เม่ยเซิง เปลี่ยนหน้าท้าลิขิต เล่ม 1

บทที่สอง รูปเสียง

  

วสันตฤดูอันงามจรัส ตะวันคล้อยต่ำลาลับท้องนภา ฉาบประกายสีแดงเจิดจ้าทาบทับหมู่เมฆยามสายัณห์ บนถนนสายยาวเต็มไปด้วยผู้สัญจรที่เร่งรีบกลับบ้านหลังเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน

ในตรอกเฟิ่งเซียว รถม้าไม้ประดู่ประดับผ้าโปร่งบางคันหนึ่งเคลื่อนผ่านอย่างแช่มช้า รถม้าตกแต่งหรูหราอย่างยิ่ง ทั้งลวดลายมังกรคู่หงส์เหินเวหาและม่านไหมวิจิตรตระการตา ผู้สัญจรผ่านต่างตะลึงมองตาไม่กะพริบ

ฉางเซิงนั่งอยู่ในรถม้าอย่างกระวนกระวาย มองกระถางเครื่องหอมผลึกแก้วลายกลีบบัวที่ตั้งอยู่แทบเท้าส่งกลิ่นหอมที่มิอาจบรรยายออกมาอย่างแช่มช้า ฟังเสียงพู่ห้อยระย้าข้างหูเสียดกระทบผนังรถม้า อดกลั้นอยู่นานถึงเอ่ยถาม “คุณชาย เดินทางเอิกเกริกเช่นนี้จะไปที่ใด”

“โคมไฟบนแม่น้ำเฟยหงล้วนส่องสว่างแล้วกระมัง” จื่อเหยียนเอนกายอย่างผ่อนคลายบนรถม้า ขยับตัวไปมาอย่างสบายอารมณ์ “เจ้าเคยได้ยินชื่อจิ่นเซ่อหรือไม่”

โคมไฟประดับประดาแม่น้ำเฟยหง ตะวันยามสายัณห์สะท้อนทาบทับผิวน้ำ ขับให้บรรดาเรือสำราญของหอทำนองสวรรค์ที่ตกแต่งอย่างพริ้งเพริศหรูหรายิ่งยวนเสน่ห์ชวนหลงใหล

จื่อเหยียนลงจากรถม้า พาฉางเซิงเยื้องย่างไปยังเรือสำราญเงียบเหงาลำหนึ่ง สาวใช้อายุน้อยบนเรือรีบเลิกม่านให้พวกเขาเข้าไป

จากนั้น ฉางเซิงได้พบจิ่นเซ่อ อดีตโฉมสะคราญงามล้ำที่ลือนามสะท้านแผ่นดิน

คิ้วโค้งเรียวหลุบลงอย่างนุ่มนวล ชีวิตนักดนตรีที่มิแบ่งแยกเช้าค่ำตลอดหลายปีที่ผ่านมาทำให้หางตาของนางมีริ้วรอยเบาบางเพิ่มขึ้นมา สีหน้าฉายแววซูบเซียวเล็กน้อย

ฉางเซิงเผลอตัวถอนใจอย่างเสียดาย

เมื่อทั้งคู่นั่งลง จิ่นเซ่ออมยิ้มพลางยื่นจอกโมราใบหนึ่งให้ กลิ่นหอมละมุนกรุ่นกำจาย สีสุราทอประกายเยียบเย็น ช่วยบดบังท่าทีเก้อเขินของจิ่นเซ่อ

ฉางเซิงพินิจมอง ข้างกายนางประหนึ่งมีปุยเมฆโอบล้อม ชวนให้รู้สึกอบอุ่นละมุนละไม

จื่อเหยียนยิ้มเอ่ย “อาห์ คือซูเหอเซียงสูตรลับจากในวัง ปรับอวัยวะภายใน ขจัดโรคเรื้อรัง แม่นางจิ่นเซ่อช่างละเอียดรอบคอบยิ่ง ฉางเซิง เจ้าก็ดื่มจอกหนึ่ง”

จิ่นเซ่อยื่นข้อมือเนียนขาวราวหิมะ รินให้ฉางเซิงเต็มจอก

ฉางเซิงถึงกับเหม่อลอยไปชั่วขณะ พินิจมองอิริยาบถของนาง ล้วนแต่งดงามยวนตา แม้แต่เด็กหนุ่มอายุน้อยเช่นเขายังอดเคลิบเคลิ้มมิได้ ริ้วรอยบางเบาเสี้ยวหนึ่งตรงหางตา เวลานี้แทบมิสลักสำคัญ ซ้ำยังทำให้รูปโฉมที่ผันผ่านกาลเวลายิ่งทวีความงดงามพริ้มพราย

“จื่อเซียนเซิงเลื่องชื่อลือนาม อาภรณ์งดงามโดดเด่น หากจิ่นเซ่อมิได้มองผิด นี่คือลายปักจรัสเนตรซึ่งได้ชื่อว่า ‘ประณีตเป็นหนึ่ง’ หนึ่งในผลงานชั้นเลิศของชิงหลวนต้าซือ (เชิงอรรถ – คำเรียกขานปรมาจารย์ผู้เชี่ยวชาญและเป็นที่เลื่องลือในวิชาใดวิชาหนึ่ง) แห่งโรงร้อยแพรไหมใช่หรือไม่” เสียงของจิ่นเซ่อพาดผ่านโสตประสาทของฉางเซิงอย่างนุ่มนวล แผ่ซ่านเข้าไปถึงขั้วหัวใจเขา

หากมิใช่นางกำลังกล่าวถึงคุณชายผู้ที่เขาเป็นห่วงยิ่งกว่า เขาก็คงอ่อนระทวยอยู่ภายใต้เสียงกังวานใสนี้แล้ว

ฉางเซิงเบิกตามองจื่อเหยียน ลายปักจรัสเนตรมูลค่ามากกว่าหมื่นตำลึงทอง มิน่าคุณชายถึงมิยอมสวมชุดนี้อวดอ้างธารกำนัล หากแต่โดยสารรถม้าหรูหราสมฐานะ

ฉางเซิงเผยอยิ้มเล็กน้อย  คุณชายผู้มีรสนิยมถึงยิ่งคล้ายผู้ไม่อินังขังขอบต่อสิ่งใด หาไม่แล้ว หากผู้สุขุมสำรวมครั้นอยู่เบื้องหน้าผู้อื่นเช่นจื่อเหยียนสูงส่งเกินไป แม้แต่เขาคงมิกล้าเข้าใกล้

“รถม้าอาภรณ์ของเซียนเซิงล้วนหรูหราเกินสมควร” จิ่นเซ่อชม้ายชายตา แววตาเปี่ยมล้นไปด้วยความศรัทธาเลื่อมใส “จิ่นเซ่ออดคิดมิได้ว่า แท้จริงแล้วเซียนเซิงเป็นคนเช่นใด สามารถอยู่เหนือความวุ่นวาย มิถูกกฎเกณฑ์ควบคุม”

จื่อเหยียนมองนางด้วยสายตาสงบ ยิ้มเอ่ย “อันที่จริง...”

จากนั้นเขาก็เงียบไป

จิ่นเซ่อลอบสะท้านใจ

ได้ยินเขาปิดปากยิ้มเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรื่อยๆ “จริงอยู่ที่ข้าแต่งกายผิดแผกจากผู้อื่น แต่ทางการกลับไม่มีผู้ใดจัดการ”

“จื่อเซียนเซิงมิใช่คนธรรมดา ย่อมกระทำในสิ่งที่ไม่ธรรมดา และใต้หล้านี้ก็ไม่มีเรื่องใดที่เซียนเซิงทำมิได้” จิ่นเซ่อกล่าวจบ น้ำเสียงพลันเปลี่ยนเป็นหม่นเศร้า “หากข้าปรารถนาจะหวนสู่รูปโฉมเมื่อกาลก่อน มิทราบเป็นไปได้หรือไม่”

จื่อเหยียนมองนางด้วยสายตาราบเรียบ “กาลก่อน? มิทราบเมื่อใด”

ฉางเซิงคิดในใจว่ามีอันใดน่าถาม จิ่นเซ่อกาลก่อนค่าตัวสูงล้ำ แม้แต่เชื้อพระวงศ์หมายพบหน้าสักครายังมิได้ บัดนี้รูปโฉมโรยราไร้ผู้เหลียวแล ย่อมปรารถนาหวนสู่รูปโฉมอ่อนเยาว์เมื่อครั้งโด่งดังเลื่องชื่อ

จื่อเหยียนคล้ายมองทะลุความคิดของนาง รอนางกล่าวยืนยัน

จิ่นเซ่อเอ่ยเสียงฝืดเฝื่อน “รูปโฉมก่อนที่อาจารย์ท่านจะแปลงโฉมให้ข้า”

ฉางเซิงร้องอุทาน นึกไม่ถึงว่าแม้แต่ดวงหน้าที่ถูกแปลงโฉมเช่นนี้ยังมิอาจต้านทานกาลเวลา เหี่ยวเฉาโรยรามิต่างจากดอกไม้ หากแต่สิ่งที่น่าแปลกคือนางกลับต้องการรูปโฉมก่อนหน้า เชื่อว่าคงธรรมดายิ่งกว่าดวงหน้าในยามนี้

ใบหน้านั้นจื่อเหยียนยังจำได้กระทั่งบัดนี้

เมื่อครั้งที่เขายังเป็นเด็กหนุ่มอายุน้อย นางเคยวางหยกล้ำค่าอันเป็นมรดกตกทอดประจำตระกูลใส่มือเขา อ้อนวอนขอโอกาสจากเขา

หยกชิ้นนั้นมิเคยอยู่ในสายตาของเขา แต่กลับเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของนาง

เขานิ่งมองดวงหน้างามพิสุทธิ์ของนาง ไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงมีคนยอมทำลายมัน เพื่อแลกกับโอกาสในการเข้าสู่หอโคมเขียว

เบื้องหลังผู้ที่มาแปลงโฉม มักมีเหตุผลที่ไม่น่าเชื่อมากมาย จื่อเหยียนเคยได้ยินเหตุผลนั้นเมื่อครั้งติดตามเฉินเซียงจื่อผู้เป็นอาจารย์

จื่อเหยียนสงบสติอารมณ์ เอ่ยแช่มช้า “เจ้าคิดดีแล้วหรือ ใบหน้านี้ของเจ้ามิได้ปรับแก้มาหลายปี ถึงได้มีริ้วรอยเล็กน้อย หากเพียงลบริ้วรอยช่วยเพิ่มความอ่อนเยาว์ให้เจ้า เช่นนี้ง่ายดายที่สุด แต่หากต้องการโด่งดังอีกสิบปี มิสู้เปลี่ยนใบหน้าใหม่ ผู้คนจะได้มองมิเบื่อ แต่หากปรารถนาจะฟื้นฟูรูปโฉมเดิม...”

จิ่นเซ่อตัดบทเขา เอ่ยพร้อมรอยยิ้มเปิดเผย “เชิญเซียนเซิงมาก็เพราะคิดดีแล้ว ต่อให้อยู่ในหอทำนองสวรรค์ เป็นที่ชื่นชอบอีกสิบปีแล้วอย่างไร ผู้ที่เด่นดังกว่านี้ กล้ากล่าวว่าจะไม่ตกอยู่ในสภาพไร้ผู้เหลือบแลเช่นข้าในวันนี้หรือไม่เล่า ยามเช้าราวดอกไม้บาน ยามเย็นเช่นกิ่งไม้หัก ชะตาชีวิตของหญิงโคมเขียว แต่ไหนแต่ไรก็ ‘แม้นถูกทอดทิ้งก็มิเป็นอันใด’ ข้าจะมีฝีมือปานใด สุดท้ายก็ปราศจากผู้รู้ใจ ใต้หล้านี้ไฉนเลยจะมีสหายรู้ใจมากมายปานนั้น”

ในเมื่อบัดนี้นึกเสียใจ ไยกาลก่อนจึงทำเช่นนั้น

หากแต่ครานั้นก็จำต้องทำเช่นนี้

คนเราเกิดมา เป็นต้องพบพานความไม่สมหวังเสมอ ในห้วงความคิดของจื่อเหยียนพลันปรากฏภาพบางอย่างวูบไหวแวบผ่าน ความทรงจำทั้งหลายที่ผันผ่าน ล้วนแต่ร่วงโรยจมหายไปกับผืนดิน

“เช่นนั้น” จื่อเหยียนกล่าวเสียงดังขึ้น ทำให้สาวใช้สีหน้าอมทุกข์ข้างกายจิ่นเซ่อถึงกับสะดุ้ง “ทำตามปรารถนาของเจ้าแล้วกัน ส่วนค่าตอบแทน แม่นางจิ่นเซ่อเป็นลูกค้าเก่า บรรเลงบทเพลง ‘ชดช้อย’ ให้ข้าสักคราก็พอ”

จิ่นเซ่อยิ้มสดใส ไล้นิ้วผ่านเซ่อสีดำลายกระจับบนโต๊ะ (เชิงอรรถ – เครื่องดนตรีประเภทดีดชนิดหนึ่งของจีน) เอ่ย “ข้าหาใช่ผู้ด้อยความรู้ไม่ ของกำนัลของเซียนเซิงตระเตรียมพร้อมสรรพแต่แรก ยามกลับรบกวนนำกลับไปพร้อมกัน”

หีบหลากสีลายดอกโบตั๋นหนักอึ้งสองใบถูกวางอย่างไม่สะดุดตาอยู่มุมหนึ่งของห้องเรือ

สถานะเปลี่ยนชีวิตเปลี่ยน มิอาจหวนคืนสู่อดีต

จื่อเหยียนมิได้เหลียวมอง เพียงชี้สาวใช้ข้างกายนางพลางเอ่ย “มอบของกำนัลหนึ่งในสิบส่วนให้เด็กผู้นี้แล้วกัน”

สาวใช้ผู้นั้นยกมือปิดปากอย่างตกใจ อึ้งไปครู่ใหญ่หยาดน้ำใสที่ฝืนกลั้นก็รินไหล

จิ่นเซ่อตอบรับอย่างไม่ใส่ใจ นิ้วเรียวงามขยับเคลื่อนไหว เริ่มบรรเลงจังหวะแรกของบทเพลง “ชดช้อย”

จากนั้นฉางเซิงเห็นสตรีงามนวลตาผู้หนึ่งก้าวมาทางเขา ดวงหน้าบริสุทธิ์ไร้เดียงสาเช่นนั้น กลับทอประกายหนักแน่นเด็ดเดี่ยว

นางกล่าวว่า ข้าจะเป็นนักดนตรีหญิงที่เลื่องชื่อที่สุด ข้าเพียงขายฝีมือมิขายร่างกาย ฝีมือการดีดเซ่ออันล้ำเลิศนี้ ข้ามิต้องการทอดทิ้ง ดวงหน้าของนางเฉกเช่นตุ๊กตาตัวน้อยที่ไม่มีวันเติบใหญ่ ผู้ใดจะสามารถหักใจลงมีดกรีดเฉือน?

ข้าต้องการโอกาส โอกาสสักครั้งหนึ่ง นางวาดหวังถึงอนาคตอันงดงาม มิเกี่ยวกับยศศักดิ์ชื่อเสียง เพียงปรารถนาสยายปีกโผบินอย่างอิสระกลางฟ้ากว้าง

ฝีมือเลิศล้ำจะถูกกลบฝังอย่างเงียบงันได้อย่างไร นางมิต้องการแต่งงานกับพ่อค้า ใช้ชีวิตระเหเร่ร่อน และมิเต็มใจปรนนิบัติสามีเลี้ยงดูบุตรธิดาอย่างมิเห็นเดือนเห็นตะวัน

ครั้นจิ่นเซ่อดีดเซ่อถึงท่อนหลักก็เปลี่ยนมาบรรเลงพลางร่ายรำ ห้องเรือขนาดเล็กพลันบังเกิดแสงตะวันแหวกผ่านเมฆา ประกายบาดตาส่องทาบทั่วทั้งขอบฟ้า

นางร่ายรำอย่างอ่อนช้อย บรรเลงอย่างนุ่มนวล ร่างงามระหงเยื้องย่างงามงอน พริ้งเพริศเฉิดฉายหาใดเปรียบ

ทันใดนั้นพลันเลียนหงส์ผงกศีรษะ จิ่นเซ่อบิดเอวคอดกิ่ว เคลื่อนกายปราดเปรียวไปบนโต๊ะ เสียงเซ่อนุ่มละมุนแว่วสะท้อน ท่วงท่าอ่อนโยนราวบุปผาโปรยปราย คล้ายก้มคล้ายเงย คล้ายไกลคล้ายใกล้ ทุกอิริยาบถสะกดตรึงจิตวิญญาณ

ฉางเซิงมิอาจละสายตา นางกลับย่อกายสะบัดแขนเสื้อ ปลายอาภรณ์พลิ้วไหวราวห้วงธารา

ครั้นบรรเลงจังหวะสุดท้ายเสร็จสิ้น บทเพลงพลันหยุดลงในบัดดล

ท่วงทำนองประหนึ่งยังลอยวนมิเลือนหาย กระเพื่อมไหวอยู่ในใจของฉางเซิงเนิ่นนาน

“ฝีมือของแม่นางจิ่นเซ่อนับวันยิ่งล้ำเลิศ” วาจาชมเชยของจื่อเหยียนแฝงแววเสียดาย ถอนใจลุกขึ้นบอกลา “พรุ่งนี้เชิญมาเยือน พวกข้าจะพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อบรรลุปรารถนาของแม่นาง ยามนี้จำต้องขอตัว”

ระหว่างทางกลับจวน จื่อเหยียนนิ่งเงียบไม่เอื้อนเอ่ย ฉางเซิงหวนนึกถึงวาจาของจิ่นเซ่อ ให้รู้สึกข้องใจสงสัยยิ่ง

“แม่นางผู้นั้นประหลาดยิ่ง มีรูปโฉมงามล้ำกลับมิต้องการ ปรารถนาจะหวนสู่รูปโฉมเดิม คุณชาย รูปโฉมเดิมของนางงดงามกว่ายามนี้จริงหรือ เหตุไฉนจึงนึกถึงมิรู้วาย”

“เจ้าเคยได้ยินกวีธรรมะบทหนึ่งหรือไม่” จื่อเหยียนกล่าวท่องแช่มช้า

“เสาะแสวงทิววสันต์จนทั่วหล้า

กรำกายามุ่งฝ่าหาพบไม่

ยิ้มหวนโน้มกิ่งเหมยสูดกลิ่นไอ

บนกิ่งใบใช่วสันต์ล้ำภิรมย์”

ฉางเซิงรอจื่อเหยียนท่องต่อ แต่เขากลับหลับตามิเอื้อนเอ่ย

จบแค่นี้หรือ?

ฉางเซิงลองตรึกตรอง คิดทบทวนความหมายของบทกลอนที่เขาท่อง

หรือสิ่งที่จิ่นเซ่อวิงวอนร้องขอเมื่อกาลก่อน สุดท้ายกลับมิใช่สิ่งที่นางปรารถนา?

หรือว่าเมื่อหวนนึกถึงอดีต ถึงพบว่าสิ่งที่ดั้นด้นเสาะหา แท้จริงอยู่ข้างกายแต่แรก?

แต่ทว่า สิ่งนั้นจะเป็นอันใด?

ความคิดของฉางเซิงลอยวนทั่วรถม้าโคลงเคลง ทุกความคิดเฉกเช่นเปลวเพลิงต้องมนตร์ สะกดกลืนกินอย่างมิอาจต้านทาน

สายตาของเขาหยุดนิ่งที่จื่อเหยียน อาภรณ์ลายปักจรัสเนตรอันหรูหราอลังการขับให้คุณชายดูคล้ายผู้สูงศักดิ์เจ้าสำราญ

ใจของฉางเซิงกระตุกวูบ นึกสงสัยอีกคราถึงประวัติความเป็นมาของคุณชาย

ทรัพย์สมบัตินับไม่ถ้วนของจวนสกุลจื่อมิจำเป็นต้องกล่าว หากทุกครั้งคุณชายได้รับค่าตอบแทนเป็นหลายสิบตำลึงทองไม่ก็ร้อยพันตำลึงทอง ย่อมเป็นไปได้ยากที่จะไม่ใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย แต่หากผู้มั่งคั่งสูงศักดิ์ปราศจากอำนาจอิทธิพล ก็อาจบ้านแตกสาแหรกขาดได้โดยง่าย...ทว่าคุณชายกลับมิเคยกังวลในจุดนี้ ไม่ว่าเสื้อผ้าอาหารที่พักพาหนะ ทุกอย่างล้วนสะท้อนให้เห็นถึงการล่วงล้ำกฎเกณฑ์ทั้งสิ้น

แท้จริงแล้วคุณชายเป็นใคร ดำรงอยู่ท่ามกลางความวุ่นวายเช่นนี้ กลับมิกังวลถึงชีวิตตนเองและครอบครัวแม้แต่น้อย ทั้งยังใช้ชีวิตอย่างผ่อนคลาย สุขสบายไร้กังวล

สมองของฉางเซิงสับสนยุ่งเหยิง ยังมิทันเรียบเรียงความคิด ก็กลับถึงจวนสกุลจื่อ

โคมไฟบนระเบียงยาวแขวนห้อยเรียงรายดุจหมู่ดาวดารดาษ คดเคี้ยวทอดยาวราวตัวมังกร

มือของเขาถูกจื่อเหยียนคว้าไปจับ ก้าวช้าๆ เข้าไปในจวน

ทุกคราที่ประเมินด้วยสายตาของคนนอก ที่พำนักที่งดงามเพียบพร้อม ซ่อนภูเขารวมลำน้ำแห่งนี้ เฉกเช่นที่พำนักของเทพเซียนก็ไม่ปาน ฉางเซิงกลัวเสมอว่าจะย่างก้าวพลั้งพลาด สักวันหนึ่งถูกขับออกจากสถานที่แห่งนี้ โชคดีที่จื่อเหยียนใจดีกับเขาเสมอ มิเคยดุด่าว่ากล่าวสักครั้ง

นึกถึงตรงนี้ ฉางเซิงเหลือบมองคุณชายอย่างซึ้งใจ

ท่ามกลางสายัณห์เลือนราง จื่อเหยียนเบือนหน้าไปอีกทาง ถอนใจเอ่ยราวกับล่วงรู้ความคิดของเขา “เจ้าเหนื่อยแล้ว ไม่มีอันใดก็อย่าคิดฟุ้งซ่าน กังวลมากไปไม่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ”

“ขอรับ” ฉางเซิงตอบรับก่อนจะถาม “พรุ่งนี้แปลงโฉมให้แม่นางจิ่นเซ่อ ต้องให้ข้าไปร้านหอมหมื่นลี้เลือกเครื่องหอมสักชนิดหรือไม่”

จื่อเหยียนเงียบไปครู่ใหญ่ สีหน้าฉายแววกังวล คล้ายต้องการกำชับอะไรบางอย่าง แต่เมื่อคิดครู่หนึ่งก็ส่ายหน้า ยิ้มเอ่ย “เจ้ารู้หน้าที่ยิ่ง น่าเสียดายที่ครานี้ไม่มีเรื่องเล่าน่าสนใจขายให้กุ่ยฮว่า หากนางเอาเรื่อง เจ้าจะรับมือไม่ไหว”

กุ่ยฮว่าคือชื่อของหญิงสาวเจ้าของร้านผู้นั้นหรือ ช่างประหลาดนัก

ฉางเซิงพลันนึกร้อนใจ เอ่ย “เช่นนั้นก็ให้เงินนางไป จะสนใจอันใดมากมาย”

จื่อเหยียนส่ายหน้า เอ่ยอย่างกลัดกลุ้ม “เกรงว่าจะมิได้” เดินไปสองสามก้าว เอ่ย “เจ้าไปหาอิ๋งหั่ว ให้เขาหาวิธีรับมือกุ่ยฮว่า ทันทีที่ข้าคิดเรื่องเล่าก็ปวดศีรษะแล้ว”

สิ่งที่ฉางเซิงมิเต็มใจที่สุดก็คือเสวนากับอิ๋งหั่ว หากแต่เครื่องหอมของร้านหอมหมื่นลี้หมดเร็วยิ่ง จุดครั้งสองครั้งก็หมดแล้ว คุณชายมิเคยใช้ยาชากับผู้มาเยือน เครื่องหอมชั้นเลิศก้านหนึ่งสามารถทำให้คนสะลึมสะลือ เห็นทีคงเป็นวิธีที่ประเสริฐสุด

จำต้องไปขอความช่วยเหลือจากอิ๋งหั่ว แม้ใบหน้าเรียบเฉยของคนผู้นั้นจะมิเคยแย้มยิ้ม แต่ถึงอย่างไรก็เป็นคนในจวนสกุลจื่อ ฉางเซิงตัดสินใจฝืนตนเองสักครั้ง

อ้อมผ่านหอริมน้ำ หาคนไร้อารมณ์ผู้นั้นพบ ฉางเซิงเอ่ยสั่งเช่นผู้ที่อยู่เหนือกว่า “คุณชายบอกว่า ให้เจ้าเขียนเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งให้ข้า เพื่อรับมือกับเจ้าของร้านหอมหมื่นลี้”

อิ๋งหั่วไม่พูดไม่จา นัยน์ตาคมกริบจับจ้องฉางเซิงอย่างดุดัน คล้ายต้องการกลืนกินเขาในคราวเดียว

ฉางเซิงลอบสะดุ้ง เอ่ยอย่างมิสบอารมณ์ “อย่าร่ำไร ข้ากำลังรอไปซื้อเครื่องหอม พรุ่งนี้คุณชายต้องใช้แต่เช้าตรู่ ครานี้เพื่อแม่นางจิ่นเซ่อแห่งหอทำนองสวรรค์!”

นัยน์ตาของอิ๋งหั่วพลันลุกโชติช่วง เขาก้มหน้าจรดพู่กันอย่างรวดเร็ว เขียนกระดาษแผ่นหนึ่งเสร็จเรียบร้อยโดยมิต้องเสียเวลาคิด ทั้งยังวาดกิ่งเหมยร่วงโรยสองสามกิ่งบนกระดาษสีเทาแผ่นนั้น

ด้านฉางเซิงก็มิได้สนใจ ยัดใส่แขนเสื้อหมุนตัวเดินจากไปทันที

อิ๋งหั่วรอเขาเดินไป พลันคว้าจับเชิงเทียนเคลือบขาวลายมังกรไร้เขาบนโต๊ะ เสียงปะทุรื่นหูของเปลวไฟกังวานใสขึ้นทุกขณะ แว่วลอยไปยังที่ไกลแสนไกล 

ดวงตาของเขาวาวโรจน์โชติช่วงราวกับเปลี่ยนเป็นคนละคน มิใช่ข้ารับใช้ธรรมดาที่ทึ่มทื่อพูดน้อยอีกต่อไป แต่เป็นบุรุษผู้กล้าที่ครั้นโบกมือบัญชาก็มีฝูงชนนับหมื่นขานรับ

“คิดจะเรียกตัวบริวารของเจ้าอีกแล้วหรือ” เสียงก้องกังวานของจื่อเหยียนพลันดังขึ้น ทำลายกระแสฮึกเหิมที่กำลังแล่นพล่านในใจเขา

อิ๋งหั่วมือสั่น พลันหลุบตานอบน้อม เอ่ยอย่างนบนอบ “เซียนเซิงมาแล้ว ข้าจะไปชงชาเดี๋ยวนี้”

“มิต้องบ่ายเบี่ยงเปลี่ยนเรื่อง ตอบข้าตามตรง เจ้ายังมิลืมจิ่นเซ่อใช่หรือไม่”

อิ๋งหั่วสั่นศีรษะ สีหน้าเด็ดเดี่ยวเฉียบขาด เขาเหลือบมองรอบด้านอย่างรวดเร็ว เงาร่างของจื่อเหยียนมิได้ปรากฏ

หากแต่เสียงทอดถอนใจนี้เป็นเสียงของจื่อเหยียนมิผิดแน่ ได้ยินเขาเอ่ยแช่มช้า “บัดนี้เจ้าอยู่ที่นี่ ไปที่ใดมิได้ ไยจึงต้องร้อนใจ นิสัยของเจ้ายังมิเปลี่ยนอีกหรือ อาห์ ช่างเถิด...พรุ่งนี้นางมา หากเจ้าหมายพบหน้า ข้าอนุญาตให้เจ้าแอบมองอยู่หลังม่าน แต่จงอย่าลืมว่า เจ้ามิใช่ผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุทธภพผู้หยิ่งทระนงในตอนนั้นอีกแล้ว เรื่องในอดีตทางที่ดีควรปล่อยวางโดยเร็ว เจ้าย่อมรู้ขอบเขตของตนเองดี”

อิ๋งหั่วอึ้งงันเนิ่นนาน ความเข้มแข็งพลันจางหายไปจากใบหน้า

เขาทิ้งตัวลงอย่างท้อแท้ ปิดหน้าฝืนกลั้นเสียงสะอื้น บางทีความเงียบงันยามค่ำคืนคงช่วยบดบังได้ดีที่สุด

“ในเมื่อบัดนี้นึกเสียใจ ไยกาลก่อนจึงทำเช่นนั้น” จื่อเหยียนกล่าวทิ้งท้าย

กว่าอิ๋งหั่วจะได้สติ สรรพเสียงรอบด้านล้วนเงียบงัน ดูท่าคงห่างไปไกลแล้ว

อิ๋งหั่วนิ่งมองไส้เทียนบนเชิงเทียน ยื่นมือออกไปช้าๆ  ครั้นสัมผัสถูกความร้อนก็ชักมือกลับ

รสชาติแห่งความเจ็บปวดแล่นผ่านหัวใจอย่างแจ่มชัด สลับซ้อนทับเฉกเช่นบาดแผลโชกเลือดบนแขนของเขาในอดีต หลังสมาน ทิ้งรอยแผลแดงยาวน่าเกลียดไว้รอยหนึ่ง

แม้ล่วงรู้เรื่องราวในใต้หล้า แต่เขากลับมิเคยกระจ่างในชะตาชีวิตตนเอง ได้แต่ทนใช้ชีวิตไปวันๆ อยู่ในที่เล็กแคบแห่งนี้ต่อไป

 

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ฉางเซิงไปหาจื่อเหยียนด้วยท่าทางง่วงเหงาหาวนอน ทันทีที่พบหน้าก็บ่นกระปอดกระแปด

“อิ๋งหั่วคนชั่วร้าย เขียนเรื่องเล่าคลุมเครือไม่ชัดเจน เจ้าของร้านผู้นั้นถามนู่นถามนี่มิยอมปล่อยข้าออกมา อาห์ ข้าอุตส่าห์เค้นสมองแต่งตอนจบของเรื่อง แต่นางกลับไม่พอใจ ตามซักไซ้ไล่เรียงมิจบสิ้น กว่าข้าจะได้กลับก็เที่ยงคืน คุณชายท่านเข้านอนไปนานแล้ว” เขากล่าวจบ ส่งเครื่องหอมที่ได้มาอย่างยากลำบากให้อีกฝ่าย

จื่อเหยียนค่อยๆ แกะห่อสูดกลิ่น เอ่ยอย่างพึงใจ “อาห์ หอมยิ่งนัก กุ่ยฮว่าได้บอกหรือไม่ว่า เครื่องหอมนี้ชื่อว่าอะไร”

มันชื่อรูปเสียง ฉางเซิงตอบ

กุ่ยฮว่าบอกว่า ยามได้กลิ่นเสมือนได้ยินเสียงเพลงประสาน สวรรค์เก้าชั้นฟ้าร่วมขับขานบรรเลง เฉกเช่นหิมะโปรยปรายดอกไม้ผลิบาน เรืองอร่ามงดงามจรัสไสว กลิ่นนั้นหาใช่กลิ่นหอมอ่อนบางทั่วไปไม่ หากแต่ซึมซาบถึงกระดูก แผ่ซ่านทั่วสรรพางค์กาย ความรู้สึกหลั่งรินไหลหลาก กระหวัดรัดรึงสายพิณ จิตวิญญาณสะท้านสั่นไหว

มีเพียงกลิ่นหอมชั้นเลิศเช่นนี้ ถึงจะคู่ควรกับสตรีเฉลียวฉลาดที่ผ่านการเคี่ยวกรำของโลกหล้าอันวุ่นวายมาหลายปีเช่นจิ่นเซ่อ

จื่อเหยียนหยิบเครื่องหอมสามก้านใส่ในกระถางดินเผาเคลือบทอง เครื่องหอมหลากสีเสมือนด้ายไหมสีสดใส ส่งกลิ่นหอมละมุนฉ่ำเย็น

“ไปต้อนรับแขกเถิด”

สิ้นเสียงของเขา ฉางเซิงก็ได้ยินเสียงเคาะประตูกังวานใสดังมาจากลานด้านหน้า จึงรีบจ้ำอ้าวออกไป

จิ่นเซ่อกับสาวใช้ผู้นั้นยืนอยู่นอกประตู เกี้ยวสองคันด้านหลังประดับประดางดงามหรูหรา ขับให้ทั้งคู่ดูมั่งคั่งสูงศักดิ์

ฉางเซิงนำทั้งคู่มายังห้องโถง จื่อเหยียนเปลี่ยนมาสวมชุดผ้าไหมยาวสีแดงชาดปักลายดอกไม้วน บนโต๊ะมีหีบเครื่องประทินโฉมแกะสลักงามวิจิตรใบหนึ่งวางอยู่

เขาให้จิ่นเซ่อนอนบนเตียงไม้ฮวาหลี หยิบเข็มหัวธนู เข็มปลายกลม เข็มทู่ เข็มฉมวก เข็มกรีด เข็มกลมแหลม เข็มบาง เข็มยาว และเข็มใหญ่รวมเก้าเข็มออกมาจากหีบเครื่องประทินโฉมด้วยท่าทางเคร่งขรึม ก่อนจะนำมีดเล็กเก้าเล่มอันได้แก่มีดมั่ว มีดเจิ้น มีดฮง มีดย่วน มีดโจ้ว มีดเจี้ยน มีดล่วน มีดซัว และมีดเจี่ยวออกมาวางเรียงกัน

สาวใช้ผู้นั้นมองจนตาลาย ฉางเซิงยิ้มทักนาง “เจ้าชื่ออะไร ตามข้าออกไปเล่นข้างนอกเถิด เจ้าอยู่ดูสิ่งเหล่านี้มิได้”

สาวใช้ผู้นั้นตอบ “ข้าชื่อหูเตี๋ย” ชำเลืองมองจิ่นเซ่ออย่างเป็นห่วงก่อนจะส่ายหน้า

ฉางเซิงขมวดคิ้วมองจื่อเหยียน ภาพโชกเลือดขณะแปลงโฉมเขามิเคยอยู่ดู ซึ่งจื่อเหยียนก็ตามใจเขา

จื่อเหยียนยิ้มเอ่ยกับหูเตี๋ย “ข้ากำลังจะลงมีดบนใบหน้าเจ้านายของเจ้า เจ้ามิกลัวหรือ”

หูเตี๋ยจวนเจียนจะร้องไห้ กระนั้นก็ยังคงส่ายหน้า

ฉางเซิงมิเข้าใจ เอ่ยประชด “ช่างเถิด ข้าออกไปรอข้างนอกคนเดียวแล้วกัน”

เขากำลังจะออกไป แขนเสื้อกลับถูกจื่อเหยียนคว้าไว้

จื่อเหยียนเอ่ยน้ำเสียงเรื่อยๆ “เจ้ามักกล่าวว่าฝีมือของข้าล้ำเลิศเป็นหนึ่ง มิต้องการยลสักคราหรือ”

ขณะที่กล่าว เขาก็หยิบวัตถุทรงกลมสีเหลืองอ่อนสองก้อนที่มิใช่นุ่นมิใช่สำลี มิใช่เนื้อมิใช่ดินเหนียวออกมาจากหีบเครื่องประทินโฉม

ฉางเซิงเพ่งมองอย่างสงสัย กระนั้นก็มองไม่ออกว่าคืออะไร

จื่อเหยียนอธิบายให้จิ่นเซ่อฟัง “เนื้อสองชิ้นนี้นำมาจากชาวเผ่ารั่วเหยาซึ่งอยู่ในแคว้นทางตอนเหนือ กาลก่อนเจ้าใบหน้ารูปไข่ บัดนี้ใบหน้าเรียวแหลม จำต้องใช้เนื้อคนที่มีเลือดและกล้ามเนื้อเสริมพอกบนใบหน้าเจ้า น่าเสียดายที่มิอาจเก็บกระดูกเนื้อหนังที่ตัดออกมาคราก่อน หาไม่แล้วจะฟื้นฟูเร็วกว่านี้ โอ ฝีมือด้านการแปลงโฉมนี้ ข้ายังห่างไกลอยู่มาก”

เขายังคงถ่อมตน ทว่าอีกสามคนฟังแล้วกลับล้วนแต่อึ้งงัน

จิ่นเซ่อพยักหน้าอนุญาต ด้านฉางเซิงทนไม่ไหวเอ่ยขึ้นอย่างกังขา “เนื้อนี้ได้มานานเท่าใดแล้ว ไยจึงไม่เน่าไม่เปื่อย หากมีหนอนชอนไช ภายหน้ามิเท่ากับทำร้ายแม่นางจิ่นเซ่อหรือ”

จื่อเหยียนดวงตาเป็นประกาย นี่เป็นครั้งแรกที่ฉางเซิงสงสัยในฝีมือของเขา หากต้องการชักนำเด็กผู้นี้เข้าสำนัก ก็เป็นโอกาสเหมาะพอดี

เขาพลันยิ้มตาหยี เอ่ยตอบอย่างกระตือรือร้น “มา ลองจับหีบเครื่องประทินโฉมใบนี้ของข้า แท้จริงคือหีบเก็บความเย็น ด้านในทำจากทองแดง ส่วนเผ่ารั่วเหยานั้นเลื่องชื่อด้านชีวิตยืนยาว ว่ากันว่าหากกินเนื้อของพวกเขาก็จะเป็นอมตะไม่มีวันแก่ชรา!”

นัยน์ตาของเขาทอประกายปลาบปลื้ม ราวเด็กน้อยที่ได้ของเล่นชิ้นโปรดมาครอบครอง จ้องมองเนื้อสองชิ้นนั้นพลางกล่าวพึมพำคล้ายละเมอ

“เคยมีอยู่ช่วงหนึ่ง บรรดาชนเผ่าในเป่ยฮวง (เชิงอรรถ – ดินแดนทางเหนือ) ออกศึกต่อเนื่อง ต่างต้องการยึดครองแคว้นรั่วเหยา หากสามารถชุบเลี้ยงชาวเผ่ารั่วเหยา จะยืดอายุขัยคนทั้งแคว้นก็นับเป็นเรื่องง่าย ทว่าชาวเผ่านี้ก็หาได้โง่เขลาไม่ พวกเขาเชี่ยวชาญวิชาล่องหนหายตัว ต่อให้อยู่ท่ามกลางหิมะน้ำแข็ง ทั้งหมู่บ้านก็หนีไปได้ภายในพริบตาเดียว สุดท้าย แม้แคว้นรั่วเหยาจะล่มสลายไปแล้ว แต่ชาวเผ่านี้กลับหลบซ่อนตัว แทบไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าพวกเขาอยู่ที่ใด”

ฉางเซิงมองเขาอย่างนิ่งอึ้ง เอ่ยตะกุกตะกัก “แล้วสิ่งนี้ได้มาได้อย่างไร”

จื่อเหยียนยิ้มตอบ “ใช้เงินซื้อ! นายพรานเผ่าโหย่วหูทางตอนเหนือขายในราคาห้าร้อยตำลึงทอง ข้าจึงซื้อมาหีบเล็กหีบหนึ่งเก็บไว้ใช้...”

ฉางเซิงเหลือบมองหีบเครื่องประทินโฉมของเขาอีกครั้ง ไอเย็นยะเยือกแผ่ซ่าน ไม่รู้มีเนื้อคนวางอยู่กี่ชิ้น เขารีบเบนสายตาไปทางจิ่นเซ่อซึ่งเจริญตาเจริญใจกว่าทันที

จิ่นเซ่อใจเย็นอย่างยิ่ง สีหน้าสงบขณะเอ่ย “เซียนเซิงมิต้องอธิบายรายละเอียดเหล่านี้ให้ข้าฟัง จิ่นเซ่อเชื่อถือเซียนเซิง เชิญลงมือตามสบาย”

จื่อเหยียนจึงจุดถ่านเครื่องหอม ฝังไว้ในผงเถ้าสีขาวอมชมพู กั้นด้วยผลึกอวิ๋นหมู่ (แร่ไมกา) ค่อยๆ รมเครื่องหอมรูปเสียงชิ้นนั้นช้าๆ 

ควันอ่อนบางม้วนตัวรอบปลายนิ้วของเขาอย่างน่าอัศจรรย์ เลื้อยพันอยู่เช่นนั้นมิไปไหน

เขาถือกระถางหางนกสาลิกา ยื่นเครื่องหอมดังกล่าวไปทางจิ่นเซ่อ วางไว้ข้างหัวเข่านาง มันคล้ายกับรู้ทาง พลันแทรกซึมแผ่ซ่านเข้าสู่ทุกอณูของร่างกายอย่างรวดเร็ว

ฉางเซิงกับสาวใช้ผู้นั้นเพียงได้กลิ่นหอมละมุนบางเบา ก็เห็นจิ่นเซ่อหลับตาอย่างผ่อนคลาย จมสู่ห้วงนิทราอันลึกล้ำ

จื่อเหยียนหยิบมีดมั่วขึ้นมาด้วยท่าทางสบายๆ  จากนั้นตวัดมือคราหนึ่ง กรีดดวงหน้างดงามเป็นรอยเฉียง หยดเลือดวาววามพลันหลั่งริน

ฉางเซิงกับหูเตี๋ยตะลึงลาน

จื่อเหยียนใช้ผ้าไหมโปร่งบางผืนหนึ่งซับเลือดแผ่วเบา ก่อนจะโรยผงสีดอกท้อลงบนบาดแผล

เลือดหยุดไหล หยดสีแดงสดบนผืนผ้าประหนึ่งริมฝีปากยวนเย้า

ฉางเซิงแทบมิอาจหายใจ จ้องมองจื่อเหยียนค่อยๆ ลอกใบหน้านั้นออก ตวัดมีดฮงตัดเนื้อส่วนหนึ่งออกมา ก่อนจะใช้เนื้อของชาวเผ่ารั่วเหยาพอกทับลงไปอย่างรวดเร็ว ไม่มากไม่น้อย เชื่อมติดสนิทแน่น ทำให้คนสองคนที่ยืนมองอยู่ข้างๆ ใจเต้นระรัว ถึงกับต้องหันหนีเพื่อข่มความสะอิดสะเอียน

จื่อเหยียนจัดการใบหน้าอีกครึ่งหนึ่งด้วยวิธีการเดิม สุดท้าย เคลื่อนเข็มอย่างคล่องแคล่ว ท่วงท่าราวร่ายรำ ประดุจเย็บปักชุดแต่งงานก็ไม่ปาน ละเอียดประณีตทุกด้ายเข็ม

เมื่อเย็บไปครึ่งหนึ่ง จู่ๆ เขาก็เหลียวมองฉางเซิง เอ่ย “เจ้าเอาแต่ดูเช่นนี้ มิเบื่อแย่หรือ นี่ วิธีที่ข้ากำลังเย็บอยู่นี้เรียกว่าการปักลายก้างปลา หากปักจากตรงนี้เรียกว่าการปักเดินเส้น เจ้าตั้งใจฟัง จะได้ศึกษาวิชาหัตถกรรมไว้บ้าง อย่าเอาแต่จ้องมอง ปล่อยให้ข้าทำอยู่คนเดียว”

ฉางเซิงเคลิ้มมองอย่างใจลอย ครู่ใหญ่ถึงฝืนเอ่ย “คุณชาย วิธีเดินเข็มของท่านนี้เฉกเช่นการเย็บปักถักร้อย”

จื่อเหยียนรีบแย้มยิ้มพยักหน้า “ใช่แล้ว ใช่แล้ว! ข้าเคยร่ำเรียนวิธีเย็บปักจากชิงหลวนต้าซือมาก่อน หาไม่แล้ว ผู้ใดจะกล้าให้ข้าลงเข็มลงมีด วันหน้าข้าจะถักสายคาดเอวเส้นทองให้เจ้า อยากได้ลายใดก็บอกได้”

ฉางเซิงยิ้มเฝื่อนตอบรับ

ขณะที่จื่อเหยียนสาธยาย มือก็ขยับขึ้นลงไม่หยุด ในที่สุดก็หยุดเข็มปรบมือ เอ่ย “เสร็จแล้ว” ก่อนจะบุ้ยปากเป็นเชิงให้ฉางเซิงหยิบยาจากหีบเครื่องประทินโฉมให้เขา

ฉางเซิงขมวดคิ้ว เปิดฝาหีบอย่างระมัดระวัง

จื่อเหยียนกล่าว “กระบอกไม้ไผ่สีเขียวเข้มใบนั้น”

ฉางเซิงมิมองที่อื่น หยิบกระบอกไม้ไผ่ส่งให้เขา

จื่อเหยียนเอ่ยยิ้มๆ “บุรุษอกสามศอก กลับกลัวของเหล่านั้น” ชี้ที่ยาพลางเอ่ย “เมื่อครู่ตอนห้ามเลือดใช้ผงดอกท้อ ทาแผลใช้ผงเสินเซิ่ง ต่อไปค่อยใช้ผงซินเซียงล้างแผล ใช้ผงไป๋จินเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ล้วนจำได้แล้วหรือไม่”

หูเตี๋ยรีบคว้าหมึกพู่กันมาจด ฉางเซิงฟังรอบหนึ่งก็จดจำขึ้นใจ มองจื่อเหยี่ยนใช้น้ำมันผสมยาค่อยๆ ทาให้จิ่นเซ่อ

สิ่งที่น่าอัศจรรย์ก็คือ ทันทีที่ยาสัมผัสผิวหนังก็พลันกระจายตัวซึมซาบ เมื่อใช้ผ้าไหมโปร่งบางเช็ดผงยาออก ก็เผยให้เห็นเนื้อสีขาวนวลใย ด้ายไหมที่เขาใช้ไม่รู้ว่าคืออะไร ใบหน้ายากจะมองออกว่ามีร่องรอยเสริมแต่ง ใต้ผิวหนังมีจุดช้ำเล็กน้อย หากไม่สังเกตก็มองไม่เห็น

ประหนึ่งเกิดใหม่อีกครา

ฉางเซิงเคยเห็นฝีมือสูงล้ำของจื่อเหยียนมาก่อน จึงไม่ประหลาดใจ หูเตี๋ยยืนนิ่งค้างอึ้งงัน ชี้ใบหน้าที่นางไม่รู้จักอย่างตกตะลึง “นี่...นี่ก็คือแม่นางในตอนนั้น...” นางปิดปากอุทาน หยาดน้ำใสไหลรินลงมาจากตา

จื่อเหยียนเช็ดหน้าให้จิ่นเซ่อจนสะอาด เอื้อมเด็ดเครื่องหอมรูปเสียง หยิบขนนกเส้นหนึ่งชุบน้ำพ่นใส่ใบหน้าจิ่นเซ่อ

 

“หลานอวี้! หลานอวี้!” เขาเรียกนางเช่นนี้

 

ดวงหน้าเดียวกับเมื่อหลายปีก่อนคล้ายผุดขึ้นในห้วงคำนึง งามพริ้มเพราราวดอกไม้แรกแย้ม

ฉางเซิงมองสตรีบนเตียงอย่างสงสาร บอบบางราวต้นอ่อนของดอกไม้ เพียงสายลมแผ่วเบาโชยผ่านก็อาจบุบสลาย

จิ่นเซ่อค่อยๆ ได้สติ ปฏิกิริยาแรกก็คือคลำหากระจก หูเตี๋ยรีบนำกระจกลายดอกกระจับให้นางส่อง

ท่ามกลางเงาสะท้อนพร่าเลือนปรากฏดวงหน้าหนึ่ง แปลกหน้าทว่าเคยคุ้น

ดวงหน้าที่ผ่านมาเนิ่นนานจนกลายเป็นความทรงจำในที่สุดก็หวนกลับมาอีกครั้ง

นางพลันรู้สึกสะท้อนใจระคนเลื่อมใสชื่นชม ย่อตัวคำนับจื่อเหยียนทั้งน้ำตาปริ่มรื้น

“ข้าคืนหลานอวี้ในตอนนั้นให้กับเจ้า” จื่อเหยียนอมยิ้มกล่าวจบ ปิดหีบเครื่องประทินโฉม หมุนตัวเดินออกไป

ฉางเซิงกล่าวแสดงความยินดีกับนาง จัดเตรียมที่พักในจวนสกุลจื่อให้ทั้งสองคน

หลังพักฟื้นสิบกว่าวัน จุดช้ำบนใบหน้าจิ่นเซ่อค่อยๆ จางหาย แม้แต่รอยกรีดเพียงเสี้ยวหนึ่งก็ไม่มี ฉางเซิงชื่นชมเป็นที่สุด กล่าวชมรูปโฉมสวยหวานราวเด็กสาวของจิ่นเซ่อทุกวัน

นางอารมณ์ดียิ่ง เมื่อมีเวลาว่างจึงดีดเซ่อร่ายรำ จวนสกุลจื่ออันโอ่อ่าทว่าเงียบเหงาระยะนี้มักมีเสียงดนตรีไพเราะพาดผ่าน ชวนให้ลืมเลือนโลกหล้าสรรพสิ่ง

ช่วงเวลาแห่งความสุขมักผ่านไปเร็ว และแล้วก็ถึงวันที่ต้องกล่าวคำอำลา

ฉางเซิงจัดเตรียมหยูกยาประจำวันให้จิ่นเซ่อพร้อมสรรพ ไม่ว่าเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ล้วนดูแลอย่างถี่ถ้วน

จื่อเหยียนเห็นเขาวิ่งวุ่น ประสานมือสองข้างไว้ตรงหน้าอก เอ่ยแทรกแช่มช้าประโยคหนึ่ง “น้อยครั้งจะเห็นเจ้าขยันปานนี้”

ฉางเซิงลังเลชั่วครู่ ถอนใจเอ่ย “สภาพของนางค่อนข้างแย่”

จื่อเหยียนนิ่งมองประกายเห็นใจบนใบหน้าเขา จับแขนเขาอย่างห่วงใย เอ่ย “กลัวหรือ อันที่จริงข้ามิควรให้เจ้าอยู่ดู เจ้ามิเคยแตะต้องอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ด้วยซ้ำ”

ฉางเซิงยิ้มขมขื่น มิแตะต้องเนื้อสัตว์ดูเหมือนเป็นเพราะจื่อเหยียน บังคับให้ตนรับประทานเพียงอาหารเจ เมื่อนึกถึงหยดเลือดที่ผุดขึ้นบนใบหน้าไร้ที่ติของจิ่นเซ่อ ฉางเซิงก็ยากจะกลืนอะไรได้ลง

ดูท่าแขกทุกคนที่มาล้วนเป็นเช่นนี้ ขั้นตอนน่าสะพรึงกลัวปานใดพวกเขามิเคยรับรู้ เช่นนั้นก็แล้วไป หากแต่สิ่งที่วนเวียนอยู่ในสมองของเขาล้วนเป็นภาพสยดสยองเหล่านั้น

หลังจากได้เห็น เขาอดคิดอย่างสงสัยมิได้ว่า เบื้องหลังรูปโฉมที่งดงามดุจเทพเซียนของคุณชายนั้น เคยเหวอะหวะโชกเลือดเช่นกันหรือไม่

อีกทั้งยามส่องกระจก ยังเผลอลูบใบหน้าของตนอย่างหวาดหวั่น ใบหน้านี้ของเขา คืออดีตหรือว่าปัจจุบัน?

คำถามผุดขึ้นเป็นระยะ เขาหมายจะกล่าวทุกอย่างกับจื่อเหยียน แต่ก็กลัวจะไปแตะต้องสิ่งที่มิควรล่วงรู้ ลังเลไปมาสุดท้ายก็ตัดสินใจเลิกคิด

จื่อเหยียนกับฉางเซิงเดินไปส่งจิ่นเซ่อนายบ่าว เงาร่างของอิ๋งหั่วพลันแวบผ่าน ถือจอบเดินออกจากสวนด้วยท่าทางเฉยชา ประจันหน้ากับทุกคนเข้าพอดี จิ่นเซ่อโค้งตัวเล็กน้อยก่อนจะเดินต่อ จวบจนทั้งสี่คนเดินผ่านไป อิ๋งหั่วกลับเนิ่นนานมิยอมละสายตา 

ครั้นถึงประตูใหญ่จวนสกุลจื่อ จื่อเหยียนพลันเอ่ยขึ้นราวกับนึกอะไรได้ “อาห์ จะว่าไป ได้ยินว่าคดีพิศวงคดีนั้นคลี่คลายแล้ว”

จิ่นเซ่อชะงักฝีเท้า ดวงหน้านวลงามราวรูปสลักนิ่งงันภายใต้แสงอาทิตย์ ครู่ใหญ่ถึงเอ่ยเสียงสั่นเครือ “จื่อเซียนเซิงหมายถึง...คดีนั้นหรือ”

“ใช่แล้ว การตายของหมิงเยวี่ยต้าซือ ในที่สุดฆาตกรก็ถูกจับเสียที ทางการบอกว่าความผิดของเขามิได้มีเพียงคดีนั้นคดีเดียว บรรดาแขกเหรื่อที่ปลูกปั้นแม่นางเมื่อกาลก่อน ว่ากันว่าล้วนสิ้นใจใต้คมดาบของเขาทั้งสิ้น”

จิ่นเซ่อริมฝีปากสั่นระริก ย่นคอเล็กน้อย ฝืนเอ่ย “แล้วเขา...จะถูกประหารหรือไม่”

จื่อเหยียนยิ้มน้อยๆ “อย่างไรก็ต้องรอหลังฤดูใบไม้ร่วง เขายังมีชีวิตอยู่ได้อีกครึ่งปี...นี่เจ้าสงสารเขาหรือ”

จิ่นเซ่อก้มหน้าถอนใจ

ฉางเซิงฟังอย่างงุนงง ไม่รู้ว่าพวกเขากล่าวถึงผู้ใด

จากนั้น คล้ายไขข้อข้องใจของเขา จื่อเหยียนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรื่อยๆ “กี่ปีมาแล้ว นักโทษอาญาที่ถูกประกาศจับผู้นี้ในที่สุดก็ถูกคุมตัวมาดำเนินคดี เจ้าสามารถปล่อยวางเรื่องในอดีต ไปอย่างหมดห่วงได้แล้ว”

ฉางเซิงลอบสะดุ้ง มองจื่อเหยียนอย่างตกใจ

จิ่นเซ่อพยักหน้า แววตามีกำลังใจขึ้นเล็กน้อย คำนับจื่อเหยียนพลางเอ่ยขอบคุณ “รบกวนเซียนเซิงแล้ว จิ่นเซ่อ...ไม่ หลานอวี้ไปแล้ว”

ทุกอย่างจบลงแล้ว ความทรงจำทั้งหลายที่เกี่ยวกับจิ่นเซ่อ นับจากนี้สามารถลบเลือนจางหาย บุญคุณความแค้นของนางบัดนี้สิ้นสุดลง ไม่มีอันใดน่าอาลัยอาวรณ์อีกต่อไป

จื่อเหยียนล้วงกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ ยื่นส่งให้นาง “นี่คือวิธีดูแลช่องปาก เจ้านำไปด้วย ส่วนวิธีบำรุงผิวหน้าจำไว้ว่าให้เลิกใช้วิธีเดิม ข้าเขียนให้ใหม่แล้ว เจ้าทำตามแล้วกัน”

ในแววตารู้เท่าทันของจื่อเหยียน แฝงไว้ซึ่งความสงสารเห็นใจ จิ่นเซ่อหลบสายตาของเขาที่จ้องมองมา รับตำรับยาไปอ่าน วิธีดูแลช่องปากเพียงใช้ถั่วซิ่งหนึ่งเหลี่ยง (เชิงอรรถ – หน่วยชั่งน้ำหนักในสมัยโบราณ) ผสมเกลือสี่เหลี่ยง นำไปเผาบดเป็นผง ส่วนวิธีลบริ้วรอยใช้เปลือกบางของเกาลัดหนึ่งเหลี่ยงผสมกับน้ำผึ้ง ล้วนเป็นสมุนไพรที่หาได้ทั่วไป ล้วนเขียนอธิบายอย่างละเอียดด้วยอักษรกึ่งหวัดกึ่งบรรจง นางกล่าวขอบคุณอีกครั้งอย่างซาบซึ้งใจ

แต่ทว่า สิ่งเหล่านี้ไม่มีประโยชน์อันใดอีกต่อไป เพียงมีดวงหน้านี้ ก็เพียงพอ

อิ๋งหั่วไม่รู้สืบเท้าเชื่องช้ามาถึงริมประตูตั้งแต่เมื่อใด ยืนนิ่งงันไม่พูดไม่จา ขณะที่ฉางเซิงบอกลาจิ่นเซ่อนายบ่าวอย่างอบอุ่น

จื่อเหยียนชำเลืองมองอิ๋งหั่วคราหนึ่ง นานครั้งถึงจะเอ่ยอย่างใจดี “หากเจ้าต้องการทำอะไร ก็อย่าเปิดเผยสถานะ”

อิ๋งหั่วสะดุ้ง ก้มศีรษะเอ่ย “ไม่...” กล่าวยังมิทันจบก็กัดริมฝีปาก ยืนอยู่ที่เดิมอย่างสับสน

จื่อเหยียนเอ่ยเสียงนุ่ม “ไปเถิด อย่าฝืนใจตนเอง”

อิ๋งหั่วเหลือบมองจิ่นเซ่อซึ่งอยู่ไม่ไกล พยักหน้าหนักแน่น

จิ่นเซ่อกับหูเตี๋ยนั่งรถม้าจากไป ฉางเซิงรีบปิดประตูใหญ่ ดึงแขนจื่อเหยียนร้องถาม “ตอนนั้นแท้จริงแล้วเกิดเรื่องอันใด แล้วหมิงเยวี่ยต้าซือเป็นใคร”

จื่อเหยียนหัวเราะ พลันร้องโพล่งขึ้น “แย่แล้ว...คราวข้าซื้อเนื้อชาวเผ่ารั่วเหยาจากนายพรานเผ่าโหย่วหู ลืมไปเรื่องหนึ่ง” เขาถอนใจอย่างกลัดกลุ้ม “ข้าลืมเก็บเนื้อคนโดยแบ่งตามเพศและอายุ ไม่รู้เนื้อสองชิ้นที่เสริมให้จิ่นเซ่อ ใช่เนื้อสตรีหรือไม่”

เขานิ่งคิดทบทวน ฉางเซิงเงยหน้า เอ่ยอย่างร้อนใจ “คุณชาย! ข้ากำลังถามท่าน”

จื่อเหยียนหัวเราะพรืด ดีดหน้าผากเขาพลางเอ่ย “เจ้าเป็นห่วงผู้ใด นักโทษผู้นั้น หรือว่าจิ่นเซ่อ?”

ฉางเซิงมองเขาอย่างโมโห จื่อเหยียนถึงเอ่ย “จิ่นเซ่อรูปโฉมงดงามฝีมือล้ำเลิศ ตอนนั้นบัณฑิตสูงศักดิ์ที่สยบแทบเท้านางมีนับไม่ถ้วน ผู้ที่หล่อเหลาเปี่ยมสามารถที่สุด ก็คือหมิงเยวี่ยต้าซือแห่งวังหลวง เชี่ยวชาญการดีดเซ่อเป็นหนึ่ง ผู้สืบทอดเพียงคนเดียวของหยางอาจื่อ เขากับจิ่นเซ่อร่วมร่ายรำขับขาน  ณ ขณะนั้นผู้คนต่างชื่นชมยกย่อง”

“หยางอาจื่อ ก็เป็นปรมาจารย์ผู้เลื่องชื่อเช่นกันหรือ” ฉางเซิงถามอย่างแปลกใจ “เหตุใดข้าจึงมิเคยได้ยิน” เขาเกาศีรษะ อายหน้าแดง

จื่อเหยียนคล้ายมิได้ยินวาจาของเขา กล่าวต่อ “ก่อนหมิงเยวี่ยต้าซือเสียชีวิต ก็มีแขกประจำของจิ่นเซ่อสองสามคนถูกสังหาร เนื่องจากอยู่ที่อื่น จึงไม่มีผู้ใดนึกโยงไปถึงจิ่นเซ่อ ล้วนมองเป็นอุบัติเหตุ แต่เมื่อหมิงเยวี่ยต้าซือถูกทำร้ายจนถึงแก่ความตาย ทางการสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ จึงออกตามจับผู้ที่น่าสงสัยที่สุด”

คนผู้นั้นก็คือผู้ที่แอบรักจิ่นเซ่อแต่มิได้ครองคู่กับนางกระมัง ฉางเซิงทอดถอนใจ

ในเมื่อนางไปแล้ว ก็หวังว่านางจะสมปรารถนา ได้หวนสู่อดีตอีกครา

เขาหารู้ไม่ว่า จิ่นเซ่อมิได้เพียงปรารถนาหวนสู่อดีต

รถม้าเคลื่อนโคลงเคลงออกจากเมือง เคลื่อนผ่านตะวันลับฟ้า เคลื่อนผ่านบุปผาผลิงาม เดินทางสิบกว่าวันก็มาถึงหมู่บ้านชนบทแห่งหนึ่ง

สถานที่ยังคงเดิม ทว่าผู้คนล้วนเปลี่ยนไป สหายยามเยาว์วัยบ้างแต่งงานบ้างย้ายไปที่อื่น กระนั้นก็ยังมีคนจำนางได้

หลายปีก่อนนางเคยสิ้นชีพคราหนึ่ง บัดนี้ชี้แจงว่าคราวนั้นหลับใหลมิได้สติ ถือว่าฟาดเคราะห์ หมอเลื่องชื่อในเมืองหลวงฝีมือสูงล้ำ ช่วยชีวิตนางไว้ได้ คำอธิบายอันแยบคาย ทำให้ชาวบ้านคลายความข้องใจ มิได้มองนางเป็นคนนอก ทั้งยังช่วยกันจัดงานมงคลให้นางอย่างกระตือรือร้น

หูเตี๋ยร่ำไห้ขณะส่งจิ่นเซ่อขึ้นเกี้ยวเจ้าสาว แต่งงานกับเพื่อนบ้านของนางที่สนิทสนมตั้งแต่เยาว์วัย

คนทั้งหมู่บ้านต่างชื่นชมว่านางเป็นสตรีพรหมจรรย์ ทุกที่ล้วนประดับโคมไฟหลากสีเพื่อต้อนรับช่วงเวลาแห่งความสุขสันต์นี้ ด้านจิ่นเซ่อก็ยิ้มแก้มปริ นางกำลังจะแต่งงาน เรื่องราวเมื่อหลายสิบปีก่อนยังคงแจ่มชัด หัวใจอันเหนื่อยล้าในที่สุดก็มีที่พักพิง

หลายปีที่ผ่านมานี้ ฝีมือด้านดนตรีของนางก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด ทั้งยังเคยแสดงเบื้องพระพักตร์ฮ่องเต้ เป็นที่ถูกใจของผู้คนในท้องพระโรง ความปรารถนาในชีวิตของนางบรรลุผล ใต้หล้านี้ ไม่มีผู้ใดมีฝีมือเหนือนางได้อีก

นอกจากหมิงเยวี่ย

เขากล่าวว่า นางจะมีฝีมือเหนือนาง

เขากล่าวว่า พรสวรรค์ของนางคล้ายกับน้องสาวข้างบ้านที่ร่วมเรียนดนตรีกับเขาเมื่อครั้งเยาว์วัยอย่างยิ่ง น่าเสียดายที่นางล้มป่วยสิ้นชีวิตไปแล้ว

เมื่อกล่าวถึงศิษย์น้อง หมิงเยวี่ยมักใจลอยไปชั่วขณะ จิ่นเซ่อจะกล่าวหยอกล้อว่า เช่นนั้นให้ข้าเป็นเงาของศิษย์น้องท่านแล้วกัน จากนั้น ดีดเซ่อขับขาน น้ำเสียงเศร้าตรม ใช้สำเนียงท้องถิ่นขับครวญความเจ็บปวดในใจหมิงเยวี่ย

หมิงเยวี่ยจะกุมมือนางอย่างซึ้งใจ จิ่นเซ่อ เขากล่าว เจ้าอุตส่าห์ศึกษาสำเนียงถิ่นอู๋เพื่อข้า ลำบากเจ้าแล้ว เจ้ามิต้องเหน็ดเหนื่อยปานนี้

ไม่เหนื่อย นางฝืนยิ้มตอบเขา สำเนียงท้องถิ่นที่คุ้นเคยประดุจคมมีดสลักลึก นางเองก็อยากหาโอกาสระบายเช่นกัน

พูดคุยเสียงกระซิบ ยิ้มบางข้างรั้วกั้น ภาพในวัยเยาว์เหล่านั้นเสมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน

 

“อาอวี้ เจ้าดีดผิดวิธี เช่นนี้ต่างหาก” หมิงเยวี่ยในวัยเยาว์สูงกว่านางหนึ่งศีรษะ มือเล็กอ่อนนุ่มวางทับมือของนาง ดีดเซ่อจังหวะหนึ่งให้นางดู

“พี่หมิงเยวี่ย วันนี้ข้าดีดได้ดีกว่าเมื่อวานกระมัง”

 

เพียงแต่ยามนั้น มิอาจหวนคืนอีกแล้ว

นางเป็นนักดนตรีที่เลื่องชื่อที่สุดแห่งหอทำนองสวรรค์

เขาเป็นนักดนตรีที่ได้รับความโปรดปรานที่สุดจากฮ่องเต้

ห่างไกลสุดขอบฟ้า

มิใช่ไม่เจ็บปวดหัวใจ ทั้งที่เป็นผู้ที่สามารถเคียงคู่จนแก่เฒ่าแท้ๆ 

ครั้นฟังเขาพรรณนาความคิดถึงที่มีต่อนางในอดีต นางทำได้เพียงยิ้มรับ

นางมิอาจบอกให้เขารู้ว่าคนผู้นั้นก็คือนาง คราวนั้นเพื่อแสดงฝีมือให้เป็นที่ประจักษ์ หักใจแกล้งตายหนีจากบ้านเกิด

กระทั่งเผชิญหน้าอีกครั้ง ถึงรู้ว่าผู้ที่นางมิเคยตัดใจได้ ก็คือเขา

มิอาจทอดทิ้งเรื่องราวในอดีต

ในความทรงจำพลันปรากฏเงาร่างของคนอีกผู้หนึ่ง

นางคิดทบทวนอยู่ในเกี้ยวเจ้าสาว ใช่แล้ว บัดนี้เขาถูกจับ กำลังจะถูกประหารชีวิต

ผ่านไปหลายปี นางถึงขั้นลืมเลือนแววตาเจ็บแค้นของเขาไปแล้ว

คนในยุทธภพที่น่าสะพรึงกลัวผู้นั้นมักจะไปมาอย่างปุบปับ บ่อยครั้งเมื่อส่งหมิงเยวี่ยกลับไป เขาก็จะโผล่มาอย่างกะทันหัน ยืนนิ่งอยู่ในห้องเรือราวกับเสาต้นหนึ่ง

ไปกับข้า เขากล่าว แววตาดื้อรั้นมุ่งมั่น

เขามีพลังฝีมือสูงล้ำ นางมิเชื่อว่าเขาจะถูกจับจริงๆ  ต่อให้ถูกทั้งแผ่นดินตามล่าก็ตาม

เขาเคยบอกชื่อของเขา...วั่งตี้ ดุดันเฉียบขาด ทำให้นางบังเกิดความหวังอันวู่วามชั่วขณะ แต่หลังหมิงเยวี่ยจากไป นางก็ปฏิเสธเขาอย่างเด็ดขาด

ข้าเกลียดเจ้า นางมิอาจให้อภัยคนเสียสติที่สังหารหมิงเยวี่ยผู้นี้ได้ จึงแจ้งชื่อของเขากับทางการ

นางบอกว่า เขาชื่อชางไห่ เป็นแขกประจำของหอทำนองสวรรค์

ภาพประกาศจับถูกติดทั่วทุกเขตเมือง

หนึ่งปี สองปี เขาประหนึ่งไอน้ำที่สลายหายไปในอากาศ

เรื่องราวทั้งหลายในอดีต บัดนี้ควรปล่อยวาง

หมิงเยวี่ยจากไปแล้ว วั่งตี้ก็กำลังจะจากไป แล้วนางควรจัดการอย่างไรกับชีวิตตนเอง

นางกอดป้ายวิญญาณของหมิงเยวี่ย ก้าวเข้าสู่โถงพิธีด้วยสีหน้ากึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้ม

เสียงโห่ร้องยินดีและเสียงประกอบพิธีแว่วดังมิได้หยุด นางทำตามทุกขั้นตอน ในใจคิดอยู่อย่างเดียว คือนางแต่งงานกับหมิงเยวี่ย

ผู้ที่ผูกสมัครรักใคร่ย่อมได้ครองคู่กัน ต่อให้อยู่ไกลกันถึงสุดหล้าฟ้าเขียวก็ตาม

เสียงเซ็งแซ่ค่อยๆ ห่างออกไป หูเตี๋ยส่งแขกเหรื่อกลับไปจนสิ้น กลับมาที่ห้องหอของจิ่นเซ่อด้วยสีหน้าโศกเศร้า

บนเตียงสีแดงสดปรากฏป้ายวิญญาณที่เขียนชื่อหมิงเยวี่ยวางนอนอยู่ ทำให้หูเตี๋ยขนลุกชันไปทั้งร่าง

“เตรียมรถม้าเรียบร้อยแล้วหรือไม่” น้ำเสียงราบเรียบของจิ่นเซ่อไม่เจือความเสียใจใดๆ

“เตรียมเรียบร้อยแล้ว” หูเตี๋ยตอบเสียงสะอื้น

จิ่นเซ่อเอ่ยเสียงเยียบเย็น “เจ้าร้องไห้อันใด ควรส่งข้าอย่างดีใจถึงจะถูก จื่อเซียนเซิงยกหลายร้อยตำลึงทองให้เจ้า วันหน้าแต่งงานกับคนดีๆ สักคน อย่าเอาอย่างข้า ปล่อยให้เวลาเลยผ่านโดยเปล่าประโยชน์”

“แม่นาง ข้าล้วนทำตามท่าน ท่านอย่าไปตายได้หรือไม่!”

อย่าไปตายหรือ สายไปแล้ว จิ่นเซ่อคิด

สิ่งที่ตัดสินใจฝังรากหยั่งลึก มิอาจลบเลือนอีกต่อไป

ในกระจก นางมีรูปโฉมที่งามพร้อม เฉกเช่นวันวาน เฉกเช่นเมื่อหลายปีก่อนที่นางอยู่เคียงข้างหมิงเยวี่ย

นั่นคือชีวิตที่นางปรารถนา

นางยื่นมือเข้าไปในอกเสื้อ หยิบตำรับยาที่จื่อเหยียนให้ไว้ออกมา เขามองความคิดอันแน่วแน่ของนางออก ส่งเสริมนาง คืนรูปโฉมในกาลก่อนให้กับนาง ทว่าในใจเขายังคงมีความสงสารเห็นใจ มิอาจทนเห็นนางจากโลกไปเช่นนี้ ตัวอักษรอันประณีตเหล่านั้น สะท้อนให้เห็นถึงการฉุดรั้งนางเป็นครั้งสุดท้าย

และแล้ว สุดท้ายก็ปล่อยวาง

นางพับกระดาษยัดไว้ใต้หมอน หยิบป้ายวิญญาณของหมิงเยวี่ยขึ้นมา

จิ่นเซ่อโน้มตัวซบป้าย ประหนึ่งมีกระแสอุ่นร้อนถ่ายทอดสู่นาง

เช่นนี้ประเสริฐยิ่ง ไม่โดดเดี่ยวเดียวดายอีกต่อไป มุ่งสู่สถานที่อันเป็นนิรันดร์พร้อมกับเขา

ท่ามกลางค่ำคืนมืดมิด รถม้าคันหนึ่งแล่นออกจากหมู่บ้าน ภูเขาหนาวร้างที่อยู่ไกลออกไป คือจุดหมายประเสริฐสุดที่จะจบชีวิต

ยามอยู่เป็นคนของหมิงเยวี่ย ยามตายเป็นผีของหมิงเยวี่ย

จิ่นเซ่อแย้มยิ้ม สะบัดบังเหียนจมหายไปในความมืด

 

หนังสือแนะนำ

Special Deal