บทที่ 1 ผู้มากับความตาย (หน้า 3)

      ที่แท้ในผู้คนสิบกว่าคนนี้ นอกจากโอ้วกงจื้อที่ไม่อยู่ในบริเวณแล้วที่หลงเหลือล้วนสอดส่ายตามองสี่ทิศ เงี่ยหูสดับแปดทาง ต้องการดูว่าจอมดาบลี้ลับผู้นี้มาจากทิศทางใด มิคาดคนชุดขาวพลันปรากฏกายขึ้นที่กลางวงดุจวิญญาณภูตพราย

      คนชุดขาวพอปรากฏกาย ก็พกพารังสีการฆ่าฟันปกคลุมทั่วบริเวณ ดังนั้นสภาพของเขาหาด้อยกว่าแม่ทัพท่ามกลางกลองศึกสะท้านฟ้าหมื่นม้าควบทะยานไม่

      โอ้วกงจื้อปรากฏกายออกไปหลังจากที่คนชุดขาวแสดงตนขึ้น เนื่องด้วยคนชุดขาวหันหน้ามาทางด้านนี้ ดังนั้นพอดีเผชิญหน้ากัน คนชุดขาวก็พอดีเห็นตั้งชุนฮี้ปิดประตูลงในมือของเขาถือดาบพร้อมฝักเล่มหนึ่ง ยืนหยัดกับที่ราวรูปสลักจากศิลา มีแต่ชุดขาวบนร่างที่โชยพัดพลิ้วตามลม

      โอ้วกงจื้อพอเผชิญกับประกายตาที่เจิดจ้าดุจสายฟ้าของอีกฝ่ายหนึ่งคล้ายปรากฏดาบคมกล้าคู่หนึ่งแทงสวนมาก็ปาน แต่โอ้วกงจื้อยังยิ้มให้กับคนชุดขาว เคลื่อนขวางถึงด้านหลังชายชราชุดแพรเลิศหรูนั้น

      คนชุดขาวละสายตาจากโอ้วกงจื้อ กวาดมองไปยังบุคคลอื่นตามลำดับ สายตาของเขากวาดกราดไปที่ใด เพลิงอำมหิตยิ่งคุคั่ง บันดาลให้ผู้คนรู้สึกคล้ายพลัดตกลงไปในหล่มน้ำแข็งอันเยียบเย็น ไม่มีผู้ใดมุ่งหวังให้คนชุดขาวจับจ้องมองตัวเองนานกว่านี้ และไม่มีผู้ใดถลึงมองตอบต่อเขา

      คนชุดขาวสำรวจมองคนทั้งหมดเที่ยวหนึ่ง พลันกล่าวว่า

      “พวกท่านผู้ใดบรรลุถึงที่นี้ก่อน?” สุ้มเสียงของเขาก็เย็นชาอำมหิตดุจเดียวกัน

      ทุกผู้คนไม่เข้าใจว่า เขาถามเช่นนี้ด้วยความหมายอันใด ผู้นำของโจรสลัดเล้าเล่าตั่วตอบว่า

      “ลี้เซี้ยลี้เล่าซือ (อาจารย์แซ่ลี้) เชิญเถอะ พวกเราทั้งสิบสามคนมาถึงที่นี้พร้อมกัน ไม่ทราบลี้เล่าซือถามเช่นนี้ด้วยจุดประสงค์ใด?”

คนชุดขาวลี้เซี้ยกล่าวเสียงเย็นชา

      “ไม่มีใด เราเพียงถามไถ่ตามธรรมเนียม เล้าปิว ปีนี้พวกเจ้าใช่จะปฏิบัติตามกฎระเบียบเดิมหรือไม่?”

เส้าเล่าตั่วมีสีหน้าทั้งคั่งแค้นทั้งขลาดเขลา กล่าวว่า

      “ยังคงปฏิบัติตามกฎระเบียบเดิม”

สุ้มเสียงลี้เซี้ยยะเยียบเย็นชากว่าเดิม กล่าวว่า

      “หากปฏิบัติตามกฎระเบียบเดิม เราจะลงมือด้วยอำมหิตปลิดชีวิตพวกเจ้า”

      “เราทราบ”

ลี้เซี้ยผงกศีรษะกล่าวว่า

      “ประเสริฐ เราจะจัดการกับคนเหล่านี้ก่อน แล้วค่อยว่ากล่าว”

คาดว่านี้เป็นปัญหาที่เอ่ยถึงทุกปี ดังนั้นแล้วเล่าตั่วมีสีหน้าผ่อนคลาย กล่าวว่า

      “เราขอแนะนำชาวบู๊ลิ้มต่อท่านสักหลายท่าน”

      ซิมอูย่อมต้องการทราบว่า โจรสลัดเหล่านี้เชื้อเชิญยอดฝีมือใดมาจัดการกับจอมดาบลี้เซี้ยผู้นี้ แต่สายตาของเขาไม่มองไปที่คนแนะนำกลับจ้องจับบนใบหน้าลี้เซี้ยควรทราบว่าการแสดงออกของลี้เซี้ย เป็นที่เห็นได้ว่าเขาเป็นคนเจ้าความคิด บวกกับโอ้วกงจื้อแพร่งพรายว่าเขามีฝีมือสูงเยี่ยม บุคคลเช่นนี้หากเป็นยามปกติ ยากที่จะคาดคำนวณความในใจจากสีหน้าของเขาได้ ดังนั้นซิมอูต้องเกาะกุมโอกาสทุกประการไว้ สมมติเช่นตอนนี้เล้าเล่าตั่วประกาศว่าจะแนะนำยอดฝีมือชาวบู๊ลิ้มต่อเขา อย่างนั้นลี้เซี้ยจะมากจะน้อยต้องแสดงความรู้สึกออกทางสีหน้า ซึ่งก็หมายความว่าปฏิกิริยาของลี้เซี้ยมีส่วนในการทำนายทายทักสถานการณ์ข้างหน้าได้

      ก่อนอื่น ซิมอูพบว่าลี้เซี้ยเบือนสายตาไปยังคู่มือเหล่านั้น สีหน้าแม้ไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่สายตาอันแหลมคมของเขา จ้องจับไปยังผู้ถูกแนะนำโดยไม่กะพริบ

      จากความนี้แสดงว่าลี้เซี้ยแม้เป็นคนยโสถือดี แต่ไม่ลำพอง กับคู่มือคนใหม่ทุกคน ล้วนไม่ “ดูแคลน” ทั้งสิ้น

      ซิมอูต้องครุ่นคิดขึ้น

      “หากไม่มีความคิดประมาทศัตรูตลอดไป อย่างนั้นคิดโค่นคนผู้นี้เกรงว่าทำไม่ได้...”

ได้ยินเล้าเล่าตั่วกล่าวว่า

      “ท่านนี้คือกวนแป๊ะฮู้กวนเล่าซือ (อาจารย์แซ่กวน) ฉายาเจาะปิก (พู่กันพิฆาต) มีชื่อลือเลื่องมาหลายสิบปี”

      ลี้เซี้ยผงกศีรษะต่อชายชราชุดแพร ซึ่งมีฉายาพู่กันพิฆาตกวนแป๊ะฮู้ไม่ทักทายว่ากระไร แต่ให้ความสนใจต่อพู่กันในมือของมันคู่นั้น พู่กันพิฆาตเห็นอีกฝ่ายหนึ่งไม่แยแสสนใจตัวเอง ต้องแค่นเสียงออกมา จากนั้นเล้าเล่าตั่วชี้มือไปยังชายชราสวมเสื้อนวมแขนสั้น แนะนำว่า

      “ท่านนี้คือเชาคุนเชาเล่าซื่อ (อาจารย์แซ่เชา) มาจากชานตุงตอนเหนือ เชาเล่าซื่อเร้นกายนานปี คราครั้งนี้ต้องใช้ความเพียรพยายามไม่น้อยค่อยเชิญท่านลงจากเขา” ลี้เซี้ย แบะปากเล็กน้อย คล้ายยิ้มคล้ายไม่เชิงยิ้ม

      นี่เป็นครั้งแรกที่เขาแสดงความรู้สึกออกทางสีหน้า นับเป็นข้อมูลที่หายากยิ่ง ดังนั้นซิมอูครุ่นคิดขึ้น

      ‘มันไฉนมีสีหน้าเช่นนี้ เป็นเพราะรูปลักษณะภายนอกและอาวุธของเชาคุน หรือคำแนะนำของเส้าเล่าตั่ว คู่ควรให้มันแสดงสีหน้าเช่นนี้?’ เล้าเล่าตั่วแนะนำอีกว่า

      “สามท่านทางด้านนั้นคือ เต๋งแกซาฮ้ง (สามนักสู้ตระกูลเต๋ง) แห่งเมืองเซียงเอี้ยง ท่านแรกเต๋งเฮี้ยงเฮีย ท่านที่สองเต๋งทงเฮีย ท่านที่สามเต๋งเจียวเฮีย” เนื่องด้วยคนทั้งสามถืออาวุธตาขอคู่ สวมใส่เสื้อผ้าดุจเดียวกัน แทบไม่ต้องแนะนำ ที่คาดเดาออกว่าเป็นพี่น้องพวกเดียวกัน เล้าเล่าตั่วแนะนำอีกว่า

      “ท่านนี้คือยอดฝีมือสำนักคงท้ง ฉายา จู ซัวซิ่ว (มือทรายชาด) อึ้งเลียกเฮีย มีชื่อกระเดื่องเลื่องบู๊ลิ้ม”

คนเครารกครึ้มซึ่งมีฉายามือทรายชาดอึ้งเลียกประสานมือ กล่าวว่า

      “ยินดีที่ได้พบ”

ลี้เซี้ยไม่แยแสสนใจ คล้ายไม่ได้ยินก็ปานมือทรายชาดเบิกตากระชากเสียงว่า

      “ท่านเย่อหยิ่งไร้มารยาทปานนี้ ต่อให้มีฝีมือสูงเยี่ยม ก็ไม่เป็นที่เคารพยกย่องของผู้คน”

ลี้เซี้ยกล่าวเสียงเย็นชา

      “เราไม่มีความคิดให้ผู้คนเคารพยกย่องมาก่อน”

มือทรายชาดงงงันวูบ ไม่อาจนึกหาถ้อยคำตำหนิได้ ลี้เซี้ยบุ้ยปากไปยังโอ้วกงจื้อ ถามว่า

      “เด็กผู้นี้เป็นใคร?”

โอ้วกงจื้อเผยอยิ้มออกมา กล่าวด้วยความยินดีว่า

      “ข้าพเจ้าไม่ได้ยินผู้อื่นเรียกข้าพเจ้าเป็นเด็กมานาน ท่านเรียกอีกหลายคำเถอะ” ลี้เซี้ยกลับปิดปากสนิท ซึ่งความจริงเขาไม่มีความจำเป็นต้องเรียกอีกฝ่ายหนึ่งอีก

โอ้วกงจื้อกล่าวว่า

      “ท่านไม่เรียกแล้ว? อย่างนั้นข้าพเจ้าบอกต่อท่าน ข้าพเจ้าแซ่โอ้วนามจิน เป็นตัวแทนคนผู้หนึ่งมาชมดูเพลงดาบของท่าน ฟังว่าท่านอนุญาตให้ทำเช่นนี้ได้”

ลี้เซี้ยกล่าวว่า

      “นั่นต้องดูว่าท่านเป็นตัวแทนผู้ใด”

      “ข้าพเจ้าทราบ สมควรเป็นคนมีชื่อเสียงเกียรติภูมิอยู่บ้าง ข้าพเจ้าเป็นตัวแทนของโอ้วอิดกี๋ ไม่ทราบมีคุณสมบัติเพียงพอหรือไม่?”

ลี้เซี้ยกล่าวถามว่า

      “เทพกระบี่โอ้วอิดกี๋?”

เล้าเล่าตั่วรีบกล่าวว่า

      “ถูกแล้ว เราใช้ความเพียรพยายามไม่น้อย ค่อยผูกความสัมพันธ์นี้ได้”

ลี้เซี้ยจับจ้องมองโอ้วกงจื้อ ดวงตาทอแววเคลือบแคลงสงสัย พลันแค่นเสียงอย่างเย็นชากล่าวว่า

      “ในความเห็นเรา คนผู้นี้แปลกปลอมมาเสียแปดส่วน เพียงแต่เราไม่นำพา ดังนั้นไม่แยแสสนใจมันชั่วคราว”

เล้าเล่าตั่วรับคำว่า

      “ถูกแล้ว...”

ลี้เซี้ยกวาดกราดสายตาไปยังทุกผู้คน กล่าวว่า

      “ท่านทั้งหลายได้รับการจ้างวานมาด้วยจุดประสงค์เพียงหนึ่งเดียวคือโค่นเราพ่ายแพ้ ดังนั้นไม่ต้องกล่าวมากความ ท่านใดลงมือก่อน?”

มือทรายชาดกล่าวเสียงกังวาน

      “เราขอรับการสอนสั่งจากลี้เล่าซือก่อน”

เมื่อครู่มันได้รับโทสะอัดอก ดังนั้นชิงสู้ศึกก่อน

ลี้เซี้ยกล่าวคำ “เชิญ” มือทรายชาดก้าวยาวๆ ออกไป ดาบสั้นในมือซ้ายมันสะท้อนประกายเยียบเย็น แสดงว่าคมกล้ายิ่ง แต่มือขวามันไม่มีอาวุธใด

คนผู้นี้ฉายามือทรายชาด อย่างนั้นมันปล่อยมือขวาว่างเปล่า แสดงว่าคิดใช้ไม้ตายประจำตัวนี้

โอ้วกงจื้อพลันร้องว่า

      “รอสักครู่”

ลี้เซี้ยแค่นเสียงอย่างไม่พอใจ กล่าวว่า

      “เรื่องอันใด?”

      “ฟังว่าใต้คมดาบท่านไม่มีคนรอดชีวิตมาก่อน ใช่หรือไม่?”

      “มิผิด”

      “อย่างนั้นก่อนลงมือ ท่านไหนเลยไม่บอกกล่าวให้กระจ่างชัดได้?”

ลี้เซี้ยกล่าวเสียงเย็นชา

      “ลูกผู้ชายสู้ศึก ไม่อยู่รอดก็ต้องตาย ไยต้องบอกกล่าวล่วงหน้า?” เขาสลัดมือวูบ ฝักดาบถูกสลัดตกหล่นลงกับพื้น ดาบยาวเปล่งประกายแวววาวออกมา มือทรายชาดขบกรามกรอด พยายามเร่งเร้าเพิงอำมหิตของตัวเองจังจ้องมอืฝ่ายตรงข้าม มือขวาเกร็งพลังฝ่ามือทรายชาดถึงสิบส่วน ตระเตรียมต่อสู้เสี่ยงชีวิต ทุกผู้คนในบริเวณรวมทั้งซิมอูที่ลอบดูอยู่ภายในห้องต่างขมวดคิ้ว

      ในกลุ่มคนเหล่านี้ มือทรายชาดมีเปลือกนอกที่เข้มแข็ง แกร่งกร้าวที่สุด แต่ภายใต้บุคคลิกภาพอันกราดเกรี้ยวของลี้เซี้ยกลับมีท่าทีครั่นคร้ามขึ้นมา ลี้เซี้ยดูไปไม่ดุร้าย ทั้งไม่แข็งกร้าว แต่ใบหน้าที่ซีดขาว สีหน้าที่เย็นชา ท่วงท่าที่จับดาบ กลับระเหยกลิ่นอายของ “ความตาย” ออกมา  คนผู้นี้คล้ายเป็นดั่งเทพมรณะองค์หนึ่ง หาใช่มนุษย์เลือดเนื้อไม่! ทุกผู้คนล้วนสูดลมหายใจเข้าไปอย่างหนาวเหน็บ โอ้วกงจื้ออดกล่าวมิได้ว่า

      “อึ้งเลียกเฮีย ไม่ต้องต่อสู้แล้ว” ไม่ทันขาดคำ พลันเห็นประกายดาบวูบขึ้น ลี้เซี้ยกรีดดาบเป็นภาพประหลาดแปลกตาภาพหนึ่ง พริบตานั้นไม่มีผู้ใดดูออกว่า ดาบยาวของเขามาอย่างไร ไปอย่างไร  เห็นลี้เซี้ยโถมไปเบื้องหน้า มือทรายชาดอึ้งเลียกส่งเสียงร้องคำหนึ่งก็ล้มหงายไปด้านหลัง

      ก่อนที่จะล้มลง ฝ่ามือของมันฟาดถูกตัวดาบ กระแทกสภาวะดาบของลี้เซี้ยเบนเบือนไปด้านข้าง เผยช่องโหว่ที่ทรวงอก น่าเสียดายมือทรายชาดล้มลงแล้ว ไม่สามารถจู่โจมใส่ช่องโหว่นี้ ลี้เซี้ยรั้งดาบถอยกายไปหลายก้าว เพ่งตาดุจสายฟ้าจ้องจับไปยังใบหน้าพู่กันพิฆาตและพวก เล้าเล่าตั่วโบกมือวูบ ปรากฏโจรสลัดสองคนวิ่งปราดมาหามร่างมือทรายชาดขึ้น ล่าถอยไปอย่างรวดเร็วพวกมันมิต้องรายงาน ทั้งนี้เพราะคนในบริเวณล้วนเป็นยอดฝีมือพอเห็นสภาพที่มือทรายขาดถูกหามจากไป ก็ทราบว่าคนเสียชีวิตแล้ว นี่นับเป็นเรื่องน่าตระหนกจริงๆ ด้วยชื่อเสียงเกียรติภูมิ และพลังฝีมือที่แท้จริงของมือทรายชาด เพียงไม่ถึงหนึ่งกระบวนท่า ก็จบชีวิตได้คมดาบของลี้เซี้ย

ลี้เซี้ยกล่าวเสียงเย็นชา

      “สำนักคงท้งยังมียอดฝีมืออันใด?”

ผู้อื่นล้วนไม่ส่งเสียง แม้แต่โอ้วกงจื้อที่พูดมากที่สุดก็ปิดปากเอาไว้

เล้าเล่าตั่วค่อยกล่าวว่า

      “สำนักคงท้งคงไม่เสนอหน้าให้กับมัน ทั้งนี้เพราะมันออกจากสำนักดังกล่าวหลายปีแล้ว”

      “นั่นนับเป็นที่น่าเสียดายยิ่ง”

      ความหมายในวาจา กลับมุ่งหวังให้สำนักคงท้งเสนอหน้าส่งยอดฝีมือที่ร้ายกาจกว่านี้มา เชาคุนจากชานตุงภาคเหนือสูบกล้องยาเส้นบังเกิดเป็นเสียงดัง แต่ควันที่พ่นอกมาเบาบางยิ่ง แสดงว่ามันกำลังใช้ความคิด สามนักสู้ตระกูลเต๋งสบตากันวูบ ความเคลื่อนไหวจองพวกมันแม้ไร้เสียง แต่ทุกผู้คนดูออกว่าสามพี่น้องแลกเปลี่ยนความคิดโดยไร้เสียงกันพู่กันพิฆาตกวนแป๊ะฮู้ยกมือลูบเครา สายตาเบิกค้าง แสดงว่าจมอยู่ในภวังค์ครุ่นคิดเช่นกัน

      เล้าเล่าตั่ว พอเห็นสีหน้าเหล่ายอดฝีมือ ต้องบังเกิดความผิดหวังขึ้นมันทราบว่าคนเหล่านี้กำลังค้นคว้าเพลงดาบของฝ่ายตรงข้ามซึ่งก็หมายความว่าทุกผู้คนเห็นว่าฝ่ายตรงข้ามมีเพลงดาบลึกล้ำ เฝ้านึกหาวิธีทำลาย หากคนเหล่านี้ไม่มีวิธีจัดการได้ แสดงว่าพลังฝีมือพวกมันไม่อาจต้านทานรับคนผู้นี้ได้

โอ้วกงจื้อพลันกล่าวว่า

      “ลี้เล่าซือ เพลงดาบของท่านอย่าว่าแต่เคยเห็น กระทั่งได้ยินยังไม่เคยได้ยินมา ไม่ทราบท่านร่ำเรียนจากที่ใด?” นี่เป็นคำถามที่ทุกผู้คนในบริเวณคิดใคร่ถาม แต่คำถามเช่นนี้ไหนเลยกล่าวจากปากได้ คิดไม่ถึงโอ้วกงจื้อยกปัญหาข้อนี้ขึ้นมาโดยปราศจากข้อกริ่งเกรง

ดังนั้นทุกผู้คนเงี่ยหูฟังดูว่า ฝ่ายตรงข้ามจะตอบว่ากระไร ลี้เซี้ยไม่ตอบคำในบัดดล หลังความเงียบวังเวงที่น่าสะพรึงกลัวเขาค่อยแค่นหัวร่อกล่าวว่า

      “ท่านต้องการทราบจริงๆ”

โอ้วกงจื้อกล่าวว่า

      “หากข้าพเจ้าไม่ต้องการทราบ ไยต้องถามไถ่

ลี้เซี้ยกล่าวเสียงเย็นชา

      “ขอเพียงท่านไม่สำนึกเสียใจ เราสามารถบอกต่อท่าน”

เขากวาดกราดสายตาไปยังเหล่ายอดฝีมือ กล่าวว่า

      “ยังมีผู้ใดต้องการทราบ?”

พู่กันพิฆาตและพวกแม้ต้องการรับฟัง แต่ไม่สะดวกกับการบอกออกไป

ลี้เซี้ยกล่าวว่า

      “เมื่อไม่ตอบคำ เราเพียงบอกต่อมันคนเดียว”

      “เราสามพี่น้องก็ต้องการเพิ่มพูนประสบการณ์”

เขาคุนกล่าวเสียงแหบพร่าว่า

      “เราผู้เฒ่าก็ต้องการทราบ”

พู่กันพิฆาตกล่าวเสริมขึ้น

      “เล่าฮิวก็เช่นกัน”

ลี้เซี้ยกล่าวว่า

      “ตกลง พวกเจ้าเล่า?”

เขาถามไถ่เล้าเล่าตั่วเหล่าโจรสลัด เล้าเล่าตั่วร้องดังๆ ว่า

      “เราย่อมต้องการทราบเช่นกัน”

ลี้เซี้ยผงกศีรษะ วกสายตากลับไปยังใบหน้าโอ้วกงจื้อ ยังไม่ทันเอ่ยปาก โอ้วกงจื้อชิงกล่าวว่า

      “รอสักครู่ ข้าพเจ้ามั่นใจว่าคาดเดาได้ ดังนั้นขอถอนตัว ท่านไม่จำเป็นต้องบอกต่อข้าพเจ้า”

ลี้เซี้ยกล่าวเสียงเย็นชา

      “ต่อให้ท่านกลับชาติเกิดใหม่ ก็คาดเดาไม่ถูก”

      “แต่ละคนต่างมีความสามารถ อย่าได้ดูแคลนข้าพเจ้า”

      “อย่างนั้นท่านล่าถอยไป ยิ่งไกลยิ่งดี”

โอ้วกงจื้อรับคำ ล่าถอยไปเพียงลำพัง จวบกระทั่งกลางหลังปะทะกับกำแพงอิฐชั้นหนึ่ง เป็นผนังอิฐที่ซิมอูและตั้งชันฮี้แอบดูอยู่นั่นเอง โอ้วกงจื้อทราบดีว่า ผู้ที่ได้ยินความลับของลี้เซี้ย ต้องตายแน่นอน เขาไม่มีความมั่นใจรับเพลงดาบของลี้เซี้ยได้ ดังนั้นชิงเป็นฝ่ายถอนตัว ลี้เซี้ยโบกมือด้วยท่าทางรำคาญ ไล่เล้าเล่าตั่วและโจรสลัดทั้งหลายไป เล้าเล่าตั่วและพวกไม่ได้ล่าถอยมาทางด้านนี้ หากแต่ถอยร่นไปอีกมุมหนึ่ง ลี้เซี้ยเริ่มกล่าววาจากับพู่กันพิฆาตและพวกทั้งห้า มองแต่ไกลสีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นสงบราบเรียบ มิเพียงค้นหากลิ่นอายความตายจากตัวของเขาไม่พบ มิหนำซ้ำยังองอาจสง่างามยิ่ง โอ้วกงจื้อเกร็งกำลังเงี่ยหูฟัง แต่ไม่ได้ยินลี้เซี้ยกล่าวว่ากระไร ลี้เซี้ยพอกล่าวกับพู่กันพิฆาตและพวกจบความ ทั้งสองฝ่ายก็ผละจาก เป็นสภาพเผชิญหน้ากัน

      ลี้เซี้ยเพ่งตาจ้องจับที่เชาคุน ไม่ต้องถามก็ทราบได้ ตอนนี้ถึงรอบเชาคุนลงมือแล้ว

      เชาคุนที่เปลือกนอกคล้ายชายชราชนบท คราก่อนเป็นมหาโจรที่อาละวาดอยู่ทางดินแดนภาคเหนือ ฆ่าคนมากมายสุดคณานับ เนื่องด้วยมีฝีมือเข้มแข็ง ดังนั้นรักษาตัวรอดตลอดมา หลายปีมานี้ล้างมือซ่อนตัวพลังฝีมือยิ่งรุดหน้า แต่ความคิดชิงดีชิงเด่นยังไม่คลายจากใจ เพราะเหตุนี้จึงตอบรับคำเชิญของฝ่ายโจรสลัด ปรากฏกายขึ้นที่หมู่บ้านประมงนี้

หนังสือแนะนำ

Special Deal