าคนผู้นี้ มันควงดาบราวก้อนเมฆหย่อมหนึ่งเข้าปะทะกับกระบี่ที่กรีดจู่โจมมา

    แว่วเสียงโลหะปะทะกัน กู่เชอรู้สึกว่ากระบี่ของฝ่ายตรงข้ามแฝงพลังชักจูงชนิดหนึ่ง ชักนำคมดาบของมันฟันใส่ลำต้นไม้ จากนั้นกระบี่ของฝ่ายตรงข้ามลื่นไหลลงมาตามตัวดาบ ฟันใส่นิ้วมือของตนเอง

    กู่เชอรู้สึกที่มือปวดแปลบลามไปยังทั่วร่าง ต้องเซถอยไปหลายก้าว ปะทะชนกับต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง

    เห็นประกายเย็นเยียบของฝ่ายตรงข้ามคุกคามตามมา กู่เชอนอกจากรอความตายแล้ว ไม่อาจทำอย่างไรได้

    เสียงขวับเขวี้ยวเมื่อปรากฏลูกธนูยิงติดต่อตามกันมาถึง มุ่งใส่กลางหลังของชายหนุ่มนั้น

    ชายหนุ่มนั้นไม่คิดตกตายพร้อมกับกู่เชอ ได้แต่ละทิ้งโอกาสฆ่ากู่เชอ พุ่งเฉียงๆ หลบเลี่ยงจากลูกธนู อ้อมปราดไปหลังต้นไม้ที่กู่เชอเอนพิงอยู่

    “ขุนพลกู่ระวัง”

    สุ้มเสียงหนึ่งตามหลังลูกธนูมาถึง เห็นเป็นนายทัพกลางคนสวมเกราะอ่อนผู้หนึ่ง ที่แท้เป็นเซียวเหอ (เชิงอรรถ - ในพงศวดารเรื่องไซ่ฮั่นอ่านออกเสียงว่าเสียวโห)

    เซียวเหอเป็นบุคคลที่มู่หยงเชียนให้ความสำคัญ นอกจากมีเพลงกระบี่สูงเยี่ยม ยังเจ้าปัญญาความคิด มีการคบหากว้างขวาง ผู้คนในเขตปกครองซื่อสุ่ยล้วนรู้จักดี

    ชายหนุ่มนั้นพอได้ยินเสียงเซียวเหอต้องชะงักงันวูบหนึ่ง จึงกล่าวคำ “แล้วกันไปเถอะ” จากนั้นกระโดดโลดลิ่วหายลับไปในพุ่มไม้กลางดง

    เซียวเหอพอรุดถึงสถานที่เกิดเหตุ ชายหนุ่มนั้นก็จากไปจนไร้ร่องรอย รู้สึกว่าสุ้มเสียงของอีกฝ่ายคุ้นหูยิ่ง พลันฉุกคิดขึ้น ‘หลิวปัง (เชิงอรรถ - ในพงศาวดารเรื่องไซ่ฮั่นอ่านออกเสียงว่า เล่าปัง) หรือว่าเป็นมัน? มันเป็นถึงจ่าง (เชิงอรรถ - ชื่อตำแหน่งราชการสมัยราชวงศ์ฉิน เทียบเท่ากับกำนันในปัจจุบัน มีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อย กะเกณฑ์แรงงานและจัดเก็บภาษี) ที่รับราชการในราชวงศ์ฉิน ไฉนมายังที่นี้?’

    ยามนั้นกู่จวินกล้ำกลืนความเจ็บปวด กล่าวว่า “ขุนพลเซียว ขอบคุณที่ช่วยเหลือ”

    เซียวเหอยิ้มเล็กน้อยไม่กล่าววาจา พลันผิวปากเป่าเป็นเสียงดัง เป็นสัญญาณติดต่อกัน ซึ่งมู่หยงเชียนกำหนดขึ้น

    ชั่วครู่ให้หลัง มู่หยงเชียนนำกำลังโอบล้อมเข้ามา ร้องถามว่า “คนเล่า?”

    เซียวเหอตอบว่า “เมื่อบริวารรุดถึง ศัตรูก็หลบหนีไปแล้ว”

    มู่หยงเชียนกระชากเสียงว่า “ไปยังที่ใด?” มันนับว่าให้ความสำคัญต่อเซียวเหอ หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่นคงด่าทอใส่แล้ว

    เซียวเหอชี้มือไปยังทิศทางตรงกันข้ามที่หลิวปังจากไป มันที่กล้าทำเช่นนี้ เพราะทราบว่ากู่เชอเพื่อหลบหลีกจากท่าสังหารเมื่อครู่ สายตาถูกต้นไม้บดบัง ไม่ทันเห็นทิศทางที่หลิวปังหลบหนีไป

    มู่หยงเชียนไม่เคลือบแคลงสงสัย แบ่งกำลังเป็นสองสาย ให้เซียวเหอกับเฉาเซินติดตามไป ตนเองนำกำลังอีกขบวนหนึ่งอ้อมทางไป

    หลิวปังขณะจะออกพ้นจากดงไม้ หัวใจตนเองพลันเต้นถี่เร็วขึ้น

    นอกดงไม้เงียบสงบ มันกลับสูดได้ภัยอันตรายชนิดหนึ่ง

 

    มันรีบตรวจสอบสภาพภายในของตัวเอง พบว่าตนเองไม่ได้เลวร้ายดังที่คาดคิดไว้ ดังนั้นเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่มัน

    ในยามนั้นหลิวปังพบเห็นคนผู้หนึ่ง...คนสนิทของมหาเสนาบดีจ้าวเกานามมู่หยงเชียน

    หลิวปังไม่ขบคิดใคร่ครวญอันใด ชิงพุ่งถอยไป มู่หยงเชียนคล้ายคาดเดาได้ว่าหลิวปังจะล่าถอยพลันตวาดก้อง พุ่งตัวไปข้างหน้าราวลูกธนู พร้อมกับตวัดมือคุมกระบี่จู่โจมใส่

    ระหว่างหนึ่งรุกหนึ่งถอย คนรุกไล่รวดเร็วกว่าผู้ล่าถอย พริบตาที่หลิวปังถอยถึงริมดง กระบี่ของมู่หยงเชียนก็จู่โจมถึงใบหน้ามันแล้ว

    หลิวปังได้แต่สะบัดกระบี่ปิดป้องปะทะ บังเกิดเสียงติงดังสดใส ขณะเดียวกันร่างลอยลิ่วไปในดงไม้

    มู่หยงเชียนรู้สึกว่ากระบี่ตนเองคล้ายไม่ปะทะถูกอันใด พอเสือกแทงไปเบื้องหน้า กลับเร่งระดับความเร็วให้หลิวปังลอยลิ่วไปยิ่งกว่าเดิม

    รอจนมู่หยงเชียนติดตามเข้าดงไม้ หลิวปังคล้ายสาบสูญกับอากาศธาตุไปจนไร้ร่องรอย

    ระหว่างนี้มู่หยงเชียนได้รับรายงานจากสายข่าวหลายสายว่า เขตอำเภอเพ่ยเสี้ยนมีกิจกรรมความเคลื่อนไหวเป็นพิเศษ ทำการติดต่อกับเจ็ดพรรคเจียงไหว ยามนี้เห็นบุรุษหนุ่มเบื้องหน้าแสดงฝีมือออกมา ทำให้มันมิอาจไม่นึกโยงถึงเจ็ดพรรคเจียงไหว

    ตามคำร่ำลือ ศิษย์ของเจ็ดพรรคส่วนใหญ่สืบเชื้อสายจากแคว้นเล็กสมัยเลียดก๊ก ปะปนอยู่ในสาขาอาชีพต่างๆ ครั้งกระโน้นตอนที่จ้าวเกาแต่งตั้งมันเป็นผู้ดูแลเขตปกครองซื่อสุ่ย ได้มอบหมายให้มันดำเนินแผนปลอบขวัญ ดึงตัวผู้คนในเจ็ดพรรคเข้าเป็นพวก จะได้ไม่ถูกตระกูลทรงอิทธิพลอื่นใช้สอย มู่หยงเชียนก็ปฏิบัติตามคำสั่ง เกลี้ยกล่อมค่ายพรรคในเจ็ดพรรคได้สองค่ายพรรค ประจวบกับเฉินเซิ่งกับอู๋กว่าง (เชิงอรรถ - เฉินเซิ่งกับอู๋กว่างถือเป็นกลุ่มกบฏคณะแรกในประวัติศาสตร์จีน) ลุกฮือขึ้นต่อต้านราชวงศ์ฉิน สร้างความตื่นเต้นแก่มู่หยงเชียนขึ้นมา ดังนั้นไม่ยอมปล่อยปละละเว้นศัตรูเบื้องหน้าโดยง่ายดาย

 

    มู่หยงเชียนสำรวจพื้นภูมิรอบข้างเที่ยวหนึ่ง จากนั้นถือกระบี่คุกคามไปยังตำแหน่งที่มีต้นไม้แน่นหนาแถบหนึ่ง

    ทันใด พงหญ้าแถบหนึ่งถอนดึงขึ้นจากพื้น ท่ามกลางต้นหญ้าที่ปลิวกระจาย ปรากฏพลังกระบี่สายหนึ่งครอบคลุมใส่จุดสำคัญของมู่หยงเชียน

    ท่าจู่โจมของหลิวปังนี้ไม่ว่าจังหวะเวลาที่ลงมือ ตำแหน่งทิศที่เลือกสรร ล้วนผ่านการคำนวณอย่างมั่นเหมาะ

    มู่หยงเชียนได้แต่ล่าถอย ค่อยชะลอสภาวะกระบี่ของฝ่ายตรงข้ามลง จากนั้นใช้กระบี่ราวบุปผาที่เบ่งบานออก จี้ใส่สภาวะกระบี่ของหลิวปัง

    พลังกระบี่ทั้งสองสายปะทะกัน บังเกิดเป็นเสียงปง ก่อกวนจนผงคลีคละคลุ้ง

    หลิวปังกระอักโลหิตคำหนึ่ง ร่างปลิวลิ่วไปในพงหญ้าดุจว่าวขาดป่าน

    มู่หยงเชียนเพียงส่ายร่างโงนเงนคราหนึ่ง จากนั้นขวางกระบี่อยู่เหนืออก มันรับรู้ถึงเล่ห์กลของอีกฝ่าย ไม่รุกไล่โดยผลีผลาม คิดรอจนผงธุลีจางหายแล้วค่อยกระหน่ำซ้ำเติม

    รอจนผงคลีจางหายสิ้น บนพื้นถูกกดกระแทกเป็นหลุมใหญ่แห่งหนึ่ง หามีร่างของศัตรูที่ทอดกายอยู่บนพื้นไม่

    มู่หยงเชียนบังเกิดความโกรธแค้นขึ้น ที่นอกดงไม้พลันแว่วเสียงตวาดก้อง จากนั้นเป็นเสียงสายคันธนูดังขึ้น มู่หยงเชียนรีบโถมกลับออกไป ปากตวาดว่า “จับเป็นให้กับเรา”

    สาเหตุที่มันคิดจับเป็น เพราะต้องการเค้นความจริงจากฝ่ายตรงข้าม ยังมีพลังกระบี่ของหลิวปัง ทำให้นึกถึงบุคคลผู้หนึ่ง

    ยามนั้นหลิวปังหนีเตลิดออกจากดงไม้ บ่ายหน้าไปทางชายหาด

    เหล่าไพร่พลทหารความจริงน้าวคันธนู พาดลูกศรกับสายธนู พอได้ยินเสียงตวาดของมู่หยงเชียน จึงไม่มีผู้ใดกล้ายิงธนูออก

    มู่หยงเชียนพอออกจากดงไม้ ตวาดสำทับให้สกัดศัตรูไว้ เหล่าไพร่พลทหารค่อยบังคับม้าไล่ติดตาม

    มู่หยงเชียนเห็นหลิวปังหลบหนีถึงริมแม่น้ำพลันล้วงอาวุธประจำตระกูลนามคันธนูไร้ขนนกออกมา น้าวคันธนูจนสุดล้าแล้วปล่อยออก ที่ยิงออกไปเป็นลูกระเบิดอัคคีสามลูก

    แว่วเสียงระเบิดสองครั้งครา ลูกระเบิดอัคคีอีกลูกหนึ่งตกลงในน้ำ

    หลิวปังรู้สึกมีคลื่นความร้อนแล่นมาจากด้านหลัง ร่างซวนเซเสียหลักคราหนึ่ง หากยังกระโจนลงน้ำไป

    มันพอลงน้ำรู้สึกว่าอุณหภูมิในน้ำเพิ่มสูงขึ้น ร่างคล้ายถูกกระชากโดยแรง ก่อกวนจนสมองเลอะเลือน ร่างจมดิ่งลงไป

    หลิวปังนึกเสียใจขึ้นมา คราครั้งนี้ตนเองคิดเดินทางไปพบกับเฉินเซิ่ง ซึ่งตั้งตัวเป็นเฉินเซิ่งอ๋อง เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ จึงปิดสกัดพลังฝีมือไว้ห้าส่วน มิคาดร่องรอยถูกมู่หยงเชียนพบเห็น ถูกตามล่าไม่ลดละ ไม่เช่นนั้นอาศัยมู่หยงเชียน ไหนเลยสร้างความทุลักทุเลแก่มันถึงเพียงนี้?

    ก่อนที่สติสัมปชัญญะจะสิ้นสูญ หลิวปังรีบโคจรพลังไปทั่วร่าง แต่แรงอัดของกระแสน้ำยังกระแทกจนมันสิ้นสติไป

    รอจนมู่หยงเชียนรุดถึงริมฝั่ง ระลอกน้ำค่อยสงบลง แม่น้ำกลับคืนสู่สภาพเดิม แต่ไม่เห็นซากศพของหลิวปังลอยขึ้นมา

    มู่หยงเชียนทั้งร้อนรุ่มทั้งเดือดดาล เหลียวหน้าไปตวาดว่า “ส่งคนออกตรวจค้นพื้นที่ห้าสิบลี้นี้ เราต้องการหาศัตรูให้พบ หาไม่ก็ต้องเห็นซากศพ”

 

    “ว้ากเพ้ย...”

    บนชายหาดทางตอนล่างของแม่น้ำห่างไปสามสิบลี้ ปรากฏชายหนุ่มสวมใส่เสื้อผ้าซอมซ่อเดินมาสองคน ชายหนุ่มที่นำนห้ามีอายุเพียงสิบเจ็ดสิบแปดปี หน้าตาท่าทางซุกซน ส่งเสียงด่าทอไม่ขาดปาก คนที่ตามหลังมีอายุยี่สิบเศษ ศีรษะใหญ่ใบหูกาง เดินตามหลังอย่างท้อแท้

    เมื่อเดินถึงชายหาดทั้งสองพานถอดเสื้อผ้ากระโจนลงน้ำ คนทั้งสองมีวิชาทางน้ำยอดเยี่ยม พลิกตัวบนผิวน้ำราวปลาขาวสองตัว หลังจากว่ายจนเหน็ดเหนื่อย ค่อยกลับขึ้นฝั่ง นอนอาบแดดบนหาดทราย

    คนทั้งสองนี้เป็นอันธพาลน้อยในเมืองไหวอิน ผู้ที่อายุอ่อนกว่าแซ่จี้นามคงโส่ว ( เชิงอรรถ - คงโส่วแปลตรงตัวว่ามือเปล่า ) อย่าได้เห็นมันยังเยาว์วัย แท้ที่จริงกลอกกลิ้งเจ้าเล่ห์ น้อยครั้งจะพลาดท่าเสียที คนอายุสูงวัยกว่าเรียกว่าหานซิ่น ( เชิงอรรถ - ในพงศาวดารเรื่องไซ่ฮั่นอ่านออกเสียงว่าฮั่นสิน ) มีกำลังวังชากล้าแข็ง บัญญัติเพลงหมัดสามท่า ถือเป็นผู้หาญกล้าในกลุ่มอันธพาล ทั้งสองสุมหัวรวมกันตั้งแต่เล็ก ทั้งหลอกลวงต้มตุ๋น บางครั้งลักเล็กขโมยน้อย ถือเป็นคู่หูอันสนิทสนม

    เมื่อคืนหานซิ่นรุดมาบอกว่า บุตรคนโตของตระกูลจวีนามจวีกุงเที่ยวหอนางโลมสิงชุนเอี้ยน จี้คงโสว่ไม่พอใจต่อพฤติการณ์ของตระกูลจวีที่ถืออำนาจบาตรใหญ่ตั้งแต่แรก จึงชักชวนกันเข้าหอนางโลม ซ่อนตัวอยู่ใต้เตียงของนางคณิกาอันดับหนึ่งของตึกสิงชุนเอี้ยน นามเสี่ยวเถาหง จวบกระทั่งฟ้าสางค่อยขโมยถุงเงินของจวีกุงที่แขวนอยู่ข้างเตียงมาได้

    รอจนทั้งสองออกจากเมือง แก้ถุงเงินออกดู พบว่าภายในมีเงินไม่กี่ตำลึง จี้คงโส่วถึงกับร่ำร้องว่าอับโชค ฉุดลากหานซิ่นมาชะล้างคราเคราะห์ที่แม่น้ำ

    หานซิ่นพลันมีสีหน้าลิงโลด กล่าวว่า “ครั้งนี้มาตรว่าไม่ร่ำรวย แต่ก็ช่วยเพิ่มพูนประสบการณ์ นึกถึงสุ้มเสียงราวแมวร้องของเสี่ยวเถาหง จนบัดนี้ข้าพเจ้ายังคันที่หัวใจยากจะเกา”

    จี้คงโส่วกล่าวอย่างประหลาดใจว่า “ท่านหานอายุปูนนี้ ยังเป็นทารกบริสุทธิ์หรือ?”

    หานซิ่นรีบปิดปากมัน กล่าวว่า “ร่ำร้องดังปานนี้ทำอะไร กลัวผู้คนไม่ได้ยินหรือ? ข้าพเจ้าเป็นทารกบริสุทธิ์ หรือว่าท่านมิใช่?”

    จี้คงโส่วไม่ตอบคำ เพียงยิ้มอย่างลึกลับราวกับเป็นนักรักอันช่ำชอง แท้ที่จริงมันก็เป็นเช่นเดียวกับหานซิ่น

    รอยยิ้มของมันสร้างความกระดากแก่หานซิ่น ได้แต่หันเหไปทางอื่น ชนสนทนาว่า “วันนี้อากาศไม่เลว”

    จี้คงโส่วคล้ายไม่ได้ยิน พลันเบิ่งตาไปยังตอนบนของแม่น้ำ ร้องว่า “ที่ต้นน้ำคล้ายมีวัตถุลอยมา”

    หานซิ่นมองตามสายตาอีกฝ่าย เห็นตอนบนของแม่น้ำมีเงาดำจุดหนึ่งลอยมาจริงๆ ต้องกล่าวอย่างลิงโลดว่า “หรือว่าเป็นลาภลอย?”

    จี้คงโส่วผุเดลุกขึ้น มองดูอยู่ครึ่งค่อนวัน สั่นศ๊รษะกล่าวว่า “คล้ายกับเป็นซากศพซากหนึ่ง”

    ทั้งสองกระแทกนั่งลงอย่างท้อแท้ จี้คงโส่วทอดถอนใจกล่าวว่า “เมื่อคืนพวกเราอับโชค ไม่มีหวังว่าจะร่ำรวย เพียงหวังว่าชะล้างคราเคราะห์เป็นผลสำเร็จจึงถูกต้อง”

    หานซิ่นพลันชี้มือไปยังชายหาดเบื้องหน้าร้องว่า “รีบดู”

    จี้คงโส่วช้อนตามอง ที่แท้ซากศพนั้นถูกสาดซัดขึ้นมาบนหาดทรายแล้ว

    คนทั้งสองล้วนขวัญกล้าบังอาจ บวกกับเป็นกลางวันแสกๆ กลับไม่หวาดกลัว เดินเข้าไปชมดู พบว่าซากศพนี้จมน้ำไปไม่กี่ชั่วยาม ผิวกายยังไม่ถูกฟอกจนขาว เสื้อผ้าขาดกะรุ่งกะริ่ง ตามร่างกายยังถูกไฟลวก แทบไม่เป็นสารรูปผู้คน

    ที่น่าประหลาดคือ ซากศพนี้ท้องแบนราบ ไม่ได้บวมพองเพราะสำลักน้ำ จี้คงโส่วจึงกล่าว “คาดว่าฆ่าคนแล้วโยนศพลงน้ำ ส่วนท้องจึงไม่บวมขึ้นมา”

    หานซิ่นผงกศีรษะ พลันเห็นในมือซากศพยังกำกระบี่เล่มหนึ่ง ภายใต้แสงอาทิตย์สาดส่อง คมกระบี่สะท้อนประกายสีเขียวสายหนึ่ง ต้องโห่ร้องว่า “วิเศษแท้ ข้าพเจ้ากำลังกังวลว่าไม่มีเงินทองจัดซื้ออาวุธเล่มหนึ่ง คราครั้งนี้กลับส่งมาถึงมือ ท่านว่าข้าพเจ้ายังจะปฏิเสธว่า ‘ไม่ต้องการ’ หรือ?” พลางแกะมือของซากศพออก ช่วงชิงกระบี่มาเพ่งดูโดยละเอียด ชมเชยว่า “กระบี่ที่ดี ในเมืองไหวอินเกรงว่าไม่มีกระบี่ที่ดีกวานี้อีก”

    จี้คงโส่วสั่นศีรษะกล่าวว่า “ท่านมีสมองสุกรจริงๆ ลองนึกดู นี่เป็นคดีฆาตกรรมรายหนึ่ง ต่อให้ทางการไม่สืบสาว ญาติมิตรของมันก็ต้องสืบเสาะมา หากท่านถือครีองกระบี่ไว้ รังแต่แส่หาความยุ่งยากใส่ตัว” พลางร้องเพ้ยอีกครา กล่าวว่า “นี่เรียกว่าเคราะห์ซ้ำกรรมซัด กลับพบพานซากศพอีก”

    มันถ่มน้ำลายใส่ซากศพนั้น ซากศพพลันสั่นกระตุกคราหนึ่ง สร้างความแตกตื่นแก่มันจนร่ำร้องออกมา หมุนตัวหมายหลบหนี

    หานซิ่นไม่อาจหักใจละทิ้งกระบี่ ปลอบโยนว่า “จี้เส้า (คนหนุ่มแซ่จี้) ท่านคงตาฝาดไป”

    ไม่ทันขาดคำ ปรากฏมือข้างหนึ่งยื่นมาคว้าจับเท้าของมันไว้ หานซิ่นถึงกับขวัญหนีดีฝ่อ ล้มระทวยกับพื้น

    “เสี่ยว...เกอ (ท่านพี่ผู้เยาว์) ...ท่าน...นี้...ช่วย...เรา”

    ซากศพนั้นพลันลืมตาขึ้น เพียงแต่ดวงตาไร้ประกาย สีหน้าอิดโรยอ่อนเพลีย เปล่งเสียงออกมาอย่างยากเย็น

    จี้คงโส่วกับหานซิ่นค่อยเรียกขวัญกลับคืนสู่ร่าง สบตากันแวบหนึ่ง หานซิ่นค่อยก้มกายลง กล่าวว่า “ช่วยท่านไม่ยากเย็น เพียงแต่ต้องมีค่าตอบแทน ไม่เช่นนั้นพวกเราจึงไม่ตอแยความยุ่งยากใส่ตัว”

    คนผู้นั้นพอฟื้นคืนสติมา รู้สึกว่าตลอดทั้งร่างปวดแปลบราวถูกเข็มทิ่มแทง หน้าผากปรากฏเหงื่อเม็ดโป้งๆ ไหลซึมออกมา กล่าวว่า “ขอ...เพียง...ยอม...ช่วย...เหลือ...ให้...ท่าน...เสนอ...ราคามา”

    หานซิ่นสำรวจมองสารรูปอีกฝ่าย กล่าวว่า “คำพูดที่เขื่องโขนัก ท่านอาศัยอะไรให้ข้าพเจ้าเชื่อท่าน?”

    คนผู้นั้นลังเลเล็กน้อยค่อยกล่าวว่า “ข้าพ...เจ้า...หลิวปัง...อำเภอ...เพ่ยเสี้ยน” จากนั้นสิ้นสติไปด้วยความเจ็บปวด

    จี้คงโส่วกับหลิวปังล้วนสะดุ้งเฮือกหนึ่ง ถึงแม้ว่าหลิวปังเพียงเป็นถิงจ่างเล็กๆ ในอำเภอเพ่ยเสี้ยน แต่มีชื่อเสียงในยุทธจักร มาตรว่าจี้คงโส่วกับหานซิ่นมิใช่ชาวยุทธจักรโดยตรง แต่เคยได้ยินพี่ใหญ่ของพวกมันนามเหวินหู่เอ่ยถึงชื่อนี้ คิดไม่ถึงจะได้พบพานในสภาพเช่นนี้

    หานซิ่นกล่าวอย่างเชื่อครึ่งมิเชื่อครึ่งว่า “จี้เส้า คนผู้นี้ใช่แอบอ้างชื่อผู้อื่น หลอกให้พวกเราช่วยเหลือมันหรือไม่?”

    จี้คงโส่วกล่าวอย่างครุ่นคิดว่า “เกรงว่ามิใช่ มันแม้สวมเสื้อผ้าขาดวิ่น แต่เนื้อผ้าเป็นแพรพรรณชั้นดี บวกกับกระบี่ของมันมิใช่อาวุธธรรมดา สมควรมีความเป็นมาใหญ่หลวง”

    หานซิ่นกล่าวด้วยความยินดีว่า “หากมันเป็นหลิวปังจริงๆ นับเป็นบุญวาสนาของพวกเราแล้ว เหวินเหล่าต้า (พี่ใหญ่แซ่เหวิน) บอกว่าคนผู้นี้มีหน้ามีตา คบหากับเจ็ดพรรคเจียงไหว หากยอมรับพวกเราเข้าสังกัด พวกเราก็ไม่ต้องประพฤติเป็นอันธพาลน้อยสืบไป”

หนังสือแนะนำ

Special Deal