เม่ยเซิง เปลี่ยนหน้าท้าลิขิต เล่ม 1

บทที่หนึ่ง ลาจาก

 

ทางเดินสายเล็กที่ปูด้วยกระเบื้องหินสีเทาทอดยาวคดเคี้ยวเข้าไปในตรอกเล็กลึกมืด นอกประตูใหญ่สีเลือดหมูตรงสุดทางเดินมีบุรุษชุดเทาสีหน้าหม่นหมองผู้หนึ่งยืนอยู่ กำลังเหม่อมองห่วงเคาะประตูสำริดชุบทองคู่นั้นอย่างใจลอย

เนิ่นนานผ่านไป ในที่สุดก็ยื่นมือออกไปจับห่วง เคาะบานประตูอย่างแรง

ประตูเปิดออกอย่างไร้สุ้มเสียง ทัศนียภาพอันงดงามสดใสปรากฏสู่สายตา

เด็กหนุ่มท่าทางเปี่ยมชีวิตชีวาดุจตุ๊กตาเคลือบผู้หนึ่งก้าวออกมา ชำเลืองมองแขกมิได้รับเชิญผู้นั้นอย่างไม่ใส่ใจ

“มิทราบที่นี่ใช่ที่พำนักของจื่อเหยียนเซียนเซิงหรือไม่” (เชิงอรรถ – คำเรียกขานบุรุษเชิงให้เกียรติ)

เด็กหนุ่มที่มีหน้าตางดงามดุจภาพวาดผู้นั้นพยักหน้าอย่างเกียจคร้าน อนุญาตให้เขาเข้าประตู

ใบหน้าหดหู่ของบุรุษชุดเทาฝืนยิ้มเล็กน้อย แต่เพียงครู่เดียวก็เลือนหายไป

เขาล้วงเงินหนักอึ้งห่อหนึ่งและจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากอกเสื้อยัดใส่มือเด็กหนุ่มด้วยท่าทางเคร่งขรึม

“ข้าน้อยสวีจื่อเจี้ย มิทราบน้องชายมีชื่อเสียงเรียงนามว่าอย่างไร”

เด็กหนุ่มรู้สึกถึงน้ำหนักในมือที่เพิ่มขึ้น แววตาพลันทอประกายสดใส ใช้น้ำเสียงอ่อนหวานนุ่มนวลเอ่ยตอบ “ข้าชื่อฉางเซิง”

สวีจื่อเจี้ยได้ยินชื่อนี้ นัยน์ตาหม่นเศร้าพลันฉายแววตื่นเต้น เดินตามฉางเซิงก้าวผ่านประตูชั้นใน

ไอเย็นยามต้นฤดูใบไม้ผลิอาบไล้ทั่วร่าง ทว่าเขาหารู้ตัวไม่ เอาแต่สังเกตเด็กรับใช้ที่ถือไม้กวาดทำความสะอาดระหว่างทาง เด็กเหล่านั้นสวมชุดสีฟ้าครามกับรองเท้าสีขาว พูดคุยสนุกสนานอยู่กลางพุ่มดอกไม้ ช่วยเพิ่มความมีชีวิตชีวาให้กับลานกว้างใหญ่ได้อย่างไร้สิ้นสุด

สวีจื่อเจี้ยก้มหน้าลอบมองรอบด้าน สรรพสิ่งทุกอย่างวิจิตรงดงามจนดูไม่เหมือนจริง ประหนึ่งเป่าลมใส่งานตัดกระดาษ ลวดลายเหล่านั้นก็ล้วนมีชีวิตขึ้นมา

ฉางเซิงให้เขารออยู่ในโถงหลักของโถงอวี้เหล่ย (เชิงอรรถ – คำว่า “อวี้เหล่ย (玉垒) ” ในที่นี้หมายถึง “อวี้เหล่ย (郁垒)” เทพที่ชาวจีนเคารพนับถือ ชาวจีนจะติดภาพวาดของเทพเสินถูและเทพอวี้เหล่ยไว้บนประตูเพื่อปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย เทพเสินถูและเทพอวี้เหล่ยถือเป็นเทพทวารบาลตามคติความเชื่อของจีน) ก่อนจะเลิกม่านไข่มุกก้าวเข้าไปด้านใน ปล่อยให้เสียงกังวานใสดังไล่หลัง

กระถางเครื่องหอมเลี่ยมทองบนโต๊ะปล่อยควันอ่อนบางออกมา กลิ่นหอมที่มิอาจพรรณนาชวนให้มึนงงง่วงงุน สวีจื่อเจี้ยกำลังสะลึมสะลือ ขณะอึ้งงันประหนึ่งวิญญาณหลุดลอยจากร่าง ก้าวผ่านห้วงฝันพร่าเลือนคราหนึ่งถึงค่อยหวนคืนอีกครั้ง ได้ยินฉางเซิงเอ่ยเรียกหลายครั้งถึงค่อยลืมตาทั้งคู่ขึ้น เดินตามฉางเซิงเข้าไปในห้องด้านใน

ครั้นลืมตา เขาก็เห็นดวงหน้างดงามที่สุดที่ชีวิตนี้เคยพานพบ

บนเก้าอี้ยาวมีพนักในโถงตะวันตกมีบุรุษผู้หนึ่งนั่งเอนกายอย่างเกียจคร้าน คลุมชุดหลวมยาวปักลาย ใบหน้าคล้ายแฝงไว้ซึ่งกลิ่นอายแห่งเทพเซียนผสานกับกลิ่นอายแห่งภูตอสูร ท่ามกลางความงามพิสุทธิ์เจือด้วยมนตร์เสน่ห์ชวนหลงใหล นัยน์ตาหงส์สุกสกาวเพียงพาดผ่าน หัวใจของสวีจื่อเจี้ยก็ประดุจถูกควักออกไป ได้แต่ขยับเคลื่อนไหวตามทิศทางแววตาของเขา นิ้วเรียวยาวของเขาถือจอกสุราสีเขียวหยกลายมังกรคู่หงส์ใบหนึ่ง สีสุราวามวาวราวเศษหยก พราวพร่างกรีดบาดนัยน์ตาสวีจื่อเจี้ยจนจำต้องเลื่อนสายตาลงต่ำ พลันปะทะเข้ากับเท้าทั้งคู่ของเขาที่หุ้มด้วยถุงเท้าขาวโผล่เผยอออกมานอกชุดยาว

มันซุกตัวอยู่มุมนั้นเงียบๆ  เล็กเรียวราวไร้กระดูก ประหนึ่งมีฤทธิ์สะกดจิตวิญญาณ

สวีจื่อเจี้ยจ้องมองอย่างลืมตัว กระทั่งฉางเซิงกระแอมไอถึงค่อยได้สติ ฝืนกลืนน้ำลายอย่างกระอักกระอ่วน ใบหน้าแดงซ่านอย่างมิอาจควบคุม

ดวงหน้าหล่อเหลาของฉางเซิงครั้นเทียบกับคนผู้นี้ ล้วนหม่นหมองไม่ต่างจากฝุ่นละอองเม็ดหนึ่ง

“เซียนเซิงอยู่ที่นี่ ท่านมีความปรารถนาใดขอจงบอกกล่าว” ใบหน้าฉางเซิงฉายแววไม่พอใจ ประกายดูแคลนพาดผ่านนัยน์ตา

สวีจื่อเจี้ยนึกถึงจุดประสงค์ที่มาครานี้ เนื้อตัวพลันสั่นสะท้าน เขาสังเกตเห็นว่าคิ้วของจื่อเหยียนเลิกขึ้นเล็กน้อย กลัวอีกฝ่ายจะไม่พอใจ รีบเอ่ยเข้าเรื่องทันที “ข้าประสงค์จะให้เซียนเซิงแปลงโฉมให้ข้า รายละเอียดทั้งหมดล้วนเขียนอยู่ในจดหมาย”

จื่อเหยียนเขย่าจอกสุรา ในจอกบังเกิดเกลียวคลื่นเล็กจิ๋วพราวระยับ ยิ่งขับให้นัยน์ตาทั้งคู่ของเขาเฉกเช่นเงาจันทร์ที่แตกกระจายในบ่อน้ำ ปรากฏประกายเลือนราง

สวีจื่อเจี้ยเหม่อมองอย่างใจลอย พลันเห็นนัยน์ตาพร่างพราวราวอสนีบาตของอีกฝ่ายตวัดวาบมาที่ตน ได้ยินอีกฝ่ายกล่าวขึ้นแช่มช้า “ทุกคนที่มาขอให้ข้าแปลงโฉม ส่วนใหญ่เพื่อเพิ่มความงดงาม มีเพียงเจ้าต้องการทำให้ตนเองพิการ ทุกส่วนของร่างกายล้วนได้จากบิดามารดา ไยจึงต้องหาความลำบากใส่ตัวเช่นนี้”

สวีจื่อเจี้ยหยิบภาพวาดม้วนหนึ่งออกมาจากห่อผ้าด้านหลัง ค่อยๆ คลี่กางบนโต๊ะให้จื่อเหยียนกับฉางเซิงยล

ผู้ที่อยู่ในภาพคือชายหนุ่มท่าทางอบอุ่นอารมณ์ดีผู้หนึ่ง รอยยิ้มมีเสน่ห์เจือแววเจ้าชู้ สวีจื่อเจี้ยเลื่อนไล้ผ่านมือที่กำลังหอบหนังสือของชายหนุ่ม ถอนใจเอ่ย “เพียงเพราะมือขวาของเขาไม่มีนิ้วก้อย”

ฉางเซิงขมวดคิ้ว ต้องการเอื้อนเอ่ย กลับถูกจื่อเหยียนเหลือบมองเป็นเชิงปราม

จื่อเหยียนมองสวีจื่อเจี้ยอย่างไม่ใส่ใจ คล้ายกำลังรอให้อีกฝ่ายอธิบาย

สวีจื่อเจี้ยใจเต้นระรัว ขณะกระวนกระวายเขาเงยหน้าสบตาจื่อเหยียนเป็นครั้งแรก เอ่ยด้วยน้ำเสียงกึ่งขอร้องกึ่งข่มขู่ “ขอเซียนเซิงโปรดแสดงฝีมือ ช่วยข้าสักครา”

จื่อเหยียนชูนิ้วเนียนขาวราวหยกนิ้วหนึ่งขึ้นมา เขย่าไปมาเล็กน้อย ฉางเซิงค้อมกายถอยออกไป

จื่อเหยียนไม่เอ่ยอันใด เพียงแต่เฝ้ารอเงียบๆ 

สวีจื่อเจี้ยพลันรู้สึกหวาดหวั่นจนเหงื่อกาฬแตกพลั่ก ตัวสั่นเทิ้มขณะม้วนเก็บภาพวาดยัดใส่ห่อผ้าด้านหลัง เอ่ยถามเสียงฝืดเฝื่อน “เซียนเซิงมิเต็มใจรับปากหรือ”

ผ่านไปไม่นานฉางเซิงกลับมา กระซิบข้างหูจื่อเหยียนพลางกลอกตาใส่สวีจื่อเจี้ยอย่างมิสบอารมณ์

สวีจื่อเจี้ยใจเสีย กระแทกตัวคุกเข่าบนพื้นคำนับจื่อเหยียน หยาดน้ำใสไหลรินรดแก้ม เอ่ยกลั้วสะอื้น “เซียนเซิง โปรดเห็นใจในความรักของข้า ส่งเสริมข้าเถิด”

“แม่นางเฟิงล้มป่วยเพราะคิดถึงคนรัก เจ้าสามารถเสียสละเพื่อนาง นับว่าหายากโดยแท้” จื่อเหยียนไม่เปลี่ยนสีหน้า พินิจมองลักษณะท่าทางของอีกฝ่ายอย่างละเอียด “เจ้ามีสีหน้ากลัดกลุ้มอมทุกข์ น้ำเสียงติดขัดไม่ลื่น คิ้วตกราวต้นหลิว ดูจากนรลักษณ์มิใช่ผู้มีวาสนา...ส่งมือให้ข้า” (เชิงอรรถ – นรลักษณ์ หมายถึง ลักษณะของมนุษย์ หรือก็คือโหงวเฮ้งตามตำราโหราศาสตร์จีน)

สวีจื่อเจี้ยเห็นจื่อเหยียนน้ำเสียงอ่อนลง รีบแบมือทั้งสองข้างไปทางเขา

จื่อเหยียนใช้มือเยียบเย็นจับนิ้วก้อยข้างขวาของอีกฝ่ายขึ้นมา นิ้วโป้งค่อยๆ เลื่อนไล้ไปตามข้อนิ้ว

สวีจื่อเจี้ยราวกับถูกสะกดจุด ความรู้สึกสะท้านด้านชาแล่นไหลมาจากปลายนิ้ว ใจทั้งดวงประหนึ่งถูกจื่อเหยียนบีบเล่นอยู่ในมือ ร่างทั้งร่างสั่นเทามากขึ้นทุกที

จื่อเหยียนสังเกตเห็นท่าทีกระวนกระวายของเขา คลายมือออกแย้มยิ้ม รอยยิ้มพลิ้วไหวตามประกายยวนเย้าในแววตา

สวีจื่อเจี้ยกำลังนึกอยากมีดวงตาเพิ่มอีกคู่เพื่อจะได้จ้องมองให้หนำใจ พลันได้ยินเสียงไพเราะของฉางเซิงดังกระทบโสตประสาท “สวีกงจื่อไม่ชินกับการคุกเข่ายาวนานใช่หรือไม่ มิสู้ลุกขึ้นสนทนา” (เชิงอรรถ – คำเรียนขานเชิงให้เกียรติ ใช้เรียกบัณฑิตหรือชายหนุ่มตระกูลสูงศักดิ์)

สวีจื่อเจี้ยลุกขึ้นยืน แผ่นหลังเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบ ทันใดนั้นพลันรู้สึกเจ็บร้าวที่มือ นิ้วก้อยทั้งนิ้วบัดนี้ถูกตัดขาด เขาล้มทั้งยืน เสียงโอดครวญก้องสะท้อนทั่วทั้งห้องโถง

จื่อเหยียนมีท่าทีไม่ยี่หระ ยกจอกสุราขึ้นจิบอีกครั้ง เสียงถอนใจอันสบายอารมณ์ผสานกับเสียงกรีดร้องโหยหวนของสวีจื่อเจี้ย ฟังดูชวนหลงใหลทว่าน่าขนลุก

นิ้วก้อยนิ้วนั้นชุ่มโชกไปด้วยเลือด ถูกทิ้งลงในชามเคลือบขาวสลักลายเมฆ ดูแล้วน่าประหวั่นพรั่นพรึง

“ฉางเซิง ทำแผลให้เขา ประเดี๋ยวค่อยแปลงโฉมให้เขา” สิ้นประโยค ดวงตาพร่าเลือนของสวีจื่อเจี้ยก็มิเห็นแม้แต่เงาของจื่อเหยียนอีก

เขาไม่คิดมาก่อนว่าคนผู้นี้จะลงมือโดยไม่อารัมภบท ท่ามกลางความงุนงงมิอาจปลุกเร้าความเจ็บแค้น ความเจ็บปวดแสนสาหัสกรีดบาดหัวใจจนแทบสิ้นสติ

ใบหน้าฉางเซิงปรากฏรอยยิ้มเยาะหยัน ร้องเพลงเสียงเบาพลางทำแผลให้สวีจื่อเจี้ย

หลังยาน้ำสีเขียวฉ่ำเย็นทาทับบาดแผล ความเจ็บปวดของสวีจื่อเจี้ยก็บรรเทาลงทีละน้อย ในที่สุดเขาก็ตระหนักได้ว่าแท้จริงแล้วเกิดอะไรขึ้น กุมนิ้วที่ขาดร่ำไห้สะอึกสะอื้น

เขามิอาจหันหลังกลับ นับจากนี้ เขาจะกลายเป็นคนอีกผู้หนึ่ง

ผู้ที่สตรีซึ่งเขาหมายปองยกหัวใจให้

คนผู้นั้นตายไปเมื่อครึ่งปีก่อน ไม่ว่าเขาจะอิจฉาคนผู้นั้นอย่างไร ผู้จากไปมิอาจฟื้นคืน เขามิอาจถือสาเปรียบเทียบ สิ่งที่เขาทำใจมิได้มีเพียงแววตารักใคร่หลงใหลของนาง

ทุกคราที่เขาอยู่เบื้องหน้านางทว่าใจของนางไม่มีวันอยู่ที่เขา เขาเกลียดตนเองที่เหตุใดจึงไม่มีหน้าตาเช่นคนผู้นั้น

ทำให้ทุกคนสยบแทบเท้า เสิ่นเยวี่ยใช้หน้าตาหล่อเหลาของเขาโปรยเสน่ห์ใส่สตรีมากมายเท่าใด สวีจื่อเจี้ยล้วนไม่สนใจ หากแต่เขากลับต้องการแต่งงานกับเฟิงเจวียน ซึ่งนับเป็นเรื่องที่มิอาจเกิดขึ้นเด็ดขาด

โชคดีที่เขาตายแล้ว ไม่มีผู้ใดรู้สาเหตุการตาย

เขาสิ้นใจอย่างน่าพิศวงบนเตียงนอนที่เตรียมไว้สำหรับคืนแต่งงาน

สวีจื่อเจี้ยดีใจที่โชคหล่นทับ กลับพบว่านางกึ่งตรอมใจกึ่งฟั่นเฟือน

นางไม่เชื่อว่าคนรักจะตาย ยืนกรานจะรอต่อไป หมายเฝ้ารอตราบชั่วฟ้าดินสลาย

ฉางเซิงเห็นเขาเหงื่อไหลโซมกาย ท่าทางดูไม่ได้ ยื่นผ้าผืนหนึ่งส่งให้อีกฝ่าย

“วางใจ มีเซียนเซิงอยู่ ไม่ว่าปัญหาใดล้วนสามารถคลี่คลายโดยง่าย” รอยยิ้มของฉางเซิงเต็มไปด้วยการชักจูงหลอกล่อ เฉกเช่นสุราฤทธิ์แรงแผดเผาหัวใจของสวีจื่อเจี้ย ทำให้เขายอมเจ็บปวดเพื่อพานพบความหอมหวานหลังจากนั้น

 

ห้าวันต่อมา

สวีจื่อเจี้ยกลายเป็นคนใหม่ ทุกอิริยาบถเฉกเช่นเสิ่นเยวี่ยในภาพวาด หล่อเหลางามสง่า

จื่อเหยียนมักนิ่งมองเงียบๆ อยู่มุมหนึ่งด้วยท่าทางเฉยเมย บางครั้งจะกล่าวชี้แนะเล็กน้อย

เสิ่นเยวี่ยประหนึ่งสหายสนิทตั้งแต่เยาว์วัยของเขา ล่วงรู้ทั้งอุปนิสัยและงานอดิเรกเป็นอย่างดี แม้แต่สวีจื่อเจี้ยซึ่งรู้จักกับเสิ่นเยวี่ยมาหลายปี กระนั้นก็มิอาจเข้าใจอย่างถ่องแท้เช่นเขา

“เซียนเซิงนับเป็นผู้วิเศษโดยแท้!”

สวีจื่อเจี้ยคำนับจื่อเหยียนด้วยการค้อมกายต่ำ แผลที่มือเขาหายสนิทแล้ว ลักษณะท่าทางล้วนเปลี่ยนไป สีหน้าฉายแววเหลาะแหละเจ้าเล่ห์

“ภาพวาดของฟู่ฉวนหง แต่ไหนแต่ไรไม่มีภาพใดมิคล้ายตัวจริง เสิ่นเยวี่ยยามมีชีวิตเป็นอย่างไร มองเพียงผาดเดียวก็รู้ เพียงแต่ว่า หน้าตาดีมิสู้จิตใจดี” จื่อเหยียนกล่าวแผ่วเบาแช่มช้า ราวกับวาจานี้มิได้ออกจากปากเขา ยังคงท่าทางสงบเยือกเย็นไม่ยี่หระต่อสิ่งใดเช่นเดิม

สวีจื่อเจี้ยสีหน้าบึ้งตึง กลอกตาไปมารอบหนึ่ง กล้ำกลืนวาจาที่ต้องการกล่าว

ปฏิกิริยาเล็กน้อยเช่นนี้ของเขามิอาจรอดพ้นสายตาฉางเซิงไปได้ เอ่ยแทรกขึ้นอย่างไม่พอใจ “ได้ยินว่าคุณหนูตระกูลเฟิงอาการทรุดหนักลงทุกวัน เสิ่นกงจื่อมิต้องการกลับไปเยี่ยมเยียนหรือ”

สวีจื่อเจี้ยตอบรับอย่างดีใจ รีบกลับห้องเก็บข้าวของจากไปทันที

ในที่สุดก็วุ่นวายเสร็จสิ้น ฉางเซิงมองสวีจื่อเจี้ยแต่งกายหรูหรา โบกพัดเดินจากไปอย่างงามสง่า

เขาปิดประตูใหญ่ พลันรู้สึกเบิกบานใจ คล้ายสลัดห่อผ้าใบใหญ่ไปได้ แม้แต่ยามเดินยังนึกอยากเปล่งเสียงหัวเราะ

นี่คืองานแรกที่ฉางเซิงรับหลังเข้าจวนสกุลจื่อ หาได้รู้สึกดีไม่

เขามิชอบสายตาที่คนผู้นั้นมองจื่อเหยียน มิชอบที่คนผู้นั้นเสแสร้งว่าทำเพื่อความรัก

เขาไม่รู้ว่ากาลก่อนจื่อเหยียนปฏิบัติต่อแขกที่มาอย่างไร หากทุกคนล้วนเป็นเช่นสวีจื่อเจี้ย ดวงตาของเขาคงเจ็บปวดยิ่ง

คนเช่นนั้นไฉนเลยจะเสียสละเพื่อความรักปานนี้ ฉางเซิงหาเชื่อไม่

“ไม่รู้คุณหนูเฟิงเห็นคนรักฟื้นคืนจากความตาย จะกล่าวอันใด” คิ้วของฉางเซิงขมวดน้อยๆ เข้าหากัน เท้าคางครุ่นคิดเบื้องหน้าจื่อเหยียน

จื่อเหยียนเผยอยิ้มร่าเริงเช่นเด็กน้อย พลันยื่นมือออกไปลูบหัวคิ้วอีกฝ่าย มิได้ยินที่เขากล่าวแม้แต่น้อย

“สวีจื่อเจี้ยกับเสิ่นเยวี่ยสนิทกันมาหลายปี มีใบหน้าที่คุณชายเปลี่ยนให้เขา ไม่แน่เขาอาจตบตาผู้ที่ตรอมใจล้มป่วยเช่นคุณหนูเฟิงได้ เพียงแต่ต่อให้รู้ความจริง มีรูปโฉมของเสิ่นเยวี่ย แล้วเขาก็ยึดมั่นในรักเช่นนั้น เกรงว่าคุณหนูเฟิงก็คงหวั่นไหวอยู่ดี”

เขาพล่ามเสร็จสิ้น เห็นจื่อเหยียนเอาแต่เบิกตากลมวาวจ้องมองเขาอย่างครุ่นคิดพลางไล้นิ้วไปมาบนคิ้วของเขา

“ข้ามิใช่ตุ๊กตา คุณชาย...”

จื่อเหยียนยิ้มจนตาหยี “อยากให้ปลายคิ้วของเจ้าสูงขึ้นอีกนิดหรือไม่ จะได้ดูองอาจน่าเกรงขามมากขึ้น”

ใต้หล้านี้เรื่องที่ฉางเซิงไม่มีวันทำก็คือเปลี่ยนแปลงรูปโฉมของตนเอง เขาปฏิเสธในความหวังดีของคุณชาย เห็นว่าผู้ที่มีเวลาว่างมากมายเช่นอีกฝ่ายกำลังลูบผมเขาแผ่วเบา เอ่ยขอร้องเขาด้วยท่าทางน่าสงสาร “ฉางเซิง ข้ามีปิ่นไม้ดำอันหนึ่งเหมาะกับเจ้ายิ่ง เกล้าผมอีกคราได้หรือไม่”

เหตุใดปรมาจารย์แปลงโฉมที่ระบือนามทั่วทั้งแผ่นดินผู้นี้ ยามอยู่ต่อหน้าผู้อื่นและลับหลังผู้อื่นจึงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง?

ฉางเซิงคิดแล้วก็นึกอยากร้องไห้ เห็นทีต้องหางานให้เขาเพิ่มอีกสักสองสามงาน เขาจะได้ไม่มีเวลาว่างมากมายเช่นนี้

จื่อเหยียนดันฉางเซิงไปหน้ากระจก หวีผมยาวให้เขาด้วยท่าทางพออกพอใจ ท่วงท่าชดช้อยงดงาม ทุกอิริยาบถประดุจร่ายรำตามเสียงดนตรี แม้ฉางเซิงจะมิเต็มใจ กระนั้นก็อดเหม่อมองอย่างเคลิบเคลิ้มมิได้

“คุณชาย หากท่านเป็นสตรี ย่อมงดงามล้ำแผ่นดินเป็นแน่แท้”

“ฉางเซิง ช่วยไปร้านหอมหมื่นลี้ซื้อเครื่องหอมให้ข้าจำนวนหนึ่ง ข้ารู้สึกแน่นหน้าอก ต้องการพักหายใจ” จื่อเหยียนหวีผมช้าลง ท่าทางลอยเหม่อ ชั่วขณะนั้นคล้ายกลับไปเป็นบุรุษผู้เฉยชาอีกครั้ง

ฉางเซิงขมวดคิ้วเอ่ยถาม “คุณชายต้องการซื้อเครื่องหอมใด”

มุมปากจื่อเหยียนเผยอยิ้มเล็กน้อย นัยน์ตาหลุบลงคล้ายกำลังกลั้นหัวเราะ “เจ้าเล่าเรื่องครานี้ให้เจ้าของร้านฟัง นางจะให้เครื่องหอมเจ้าห่อหนึ่ง เรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง เทียบเท่าเงินร้อยเหวิน (เชิงอรรถ – หน่วยเงินสำริดในสมัยโบราณ)

ครานี้หาได้มีเรื่องใดน่าเล่าไม่ ฉางเซิงพลันรู้สึกอึดอัดคับข้องใจ เขามองค้อนจื่อเหยียนคราหนึ่ง ฉวยเงินเดินออกไป

“ข้าอยากดื่มสุราข้างนอกก่อนค่อยกลับ”

“ไปเถิด ไปเถิด ได้เมาก็ดีเหมือนกัน” จื่อเหยียนยิ้มอย่างรู้ทัน หมุนตัวก้าวเข้าไปในห้องใน

จื่อเหยียนไม่เหลียวแลเช่นนี้ กลับทำให้ฉางเซิงสิ้นอารมณ์ดื่มสุรา เดินไปร้านหอมหมื่นลี้อย่างหงุดหงิด

 

ร้านหอมหมื่นลี้ตรงปากทางเป็นสถานที่ประหลาด เมื่อก้าวเข้าไปในร้านจะได้กลิ่นหอมกรุ่นกำจาย แต่ครั้นอยู่นอกร้านกลับไม่ได้กลิ่นหอมแม้เพียงเศษเสี้ยวหนึ่ง ร้านค้าที่ลึกลับน่าพิศวงเช่นนี้ เครื่องหอมที่ขายน่าจะเหมาะกับจื่อเหยียนพอดี

ขณะที่คิดเช่นนี้ ฉางเซิงย่างเท้าก้าวเข้าไปในร้าน

ร่างทั้งร่างตั้งแต่ศีรษะจรดฝ่าเท้าพลันสั่นวูบ หัวใจไหวสะท้าน คล้ายได้ดื่มน้ำถั่วเขียวถ้วยหนึ่ง ปลอดโปร่งผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก

หญิงสาวนัยน์ตาพราวระยับผู้หนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้สูง กำลังแกว่งเท้าไปมาพลางแทะเมล็ดแตงโม

“ข้าเป็นคนของจวนสกุลจื่อ มาซื้อเครื่องหอม”

“โอ?” นางโดดลงจากเก้าอี้ด้วยท่าทางสนใจ ลากฉางเซิงเข้าไปด้านใน

ควันหอมลอยอวล

ฉางเซิงลืมสิ้นว่าเคยกล่าวอันใด

ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าใด เขาเดินออกจากร้านหอมหมื่นลี้อย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว

หลังสูดกลิ่นเครื่องหอมเย้ายวนหลายสิบชนิด จิตวิญญาณของเขาประหนึ่งท่องผ่านสวรรค์นรกคราหนึ่ง ผ่านการแช่รมด้วยเครื่องหอมนับไม่ถ้วน สุดท้ายนำเครื่องหอมห่อหนึ่งกลับมา หญิงสาวเจ้าของร้านผู้นั้นบอกว่า มันชื่อ “ลาจาก”

 

ตกกลางคืน

เขาเดินอยู่นาน คล้ายฝันไปตื่นหนึ่ง กลับมาถึงลานกว้างอันเคยคุ้น

เขาทอดสายตามองแสงโคมสว่างไสว ผลักประตูเปิด โคมแก้วหลากสีทรงดอกลำโพงเปล่งประกายเจิดจ้า ทาบทับดวงหน้างดงามราวหยกขาวของจื่อเหยียนจนเป็นสีแดงระเรื่อ

ท่ามกลางเงาสะท้อนของแสงเทียน เขาถือจอกสุราเดินโงนเงนตรงมา เงาร่างยวนตาประดุจเปลวเทียนพลิ้วไหว ฉางเซิงเหม่อมองท่วงท่าน่าหลงใหลเช่นนี้ของเขาอย่างเคลิบเคลิ้ม ไม่ว่าวาจาใดล้วนลืมเลือนจนสิ้น ได้แต่ก้าวตรงไปหาด้วยท่าทางใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เทินเครื่องหอมขึ้น กล่าวคำสองคำนั้นอย่างงกๆ เงิ่นๆ

ลาจาก

จื่อเหยียนยิ้มเข้าใจ ฉีกห่อเครื่องหอมก้มหน้าสูดกลิ่น ย่นจมูกเล็กน้อยคล้ายลูกสัตว์ป่าค้นหาอาหาร จากนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนเป็นชื่นบาน

เขาถือเครื่องหอมพลางดึงฉางเซิงเยื้องย่างเข้าไปด้านใน เวียนวนกรีดกรายมุ่งสู่สวนด้านหลังห้องข้าง

ฉางเซิงไม่รู้ว่าจวนสกุลจื่อมีสถานที่เช่นนี้อยู่ ทางเดินเล็กแคบดูคล้ายยาวไกลไร้ขอบเขต

มือเย็นเยียบของจื่อเหยียนจับจูงเขา เส้นทางไม่สิ้นสุด ใจของเขาเต้นไม่เป็นส่ำ จมดิ่งสู่ห้วงภวังค์อันพร่ามัวเลือนราง

ตรงแมกไม้สุดทางเดินปรากฏประตูเล็กแคบบานหนึ่ง มิใช่หินมิใช่หยก

จื่อเหยียนวางมือลงบนห่วงประตู ประตูเปิดออกทันที

ด้านในพราวพร่างสว่างไสว หรูหราตระการตาประดุจอีกโลกหล้าหนึ่ง ไข่มุกนับไม่ถ้วนฝังติดกับผนัง เปล่งประกายเจิดจ้าบาดตา ประหนึ่งธารสวรรค์ที่ดารดาษด้วยหมู่ดาวพลิกกลับสลับด้าน

ฉางเซิงตะลึงลาน ภาพที่ปรากฏสู่สายตาคืออาภรณ์แพรไหมงามวิจิตรดุจหมู่เมฆหลากสีมากกว่าร้อยชุด แขวนเรียงรายทั่วผนังทั้งสี่ด้าน งามอร่ามเรืองรอง แพรไหมอ่อนนุ่มที่ไม่รู้ชื่อนามประหนึ่งภูตวิเศษมีชีวิต แย่งกันดึงดูดให้ผู้คนจับจ้องสัมผัส นวลละมุนราวสายลมปุยเมฆ งามสดใสดุจบุปผาผลิงาม เจิดจรัสดั่งอัญมณีแจ่มจ้า ลออตาเช่นดอกสาลี่นวลคราญ

งดงามจนชวนให้ลืมหายใจ

เขาสายตาพร่าลาย จู่ๆ ก็บังเกิดความหวาดหวั่น มิกล้ามองอีกต่อไป รีบหลับตากลั้นหายใจหมายจะตั้งสติ

จื่อเหยียนหันมาเห็น หัวเราะเล็กน้อย ยื่นหน้าพินิจมองท่าทีเก้อกระดากของเขาอย่างพิจารณา ก่อนจะยื่นมือแตะจมูกของเขา

ฉางเซิงอายหน้าแดง ลืมตาขึ้น มิใช่เรื่องง่ายกว่าใจทั้งดวงจะสงบลงได้

เขาเห็นจื่อเหยียนก้าวเข้าไปในห้อง สำรวจสมบัติล้ำค่าที่เขาสะสม

ฉางเซิงมิกล้าเข้าไป ยืนพิงอยู่ริมประตูเพียงลำพัง มือจับห่วงประตูอย่างคล้ายจงใจคล้ายไม่จงใจ ไอเย็นยะเยือกวูบหนึ่งแผ่ซ่านเข้าสู่มือของเขา เขารีบชักมือกลับด้วยความตกใจ

จื่อเหยียนซึ่งอยู่ท่ามกลางอาภรณ์งามวิจิตรหันกลับมา เสมือนบทกวีที่ว่า

“อาภรณ์งามเพริศพิลาสยากพบเห็น

โฉมแฉล้มเช่นเทพเซียนในภาพวาด”

ฉางเซิงมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเทิดทูนประดุจพานพบเทพสวรรค์ พลันรู้สึกละอายในความต้อยต่ำของตนเอง

ภาพงามจรัสเบื้องหน้าเฉกเช่นสรวงสวรรค์ มิคล้ายโลกมนุษย์

เขาสั่งสมผลบุญเช่นใดมา ถึงสามารถติดตามเจ้านายเช่นนี้

จื่อเหยียนแกะห่อเครื่องหอม สะบัดมือคราหนึ่ง ผงเครื่องหอมฟุ้งกระจายก่อนจะร่วงสู่พื้น

กลิ่นหอมหวนขจรขจายทั่วห้อง เป็นกลิ่นหอมจรุงที่ชวนให้เคลิ้มฝันประหนึ่งวิญญาณหลุดลอย นึกอยากปล่อยให้ร่างกายที่อ่อนระทวยและจิตใจที่กระวนกระวายรวมผสานกับกลิ่นหอมดังกล่าวนั้น นับจากนี้ยินยอมพร้อมใจที่จะเมามายลืมเลือน หลับใหลอยู่ท่ามกลางรสชาติแห่งการลาจาก ยากจะถอยห่างหลีกหนี

ฉางเซิงง่วงงุนสะลึมสะลือ ในสมองยังคงหลงเหลือสติเสี้ยวหนึ่งเตือนให้เขาตื่นขึ้น ดิ้นรนให้หลุดพ้นจากห้วงภวังค์อันนวลนุ่มลุ่มหลงนี้

หากแต่ทว่า กลิ่นหอมดังกล่าวปลอบประโลมหัวใจที่กระหายการหลับใหลของเขาเฉกเช่นสัมผัสอันอ่อนโยนของคนรัก มิรับรู้ทุกข์โศก มิรับรู้เจ็บปวด มิรับรู้โกรธแค้น เพียงลืมเลือนอดีตที่ผันผ่าน

จื่อเหยียนนิ่งมองร่างของฉางเซิงล้มลงด้วยสายตาเรียบเฉย

ลาจาก เครื่องหอมของกุ่ยฮว่าเฉกเช่นภาพวาดของฟู่ฉวนหง ล้วนเป็นสิ่งวิเศษล้ำแผ่นดิน

ไม่มีทางผิดพลาด

จื่อเหยียนจับหน้าฉางเซิงหันมา เจ้าของดวงหน้าหล่อเหลางามสง่าคือผู้สืบทอดที่ถูกเลือก เด็กหนุ่มผู้นี้ลืมเรื่องในอดีตไปนานแล้ว เขาไม่รู้ว่าใบหน้าในยามนี้ของเขาเป็นผลงานชั้นเลิศของจื่อเหยียน เขาไม่รู้ว่าเขาเคยมีอดีตที่น่าอัศจรรย์ปานใด เขาเข้าใจว่าเขาเป็นเด็กกำพร้าที่จื่อเหยียนพบเข้าโดยบังเอิญ เต็มใจอยู่ปรนนิบัติรับใช้เจ้านายตลอดไป

ยังไม่ถึงเวลา

จื่อเหยียนก้มหน้า ใช้ปลายนิ้วควักขี้ผึ้งแตะแก้มเด็กหนุ่ม ใบหน้าฉางเซิงค่อยๆ กลายเป็นสีแดงระเรื่อ เสมือนแต่งแต้มด้วยเครื่องประทินโฉม

หากใช้ใจประเมิน บัดนี้ยังมิอาจบอกอันใดเขามากนัก ทำได้เพียงเฝ้ารอต่อไป

ใบหน้านี้ยังบอบบางเกินไป มิอาจทนรับการสัมผัส

จื่อเหยียนไล้มือไปตามกระดูกโหนกแก้มของฉางเซิง จุดนี้ต้องยกสูงขึ้นอีกส่วน แล้วก็คิ้วเชิดคู่นี้ หางคิ้วยุ่งเหยิงไปนิด จำต้องกันคิ้วไร้ระเบียบให้เรียบร้อย

ตะเกียงน้ำมันอมตะ (เชิงอรรถ – ตะเกียงที่จุดแล้วมิอาจเป่าดับ จวบจนน้ำมันถูกใช้จนสิ้น เปลวเทียนจะมอดดับเอง) ส่องแสงสว่างไสวราวกลางวัน ท่ามกลางอาภรณ์หลากสีสัน จื่อเหยียนขยับเข็มขึ้นลงอย่างรวดเร็ว จัดแต่งรูปโฉมให้ฉางเซิง

สักวันหนึ่ง เขาจะละทิ้งรูปลักษณ์เก่า ได้ครองรูปโฉมที่งามล้ำสมบูรณ์แบบยิ่งกว่าเขาจื่อเหยียน

รูปลักษณ์ได้รับอิทธิพลจากจิตใจ จิตใจหมุนเวียนเปลี่ยนผัน รูปลักษณ์อุบัติดับสูญ

หากแต่จื่อเหยียนรู้ว่ารูปลักษณ์สามารถเปลี่ยนแปลงสภาพจิตใจ เพียงมือข้างเดียวของเขา ก็สามารถทำให้รูปโฉมที่ติดตัวแต่กำเนิดมลายหาย สามารถพลิกชะตาชีวิตที่ถูกกำหนดมาแต่เดิม

เขามิใช่เทพเจ้า กลับกำลังกระทำสิ่งเช่นเทพเจ้า

ชีวิตของข้าขึ้นอยู่กับข้ามิได้ขึ้นกับสวรรค์ ประโยคนี้ผุดขึ้นในใจจื่อเหยียนเงียบๆ 

อาจารย์ ท่านกล่าวว่าเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตผู้อื่น ทำให้ความสัมพันธ์วุ่นวาย เช่นนี้จะอายุสั้น ข้าหาเชื่อไม่

ต่อให้อายุสั้น หากแต่ปรารถนาบรรลุผล ก็เพียงพอแล้วสำหรับชีวิตนี้

เขาใช้ปลายนิ้วควักขี้ผึ้งกลิ่นหอมหวนขึ้นมาส่วนหนึ่ง ป้ายบนจมูกฉางเซิง

ลาจาก...กลิ่นหอมนี้มีฤทธิ์รุนแรงยิ่ง แม้แต่เขายังแทบทนไม่ไหว นึกอยากลืมเลือนเรื่องราวในอดีตเสียให้สิ้น

จะโทษก็ต้องโทษที่ใต้หล้านี้มีเรื่องรบกวนจิตใจมากไป บางที วันหนึ่งวันใดคงต้องแวะไปร้านของกุ่ยฮว่าสักคราแล้ว

ปล่อยวางอย่างเด็ดขาด ต่อให้เพียงชั่วขณะหนึ่งก็ตาม

ลมวูบหนึ่งม้วนตัวโชยผ่าน จื่อเหยียนทอดสายตามองไปนอกประตู ท้องฟ้าล้วนมืดสนิท

ควรเรียกคนเตรียมอาหารเย็นแล้ว

เมื่อฉางเซิงรู้สึกตัวตื่น ย่อมท้องร้องวิ่งหาอาหารทั่วห้องเป็นแน่แท้

จื่อเหยียนนึกถึงท่าทางของฉางเซิงยามขมวดคิ้วงุ่นง่าน อดยิ้มอ่อนบางมิได้ เขาดึงร่างอ่อนปวกเปียกของฉางเซิงเดินออกนอกประตู พาเขากลับสู่สถานที่อันคุ้นเคย

จิตใจอันบอบบางของเขามิอาจได้รับการกระทบกระเทือน ให้เขาอยู่รับใช้ข้างกายตน นับว่าลำบากเขาแล้ว

 

เมื่อฉางเซิงค่อยๆ ลืมตาขึ้น อาหารร้อนกรุ่นเต็มโต๊ะล้วนตระเตรียมเรียบร้อย จื่อเหยียนส่งตะเกียบให้เขาอย่างร่าเริง คีบหัวไชเท้าชิ้นหนึ่งให้เขาอย่างเบิกบานแช่มชื่น แม้จะเป็นหัวไชเท้าที่แกะสลักอย่างประณีตงดงาม กระนั้นฉางเซิงก็ยังถอนใจบ่นอุบ “อาหารเจอีกแล้วหรือ”

เต้าหู้นึ่งเม็ดบัว เห็ดหอมผัดเกาลัด ผักกาดทรงดอกไม้ รากบัวหอมหมื่นลี้...

อาหารทุกอย่างล้วนปรุงแต่งอย่างประณีต น่าเสียดายที่ปราศจากเนื้อสัตว์

“หากข้ารับประทานเนื้อสัตว์จะร้อนใน สิ่งมันเลี่ยนเหล่านั้นรับมากไปไร้ประโยชน์ ทั้งยังไม่มีประโยชน์ต่อผิวพรรณ เจ้ารับประทานเป็นเพื่อนข้าเถิด” จื่อเหยียนใช้น้ำเสียงแง่งอนขอร้องเขา

“คุณชาย บุรุษอกสามศอกจะมีผิวพรรณนวลเนียนเพื่ออะไร ข้าอยากกินเนื้อน้ำแดง แล้วก็อยากแทะขาหมู”

“ของน่าคลื่นไส้เหล่านั้นจะกลืนลงได้อย่างไร” จื่อเหยียนกล่าวอย่างจริงจัง ประหนึ่งญาติผู้ใหญ่ที่มักพล่ามบ่นด้วยความหวังดี “ระวังกรรมตามสนอง หมูปลาเป็ดไก่ที่ถูกเจ้ากินจะตามแก้แค้นเจ้า ส่วนข้ากับเจ้า ใบหน้านี้ก็เฉกเช่นป้ายหน้าร้านกระนั้น เจ้าจงทะนุถนอมให้ดี ห้ามทำลายอนาคตตนเองเด็ดขาด”

ฉางเซิงยิ้มขมขื่น คุณชายมักบังคับให้เขารับประทานอาหารเจ ใช้ชีวิตที่นี่ราวกับบวชเป็นหลวงจีน โชคดีที่อาหารเจเหล่านี้ล้วนรสชาติไม่เลว ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตถือเป็นการสั่งสมบุญกุศล ฉางเซิงรู้ว่า ในเมื่อสิบวันที่ผ่านมาอย่างไรคุณชายก็มิยอมอนุญาต เช่นนั้นวันเวลาในภายหน้า เขาคงต้องบอกลาอาหารประเภทเนื้อสัตว์แล้ว

อมิตาภพุทธ สาธุ สาธุ ฉางเซิงพึมพำนามของพระผู้เป็นเจ้าในใจ รับประทานอาหารเบื้องหน้าหมดเกลี้ยงรวดเร็ว จื่อเหยียนมีท่าทีพึงใจขณะสั่งให้คนเก็บชามตะเกียบออกไป

 

ข่าวดีส่งมาถึงเมื่อสิบสามวันให้หลัง

อิ๋งหั่วผู้มีหน้าที่รวบรวมข่าวสารแห่งจวนสกุลจื่อยื่นกระดาษสีชมพูให้ฉางเซิง แล้วก็จากคนผู้เดียวกันนี้ ฉางเซิงได้รับกระดาษสีฟ้าน้ำทะเลอีกแผ่นหนึ่ง ด้านบนเขียนบรรยายความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างสวีจื่อเจี้ย เฟิงเจวียน และเสิ่นเยวี่ย

อิ๋งหั่วมิใคร่พูดจา เขาอายุมากกว่าฉางเซิงเล็กน้อย ใบหน้าไร้ความรู้สึกน้อยนักจะแย้มยิ้ม เดิมเขาก็นับว่าหล่อเหลา ฉางเซิงคิด เพียงแต่ผู้ที่ขวางหูขวางตาอย่างไรก็ไม่มีทางดูดีได้

ผู้ที่รอบรู้ไปเสียทุกเรื่องมักจะน่าชิงชัง ยกเว้นคุณชาย ทุกครั้งที่ฉางเซิงถามคำถามอิ๋งหั่ว เขาจะล้วงกระดาษแผ่นหนึ่งออกมา ใช้ลายมืออันบรรจงงดงามเขียนตอบฉางเซิง

เหตุใดเขาจึงมิเต็มใจสนทนากับฉางเซิง? ฉางเซิงคิดว่าต้องเป็นเพราะอีกฝ่ายหมายอวดอ้างสติปัญญาของตนเป็นแน่ เช่นนี้ทำให้ฉางเซิงรู้สึกอับอายยิ่ง

ฉางเซิงรู้ว่าตนเองไม่มีความสามารถใด สามารถอยู่ข้างกายคุณชาย คงเป็นเพราะเขาพอมีทักษะด้านเจรจาอยู่บ้าง นึกถึงตรงนี้ ฉางเซิงก็อดน้อยเนื้อต่ำใจมิได้

เพียงแต่วันนี้ สิ่งที่เขียนบนกระดาษแผ่นนี้เป็นข่าวดี หน้าตาของอิ๋งหั่วจึงไม่น่าชิงชังเช่นที่ผ่านมา

“คุณชาย เมื่อวานสวีจื่อเจี้ยได้แต่งงานกับคุณหนูเฟิง” ฉางเซิงบอกข่าวดีกับจื่อเหยียน

“โอ? เป็นบุรุษที่แม้แต่เทียบเชิญงานวิวาห์ยังตระหนี่” จื่อเหยียนยิ้มอ่อนบาง เฉกเช่นหญิงสาวยวนเสน่ห์กำลังยกพัดบังดวงหน้า

“คนผู้นั้นแม้ไม่ถูกชะตา แต่สุดท้ายเขาก็ได้ในสิ่งที่เขาต้องการ นับว่าคุณชายได้ทำคุณความดี”

“อย่างนั้นหรือ” จื่อเหยียนหัวเราะ จับจ้องฉางเซิงนิ่ง “สิ่งที่เขาต้องการคือสตรีผู้นั้นจริงหรือ หึๆ”

ฉางเซิงชะงัก

แล้วมิใช่หรือ?

สวีจื่อเจี้ยถึงกับยอมตัดนิ้วทิ้งเพื่อเฟิงเจวียน ทั้งยังยอมทำลายรูปโฉมที่บิดามารดาประทานให้

เหตุใดคุณชายคล้ายจะมองทุกอย่างอย่างทะลุปรุโปร่ง?

เขารู้เรื่องอันใดที่ตนไม่รู้หรือ?

ฉางเซิงพลันนึกถึงอิ๋งหั่ว

“อิ๋งหั่วสามารถทำนายอนาคตหรือ” จู่ๆ เขาก็ถามขึ้น

จื่อเหยียนหัวเราะคิกคักจนนัยน์ตาโค้งงอราวใบหลิว ฉางเซิงตะลึงงัน รู้สึกว่าเช่นนี้ช่างน่ามองยิ่ง พลันนึกอยากมีฝีมือเช่นฟู่ฉวนหง จรดวาดอิริยาบถอันงดงามเช่นนี้ของเขาไว้

จื่อเหยียนเห็นเขาเหม่อลอย สะกิดเขาคราหนึ่ง เอ่ย “เจ้าแปลกใจว่าเหตุใดอิ๋งหั่วจึงรู้เรื่องราวมากมายปานนั้น?”

ฉางเซิงพยักหน้า คุณชายมักจะล่วงรู้ความคิดของเขาอย่างง่ายดายเช่นนี้เสมอ

จื่อเหยียนเอ่ยเนิบนาบ “นั่นเป็นเพราะอิ๋งหั่วแก่มากแล้ว คนเราพอแก่ตัว ก็จะฉลาดรอบรู้”

ฉางเซิงประหลาดใจ

แก่มากแล้ว?

เห็นชัดๆ ว่าอิ๋งหั่วอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขา

หรือว่า...

ฉางเซิงลอบสะท้านใจ

“ใช่แล้ว” จื่อเหยียนรู้ว่าเขาคิดอันใด เอ่ยเสียงนุ่ม “มีข้าอยู่ ที่แห่งนี้จะมีเพียงเกิด เจ็บ ตาย แต่จะไม่มีผู้ใดแก่ชรา”

ทันใดนั้นฉางเซิงพลันขนลุกชัน เขาชื่อฉางเซิงซึ่งแปลว่าอมตะ ไม่มีวันแก่ชรา คนเราหากมิต้องพบพานสังขารร่วงโรย คงจะน่าปีติยินดียิ่งกระมัง

 

สิบวันต่อมา สวีจื่อเจี้ยสั่งให้คนนำผ้าหูหลัวยี่สิบพับมากำนัล ผู้ดูแลจวนสกุลเฟิงซึ่งเป็นผู้นำของกำนัลมาส่งกล่าวชมนายน้อยสามีของคุณหนูมิขาดปาก หลังฉางเซิงได้รับเงินถุงหนึ่งที่สวีจื่อเจี้ยจัดเตรียมให้เขาโดยเฉพาะ ก็คิดในใจว่า คนผู้นี้แม้นรลักษณ์ไม่ดี กระนั้นก็นับว่าใจคอกว้างขวาง

สิบห้าวันต่อมา สวีจื่อเจี้ยสั่งให้คนนำชาเลื่องชื่อทั้งชาหลงอันฉีหั่วและชาเจ้อซีเทียนมู่มาให้ ผู้ดูแลจวนสกุลเฟิงกล่าวว่า นายน้อยสามีของคุณหนูมีพรสวรรค์ด้านการค้าโดยแท้ ไม่มีกิจการใดที่เขาทำมิได้

สิบเจ็ดวันต่อมา จวนสกุลจื่อมีผลหูหลงจากซีอวี้ (เชิงอรรถ – ดินแดนตะวันตก) เพิ่มขึ้นหลายหาบ เนื้ออิ่มฉ่ำหวาน กลิ่นหอมละมุนเนิ่นนานมิจางหาย

ฉางเซิงรับประทานผลไม้ อดกล่าวถึงข้อดีของสวีจื่อเจี้ยมิได้ ผู้ดูแลจวนสกุลเฟิงกล่าวว่า ทุกคนในจวนของเขาล้วนเห็นพ้องต้องกันว่า นายน้อยสามีของคุณหนูเก่งกาจกว่าเสิ่นเยวี่ยคนก่อนมากนัก

ฉางเซิงจึงถาม “โอ คนผู้นี้มิใช่เสิ่นเยวี่ยหรือ”

ผู้ดูแลจวนยิ้มพลางส่ายหน้า “รูปร่างหน้าตาแม้เหมือนกัน ทว่าอุปนิสัยต่างกันอย่างยิ่ง นายน้อยสามีของคุณหนูเราคำนึงถึงกิจการตระกูลเฟิง ไฉนเลยจะมือเติบเช่นเสิ่นกงจื่อ นับว่าเทพเซียนบนสวรรค์เมตตาโดยแท้! ส่งผู้ที่มีหน้าตาเหมือนเสิ่นกงจื่อมาช่วยชีวิตคุณหนู ทั้งยังสามารถสืบทอดกิจการตระกูลเฟิง อาห์ ต้องเป็นผลบุญที่นายท่านสั่งสมเมื่อชาติที่แล้วเป็นแน่”

ขณะที่คิดฉางเซิงก็ยิ้มอย่างกลั้นไม่อยู่ หรือว่าจื่อเหยียนกลายเป็นเทพเซียนบนสวรรค์ไปแล้ว?

เขานำวาจาของผู้ดูแลจวนกล่าวกับจื่อเหยียน คุณชายเอ่ยเสียงเรียบเฉย “สวีจื่อเจี้ยสีหน้ามีพิรุธ มองเพียงผาดเดียวก็รู้ว่าจิตใจชั่วร้าย”

“เพียงดูจากนรลักษณ์ก็สามารถคาดการณ์ทุกอย่างได้จริงหรือ” ฉางเซิงกัดผลไม้ด้วยท่าทางเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ไม่นานก็ลืมวาจาของจื่อเหยียนเสียสิ้น

 

ห้าวันต่อมา เสียงเคาะประตูรัวเร็วดังแหวกความเงียบยามค่ำคืนในจวนสกุลจื่อ

“เป็นท่าน?” ภายใต้แสงจันทร์ ฉางเซิงเปิดประตู หรี่ตาเพ่งมองถึงจำได้ว่าเป็นสวีจื่อเจี้ย

ครานี้น้ำหนักในมือเพิ่มขึ้นกว่าคราก่อน มีทองคำห่อหนึ่งและสิ่งของจำพวกมุกหยกเพิ่มขึ้นมา

สิ่งที่น่าประหวั่นพรั่นพรึงคือเนื้อตัวของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด ช่วงอกปรากฏคราบเลือดฝังลึกรอยใหญ่ กลิ่นคาวเลือดแสบจมูกโชยคลุ้งในอากาศอย่างไม่ปรานีปราศรัย

ฉางเซิงให้เขาเข้าไปด้านในทั้งที่ยังตกใจไม่หาย ถือตะเกียงดวงหนึ่งเดินนำหน้า

สวีจื่อเจี้ยเดินโขยกเขยก โซซัดโซเซตามหลัง ถามตะกุกตะกัก “เซียนเซิงเข้านอนแล้วหรือไม่ ครานี้เขาต้องช่วยข้า”

ฉางเซิงกลับนึกถึงฝีมือการดูนรลักษณ์ที่เป็นหนึ่งในแผ่นดินของจื่อเหยียน

สิ่งที่เขาต้องการคือสตรีผู้นั้นจริงหรือ จื่อเหยียนกล่าว สวีจื่อเจี้ยสีหน้ามีพิรุธ มองเพียงผาดเดียวก็รู้ว่าจิตใจชั่วร้าย

สีหน้าฉางเซิงพลันฉายแววดูแคลน ปล่อยเขาเข้าไปในห้องโถง

จื่อเหยียนนั่งอยู่ก่อนแล้ว ข้างกายจุดเครื่องหอมประหลาดก้านหนึ่ง ส่งกลิ่นรางเลือนเสมือนเคยพบพาน

“เซียนเซิง มีเพียงท่านที่สามารถช่วยชีวิตข้า” สวีจื่อเจี้ยคุกเข่าคำนับอย่างหวาดหวั่น ลังเลมิกล้าเอื้อนเอ่ย

ฉางเซิงเห็นดังนั้น ในใจนึกเสียดายรูปโฉมที่ดูดีเพียงภายนอกของเสิ่นเยวี่ย เมื่ออยู่กับคนผู้นี้นับว่ามุกหยกเปื้อนฝุ่นโดยแท้

“เจ้ารู้ว่าข้ารับเฉพาะเงิน เรื่องอื่นล้วนมิเกี่ยวข้องกับผู้ปลีกวิเวกเช่นข้า” จื่อเหยียนเอ่ยเสียงราบเรียบ สีหน้าสงบนิ่ง

สวีจื่อเจี้ยผ่อนลมหายใจโล่งอก ใช่แล้ว นักแปลงโฉมเช่นจื่อเหยียน ต้องพบคนมากหน้าหลายตาในยุทธภพอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ ย่อมมีวิธีเอาตัวรอด ยิ่งมิยอมถูกกฎหมายควบคุม

“ใบหน้านี้ข้ามิต้องการแล้ว ขอเซียนเซิงโปรดเปลี่ยนใบหน้าใหม่ให้ข้า”

จื่อเหยียนหัวเราะ “ใบหน้าเดิมก็มิต้องการเช่นกันหรือ”

สวีจื่อเจี้ยสั่นศีรษะอย่างแน่วแน่

จื่อเหยียนยกมือข้างหนึ่งเท้าคาง นัยน์ตาวามวาวราวสายน้ำในฤดูใบไม้ร่วงจ้องมองอีกฝ่าย “เช่นนั้นใบหน้าแบบใดดี”

สวีจื่อเจี้ยพลันใจเต้นระรัว หน้าผากปรากฏเม็ดเหงื่อผุดพราย

จื่อเหยียนคว้าผ้าเช็ดหน้าแพรไหมผืนหนึ่ง โน้มตัวเช็ดเหงื่อให้เขา

ฉางเซิงพลันใบหน้าแดงก่ำ เบือนหน้าสะกดกลั้นโทสะ

สวีจื่อเจี้ยมีท่าทีตกใจที่ได้รับการปฏิบัติอย่างดี เขาสูดกลิ่นหอมละมุนคราหนึ่งเข้าไป ความรู้สึกนึกคิดล้วนตกอยู่ภายใต้การควบคุมของจื่อเหยียน ท่าทางมึนงงคล้ายเมามาย

“แล้วแต่เซียนเซิงจะตัดสินใจ”

“เช่นนั้น” จื่อเหยียนเอ่ยเสียงสงบ “กรีดใบหน้านี้ทิ้งดีหรือไม่”

ฉางเซิงทนไม่ไหวอยากหัวเราะ สวีจื่อเจี้ยจอมละโมบผู้นี้ ต้องโทษที่เขาหมายมาดในใบหน้าของเสิ่นเยวี่ยมากเกินไป บัดนี้มันฝังลึกเป็นหนึ่งเดียวกับเขา มิอาจใช้เพียงวิธีแปลงโฉมโดยง่ายปกปิดปรับแก้

มีเพียงกรีดใบหน้านี้ทิ้งเสีย

สวีจื่อเจี้ยเนื้อตัวสั่นเทิ้ม ด้านจื่อเหยียนก็ไม่สนใจเขา เพียงปล่อยให้กระแสแห่งความหวาดระแวงในใจเขาซัดโถมโหมกระหน่ำ เฝ้ารอคำตอบประโยคหนึ่งจากเขาอย่างเงียบงัน

สุดท้าย หลังผ่านการดิ้นรนอันทุกข์ทรมานที่แสนยาวนาน สวีจื่อเจี้ยพยักหน้าอย่างแรง ขณะเดียวกันก็ก้าวถอยหลังอย่างรวดเร็ว คล้ายกลัวว่าจื่อเหยียนจะไม่พูดพร่ำทำเพลง กรีดใบหน้าเขาทิ้งอย่างฉับพลันทันใดเช่นเมื่อครั้งตัดนิ้วของเขา

“มิต้องกลัว ครานี้ต้องใช้เวลาหนึ่งวันเต็ม คืนนี้เจ้าพักผ่อนก่อน” จื่อเหยียนกล่าวพลางโบกมือปัดควันในกระถางเครื่องหอม

ควันอ่อนบางเหล่านั้นพุ่งเข้าใส่สวีจื่อเจี้ย ประดุจจุมพิตจากเทพนิทรา เขาตาปรือขณะประคองเก้าอี้นั่งลง

จากนั้นได้ยินเสียงจื่อเหยียนประหนึ่งเสียงบัญชาจากสรวงสวรรค์ “มา จงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นหลังเจ้าแปลงโฉม”

ลาจาก เขามิเคยคิดมาก่อนว่าในใจของเฟิงเจวียน มิเคยมีชั่วขณะใดที่ลืมเลือนเสิ่นเยวี่ยตัวจริง

มิต้องสงสัยว่าเขาคล้ายเสิ่นเยวี่ยอย่างยิ่ง ทั้งหน้าตา น้ำเสียง รอยยิ้ม ท่าทาง ไม่มีอันใดมิเหมือน แม้กระทั่งนิ้วที่ขาดเมื่อครั้งอีกฝ่ายมีเหตุวิวาทหึงหวงกับผู้อื่น

ครั้นเฟิงเจวียนซึ่งตรอมใจฟั่นเฟือนได้พบเขา ก็หายเป็นปกติเช่นที่คาดไว้

ทั้งคู่สุดท้ายก็ได้ครองรักกัน

บางที สิ่งที่เขามุ่งหวัง คือนางมิต้องหายเป็นปกติตลอดกาล นางจะได้มิพบพิรุธของเขา

แม้เขาจะเลียนแบบเสิ่นเยวี่ยเฉกเช่นพี่น้องฝาแฝด หากแต่ความเจ้าชู้เสเพลที่เป็นนิสัยดั้งเดิมของคนเช่นนั้น เขากลับเลียนแบบมิได้

ทุกครั้งที่เห็นแววตาคลั่งไคล้ของเฟิงเจวียน บอกให้เขาเล่าเรื่องขันกล่าวคำหวาน เขาได้แต่อ้างว่าการค้ายุ่ง หลบออกไปนอกบ้าน ทุกวันทุ่มเทให้กับการทำงาน

สิ่งเดียวที่เขามิทำก็คือนอนบนเตียงนอนนั้น เสิ่นเยวี่ยสิ้นใจบนนั้น มีรอยเลือดมิเป็นมงคล แม้จะทาสีใหม่ เปลี่ยนโครงเตียงใหม่ ทว่าตำแหน่งเดียวกัน เตียงนอนเดียวกัน มักจะปลุกให้เขานึกถึงภาพภาพนั้นเสมอ

“เจ้าฆ่าเสิ่นเยวี่ย ด้วยเหตุนี้จึงกลัวเตียงนอนนั้น ใช่หรือไม่”

จื่อเหยียนเอ่ยขึ้น

ฉางเซิงฟังจบก็ตกใจ ที่แท้คุณชายล่วงรู้ความจริงแต่แรก หากแต่เพราะเหตุใดจึงยอมแปลงโฉมให้ฆาตกรผู้นี้? ระเบียบกฎเกณฑ์ในใต้หล้า มิอยู่ในสายตาของคุณชายจริงๆ หรือ

“ใช่ ข้ามิได้ตั้งใจฆ่าเขา...” สวีจื่อเจี้ยตอบพึมพำ

ครั้นกล่าวสิ่งที่อยู่ในใจ ร่างกายพลันเบาหวิวลอยละล่อง จมสู่ห้วงแห่งความทรงจำอีกครั้ง

เขาทำทุกวิถีทางเพื่อเข้าจวนสกุลเฟิงเพราะอะไร เขามิได้ลืม

เพิ่งเข้าไปดูแลกิจการตระกูลเฟิงไม่กี่วัน นายท่านแห่งตระกูลเฟิงก็มองเขาด้วยสายตาชื่นชม

สิ่งเดียวที่เขาขาดก็คือโอกาส นิ้วที่ขาดและรูปโฉมที่ยอมทำลาย ก็คือสิ่งที่เขายอมสูญเสียเพื่ออนาคตที่ว่านี้

เขาลืมไปว่าเขาสละชีวิตของเสิ่นเยวี่ย ทุกวันเมื่อส่องกระจก ใบหน้านั้นจะคอยย้ำเตือนทุกครั้งว่าเขาฆ่าคน

“ไม่ว่าอย่างไร และแล้วเฟิงเจวียนก็รู้ความจริง?” จื่อเหยียนถาม

“นึกไม่ถึงว่าข้าจะฝันร้าย แล้วก็ละเมอออกมา ทุกอย่างล้มเหลวในตอนสุดท้าย!” สวีจื่อเจี้ยตบขาทอดถอนใจ

“แล้วเลือดบนตัวเจ้า...”

“นางต้องการฆ่าข้าเพื่อแก้แค้นให้เสิ่นเยวี่ย ข้า...ข้าพลั้งมือทำร้ายนาง แต่ข้ามิได้ตั้งใจจริงๆ  ยังดีที่อาการบาดเจ็บของนางไม่ร้ายแรง แต่พอข้าจะห้ามเลือดให้นาง นางกลับมิยอม...” สวีจื่อเจี้ยเอ่ยน้ำเสียงเจือแววสะอื้น กลัดกลุ้มเป็นที่สุด “บัดนี้ข้ากลับไปมิได้แล้ว นางมิยอมรับข้าอีกแล้ว”

ได้ยินว่าเฟิงเจวียนยังมิตาย หัวใจอันหนักอึ้งของฉางเซิงในที่สุดก็คลายลง

คนเรามิอาจหนีพ้นจากความรู้สึกผิด ฉางเซิงปราศจากความเห็นใจ

คนผู้นั้นเดี๋ยวร้องไห้เดี๋ยวหัวเราะ คล้ายคลุ้มคลั่งคล้ายเสียสติ ทว่าในสายตาของฉางเซิง เขาไม่ต่างอันใดกับคนตาย

สวีจื่อเจี้ยอาจจะรักเฟิงเจวียนอยู่บ้าง หากแต่ฉางเซิงคิดว่า ส่งเสริมคนรักก็นับเป็นความรักรูปแบบหนึ่ง ไม่ส่งเสริมก็แล้วไป ซ้ำยังฆ่าคนเพื่อบรรลุเป้าหมาย เช่นนี้มิใช่รักผู้อื่น

ผู้ที่สวีจื่อเจี้ยรักมีเพียงตัวเขาเอง และสิ่งที่เรียกว่าความสามารถซึ่งเขาภูมิใจนักหนา

ฉางเซิงพลันขนลุกชัน นึกถึงตนเองซึ่งได้อยู่ข้างกายคุณชายทั้งที่ไร้ฝีมือไร้ความสามารถ โง่เขลาไม่รู้เรื่องรู้ราวก็ใช่ว่ามิใช่เรื่องดี โชคดีที่เขาเป็นคนดี ฉางเซิงคิดเช่นนี้ มองจื่อเหยียนปัดกลิ่นหอมโชยทาบใบหน้าสวีจื่อเจี้ย

สวีจื่อเจี้ยหลับไปถึงสองวันเต็ม

เมื่อตื่น จื่อเหยียนยื่นกระจกประดับเปลือกหอยมุกงามวิจิตรบานหนึ่งให้เขาด้วยท่าทางเคร่งขรึมเยือกเย็น 

เขาชะงัก มองเงาสะท้อนของตนเองในกระจกอย่างลังเล จากนั้น รอยยิ้มพลันปรากฏบนใบหน้า

เขาหลุดพ้นจากเสิ่นเยวี่ยแล้ว

เบื้องหน้าคือใบหน้าที่ต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง หล่อเหลาองอาจ ห้าวหาญดุดัน

เขาลองคลำเนื้อหนังบนใบหน้า ประหนึ่งติดตัวมาแต่กำเนิด มองมิเห็นร่องรอยการแปลงโฉมแม้เพียงนิด จื่อเซียนเซิงผู้นี้นับเป็นผู้วิเศษโดยแท้ สวีจื่อเจี้ยน้อมกายคำนับอย่างเลื่อมใสศรัทธา

จื่อเหยียนปิดปากยิ้มเอ่ย “มิจำเป็นต้องทำถึงเพียงนี้ เจ้ามอบเรื่องเล่าน่าฟังเรื่องหนึ่งให้ข้า ข้าสามารถนำไปแลกกับเครื่องหอมชั้นเลิศห่อหนึ่ง”

สวีจื่อเจี้ยฟังมิเข้าใจ และไม่นึกสนใจ ที่ว่าการเมืองคงกำลังตามจับตัวเขาไปดำเนินคดี จวนสกุลจื่อมิเหมาะอยู่นาน

“จะไปแล้วหรือ ฉางเซิง ส่งแขก” จื่อเหยียนจับจ้องเขานิ่ง “สวีกงจื่อ ข้าว่าเจ้ามิจำเป็นต้องมาที่นี่อีก”

สวีจื่อเจี้ยพยักหน้าเห็นด้วย นับจากนี้ไปเขาจะระวังตัวให้มาก ไม่เปิดเผยสถานะของตนเองอีก

เขาจะใช้ชีวิตที่เหลือโดยปิดบังชื่อเสียงเรียงนาม โชคดี ช่วงที่อยู่ในจวนสกุลเฟิงพอมีทรัพย์สินสะสมอยู่บ้าง แม้ไม่มากเท่าที่คิดไว้ แต่ก็เพียงพอให้เขาใช้จ่ายอย่างสบาย

ฉางเซิงออกไปส่งสวีจื่อเจี้ย ครั้นกลับมาก็เตะหินในลานกว้างจนกระเด็นว่อน เด็กรับใช้ที่ทำความสะอาดตกใจจนวิ่งเตลิดไปคนละทิศละทาง

“เขาเป็นฆาตกรสังหารเสิ่นเยวี่ย เหตุใดจึงมิให้เขามีใบหน้าเช่นเสิ่นเยวี่ย อยู่อย่างทุกข์ทรมานชั่วชีวิต” เขาซักไซ้จื่อเหยียน สิ้นประโยคก็รู้สึกว่ากล่าวแรงเกินไป หากแต่วาจาที่เอ่ยไปแล้วมิอาจเรียกกลับคืน ได้แต่ย่ำเท้าอย่างมิสบอารมณ์

“ชีวิตของเขามาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว” จื่อเหยียนกำลังรินสุรา ได้ยินดังนั้นก็ยกจอกสุราขึ้นดื่มรวดเดียวหมด ส่งยิ้มหยอกเย้าให้ฉางเซิงซึ่งกำลังฉุนเฉียว โดดมาหยุดข้างกายเขาก่อนจะดีดศีรษะทึ่มทื่อของเขา

“เจ้าลืมแล้วหรือ เสิ่นเยวี่ยแม้หน้าตาหล่อเหลา ทว่าอายุสั้น แต่เขากลับต้องการมีรูปร่างหน้าตาเช่นเสิ่นเยวี่ย โดยลืมไปว่าหน้าตาเช่นนี้ไม่มีทางอายุยืน”

ฉางเซิงรู้สึกสบายใจขึ้น แต่เมื่อนึกได้ว่าจื่อเหยียนเปลี่ยนแปลงรูปโฉมให้เขาอีกครั้ง ก็เอ่ยถามอย่างอดมิได้ “คุณชาย ท่านแปลงโฉมให้เขาอีกครั้ง เช่นนี้...”

จื่อเหยียนเอ่ยโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า “เจ้าของใบหน้านั้นทิ้งใบหน้านั้นไว้ที่ข้า เพราะว่าเขาเป็นนักโทษอาญาที่กำลังถูกประกาศจับ”

ฉางเซิงกระจ่างในบัดดล ในที่สุดก็เบาใจลง

จากจวนสกุลจื่อถึงประตูเมือง คงเป็นช่วงเวลาอิสระช่วงสุดท้ายในชีวิตของสวีจื่อเจี้ยกระมัง

เครื่องหอมบางเบาก้านนั้นยังคงถูกเผาไหม้อย่างแช่มช้า จื่อเหยียนยิ้มมองเขาผ่านแสงโคม

“ต้องการสูดกลิ่นหอมนี้นานขึ้นอีกนิดหรือไม่”

หนังสือแนะนำ

Special Deal